สื่อธรรมะพ่อครู(อาหาร 4) ตอน แยกรูปแยกนามในการกินอาหาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาหาร 4) ตอน แยกรูปแยกนามในการกินอาหาร _จากลูกศีรษะอโศก กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพบูชายิ่ง ได้ฟังคุณ เข่ง พูดสภาวะเกี่ยวกับนาม 5 ก็เลยอยากนำมาทำความเข้าใจ กับสภาวะของตัวเอง ขอบคุณคุณเข่งมากค่ะ ผิดถูกอย่างไรขอพ่อครูเมตตาชี้แนะด้วยค่ะ สมณะเทศน์จบ ในขณะที่โยมผู้ชายถวายอาหารสมณะ ตาก็เหลือบไปเห็นซาลาเปา ตากระทบรูปเหมือนถูกสะกดจิต ทันใดนั้น พี่เวทนาก็แล่นไป ประชุมลงที่ซาลาเปาทั้งหมด พี่สัญญา ก็มาบอกว่า ให้หยิบ 4 ลูก กินเอง 2 ลูก เอาให้คนป่วย 2 ลูก พอถึงเวลากิน ผัสสะ ลิ้นรับรส อร่อยมาก ต่อมาก็สำนึกทำใจในใจว่า เราโดนความอร่อยเล่นงานอีกแล้ว ฆ่าลูกตัวเอง (จิต) ฝากไว้ก่อนซาลาเปา คราวหน้าจะหยิบ 1 ชิ้น เท่านั้น ขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญ หรือไม่กระดี๊กระด๊า คือจิตไม่ร่วมปรุงด้วยกับความอร่อย ทั้งๆที่รู้รสว่าอร่อย จะทำให้ความอร่อยเบาบางลง ได้หรือไม่คะ กราบขอคำชี้แนะด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณอย่างสูงยิ่ง พ่อครูว่า…ได้ อยู่ที่ว่าคุณเชิงสมถะ เชิงศรัทธา หรือเชิงปัญญา ที่วิจัยวิจารณ์มีเชิงปัญญาอยู่ รู้รายละเอียดอาการจิต ต่อองค์ประกอบนั้น ดีแล้วละเอียดดีในการปฏิบัติ ปฏิบัติอย่างนี้อ่านอาการอย่างนี้ เรื่องกินนี่แหละ เป็นเรื่องที่จะบรรลุธรรมเลย โภชเนมัตตัญญุตา เป็นหลักการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เรื่องกินเรื่องอาหารใส่ปากนี่แหละ มีกามคุณ 5 นี่แหละ กามคุณ 5 เรียกอีกทีว่า ยินดีในกาม หรือกามฉันทะ ในอาหาร 4 ข้อที่ 2 ผัสสะเหมือนวัวไม่มีหนัง ถูกสิ่งแวดล้อมทั้งแมลงสัมผัสแสบ ไม่มีหนังเลย จะแสบเผ็ดแสบร้อนขนาดไหน ถ้าไม่มีผัสสะคุณก็ไม่ได้ศึกษา เหมือนวัวที่ไม่ถูกลอกหนัง ก็ไม่เห็นทุกข์ แต่หากศึกษาเหมือนวัวถูกหนังลอก ทุกข์ มันแสบทุกเวลา ทุ
อ่านต่อ
กโอกาสเลย หากคุณไม่มีจิตหมดปรุงแต่งกับกิเลสก็ต้องแสบไปตลอด หากเลิกปรุงแต่งกับกิเลสมันก็ไม่แสบร้อนแล้ว ต่อจากผัสสะแล้วจะมีเวทนา ไม่มีเวทนาก็ไม่มีตัณหา คือเจตนา ตัณหามีกาม มีภพคือ มีกิเลส ส่วนตัณหาวิภวตัณหาคือ หมดกิเลส หากทำกามภพหมดก็มีแต่เจตนาแต่ไม่อยากเลิกอยากได้แล้ว ไม่อยากมาบำเรอตนเอง ชัดเจนจะทำงานก็ตามเจตนาไม่มีเราของเราอีก นั่นคือสภาพของเจตนา วิญญาณาหาร หากไม่รู้รูปนาม แยกสภาพสองไม่ได้ รูปนาม อันหนึ่งเป็นตัวธาตุรู้อันหนึ่งเป็นตัวถูกรู้ แยกเจตนากามตัณหา ภวตัณหา คือรูป อรูป ก็ล้างไปเป็น คู่ๆตามลำดับ คุณก็จะมีภาวะที่ศึกษารูปนามคือวิญญาณ แต่วิญญาณที่เขาเรียนเป็นวิญญาณแบบสัมภเวสี ไม่ได้มาเรียนรู้วิญญาณที่เกิดจากการสัมผัสแล้วเกิดวิญญาณในปัจจุบันนั้น วิญญาณสัมภเวสีก็ไปนึกถึงวิญญาณล่องลอยเป็นอดีตอนาคตไปเหมือนภิกษุ สาติ หรือเหมือนคณะเทวนิยม ไม่มีผัสสะ นั่งหลับตาแล้วมีนิยายในภพเหมือนอย่างที่เอาของอาจารย์มั่นมาอ่าน แต่ไม่เข้าสู่ฐานแห่งการปฏิบัติที่เป็นกามคุณ 5 ไล่มาตั้งแต่ พ่อแม่กินเนื้อลูก มาจนกระทั่งวิญญาณ วิญญาณ คือ ไอ้โจรใหญ่ที่ทำลายศาสนา แล้วพระราชาให้เอาไปฆ่า คือเจ้านายใหญ่ของศาสนาให้เอาโจรไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่ม เช้ากลางวันเย็นก็ยังไม่ตาย เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ตาย แสดงถึงจมอยู่กับบาปของศาสนาอีกนาน ศาสนาพระพุทธเจ้าหากไม่รู้ความลึกซึ้งก็ไม่สะดุ้ง หากรู้ความลึกซึ้งของอุทาหรณ์พระพุทธเจ้าจะสะดุ้งไหม ผู้เป็นไอ้โจรฆ่าไม่ตายเป็นอย่างไร ไอ้โจรนี้คือใคร คืออะไร คือ ผู้มิจฉาทิฏฐิ ที่ยังไม่เข้าใจที่ยังเปลี่ยนไม่ได้ แม้จะไม่มีปฏิภาณปัญญารู้ตัวเองว่าเราไม่ได้หลงนะ เราก็ยึดถือของเราว่าของเราถูก แต่ทำไมถ้ามันถูก แล้วคุณจะเป็นพระอรหันต์ได้ไหม ถ้าถูกก็ต้องเป็นพระอรหันต์ ก็เอาความเป็นพระอรหันต์มาแสดง ไม่เอามาแสดงแล้วก็ต้องดูทั้งตัวเขาและหมู่กลุ่มของเขา ตั้งภาษาสื่อออกมาให้คนอื่นรู้ตาม อะไรที่ลงกันกับพระไตรปิฎก 45 เล่มของพระพุทธเจ้าก็เอามาตรวจสอบ เอามาสาธยาย อาตมาหยิบมา จากพระไตรปิฎก 45 เล่ม มายืนยันหลักฐาน ยังไม่ได้เศษเสี้ยวเท่าไหร่เลยของทั้งหมดยังมีสภาวะเห็นได้อย่างนี้ ของอาจารย์มั่นไม่ได้เอามายืนยันอธิบายหลักฐานเหมือนกับอาตมาเลย เอาคำสอนในพระไตรปิฎกอ้างอิงตลอดเวลา อาตมายังโชคดีที่มีพระไตรปิฎกฉบับนี้อยู่ ยืนยันตลอดเวลา แม้ไม่หมดก็เป็นอรหันต์ได้ อ่านที่สภาวะจิตเจตสิกของคุณ อ่านให้จริงหมดกิเลสแล้วหรือไม่ แม้จะหลง หากไม่มีความสุขความสุขจริงๆ แล้วแบบลืมตากับแบบหลับตาคุณจะเอาแบบไหนก็เลือกเอาสิ เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล คุณเลือกเอาหลับตาก็เอาแบบหลับตา แต่พวกเราไม่นิยมแบบหลับตา มันอยู่ในภพชาติตัวเอง คนอื่นไม่เห็นรู้เรื่องอะไร รู้แต่พวกเดียวกัน พวกสัมโภคกายด้วยกัน นิรมาณกายด้วยกัน นิรมาณกายคือปั้นมาเอง เหมือนพูดคุยกันรู้เรื่อง เรื่องเดียวกันแต่ไม่เหมือนกันหรอก ยืนยันภายนอกร่วมกันไม่ได้ เอาตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกยืนยัน ทั้งภายนอกและภายในครบ2 แต่คุณเอาแต่พูดแต่ภายใน เหมือนบอกว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ศาสนาพุทธบอกว่ายืนยันแบบนั้นไม่ได้หรอก แต่เรานี่เอาพระพุทธเจ้าคือพระเจ้า จะสูงสุดก็คือความรู้เท่าพระพุทธเจ้า พฤติกรรมของพระพุทธเจ้า ความเป็นมนุษย์สูงสุด เอาแค่นี้ก็เหลือกินแล้ว คุณสูงเท่าพระพุทธเจ้าหรือยัง เอาแค่นี้ก็เหลือกินแล้ว จะสูงกว่าพระพุทธเจ้าใครจะเอาก็เอา อาตมาเอาแค่สูงเท่าพระพุทธเจ้าสมัยเดียวก็พอ จะสูงกว่าพระพุทธเจ้ามีอีกก็ไม่เอาแล้ว 630129_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ยึดติดอัตตาเพราะขาดปัญญาปล่อยวาง