ธรรมที่เป็นพุทธ1-2(from slide 38).pdf
เนื้อหาในไฟล์
ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ธรรมที่เป็นพุทธ Disclaimer ค ำชี้แจงที่ส ำคัญเป็นกำรสรุปหนังสือธรรมที่เป็นพุทธตำมกำละนั้นๆ และเป็นกำรน ำเสนอส่วนที่เกี่ยวข้องรวมถึงตัวอย่ำงประกอบตำมหนังสือธรรมที่เป็นพุทธ เท่ำนั้นผู้น ำเสนอมิได้มีส่วนเสริมเติมแต่งข้อมูลอันใดนอกเหนือไปจำกหนังสือผู้น ำเสนอไม่สำมำรถรับรองควำมถูกต้องครบถ้วนของกำรตีควำมในหนังสือเพื่อควำมเข้ำใจที่สมบูรณ์ ควรอ่ำนหนังสือมำก่อนหรือหลังรับชมกำรน ำเสนอศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน www.asoke.orgและ หนังสือ ธรรมที่เป็นพุทธ ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ธรรมที่เป็นพุทธ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้ใช้ ศิลปะ นิรุตติ ปฏิภาณ ในการสื่อสภาวะนามธรรมดุจชักของลึกให้ตื้นหนังสือเล่มนี้เปรียบเหมือนกระจกใส สะท้อนภาพขยายสัตว์ทางจิตวิญญาณ ว่า เป็น ชาติใด อันได้แก่ เดรัจฉาน นรก เปรต อสูรกาย เทวดา มาร พรหม อย่างกระจ่างแล้วเพื่อ....การปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติวิถีชีวิตจิตวิญญาณของตนเองสู่ทางเจริญในกุศลธรรมตามรอยพระบรมศาสดาธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สัตว์ทางจิตวิญญาณ โอปปาติกะเดรัจฉานนรกเปรตอสูรกาย เทวดามารพรหม ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์อรหันต์ คือ ผู้หมดสิ้นความเป็น สัตว์ สิ้น โอปปาติกะ (สัตว์ที่ยังมี ชาติ) ชีวิต...ขอบคุณชีวิตชาติ ชั่วชาติ นี้สิ้นชาติก็สิ้นชั่วธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ธรรมที่เป็นพุทธ ธรรมที่เป็นพุทธ ภูมิที่เป็นพุทธ ธรรมที่เป็นโลกุตระเป็นอเทวนิยม มีศีลเป็นแก่นแท้มีวิชชา 8 ตามพระอนุสาสนี ไม่ลึกลับ (อรหัง)ธรรมที่เป็นพุทธ....... ต้องเป็นอย่างที่อาตมาเป็นนี่แหละธรรมที่เป็นพุทธเป็นอย่างไรธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์มีวิชชา 8 ตามพระอนุสาสนี จนสามารถ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ความเป็น เทวดา มาร พรหม แล้วด้วยป
อ่านต่อ
ัญญาอันยิ่ง เช่น วิปัสสนาญาณ ไม่มีลึกลับ (อรหัง) ในความเป็น พระเจ้า หรือ ความเป็น สมุตติเทพ อุบัติเทพ วิสุธิเทพ กระทั่งเป็นที่สุด .....อรหันต์ธรรมที่เป็นพุทธ ธรรมที่เป็นพุทธธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ดั่งอรหันต์ทั้งหลายถ้าใคร จะว่าอาตมายึด ก็ถูก อาตมายึดแต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน) อาตมายึดอย่างสมาทาน( ยึดเพื่ออาศัยก่อคุณ ท าประโยชน์) ยึดอย่าง อตัมมยตา (ความท าได้ตามประสงค์ เช่น สามารถยึดได้ –วางได้ง่ายดาย) ในอุปาทานทั้ง 4ต้องสัมมาทิฏฐิ•หมดอุปาทาน•สิ้นเกลี้ยงในขันธ์5ก าจัดอุปทาน •พหุชนหิตายะ•พหุชนสุขายะ•โลกานุกัมปายะ สมาทานขันธ์ 5 เพื่อ ธรรมที่เป็นพุทธธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ธรรมที่เป็นพุทธเริ่มตรงไหนหลักใหญ่แห่งค าสอน ก็มี.....เป็นหลักใหญ่เริ่มตั้งแต่ตรวจสอบว่า เราปฏิบัติได้ตรงตามศีลของพุทธ ซึ่งเป็นธรรมนูญของพุทธแท้ๆหรือไม่ปัญญา•อธิปัญญา *139*สมาธิ•อธิจิตสิกขาศีล •อธิศีลอธิปัญญา *139* ต้องวิชชา 8 (ยาด าของจรณะ 15)อย่างสัมมาทิฎฐิเท่านั้น จุลศีล 26มัชฌิมศีล10 มหาศีล 7เครื่องชี้บ่งความเป็นศาสนาพุทธ = ศีล=ศีลธรรมนูญ 43 ข้อธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์หลักส าคัญของไตรสิกขาธรรมที่เป็นพุทธพตป. เล่ม 9 ทุกสูตร ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ศีล ชี้บ่งบอกว่า ผู้นั้นเป็น คน หรือ เป็น มนุษย์ ศีล เป็น แก่นแท้ หรือ ราก(root) ของมนุษย์ศีล คือ ศิลปะเป็นมงคลอันอุดมศีล คือ จรณะ ความประพฤติศีล คือ ธรรมนูญของพุทธ = พุทธธรรมนูญถ้าไม่มีปัญญาก็ประพฤติ ศีล ไม่ประเสริฐต้นเค้าของพุทธศาสนา และเป็น อกาลิโกพตป. เล่ม 9 ทุกสูตร ธรรมที่เป็นพุทธธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ศาสดาให้เว้นขาด สิ่ง ไม่ดี เวรมณี....ใครเว้นขาด= คนนั้นก็ ดี ศีล คือ ธรรมนูญของพุทธอาตมา ก็พาชาวอโศก ปฏิบัติตามอย่างมั่นใจว่านี้คือศีลที่เป็นหมวดแห่งศีลขั้น ธรรมนูญของศาสนา เป็นศีลธรรมนูญของพุทธ จึงชื่อว่าพุทธธรรมนูญของพุทธศาสนา โดยแท้ พตป. เล่ม 9 ทุกสูตร ธรรมที่เป็นพุทธธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ศาสนา พุทธ เป็น ศาสนา ที่ ให้ อิสร เสรีสัมบูรณ์ ไม่บังคับใครถ้าสังคมไทยยังอยู่ใน นิติพุทธ- นิติธรรมนี้ ก็ชื่อว่า พุทธอยู่ศาสนา พุทธ มีศีล เป็นหลักส าคัญของศาสนาทั้งในการปฏิบัติของแต่ละคน และทั้งเป็นเครื่องบอกลักษณะ ความเป็นศาสนาของตน ศีลธรรมนูญ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นพุทธอย่างส าคัญ เพราะเป็นเครื่องยืนยันของศาสนาศีลของพุทธ นอกจากศีลธรรมนูญ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี้ แล้ว ยังมีวินัย ที่เป็น ศีลอาชญา ถ้าท าผิดต้องถูกปรับตามฐานานุโทษวินัยนี้ พระพุทธเจ้าจ าเป็นต้องบัญญัติขึ้นภายหลัง ไม่ใช่ ธรรมนูญ แต่ต้น ที่เป็นหลักแท้แห่งการชี้บ่งความเป็นศาสนาพุทธ ศีลของพุทธ =พุทธธรรมนูญศีลธรรมนูญ จุลศีล 26ศีล5 ศีล 8ศีล 10มัชฌิมศีล 10มหาศีล 7ศีลอาชญา วินัยธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์วินัยนี้ พระพุทธเจ้าจ าเป็นต้องบัญญัติขึ้นภายหลัง ไม่ใช่ ธรรมนูญแต่ต้น ที่เป็นหลักแท้แห่งการชี้บ่งความเป็นศาสนาพุทธพตป. เล่ม 9 ทุกสูตร ศีลสักขีต้องมาก่อน ศีลธรรมนูญ เป็นรากฐานของศาสนาพุทธ ที่เกิดก่อน วินัยศีล 5 ศีล 8 ศีล 10ล้วน อยู่ในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลนี้ทั้งสิ้นจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จึงเป็น พุทธธรรมนูญโดยแท้ คือ ต้นเค้าของพุทธศาสนาศีลธรรมนูญ เป็น อกาลิโก แม้ยุคนี้ก็ปฏิบัติได้ อาตมาและหมู่กลุ่มชาวอโศก ได้พากันปฏิบัติ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี้ได้ แม้จะเป็นสังคมยุคนี้ เราก็มั่นใจว่าเรายังมี ธรรมที่เป็นพุทธ ตามความเห็น (ทิฏฐิ )ของเรา ตรวจสอบได้อย่างถี่ถ้วน หลายชั้นหลายเชิงกถาวัตถุ 10 วรรณะ 9 ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ขอบคุณชีวิตนี้เห็นคุณค่าของการได้ธรรมอย่างนี้ ที่สุดอาศัยธรรมที่เป็นให้ได้ ท าได้นี้ เป็นอยู่ มีอยู่กับชีวิตในขณะนี้ เห็นความประเสริฐ ของชีวิตบ้างแล้วเห็นจริงแล้วว่า มาเป็นคนจนนี้ดีกว่าเราจะไปรวย อัปปิจฉะ สันโดษ แล้ว อย่างนี้จิตก็สงบจริงแล้ว ปวิเวกเรามาเสียสละ จาคะเหน็ดเหนื่อยเพื่อผู้อื่น สังคหะ ไม่สงสัย เห็นจริงชัดเจน เราจึงเต็มใจท า ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สุกตทุกกฏ แบ่งตามกรรมของผู้ท า กรรมเป็น สัจจะ .................... อย่าล้อเล่นกับ กรรมธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ธรรมที่เป็นพุทธธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ศีล นอกนั้นถ้าไม่เป็น สุกต ก็เป็น ทุกกฏ ตามกรรมของผู้ท าใครท า สุกต ก็ดี ทุกกฏ ก็ดี ท าอยู่แล้วเป็นวิบากของตนทั้งนั้นสุกต คือกรรมที่ท าดีแล้วสั่งสมเป็นผลของกรรมเรียกว่าวิบาก ไม่ต้องสารภาพผิด ไม่ต้องขอโทษใครไม่เป็นอาบัติทุกกฏ คือกรรมที่ท าชั่วแล้วก็สั่งสมเป็นวิบากของกรรมเรียกว่าวิบากเช่นกัน ซึ่งโดยธรรมนั้น ทุกกฏ บางอย่าง ควรสารภาพผิด ควรขอโทษควรแก้อาบัติ ควรสารภาพผิดนั่นเองทุกกฏ คือ กรรมชั่วบางอย่าง ที่ไม่ได้ก าหนดเป็นวินัย ถ้าพูดท าควรสารภาพควรขอโทษก็ท าเถิด ก็ปลงอาบัติเสียคือสารภาพผิด สังคมก็ยกให้ อภัยให้ แล้วตั้งใจแก้ไขตนเอง อย่าท าอีก ท าแต่ดีก็จะไม่มีวิบากบาปใหม่ ชั่ว กะ ค าว่า บาป มีความต่างกัน สัจจะของค าว่า ชั่ว ต่างกันอย่างไรกับ บาป ชั่ว คือการท าผิดตามสมมติสัจจะ มีบาปบ้าง ไม่มีบาปบ้าง บาป คือการท าผิดตามปรมัตถสัจจะ มีชั่วบ้าง ไม่มีชั่วบ้าง ผู้กระท าผิดกฎ กฎหมาย ศีล วินัย จารีตประเพณี หลักการของสังคม ตามสมมติสัจจะ สังคมนับว่า ชั่วผู้กระท าผิดกฎ กฎหมาย ศีล วินัย จารีตประเพณีหลักการของสังคม ตามปรมัตถสัจจะ ส่วนตัวผู้นั้นมี บาป ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เช่น ผู้ต้องอยู่ใน กฎ ประพฤติผิดกฎ ที่คนทั่วไปยึดถือกันสามัญคือผู้ผิดตามสมมติสัจจะ นับว่า เกิด ชั่ว (สามัญญลักษณ์)ส่วนผู้ที่ต้องอยู่ในกฎประพฤติผิดกฎที่ ตนเองยึดถือ ( ปัจจัตต) คือผู้ผิดตามปรมัตถสัจจะนับว่าเกิด บาป (ปัจจัตตลักษณ์)ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ทั้งชั่ว ทั้ง บาปท าลงไปแล้วสั่งสมเป็นวิบาก (ผลที่ท าผิด) ทั้งคู่บาป เป็นความผิดส าคัญในวิบาก ส่วนตน(ปัจจัตต) ยิ่งกว่า ชั่วชั่ว เป็นความผิดส าคัญในวิบากคนทั่วไป (สามัญ) ยิ่งกว่าบาป ดังนั้น ชั่ว จึงได้รับผลแห่งกรรมในขณะที่อยู่กับสังคมปัจจุบันส าหรับ บาป ก็ต้องได้รับผลแห่งกรรมในส่วนที่เป็นของตนไป กับ ชาติ ที่ยัง ไม่ดับ หรือ ที่ตน ไม่สามารถดับมันได้ ไปนิรันดรธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ธรรมที่เป็นพุทธธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์คนต้องแก้กรรมเอง ไม่มีใครบังอาจแก้กรรมให้คนอื่นได้กรรมใดๆ ก็ตามที่ท าแล้ว ล้วนสั่งสมลงเป็นวิบากทั้งนั้นไม่มีใครมีสิทธิ์แก้กรรมหรือลบล้างกรรมให้ใครได้ ปลงอาบัติแล้ว อย่าท าชั่วให้ได้ ก็ไม่มีวิบากบาปใหม่อีกแต่วิบากที่ท าแล้ว ก็ต้องเป็นวิบาก จะลดล้างได้ด้วยกรรมใหม่ตนเองเท่านั้นที่ล้างกรรมแก้กรรมของตนได้ คนอื่นไม่มีสิทธิ์ กรรมปัจจุบันที่ตนท านั้นเอง คือ เจ้ากรรมนายเวรแท้ ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ตัวแปรที่ส าคัญ จึงอยู่ที่ กรรมใหม่ ในขณะ ที่เรามีองค์ประกอบ ของกายยาววา หนาคืบศอก พร้อม จิตวิญญาณ หรือใจเรา นี่เองจะสามารถ สัมผัส สิ่งที่ปรากฏ( ภาวะ)จริง จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ทั้ง ชาติ ที่เป็นสมมุติธรรม และ ทั้ง ชาติ ที่ เป็น ปรมัตถ์ธรรม สัมบูรณ์ชาติ ค านี้ ลึกซึ้งส าคัญยิ่งยวด ที่จะได้รู้แจ้งความส าคัญวิเศษ ว่าสุดวิเศษอย่างไร ส าหรับการตรัสรู้ ธรรมที่เป็นพุทธ ธรรมที่เป็นพุทธธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์จะรู้จักชาติ ได้ด้วยการศึกษา อะไร อย่างไรพระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง ชาติ นี้ไว้ในปฏิจจสมุปบาท คือการเกิด (ชาติ) ของบุญ ของบาป แท้ๆ ที่ต้องศึกษาให้ดีๆ การศึกษา นั้นมีในธรรมที่เป็นพุทธเท่านั้น จึงจะมีดวงตาแห่งธรรม หรือตาทิพย์ (ธรรมจักษุ )ที่สามารถ สัมผัส การเกิดของ บาป และการเกิดของ บุญ ได้จริงอย่างรู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั้นทีเดียว (ชานโต ปัสสโต วิหรติ ) ธรรมที่เป็นพุทธปฏิจจสมุปบาทอวิชชา สังขาร 6วิญญาณ 6นาม5รูป28สฬายตนะผัสสะเวทนา 108ตัณหา 3อุปาทาน 4ภพชาติ ชรามรณระโสกปริเทวะ อุปายาสธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์อิทัปปัจจยตา ธรรมที่เป็นพุทธธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ที่ส าคัญ แม้ ธรรมที่เป็นพุทธ ก็ต้อง สัมมาทิฏฐิก่อนนะ โดยมีวิธีปฏิบัติ อันเอก ที่สัมบูรณ์ที่สุด ได้แก่ สัมมาอริยมรรคอันมีองค์ 8 ซึ่งก็คือไตรสิกขา ศีลสมาธิ ปัญญา ซึ่งมันก็อันเดียวกันกับการปฏิบัติ จรณะ 15 วิชชา 8 และมันก็ไม่ต่างจากการปฏิบัติโพธิปักขยธรรม 37 หรือ มหาสติปัฏฐาน –อาณาปานสติ เลยถ้าเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างดีแล้วจะไม่งงว่า เป็นคนละเรื่อง สัมมาอริยมรรคองค์ 8ไตรสิกขาจรณะ15วิชชา 8โพธิปักขยธรรม 37มหาสติปัฏาน อาณาปานสติสัมมัปปธาน 4มูลสูตร 10 ขอบคุณชีวิตที่ท าให้รู้จักชาติ อาตมาเกิดมาได้อายุย่าง 79 ปีนี้จึงขอบคุณชีวิตอย่างยิ่งที่ท าให้อาตมาได้พบพุทธศาสนาในชาตินี้ให้อัตภาพแห่งชีวิต ที่อาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น แล้วนี่ มีแต่เจริญเจริญ ในกุศล (กุสลัสสูปสัมปทา)ยันชีวิตอยู่กับความไม่เที่ยงเช่นนี้ คงอยู่กับ อตัมมยตา (ความเกี่ยวก็ได้ วางก็ได้ )อาศัย ธรรมที่เป็นพุทธนี้ไปตราบจะปรินิพพานธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์อย่าเพิ่งรีบ ฟังไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียดค าว่า ชาติ ค านี้ ส าคัญมากในหนังสือเล่มนี้เพราะผู้ที่ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง แม้แต่ ค าว่า ชาติ ที่มีอยู่ใน ธรรม ซึ่งเรียกเต็มค าว่า ธรรมชาติ จึงจะไม่สามารถ ดับ ความเป็น ชาติ ที่อยู่ในปฏิจจสมุปบาท จะยังไม่พ้น อวิชชาสังโยชน์หรือ อวิชชานุสัย สัมบูรณ์เด็ดขาด มารู้กันให้ชัด ค าว่า ชาติ ที่มี 2 นัยชาติ ใน ปรมัตถธรรม ผู้ใดสามารถ ดับชาติ นั้นๆได้แล้ว อย่างสนิทสัมบูรณ์ ก็ไม่มี ชาติ นั้นๆ ในที่ไหนๆ อีกเลยชาติ ที่ยังไม่ดับ หรือที่ ยัง เกิด อยู่นี่แหละ ที่เราจะต้องศึกษาอย่างส าคัญ มันจะเกิดมีชาติ จะแก่มีชรา จะตายมีมรณะ อย่างไร ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ชาติ .. สมมุติสัจจะ การเกิดที่มีร่างกาย •เกิดมาได้ชีวิตเป็น คน ,สัตว์ แล้วก็ตายไป ร่างกายแตกดับ ก็เรียกว่า ชาติหนึ่ง •ตามความรู้สามัญพื้นๆของโลกแบบสามัญ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามไตรลักษณ์เป็น สามัญลักษณ์ ของธรรมชาติ นี่คือ สมมุติสัจจะ เป็นเรื่องของรูปธรรม รู้ง่าย เข้าใจง่าย•การเกิดชนิดนี้เป็นชีววิทยา ทางวัตถุธาตุ รูปธาตุได้แก่•ชลาพุชโยนิ เกิดในครรภ์ เป็น ตัว•อัณฑชโยนิ เกิดในไข่ แล้วจึงเกิดเป็นตัว•สังเสทชโยนิ การเกิดในของปฏิกูล พตป เล่ม12ข้อ169มหาสีนาทสูตร•ธรรมชาติ ชาติ ... ปรมัตถสัจจะ การเกิดที่ ไม่มีร่างกาย•ชาติที่เป็นความเกิดของสัตว์ โอปปาติกะ( โอปปาติกโยนิ ) สัตว์ที่ไม่มี สรีระ (อสรีรัง)•เป็นสัตว์ที่ยังมี ทุกขอริยสัจ เป็น ปรมัตถสัจจะ •เป็นความเกิดของสัตว์ที่ไม่มีร่างกายยิ่งกว่าพลังงานทางควอนตัมฟิสิกส์•ชาติ ใน ปฏิจจสมุปบาท อันมีการศึกษาที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางธรรม เป็น ญาณวิทยา (epistemology)ที่ มี ประสิทธิภาพ ถึงขั้นปรากฏการณ์วิทยา(phenomenalogy)•ในธรรมที่เป็นพุทธ เท่านั้นในโลก •แบบเฉพาะตน ที่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามไตรลักษณ์ •อันเป็นเอกลักษณ์ (เอกังส) หรือ เป็น เฉพาะตน(ปัจจัตต) และเฉพาะพุทธธรรม ปัจจัตตลักษณ์•เป็น ธรรมที่ ไม่มี ชาติ ของปรมัตถสัจจะ ... เป็นเรื่องของ นามธรรม รู้ยาก เข้าใจยาก•แต่ส าคัญมากที่สุด ชาติ หรือ การเกิด แบบที่2 นี้แหละ ที่อาตมาตั้งใจเขียนสาธาธยายกันอย่างส าคัญในหนังสือเล่มนี้ ชาติ ชนิดนี้ รู้ได้ด้วย สัมมาญาณ จริงเท่านั้น เป็น การเกิดที่ยิ่งใหญ่ที่ตรัสรู้โดย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ศาสนาพุทธ ไม่ใช่จบแค่รู้แจ้ง ธรรมชาติ ธรรมชาติ นั้นแม้จะรักษาสมดุลไว้ได้เก่งปานใด ก็ผันแปรไปได้ ไม่เที่ยงธรรม ที่ไม่มี ชาติ เท่านั้น เที่ยงเด็ดขาด นั่นคือ นิพพานซึ่งเป็นภาวะที่ไม่มี ชาติ ใดๆ กันอีกแล้วนิพพาน มีอยู่ใน ใจ ของคนผู้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิถึงที่สุดแห่งธรรม ส าเร็จจริงเท่านั้น และยังคงมีนิพพานธาตุ นั้นอยู่ในชีพผู้นั้น ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพานธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ในมหาจักรวาล หรือเอกภพนี้ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย นอกจากนิพพานนิพพาน ต้องบริบูรณ์ด้วยวิโมกข์ 8 อย่างมี สัมผัส ด้วย กายหากไม่รู้จัก รู้แจ้งรู้จริงถึงขั้น เห็น (ปัสสติ) อาสวะของตน ดับสิ้นสนิท อยู่ขณะ ผัสสะ อยู่หลัดๆ เป็นการต้องวิโมกข์ 8 ด้วย กาย ส าเร็จอิริยาบถอยู่ ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ (พระไตรปิฏก เล่ม 36 ข้อ 149 และ 151) อาสวะทั้งหลาย ของบุคคลนั้น สิ้นไปแล้ว เพราะ เห็น ด้วย ปัญญา (ปัญญาย จัสส ทิสวา อาสวา ปริกขีณา โหนติ ) ไม่ใช่ นั่งหลับตา (meditation )สะกดจิต ไม่มี สัมผัส แล้ว ปัญญาจะเกิดมาเองได้ กลายเป็น อัจฉริยบุคคลรู้อย่าง อาริยะ ไม่ใช่ อัจฉริยะ ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมนุษย์คือ ก าลังปัญญาก าลังปัญญา นี่แหละ ที่เป็นตัวส าคัญยิ่งยวด ยิ่งใหญ่ของพลังงาน ซึ่งเป็นจิตนิยาม และได้พัฒนาเป็น จิต ถึงขั้น อมตะ ได้ สามารถรู้แจ้งจริงใน กรรมนิยาม ที่สุดรู้จบ ธรรมนิยาม รู้แจ้งจริงได้ถึงความเป็นโลกียธรรม และโลกุตระธรรมทีเดียว คน อมตะ กับ จอมโจรบัณฑิตอะไร ตาย อะไร ไม่ตาย...... คนที่มีตัว แต่ตนของท่านไม่มีแล้ว หรือคนที่ไม่มีตัวตน แต่ยังมีตัวตน จึงเป็นคนที่ท างานให้แก่โลกแก่สังคม ....คนอมตะชนิดที่แตกต่างกับ คนที่ยังมีตัว และตนของเขา ก็ยังมีอยู่ เต็มๆ ยิ่งซ ้าเต็มไปด้วยกิเลสเสียอีก อย่างสิ้นเชิง ... จอมโจรบัณฑิตจึงเป็นคน 2 คนที่แตกต่างกัน ปาน ฟ้า กับ เหว ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ คนอมตะ จะเป็นผู้ที่มีก าลัง 4 พละ 4 และพ้นภัย 5 ได้จริง ตามพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 209 พระพุทธะศาสดาตรัสไว้ชัดเจน ในความเป็นผู้บรรลุ ธรรมที่เป็นพุทธ ว่า จะประกอบไปด้วย คนอมตะก าลัง 4(พละ4)ก าลังของปัญญา ปัญญาพละก าลังของความเพียร วิริยพละก าลังของการงานอันไม่มีโทษ อนวัชชพละก าลังของการสงเคราะห์ สังคหะพละพ้นภัย 5พ้นภัยในการเลี้ยงชีพ ชีวิตภัยพ้นภัยจาการถูกติเตียน อสิโลกภัยพ้นภัยที่สะทกสะท้านในการเข้าสังคม ปริสสารัชชภัยพ้นภัยจากความตาย มรณภัยพ้นภัยที่จะไปสู่นรกทางเสื่อม ทุคคติภัยธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผู้ท างานที่ชื่อว่า อมตะ คือ อย่างไร การงาน หรือ การกระท า อย่างนี้แหละ คือ การงานที่ท่านท า อันเป็น การงานไม่มีโทษ การงานไม่มีบาปที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการงานของคนที่ หยั่งลง โอคธา สู่ อมตะ คือ สู่ ความไม่ตายธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เพราะอะไร ผู้บรรลุ ธรรมที่เป็นพุทธ จึงมีประโยชน์ต่อสังคม1 เพราะมีฌานที่สูงขึ้นเป็นก าลัง 4 (ปัญญา วิริยะ อนวัชชะ สังคหะ)2. คนผู้นี้ ก็พ้นภัย 5 (พ้นอาชีวิตภัย-อสิโลกภัย-ปริสสารัสัสชภัย- มรณภัย-ทุคคติภัย) ด้วยก าลัง 4 จริง จึงเป็นการช่วยเหลือสังคมอยู่จริง 3. แถมมี สังขารุเปกขาญาณ อีก (ก าลังปัญญาที่วางเฉยต่อสังขาร) ซึ่งเป็นความรู้ยิ่ง ที่มีก าลังทางปัญญา เข้มแข็งในการสังขาร(อภิสังขาร) หรือ ไม่สังขารโลก (วิสังขาร) ในชั้นนี้คืออุเบกขา ที่มีประสิทธิภาพแห่งองค์คุณ 5 ของอุเบกขาด้วย จึงสามารถมี สัจจานุโลมิกญาณ (อนุโลมปฏิโลมได้-ยืดหยุ่น) ตามภูมิของแต่ละท่าน ท างานให้สังคมอยู่ อย่างเป็นธรรมที่เป็นพุทธ สามารถจะท างานช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นได้ดีขึ้น เก่งขึ้นไปตามบารมี เป็นพหุชนหิตายะ พหชนสุขายะ โลกานุกัมปายะธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ชาติ จะเกิดหรือดับได้ ก็ด้วย กรรมไม่มีใครแก้กรรมให้แก่ใครได้ นอกจาก ตนเอง อย่าหลอกกันเลยธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ธรรมที่เป็นพุทธ ชาติ นี้ ใน ชีวิตของอาตมาอาตมายังคงเชื่อมั่นในกรรมของตนเอง โดยมีความมั่นใจว่าตนเป็นมารหรือเทวดา หรือพรหม-พระเจ้า แม้จะต้องเผชิญกับการรังควานจากมาร อาตมาก็รู้ดีเพราะอาตมาเชื่อในกรรมและวิบาก อาตมาจึงไม่ท ากรรม แม้ในความคิดของตนเอง ให้เป็นอกุศลกรรมแม้เพียงน้อยนิด อาตมาจึงพยายามปฏิบัติตามค าสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังเพราะนั่นคือการสร้างมารให้กับตนเอง อย่าโง่ และหยุดท าความโง่กันให้ได้ธรรมที่เป็นพุทธพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผู้ยังมีความรู้เป็นเทวะนิยมจะเห็นสัตว์โอปปาติกะ มีรูปร่าง เป็นตัวเป็นตนอย่างนั้นอย่างนี้ทั้งๆที่ใจ หรือมโนพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้ชัดๆว่าอสรีระคือมันไม่มีรูปไม่มีร่างอะไรเลยมันเป็นนามธรรมมันไม่มีรูป ยิ่งกว่า อรูปเสียอีกไม่มีรูปอย่างที่ตาเนื้อเห็นมันเห็นได้แต่แค่อาการ เรื่องยากของการท างานทางธรรม ที่เป็นโลกุตรธรรมนั่นคือ (๗)"ทรงวินัย" ให้ส าคัญ มิเช่นนั้นจะก่อให้เกิดความผิดพลาด เสื่อมเสียขึ้นได้ จึงต้องมี"วินัย"ให้ดีทรงวินัย หมายถึง ต้องรู้ทั้งกฎของสังคม รู้ที่จะต้องรู้จักมารยาทสังคม รู้จักสมมุติสัจจะ จะต้องรู้จักยืดหยุ่น (อนุโลมปฏิโลม ผ่อนสั้นผ่อนยาวกับโลก กับสังคมเขาอย่างพอเหมาะเพราะความยากของการท างานทางศาสนา โดยเฉพาะธรรม ที่เป็นโลกุตระ อันเป็น"ธรรมที่ทวนกระแสโลก"ด้วยซึ่งต้องมี"สัลเลขธรรม“ ต้องขัดเกลาเขา มันฝืนใจเขาตามใจเขาไปทั้งหมดก็ไม่ได้ มันต้องมี"อาริยะขัดขืน" อย่างชาญฉลาด แต่ไม่ใช่แกมโกงเป็นอันขาด ต้องมีศิลปะที่ไม่ทุจริต ไม่ท าลายไม่เสียธรรม มีขัดใจนั้นแน่นอน แต่ไม่ให้ถึงวิวาท ต้องมี 1 สังขารุเปกขาญาณ (ญาณที่วางเฉยต่อสังขารของโลก ของสังคมได้ดี) อย่างแข็งแรงต่อสังขารเพียงพอจริงต้องมี 2 สัจจานุโลมิกญาณ ( ญาณที่ยืดหยุ่นอนุโลมปฎิโลมได้กับสังคมอย่างเก่ง)ที่สมบูรณ์ด้วย สัปปุริสธรรม 7 ต้องมี มัตตัญญุตา ผู้รู้จักประมาณ ได้พอเหมาะให้ได้เสมอ “วิโมกข์ 8 เป็นความรู้ในการหลุดพ้นที่มีครบทั้งภายนอกและภายใน(พหิทธา-อัชฌัตตัง) ทั้งรูปและอรูป รูปธรรม-อรูปธรรม : รูปฌาน-อรูปฌาน : รูปสัญญา-อรูปสัญญา ทั้งมหาภูตรูป(รูปหยาบที่เกี่ยวจากกายภายนอกทั้งหมด) และอุปาทายรูป(รูปที่ถูกรู้ได้จากภายนอกเป็นกายนอกเนื่องต่อเข้าไปหาภายใน แล้วเป็นกายใน มีกายใน-เวทนา-จิต-ธรรม)ต้องมี"สัญญา"ท าหน้าที่"ก าหนดรู้"ในภาวะจริงที่ปรากฏอยู่ทุก"สัมผัส"ครบองค์ประชุม(กาเยน ผุสิตวา วิหรติ) ทั้ง"รูปภายนอกที่เห็นอยู่"(พหิธทารูปานี ปัสสติ) และทั้ง"อรูปภายในที่ก าหนดรู้เห็นจริงอยู่“ (อัชฌัชตตัง อรูปสัญญี) ซึ่งเป็นภาวะที่ตนเองสัมผัสเอง เป็นเอง ปรากฏเอง โดยส่วนตน(เอโก)พูดภาษาง่ายๆชัดๆ ก็คือ สดๆ มีอยู่ สัมผัสได้หลัดๆซึ่งไม่ใช่"ของแห้ง" ไม่ใช่เอา"ความจ า-ความคิด-เพียงภาวะที่มีในจิต เกิดในจิตเท่านั้น" ที่ได้รู้-ได้เห็นแต่เป็น รู้ หรือ เห็น ที่สัมผัส ของจริง นั้นๆ ปรากฏอยู่โทนโท่ ㆍวิโมกข์ 8 คือ รูปฌานและอรูปฌาน สูงสุดก็นิโรธแบบพุทธดังนั้น ผู้มี"ศรัทธา"ที่ยิ่งแก่กล้าขึ้น ก็ยิ่งจะต้องพากเพียร ความเป็นผู้มี"คุณธรรมที่เป็นพุทธธรรมแท้แน่ใจยิ่งๆขึ้น"นั่นคือ ต้องรู้แจ้งจริงภูมิธรรมของตนโดยมี"วิโมกข์ ๘" ว่า ตนเจริญสูงส่งขึ้นเรื่อยๆอยู่หรือเปล่า ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส "วิโมกข์ 8" คือ การปฏิบัติในปัจจุบัน ที่มี"สัมผัส"เป็นปัจจัย และต้องครบด้วย"องค์ประชุม"(กาย)ภายนอก-ภายใน ส าเร็จอิริยาบถอยู่ แล้ว"รู้แจ้งด้วยปัญญา" จนถึงที่สุด"สิ้นอาสวะ“ㆍ"กาย"คืออะไร? "สัมผัสด้วยกาย"คืออะไร?เฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นที่ว่า "ด้วยกาย" ซึ่งหมายถึง "ด้วยองค์ประชุม" คือ ทุกอย่างครบพร้อมรวมกันสัมพันธ์กันอยู่ เป็นของจริง มีภาวะนั้นๆปรากฏอยู่ครบ ประชุมกันอยู่พร้อม ไม่ขาดจากกัน มีทั้งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงที่เป็นภายนอกต่อเนื่องเข้าไปภายในเป็นปัจจุบันธรรม ทุกอิริยาบถส าเร็จการสัมผัสครบองค์ประชุมนั้มนั้นอยู่จากความรู้ และการปฏิบัติที่เกิด"วิโมกข์ 8 "นี้อยู่ไม่ขาดสายแห่ง การเนื่องต่อนั้น (อัฏฐ วิโมกเข กาเยน ผุสิตวา วิหรติ)เป็นการยืนยัน"ความรู้" (วิชชา ที่พ้น"อวิชชา"(ความไม่รู้)หรือพ้น ความรู้ที่เป็นแค่ตรรกะเท่านั้น จนกว่าจะ"พ้นอวิชชาสวะ"นอกจาก"ความรู้"ที่เป็นความรู้ของแท้ มีปรากฏการณ์จริงสัมผัสให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง อันเป็นภายนอก ว่า บรรลุจริงแล้ว ก็ยังต้องน าไปตรวจสอบด้วย"เตวิชโช"แล้วๆอีกๆ ให้บริบูรณ์ถ้วนครบ ให้เป็น "วิมังสา" จนครบ"อรูปฌาน"สุดๆ"วิโมกข์ 8" ไม่ขาดหกตกหล่น เราจึงจะสัมบูรณ์ด้วย"เวทนา ๑๐๘" สัมบูรณ์ด้วย"๓ กาล“ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จึงจะแน่ชัดว่า"เราพ้นอวิชชา " สัมบูรณ์......... หลุดพ้น อะไร อย่างไร พ้นจากความเป็น ความเป็นสัตว์ ทางใจ ทางจิตวิญญาณ(สัตว์โอปปาติกะ) ใน ทิฎฐิ 10 ข้อ ที่ 9 สัตตา โอปปาติกา นั่นเอง พ้นสังโยชน์ พ้นจากการถูกผูกความเป็นสัตว์ไว้ ได้แล้ว ก าจัด ชาติ (ความเกิด) –ของความเป็นสัตว์นั้นๆ ถ้าไม่มีสัมมาทิฎฐิ เสียก่อน ในทิฎฐิ 10 นี้ คุณไปปฎิบัติธรรมที่เป็นพุทธ ไม่บรรลุผล แน่ยิ่งกว่าแน่เพราะ สัมมาทิฎฐิ นี้เป็น ประธาน การปฎิบัติทั้งหมดของมรรคมีองค์ 8 ทีเดียวนะ ประธานหลงผิดแล้ว ลูกน้องจะเป็นยังไงถ้าเข้าใจ ความเป็น สัตว์โอปาติกะ ไม่ได้ ไม่ถูกต้องตรงจริง คุณก็ไม่สามารถรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง เทวดา - มาร – พรหม แน่ๆ เข้าใจแล้ว ก็ต้องปฎิบัติ จับสัตว์ที่ว่านี้ ให้ได้ในใจเราจริงๆ และ ก าจัดมันให้ได้จริง จึงจะเป้นการหลุดพ้น จากสัตว์ ตัวนั้น ได้จริง เผย ใจจริง ของ อาตมา ถึงส่วนลึกของใจอาตมาเห็นว่าต้องรีบเร่งเผยแพร่ ช่วยกันแจ้งความผิดพลาดแก่สังคมด้วยความเมตตาเอ็นดู มิใช่ ด้วยความโกรธความแค้นเคือง มันมีแต่คนสมคบกัน สมประโยชน์กันท าความผิดใส่สังคม!!!! ฉะนั้นเราต้องเร่งมาช่วยกันแจกแจงความผิดให้สังคมได้รู้ ต้องทั้งรีบและเร่งกันอย่างหนัก เพราะสิ่งที่ไม่ถูกต้องมันท าลายโลกมาก และเร็วเท่าแสงด้วยนะ!!!! จริง!!!!! แล้วจะให้อาตมาช้าได้อย่างไร 1สมมุติสัจจะกำรเกิดที่มีร่ำงกำยชำติ.. เกิดมาได้ชีวิตเป็น คน ,สัตว์ แล้วก็ตายไป ร่างกายแตกดับ ก็เรียกว่า ชาติหนึ่ง ตามความรู้สามัญพื้นๆของโลกแบบสามัญ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามไตรลักษณ์ เป็น สามัญลักษณ์ ของธรรมชาติ นี่คือ สมมุติสัจจะ เป็นเรื่องของรูปธรรม รู้ง่าย เข้าใจง่ายการเกิดชนิดนี้เป็นชีววิทยา ทางวัตถุธาตุ รูปธาตุได้แก่ชลาพุชโยนิ เกิดในครรภ์ เป็น ตัวอัณฑชโยนิ เกิดในไข่ แล้วจึงเกิดเป็นตัวสังเสทชโยนิ การเกิดในของปฏิกูล พตป เล่ม12 ข้อ169 มหาสีนาทสูตรธรรมชาติ 2ชำติ... โอปปำติกะปรมัตถสัจจะกำรเกิดที่ไม่มีร่ำงกำย