ธรรมที่เป็นพุทธ.pptx
เนื้อหาในไฟล์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรม ที่เป็น พุทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ศีล
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ศาสดาให้เว้นขาด สิ่ง ไม่ดี เวรมณี.... ใครเว้นขาด = คนนั้นก็ ดี
ศีล คือ ธรรมนูญของพุทธ อาตมา ก็พาชาวอโศก ปฏิบัติตามอย่างมั่นใจว่านี้คือศีลที่เป็นหมวดแห่งศีลขั้น ธรรมนูญของศาสนา เป็นศีลธรรมนูญของพุทธ จึงชื่อว่าพุทธธรรมนูญของพุทธศาสนา โดย แท้ ศีล
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ศาสนา พุทธ เป็น ศาสนา ที่ ให้ อิสร เสรีสัมบูรณ์ ไม่บังคับใคร ถ้าสังคมไทยยังอยู่ใน นิติพุทธ- นิติธรรม นี้ ก็ชื่อว่า พุทธอยู่ ศาสนา พุทธ มีศีล เป็นหลักสำคัญของศาสนาทั้งในการปฏิบัติของแต่ละคน และทั้งเป็นเครื่องบอกลักษณะ ความเป็นศาสนาของตน ศีล ธรรมนูญ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นพุทธอย่างสำคัญ เพราะเป็นเครื่องยืนยันของศาสนา
ศีลของพุทธ นอกจากศีลธรรมนูญ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี้ แล้ว ยังมีวินัย ที่เป็น ศีลอาชญา ถ้าทำผิดต้องถูกปรับตามฐานานุโทษ
วินัยนี้ พระพุทธเจ้าจำเป็นต้องบัญญัติขึ้นภายหลัง ไม่ใช่ ธรรมนูญ แต่ต้น ที่เป็นหลักแท้แห่งการชี้บ่งความเป็นศาสนาพุทธ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ วินัยนี้ พระพุทธเจ้าจำเป็นต้องบัญญัติขึ้นภายหลัง ไม่ใช่ ธรรมนูญแต่ต้น ที่เป็นหลักแท้แห่งการชี้บ่งความเป็นศาสนาพุทธ
ศีลสักขีต้องมาก่อน ศีลธรรมนูญ เป็นรากฐานของศาสนาพุทธ ที่เกิดก่อน วินัย ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10ล้วน อยู่ในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลนี้ทั้งสิ้น
จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จึงเ
อ่านต่อ
ป็น พุทธธรรมนูญโดยแท้ คือ ต้นเค้าของพุทธศาสนา
ศีลธรรมนูญ เป็น อกาลิโก แม้ยุคนี้ก็ปฏิบัติได้ อาตมาและหมู่กลุ่มชาวอโศก ได้พากันปฏิบัติ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี้ได้ แม้จะเป็นสังคมยุคนี้ เราก็มั่นใจว่าเรายังมี ธรรมที่เป็นพุทธ ตามความเห็น ( ทิฏฐิ ) ของเรา ตรวจสอบได้อย่างถี่ถ้วน หลายชั้นหลายเชิง ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ศีล แบ่งตามกรรมของผู้ทำ กรรมเป็น สัจจะ อย่าล้อเล่นกับ กรรม ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ศีล นอกนั้นถ้าไม่เป็น สุกต ก็เป็น ทุกกฏ ตามกรรมของผู้ทำ ใครทำ สุกต ก็ดี ทุกกฏ ก็ดี ทำอยู่แล้วเป็นวิบากของตนทั้งนั้น
สุกต คือกรรมที่ทำดีแล้วสั่งสมเป็นผลของกรรมเรียกว่าวิบาก ไม่ต้องสารภาพผิด ไม่ต้องขอโทษใครไม่เป็นอาบัติ
ทุกกฏ คือกรรมที่ทำชั่วแล้วก็สั่งสมเป็นวิบากของกรรมเรียกว่าวิบากเช่นกัน ซึ่งโดยธรรมนั้น ทุกกฏ บางอย่าง ควรสารภาพผิด ควรขอโทษควรแก้อาบัติ ควรสารภาพผิดนั่นเอง ทุกกฏ คือ กรรมชั่วบางอย่าง ที่ไม่ได้กำหนดเป็นวินัย ถ้าพูดทำควรสารภาพควรขอโทษก็ทำเถิด ก็ปลงอาบัติเสียคือสารภาพผิด
สังคมก็ยกให้ อภัยให้ แล้วตั้งใจแก้ไขตนเอง อย่าทำอีก ทำแต่ดีก็จะไม่มีวิบากบาปใหม่ ชั่ว กะ คำว่า บาป มีความต่างกัน
สัจจะของคำว่า ชั่ว ต่างกันอย่างไรกับ บาป ชั่ว คือการทำผิดตามสมมติสัจจะ มีบาปบ้าง ไม่มีบาปบ้าง บาป คือการทำผิดตามปรมัตถสัจจะ มีชั่วบ้าง ไม่มีชั่วบ้าง
ผู้กระทำผิดกฎ กฎหมาย ศีล วินัย จารีตประเพณี หลักการของสังคม ตามสมมติสัจจะ สังคมนับว่า ชั่ว ผู้กระทำผิดกฎ กฎหมาย ศีล วินัย จารีตประเพณี หลักการของสังคม ตามปรมัตถสัจจะ ส่วนตัวผู้นั้นมี บาป
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
เช่น ผู้ต้องอยู่ใน กฎ ประพฤติผิดกฎ ที่คนทั่วไปยึดถือกันสามัญ คือผู้ผิดตามสมมติสัจจะ นับว่า เกิด ชั่ว ( สามัญญลักษณ์ )
ส่วนผู้ที่ต้องอยู่ในกฎ ประพฤติผิดกฎที่ ตนเองยึดถือ ( ปัจจัตต ) คือผู้ผิดตามปรมัตถสัจจะ นับว่าเกิด บาป ( ปัจจัตตลักษณ์ )
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
Disclaimer คำชี้แจงที่สำคัญ เป็นการสรุปหนังสือ ธรรมที่เป็นพุทธ ตามกาละนั้นๆ และเป็นการนำเสนอส่วนที่เกี่ยวข้องรวมถึงตัวอย่างประกอบตาม หนังสือ ธรรมที่เป็นพุทธ เท่านั้น ผู้นำเสนอมิได้มีส่วนเสริมเติมแต่งข้อมูลอันใดนอกเหนือไปจากหนังสือ ผู้นำเสนอไม่สามารถรับรองความถูกต้องครบถ้วนของการตีความในหนังสือ เพื่อความเข้าใจที่สมบูรณ์ ควร อ่านหนังสือมา ก่อนหรือหลัง รับชมการนำเสนอ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน www.asoke.org และ หนังสือ ธรรมที่เป็นพุทธ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ style.visibility
ทั้ง ชั่ว ทั้ง บาป ทำลงไปแล้วสั่งสมเป็น วิบาก ( ผลที่ทำผิด ) ทั้งคู่
บาป เป็นความผิดสำคัญในวิบาก ส่วนตน ( ปัจจัตต ) ยิ่งกว่า ชั่ว ชั่ว เป็นความผิดสำคัญในวิบากคนทั่วไป ( สามัญ ) ยิ่งกว่าบาป
ดังนั้น ชั่ว จึงได้รับผลแห่งกรรมในขณะที่อยู่กับสังคมปัจจุบัน สำหรับ บาป ก็ต้องได้รับผลแห่งกรรมในส่วน ที่เป็นของตนไป กับ ชาติ ที่ยัง ไม่ดับ หรือ ที่ตน ไม่สามารถดับมันได้ ไปนิรันดร
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ คนต้องแก้กรรมเอง ไม่มีใครบังอาจแก้กรรมให้คนอื่นได้ กรรมใดๆ ก็ตามที่ทำแล้ว ล้วนสั่งสมลงเป็นวิบากทั้งนั้น ไม่มีใครมีสิทธิ์แก้กรรมหรือลบล้างกรรมให้ใครได้ ปลงอาบัติแล้ว อย่าทำชั่วให้ได้ ก็ไม่มีวิบากบาปใหม่อีก แต่วิบากที่ทำแล้ว ก็ต้องเป็นวิบาก จะลดล้างได้ด้วยกรรมใหม่ ตนเองเท่านั้นที่ล้างกรรมแก้กรรมของตนได้ คนอื่นไม่มีสิทธิ์ กรรมปัจจุบันที่ตนทำนั้นเอง คือ เจ้ากรรมนายเวรแท้
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ตัวแปรที่สำคัญ จึงอยู่ที่ กรรมใหม่ ในขณะ ที่เรามีองค์ประกอบ ของกายยาววา หนาคืบศอก พร้อม จิตวิญญาณ หรือใจเรา นี่เอง จะสามารถ สัมผัส สิ่งที่ปรากฏ ( ภาวะ ) จริง จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ทั้ง ชาติ ที่เป็นสมมุติธรรม และ ทั้ง ชาติ ที่ เป็น ปรมัตถ์ธรรม สัมบูรณ์ ชาติ คำนี้ ลึกซึ้งสำคัญยิ่งยวด ที่จะได้รู้แจ้งความสำคัญวิเศษ ว่าสุดวิเศษอย่างไร สำหรับการตรัสรู้ ธรรมที่เป็นพุทธ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ จะรู้จัก ชาติ ได้ด้วยการศึกษา อะไร อย่างไร
พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง ชาติ นี้ไว้ใน ปฏิจจสมุปบาท คือการเกิด ( ชาติ ) ของบุญ ของบาป แท้ๆ ที่ต้องศึกษาให้ดีๆ การศึกษา นั้นมีในธรรมที่เป็นพุทธเท่านั้น จึงจะมีดวงตาแห่งธรรม หรือตาทิพย์ ( ธรรมจักษุ ) ที่สามารถ สัมผัส การเกิดของ บาป และการเกิดของ บุญ ได้จริงอย่างรู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั้นทีเดียว ( ชานโต ปัสสโต วิหรติ )
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ อิทัปปัจจยตา
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ที่สำคัญ แม้ ธรรมที่เป็นพุทธ ก็ต้อง สัมมาทิฏฐิก่อนนะ โดยมีวิธีปฏิบัติ อันเอก ที่สัมบูรณ์ที่สุด ได้แก่ สัมมาอริยมรรคอันมีองค์ 8 ซึ่งก็คือไตรสิกขา ศีลสมาธิ ปัญญา ซึ่งมันก็อันเดียวกันกับการปฏิบัติ จรณะ 15 วิชชา 8 และมันก็ไม่ต่างจากการปฏิบัติโพธิปักขยธรรม 37 หรือ มหาสติปัฏฐาน –อาณาปานสติ เลย ถ้าเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างดีแล้วจะไม่งงว่า เป็นคนละเรื่อง
ขอบคุณชีวิตที่ทำให้รู้จัก ชาติ อาตมาเกิดมาได้อายุย่าง 79 ปีนี้ จึงขอบคุณชีวิตอย่างยิ่งที่ทำให้อาตมา ได้พบพุทธศาสนาในชาตินี้ ให้อัตภาพแห่งชีวิต ที่อาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น แล้วนี่ มีแต่เจริญเจริญ ในกุศล ( กุสลัสสูปสัมปทา ) ยันชีวิตอยู่กับความไม่เที่ยงเช่นนี้ คงอยู่กับ อตัมมยตา ( ความเกี่ยวก็ได้ วางก็ได้ ) อาศัย ธรรมที่เป็นพุทธนี้ ไปตราบจะปรินิพพาน
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ชีวิต “ ชาติชั่ว ” อย่าเพิ่งรีบ ฟังไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียด คำว่า ชาติ คำนี้ สำคัญมากในหนังสือเล่มนี้ เพราะผู้ที่ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง แม้แต่ คำว่า ชาติ ที่มีอยู่ใน ธรรม ซึ่งเรียกเต็มคำว่า ธรรมชาติ จึงจะไม่สามารถ ดับ ความเป็น ชาติ ทีอยู่ในปฏิจจสมุปบาท จะยังไม่พ้น อวิชชาสังโยชน์หรือ อวิชชานุสัย สัมบูรณ์เด็ดขาด
มารู้กันให้ชัด คำว่า ชาติ ที่มี 2 นัย
ชาติ ใน ปรมัตถธรรม ผู้ใดสามารถ ดับชาติ นั้นๆได้แล้ว อย่างสนิทสัมบูรณ์ ก็ไม่มี ชาติ นั้นๆ ในที่ไหนๆ อีกเลย
ชาติ ที่ยังไม่ดับ หรือที่ ยัง เกิด อยู่นี่แหละ ที่เราจะต้องศึกษาอย่างสำคัญ มันจะเกิดมีชาติ จะแก่มีชรา จะตายมีมรณะ อย่างไร
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธรรมที่เป็นพุทธ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้ใช้ ศิลปะ นิรุตติ ปฏิภาณ ในการสื่อสภาวะนามธรรมดุจชักของลึกให้ตื้น หนังสือเล่มนี้เปรียบเหมือนกระจกใส สะท้อนภาพขยายสัตว์ทางจิตวิญญาณ ว่า เป็น ชาติใด อันได้แก่ เดรัจฉาน นรก เปรต อสูรกาย เทวดา มาร พรหม อย่างกระจ่างแล้ว เพื่อ.... การปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติวิถีชีวิตจิตวิญญาณของตนเองสู่ทางเจริญในกุศลธรรมตามรอยพระบรมศาสดา ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ศาสนาพุทธ ไม่ใช่จบแค่รู้แจ้ง ธรรมชาติ ธรรมชาติ นั้นแม้จะรักษาสมดุลไว้ได้เก่งปานใด ก็ผันแปรไปได้ ไม่เที่ยง
ธรรม ที่ไม่มี ชาติ เท่านั้น เที่ยงเด็ดขาด นั่นคือ นิพพาน ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่มี ชาติ ใดๆ กันอีกแล้ว
นิพพาน มีอยู่ใน ใจ ของคนผู้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิถึงที่สุดแห่งธรรม สำเร็จจริงเท่านั้น และยังคงมีนิพพานธาตุ นั้นอยู่ในชีพผู้นั้น ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพาน
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ในมหาจักรวาล หรือเอกภพดี ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย นอกจากนิพพาน นิพพาน ต้องบริบูรณ์ด้วยวิโมกข์ 8 อย่างมี สัมผัส ด้วย กาย หากไม่รู้จัก รู้แจ้งรู้จริงถึงขั้น เห็น ( ปัสสติ ) อาสวะของตน ดับสิ้นสนิท อยู่ขณะ ผัสสะ อยู่หลัดๆ เป็นการ ต้องวิโมกข์ 8 ด้วย กาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ( พระไตรปิฏก เล่ม 36 ข้อ 149 และ 151 ) อาสวะทั้งหลาย ของบุคคลนั้น สิ้นไปแล้ว เพราะ เห็น ด้วย ปัญญา ( ปัญญาย จัสส ทิสวา อาสวา ปริกขีณา โหนติ ) ไม่ใช่ นั่งหลับตา (meditation ) สะกดจิต ไม่มี สัมผัส แล้ว ปัญญาจะเกิดมาเองได้ กลายเป็น อัจฉริยบุคคล รู้อย่าง อาริยะ ไม่ใช่ อัจฉริยะ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมนุษย์คือ กำลังปัญญา กำลังปัญญา นี่แหละ ที่เป็นตัวสำคัญยิ่งยวด ยิ่งใหญ่ของพลังงาน ซึ่งเป็นจิตนิยาม และได้พัฒนาเป็น จิต ถึงขั้น อมตะ ได้ สามารถรู้แจ้งจริงใน กรรมนิยาม ที่สุดรู้จบ ธรรมนิยาม รู้แจ้งจริงได้ถึงความเป็นโลกียธรรม และโลกุตระธรรมทีเดียว
คน อมตะ กับ จอมโจรบัณฑิต อะไร ตาย อะไร ไม่ตาย......
คนที่มีตัว แต่ตนของท่านไม่มีแล้ว หรือคนที่ไม่มีตัวตน แต่ยังมีตัวตน จึงเป็นคนที่ทำงานให้แก่โลกแก่สังคม ....คนอมตะ
ชนิดที่แตกต่างกับ คนที่ยังมีตัว และตนของเขา ก็ยังมีอยู่ เต็มๆ ยิ่งซ้ำเต็มไปด้วยกิเลสเสียอีก อย่างสิ้นเชิง ... จอมโจรบัณฑิต
จึงเป็นคน 2 คนที่แตกต่างกัน ปาน ฟ้า กับ เหว ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
คนอมตะ จะเป็นผู้ที่มีกำลัง 4 พละ 4 และพ้นภัย 5 ได้จริง ตามพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 209 พระพุทธะศาสดาตรัสไว้ชัดเจน ในความเป็นผู้บรรลุ ธรรมที่เป็นพุทธ ว่า จะประกอบไปด้วย ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ผู้ทำงานที่ชื่อว่า อมตะ คือ อย่างไร การงาน หรือ การกระทำ อย่างนี้แหละ คือ การงานที่ท่านทำ อันเป็น การงานไม่มีโทษ การงานไม่มีบาปที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการงานของคนที่ หยั่งลง โอคธา สู่ อมตะ คือ สู่ ความไม่ตาย ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
เพราะอะไร ผู้บรรลุ ธรรมที่เป็นพุทธ จึงมีประโยชน์ต่อสังคม 1 เพราะมีฌานที่สูงขึ้นเป็นกำลัง 4 ( ปัญญา วิริยะ อนวัชชะ สังคหะ ) 2. คนผู้นี้ ก็พ้นภัย 5 พล ( พ้นอาชีวิตภัย-อสิโลกภัย-ปริสสารัสัสชภัย- มรณภัย- ทุคคติภัย ) ด้วยกำลัง 4 จริง จึงเป็นการช่วยเหลือสังคมอยู่จริง 3. แถมมี สังขารุเปกขาญาณ อีก ( กำลังปัญญาที่วางเฉยต่อสังขาร ) ซึ่งเป็นความรู้ยิ่ง ที่มีกำลังทางปัญญา เข้มแข็งในการสังขาร ( อภิสังขาร ) หรือ ไม่สังขารโลก ( วิสังขาร ) ในชั้นนี้คืออุเบกขา ที่มีประสิทธิภาพแห่งองค์คุณ 5 ของอุเบกขาด้วย จึงสามารถมี สัจจานุโลมิกญาณ ตามภูมิของแต่ละท่าน ทำงานให้สังคมอยู่ อย่างเป็น ธรรมที่เป็นพุทธ สามารถจะทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นได้ดีขึ้น เก่งขึ้นไปตามบารมี เป็นพหุชนหิตายะ พหชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ชาติ จะเกิดหรือดับได้ ก็ด้วย กรรม ไม่มีใครแก้กรรมให้แก่ใครได้ นอกจาก ตนเอง อย่าหลอกกันเลย ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ชาติ นี้ ใน ชีวิตของอาตมา อาตมายังคงเชื่อมั่นในกรรมของตนเอง โดยมีความมั่นใจว่าตนเป็นมารหรือเทวดา หรือพรหม-พระเจ้า แม้จะต้องเผชิญกับการรังควานจากมาร อาตมาก็รู้ดี เพราะอาตมาเชื่อในกรรมและวิบาก อาตมาจึงไม่ทำกรรม แม้ในความคิดของตนเอง ให้เป็นอกุศลกรรมแม้เพียงน้อยนิด อาตมาจึงพยายามปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง เพราะนั่นคือการสร้างมารให้กับตนเอง อย่าโง่ และหยุดทำความโง่กันให้ได้ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ธ รรมที่เป็น พุทธ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ อรหันต์ คือ ผู้หมดสิ้นความเป็น สัตว์ สิ้น โอปปาติกะ ( สัตว์ที่ยังมี ชาติ )
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ
ธรรมที่เป็นพุทธ....... ต้องเป็นอย่างที่อาตมาเป็นนี่แหละ ธรรมที่เป็นพุทธเป็นอย่างไร ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ มีวิชชา 8 ตามพระอนุสาสนี จนสามารถ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ความเป็น เทวดา มาร พรหม แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง เช่น วิปัสสนาญาณ ไม่มีลึกลับ ( อรหัง ) ในความเป็น พระเจ้า หรือ ความเป็น สมุตติเทพ อุบัติเทพ วิสุธิเทพ กระทั่งเป็นที่สุด .....อรหันต์ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ดั่งอรหันต์ทั้งหลาย
ถ้าใคร จะว่าอาตมายึด ก็ถูก อาตมายึด แต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น อาตมายึดอย่างสมาทาน
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ธรรมที่เป็นพุทธ เริ่มตรงไหน หลักใหญ่แห่งคำสอน ก็มี.....เป็นหลักใหญ่
เริ่มตั้งแต่ตรวจสอบว่า เราปฏิบัติได้ตรง ตามศีลของพุทธ ซึ่งเป็นธรรมนูญของพุทธ แท้ๆหรือไม่
ไตรสิกขา
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ หลักสำคัญของไตรสิกขา ธ รรมที่เป็น พุ ทธ