ธรรมที่เป็นพุทธ11May1-2.pptx
เนื้อหาในไฟล์
ธ รรม ที่เป็น พุทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ศีล พตป. เล่ม 9 ทุกสูตร
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ศาสดาให้เว้นขาด สิ่ง ไม่ดี เวรมณี.... ใครเว้นขาด = คนนั้นก็ ดี
ศีล คือ ธรรมนูญของพุทธ อาตมา ก็พาชาวอโศก ปฏิบัติตามอย่างมั่นใจว่านี้คือศีลที่เป็นหมวดแห่งศีลขั้น ธรรมนูญของศาสนา เป็นศีลธรรมนูญของพุทธ จึงชื่อว่าพุทธธรรมนูญของพุทธศาสนา โดย แท้ ศีล พตป. เล่ม 9 ทุกสูตร
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ศาสนา พุทธ เป็น ศาสนา ที่ ให้ อิสร เสรีสัมบูรณ์ ไม่บังคับใคร ถ้าสังคมไทยยังอยู่ใน นิติพุทธ- นิติธรรม นี้ ก็ชื่อว่า พุทธอยู่ ศาสนา พุทธ มีศีล เป็นหลักสำคัญของศาสนาทั้งในการปฏิบัติของแต่ละคน และทั้งเป็นเครื่องบอกลักษณะ ความเป็นศาสนาของตน ศีล ธรรมนูญ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นพุทธอย่างสำคัญ เพราะเป็นเครื่องยืนยันของศาสนา
ศีลของพุทธ นอกจากศีลธรรมนูญ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี้ แล้ว ยังมีวินัย ที่เป็น ศีลอาชญา ถ้าทำผิดต้องถูกปรับตามฐานานุโทษ
วินัยนี้ พระพุทธเจ้าจำเป็นต้องบัญญัติขึ้นภายหลัง ไม่ใช่ ธรรมนูญ แต่ต้น ที่เป็นหลักแท้แห่งการชี้บ่งความเป็นศาสนาพุทธ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ วินัยนี้ พระพุทธเจ้าจำเป็นต้องบัญญัติขึ้นภายหลัง ไม่ใช่ ธรรมนูญแต่ต้น ที่เป็นหลักแท้แห่งการชี้บ่งความเป็นศาสนาพุทธ พตป. เล่ม 9 ทุกสูตร
ศีลสักขีต้องมาก่อน ศีลธรรมนูญ เป็นรากฐานของศาสนาพุทธ ที่เกิดก่อน วินัย ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10ล้วน อยู่ใ
อ่านต่อ
นจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลนี้ทั้งสิ้น
จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จึงเป็น พุทธธรรมนูญโดยแท้ คือ ต้นเค้าของพุทธศาสนา
ศีลธรรมนูญ เป็น อกาลิโก แม้ยุคนี้ก็ปฏิบัติได้ อาตมาและหมู่กลุ่มชาวอโศก ได้พากันปฏิบัติ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี้ได้ แม้จะเป็นสังคมยุคนี้ เราก็มั่นใจว่าเรายังมี ธรรมที่เป็นพุทธ ตามความเห็น ( ทิฏฐิ ) ของเรา ตรวจสอบได้อย่างถี่ถ้วน หลายชั้นหลายเชิง กถาวัตถุ 10 วรรณะ 9 ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ศีล แบ่งตามกรรมของผู้ทำ กรรมเป็น สัจจะ .................... อย่าล้อเล่นกับ กรรม ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ศีล นอกนั้นถ้าไม่เป็น สุกต ก็เป็น ทุกกฏ ตามกรรมของผู้ทำ ใครทำ สุกต ก็ดี ทุกกฏ ก็ดี ทำอยู่แล้วเป็นวิบากของตนทั้งนั้น
สุกต คือกรรมที่ทำดีแล้วสั่งสมเป็นผลของกรรมเรียกว่าวิบาก ไม่ต้องสารภาพผิด ไม่ต้องขอโทษใครไม่เป็นอาบัติ
ทุกกฏ คือกรรมที่ทำชั่วแล้วก็สั่งสมเป็นวิบากของกรรมเรียกว่าวิบากเช่นกัน ซึ่งโดยธรรมนั้น ทุกกฏ บางอย่าง ควรสารภาพผิด ควรขอโทษควรแก้อาบัติ ควรสารภาพผิดนั่นเอง ทุกกฏ คือ กรรมชั่วบางอย่าง ที่ไม่ได้กำหนดเป็นวินัย ถ้าพูดทำควรสารภาพควรขอโทษก็ทำเถิด ก็ปลงอาบัติเสียคือสารภาพผิด
สังคมก็ยกให้ อภัยให้ แล้วตั้งใจแก้ไขตนเอง อย่าทำอีก ทำแต่ดีก็จะไม่มีวิบากบาปใหม่ ชั่ว กะ คำว่า บาป มีความต่างกัน
สัจจะของคำว่า ชั่ว ต่างกันอย่างไรกับ บาป ชั่ว คือการทำผิดตามสมมติสัจจะ มีบาปบ้าง ไม่มีบาปบ้าง บาป คือการทำผิดตามปรมัตถสัจจะ มีชั่วบ้าง ไม่มีชั่วบ้าง
ผู้กระทำผิดกฎ กฎหมาย ศีล วินัย จารีตประเพณี หลักการของสังคม ตามสมมติสัจจะ สังคมนับว่า ชั่ว ผู้กระทำผิดกฎ กฎหมาย ศีล วินัย จารีตประเพณี หลักการของสังคม ตามปรมัตถสัจจะ ส่วนตัวผู้นั้นมี บาป
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
เช่น ผู้ต้องอยู่ใน กฎ ประพฤติผิดกฎ ที่คนทั่วไปยึดถือกันสามัญ คือผู้ผิดตามสมมติสัจจะ นับว่า เกิด ชั่ว ( สามัญญลักษณ์ )
ส่วนผู้ที่ต้องอยู่ในกฎ ประพฤติผิดกฎที่ ตนเองยึดถือ ( ปัจจัตต ) คือผู้ผิดตามปรมัตถสัจจะ นับว่าเกิด บาป ( ปัจจัตตลักษณ์ )
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
Disclaimer คำชี้แจงที่สำคัญ เป็นการสรุปหนังสือ ธรรมที่เป็นพุทธ ตามกาละนั้นๆ และเป็นการนำเสนอส่วนที่เกี่ยวข้องรวมถึงตัวอย่างประกอบตาม หนังสือ ธรรมที่เป็นพุทธ เท่านั้น ผู้นำเสนอมิได้มีส่วนเสริมเติมแต่งข้อมูลอันใดนอกเหนือไปจากหนังสือ ผู้นำเสนอไม่สามารถรับรองความถูกต้องครบถ้วนของการตีความในหนังสือ เพื่อความเข้าใจที่สมบูรณ์ ควร อ่านหนังสือมา ก่อนหรือหลัง รับชมการนำเสนอ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน www.asoke.org และ หนังสือ ธรรมที่เป็นพุทธ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ style.visibility style.visibility ppt_w ppt_h
ทั้ง ชั่ว ทั้ง บาป ทำลงไปแล้วสั่งสมเป็น วิบาก ( ผลที่ทำผิด ) ทั้งคู่
บาป เป็นความผิดสำคัญในวิบาก ส่วนตน ( ปัจจัตต ) ยิ่งกว่า ชั่ว ชั่ว เป็นความผิดสำคัญในวิบากคนทั่วไป ( สามัญ ) ยิ่งกว่าบาป
ดังนั้น ชั่ว จึงได้รับผลแห่งกรรมในขณะที่อยู่กับสังคมปัจจุบัน สำหรับ บาป ก็ต้องได้รับผลแห่งกรรมในส่วน ที่เป็นของตนไป กับ ชาติ ที่ยัง ไม่ดับ หรือ ที่ตน ไม่สามารถดับมันได้ ไปนิรันดร
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ คนต้องแก้กรรมเอง ไม่มีใครบังอาจแก้กรรมให้คนอื่นได้ กรรมใดๆ ก็ตามที่ทำแล้ว ล้วนสั่งสมลงเป็นวิบากทั้งนั้น ไม่มีใครมีสิทธิ์แก้กรรมหรือลบล้างกรรมให้ใครได้ ปลงอาบัติแล้ว อย่าทำชั่วให้ได้ ก็ไม่มีวิบากบาปใหม่อีก แต่วิบากที่ทำแล้ว ก็ต้องเป็นวิบาก จะลดล้างได้ด้วยกรรมใหม่ ตนเองเท่านั้นที่ล้างกรรมแก้กรรมของตนได้ คนอื่นไม่มีสิทธิ์ กรรมปัจจุบันที่ตนทำนั้นเอง คือ เจ้ากรรมนายเวรแท้
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ตัวแปรที่สำคัญ จึงอยู่ที่ กรรมใหม่ ในขณะ ที่เรามีองค์ประกอบ ของกายยาววา หนาคืบศอก พร้อม จิตวิญญาณ หรือใจเรา นี่เอง จะสามารถ สัมผัส สิ่งที่ปรากฏ ( ภาวะ ) จริง จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ทั้ง ชาติ ที่เป็นสมมุติธรรม และ ทั้ง ชาติ ที่ เป็น ปรมัตถ์ธรรม สัมบูรณ์ ชาติ คำนี้ ลึกซึ้งสำคัญยิ่งยวด ที่จะได้รู้แจ้งความสำคัญวิเศษ ว่าสุดวิเศษอย่างไร สำหรับการตรัสรู้ ธรรมที่เป็นพุทธ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ จะรู้จัก ชาติ ได้ด้วยการศึกษา อะไร อย่างไร
พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง ชาติ นี้ไว้ใน ปฏิจจสมุปบาท คือการเกิด ( ชาติ ) ของบุญ ของบาป แท้ๆ ที่ต้องศึกษาให้ดีๆ การศึกษา นั้นมีในธรรมที่เป็นพุทธเท่านั้น จึงจะมีดวงตาแห่งธรรม หรือตาทิพย์ ( ธรรมจักษุ ) ที่สามารถ สัมผัส การเกิดของ บาป และการเกิดของ บุญ ได้จริงอย่างรู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั้นทีเดียว ( ชานโต ปัสสโต วิหรติ )
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ อิทัปปัจจยตา
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ที่สำคัญ แม้ ธรรมที่เป็นพุทธ ก็ต้อง สัมมาทิฏฐิก่อนนะ โดยมีวิธีปฏิบัติ อันเอก ที่สัมบูรณ์ที่สุด ได้แก่ สัมมาอริยมรรคอันมีองค์ 8 ซึ่งก็คือไตรสิกขา ศีลสมาธิ ปัญญา ซึ่งมันก็อันเดียวกันกับการปฏิบัติ จรณะ 15 วิชชา 8 และมันก็ไม่ต่างจากการปฏิบัติโพธิปักขยธรรม 37 หรือ มหาสติปัฏฐาน –อาณาปานสติ เลย ถ้าเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างดีแล้วจะไม่งงว่า เป็นคนละเรื่อง
ขอบคุณชีวิตที่ทำให้รู้จัก ชาติ อาตมาเกิดมาได้อายุย่าง 79 ปีนี้ จึงขอบคุณชีวิตอย่างยิ่งที่ทำให้อาตมา ได้พบพุทธศาสนาในชาตินี้ ให้อัตภาพแห่งชีวิต ที่อาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น แล้วนี่ มีแต่เจริญเจริญ ในกุศล ( กุสลัสสูปสัมปทา ) ยันชีวิตอยู่กับความไม่เที่ยงเช่นนี้ คงอยู่กับ อตัมมยตา ( ความเกี่ยวก็ได้ วางก็ได้ ) อาศัย ธรรมที่เป็นพุทธนี้ ไปตราบจะปรินิพพาน
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ชีวิต “ ชาติชั่ว ” อย่าเพิ่งรีบ ฟังไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียด คำว่า ชาติ คำนี้ สำคัญมากในหนังสือเล่มนี้ เพราะผู้ที่ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง แม้แต่ คำว่า ชาติ ที่มีอยู่ใน ธรรม ซึ่งเรียกเต็มคำว่า ธรรมชาติ จึงจะไม่สามารถ ดับ ความเป็น ชาติ ที่อยู่ในปฏิจจสมุปบาท จะยังไม่พ้น อวิชชาสังโยชน์หรือ อวิชชานุสัย สัมบูรณ์เด็ดขาด
มารู้กันให้ชัด คำว่า ชาติ ที่มี 2 นัย
ชาติ ใน ปรมัตถธรรม ผู้ใดสามารถ ดับชาติ นั้นๆได้แล้ว อย่างสนิทสัมบูรณ์ ก็ไม่มี ชาติ นั้นๆ ในที่ไหนๆ อีกเลย
ชาติ ที่ยังไม่ดับ หรือที่ ยัง เกิด อยู่นี่แหละ ที่เราจะต้องศึกษาอย่างสำคัญ มันจะเกิดมีชาติ จะแก่มีชรา จะตายมีมรณะ อย่างไร
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธรรมที่เป็นพุทธ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้ใช้ ศิลปะ นิรุตติ ปฏิภาณ ในการสื่อสภาวะนามธรรมดุจชักของลึกให้ตื้น หนังสือเล่มนี้เปรียบเหมือนกระจกใส สะท้อนภาพขยายสัตว์ทางจิตวิญญาณ ว่า เป็น ชาติใด อันได้แก่ เดรัจฉาน นรก เปรต อสูรกาย เทวดา มาร พรหม อย่างกระจ่างแล้ว เพื่อ.... การปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติวิถีชีวิตจิตวิญญาณของตนเองสู่ทางเจริญในกุศลธรรมตามรอยพระบรมศาสดา ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ศาสนาพุทธ ไม่ใช่จบแค่รู้แจ้ง ธรรมชาติ ธรรมชาติ นั้นแม้จะรักษาสมดุลไว้ได้เก่งปานใด ก็ผันแปรไปได้ ไม่เที่ยง
ธรรม ที่ไม่มี ชาติ เท่านั้น เที่ยงเด็ดขาด นั่นคือ นิพพาน ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่มี ชาติ ใดๆ กันอีกแล้ว
นิพพาน มีอยู่ใน ใจ ของคนผู้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิถึงที่สุดแห่งธรรม สำเร็จจริงเท่านั้น และยังคงมีนิพพานธาตุ นั้นอยู่ในชีพผู้นั้น ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพาน
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ในมหาจักรวาล หรือเอกภพนี้ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย นอกจากนิพพาน นิพพาน ต้องบริบูรณ์ด้วยวิโมกข์ 8 อย่างมี สัมผัส ด้วย กาย หากไม่รู้จัก รู้แจ้งรู้จริงถึงขั้น เห็น ( ปัสสติ ) อาสวะของตน ดับสิ้นสนิท อยู่ขณะ ผัสสะ อยู่หลัดๆ เป็นการ ต้องวิโมกข์ 8 ด้วย กาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ( พระไตรปิฏก เล่ม 36 ข้อ 149 และ 151 ) อาสวะทั้งหลาย ของบุคคลนั้น สิ้นไปแล้ว เพราะ เห็น ด้วย ปัญญา ( ปัญญาย จัสส ทิสวา อาสวา ปริกขีณา โหนติ ) ไม่ใช่ นั่งหลับตา (meditation ) สะกดจิต ไม่มี สัมผัส แล้ว ปัญญาจะเกิดมาเองได้ กลายเป็น อัจฉริยบุคคล รู้อย่าง อาริยะ ไม่ใช่ อัจฉริยะ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมนุษย์คือ กำลังปัญญา กำลังปัญญา นี่แหละ ที่เป็นตัวสำคัญยิ่งยวด ยิ่งใหญ่ของพลังงาน ซึ่งเป็นจิตนิยาม และได้พัฒนาเป็น จิต ถึงขั้น อมตะ ได้ สามารถรู้แจ้งจริงใน กรรมนิยาม ที่สุดรู้จบ ธรรมนิยาม รู้แจ้งจริงได้ถึงความเป็นโลกียธรรม และโลกุตระธรรมทีเดียว
คน อมตะ กับ จอมโจรบัณฑิต อะไร ตาย อะไร ไม่ตาย......
คนที่มีตัว แต่ตนของท่านไม่มีแล้ว หรือคนที่ไม่มีตัวตน แต่ยังมีตัวตน จึงเป็นคนที่ทำงานให้แก่โลกแก่สังคม ....คนอมตะ
ชนิดที่แตกต่างกับ คนที่ยังมีตัว และตนของเขา ก็ยังมีอยู่ เต็มๆ ยิ่งซ้ำเต็มไปด้วยกิเลสเสียอีก อย่างสิ้นเชิง ... จอมโจรบัณฑิต
จึงเป็นคน 2 คนที่แตกต่างกัน ปาน ฟ้า กับ เหว ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
คนอมตะ จะเป็นผู้ที่มีกำลัง 4 พละ 4 และพ้นภัย 5 ได้จริง ตามพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 209 พระพุทธะศาสดาตรัสไว้ชัดเจน ในความเป็นผู้บรรลุ ธรรมที่เป็นพุทธ ว่า จะประกอบไปด้วย ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ผู้ทำงานที่ชื่อว่า อมตะ คือ อย่างไร การงาน หรือ การกระทำ อย่างนี้แหละ คือ การงานที่ท่านทำ อันเป็น การงานไม่มีโทษ การงานไม่มีบาปที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการงานของคนที่ หยั่งลง โอคธา สู่ อมตะ คือ สู่ ความไม่ตาย ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
เพราะอะไร ผู้บรรลุ ธรรมที่เป็นพุทธ จึงมีประโยชน์ต่อสังคม 1 เพราะมีฌานที่สูงขึ้นเป็นกำลัง 4 ( ปัญญา วิริยะ อนวัชชะ สังคหะ ) 2. คนผู้นี้ ก็พ้นภัย 5 ( พ้นอาชีวิตภัย-อสิโลกภัย-ปริสสารัสัสชภัย- มรณภัย- ทุคคติภัย ) ด้วยกำลัง 4 จริง จึงเป็นการช่วยเหลือสังคมอยู่จริง 3. แถมมี สังขารุเปกขาญาณ อีก ( กำลังปัญญาที่วางเฉยต่อสังขาร ) ซึ่งเป็นความรู้ยิ่ง ที่มีกำลังทางปัญญา เข้มแข็งในการสังขาร ( อภิสังขาร ) หรือ ไม่สังขารโลก ( วิสังขาร ) ในชั้นนี้คืออุเบกขา ที่มีประสิทธิภาพแห่งองค์คุณ 5 ของอุเบกขาด้วย จึงสามารถมี สัจจานุโลมิกญาณ ( อนุโลมปฏิโลมได้ - ยืดหยุ่น ) ตามภูมิของแต่ละท่าน ทำงานให้สังคมอยู่ อย่างเป็น ธรรมที่เป็นพุทธ สามารถจะทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นได้ดีขึ้น เก่งขึ้นไปตามบารมี เป็นพหุชนหิตายะ พหชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ชาติ จะเกิดหรือดับได้ ก็ด้วย กรรม ไม่มีใครแก้กรรมให้แก่ใครได้ นอกจาก ตนเอง อย่าหลอกกันเลย ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรม ที่เป็น พุทธ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ style.visibility ppt_w ppt_h style.visibility ppt_x ppt_y style.visibility ppt_x ppt_y ppt_y ppt_y ppt_y
ชาติ นี้ ใน ชีวิตของอาตมา อาตมายังคงเชื่อมั่นในกรรมของตนเอง โดยมีความมั่นใจว่าตนเป็นมารหรือเทวดา หรือพรหม-พระเจ้า แม้จะต้องเผชิญกับการรังควานจากมาร อาตมาก็รู้ดี เพราะ อาตมาเชื่อในกรรมและวิบาก อาตมาจึงไม่ทำกรรม แม้ในความคิดของตนเอง ให้เป็นอกุศลกรรมแม้เพียงน้อยนิด อาตมาจึงพยายามปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง เพราะนั่นคือการสร้างมารให้กับตนเอง อย่าโง่ และหยุดทำความโง่กันให้ได้ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ อรหันต์ คือ ผู้หมดสิ้นความเป็น สัตว์ สิ้น โอปปาติกะ ( สัตว์ที่ยังมี ชาติ )
ผู้ยังมีความรู้เป็นเทวะนิยม จะเห็นสัตว์โอปปาติกะ มีรูปร่าง เป็นตัวเป็นตนอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆที่ใจ หรือมโน พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้ชัดๆว่า อสรีระ คือมันไม่มีรูปไม่มีร่างอะไรเลย มันเป็นนามธรรม มันไม่มี รูป ยิ่งกว่า อรูป เสียอีก ไม่มีรูปอย่างที่ตาเนื้อเห็น มันเห็น ได้แต่แค่อาการ
เรื่องยากของการทำงานทางธรรม ที่เป็นโลกุตรธรรม นั่นคือ (๗)"ทรงวินัย" ให้สำคัญ มิเช่นนั้นจะก่อให้เกิด ความผิดพลาด เสื่อมเสียขึ้นได้ จึงต้องมี"วินัย"ให้ดี ทรงวินัย หมายถึง ต้องรู้ทั้งกฎของสังคม รู้ ที่จะต้องรู้จักมารยาทสังคม รู้จักสมมุติสัจจะ จะต้องรู้จักยืดหยุ่น (อนุโลมปฏิโลม ผ่อนสั้นผ่อนยาวกับโลก กับสังคมเขาอย่างพอเหมาะ เพราะความยากของการทำงานทางศาสนา โดยเฉพาะธรรม ที่เป็นโลกุตระ อันเป็น" ธรรมที่ทวนกระแสโลก "ด้วย ซึ่งต้องมี" สัลเลขธรรม “ ต้องขัดเกลาเขา มันฝืนใจเขา ตามใจเขาไปทั้งหมดก็ไม่ได้ มันต้องมี" อาริยะขัดขืน " อย่างชาญฉลาด แต่ไม่ใช่แกมโกงเป็นอันขาด ต้องมีศิลปะที่ไม่ทุจริต ไม่ทำลาย ไม่เสียธรรม มีขัดใจนั้นแน่นอน แต่ไม่ให้ถึงวิวาท
ต้องมี 1 สังขารุเปกขาญาณ ( ญาณที่วางเฉยต่อสังขารของโลก ของสังคมได้ดี ) อย่างแข็งแรงต่อสังขารเพียงพอจริง ต้องมี 2 สัจจานุโลมิกญาณ ( ญาณที่ ยืดหยุ่นอนุโลมปฎิโลม ได้กับสังคมอย่างเก่ง ) ที่สมบูรณ์ด้วย สัปปุริสธรรม 7 ต้องมี มัตตัญญุตา ผู้รู้จักประมาณ ได้พอเหมาะให้ได้เสมอ
ㆍ วิโมกข์ 8 คือ รูปฌานและอรูปฌาน สูงสุดก็นิโรธแบบพุทธ
ดังนั้น ผู้มี"ศรัทธา"ที่ยิ่งแก่กล้าขึ้น ก็ยิ่งจะต้องพากเพียร ความเป็นผู้มี"คุณธรรมที่เป็นพุทธธรรมแท้แน่ใจยิ่งๆขึ้น" นั่นคือ ต้องรู้แจ้งจริงภูมิธรรมของตนโดยมี"วิโมกข์ ๘" ว่า ตนเจริญสูงส่งขึ้นเรื่อยๆอยู่หรือเปล่า ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส "วิโมกข์ 8" คือ การปฏิบัติในปัจจุบัน ที่มี"สัมผัส"เป็นปัจจัย และ ต้องครบด้วย" องค์ประชุม"(กาย)ภายนอก-ภายใน สำเร็จอิริยาบถ อยู่ แล้ว"รู้แจ้งด้วยปัญญา" จนถึงที่สุด"สิ้นอาสวะ “ ㆍ " กาย"คืออะไร? "สัมผัสด้วยกาย"คืออะไร? เฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นที่ว่า "ด้วยกาย" ซึ่งหมายถึง "ด้วย องค์ประชุม" คือ ทุกอย่างครบพร้อมรวมกันสัมพันธ์กันอยู่ เป็นของ จริง มีภาวะนั้นๆปรากฏอยู่ครบ ประชุมกันอยู่พร้อม ไม่ขาดจากกัน
๕๗
“ วิโมกข์ 8 เป็นความรู้ในการหลุดพ้นที่มีครบทั้งภายนอกและภายใน(พหิทธา-อัชฌัตตัง) ทั้งรูปและอรูป รูปธรรม-อรูปธรรม : รูปฌาน- อรูปฌาน : รูปสัญญา-อรูปสัญญา ทั้งมหาภูตรูป(รูปหยาบที่เกี่ยวจากกายภายนอกทั้งหมด) และอุปาทายรูป ( รูปที่ถูกรู้ได้จากภายนอกเป็นกายนอกเนื่องต่อเข้าไปหาภายใน แล้วเป็นกายใน มีกายใน-เวทนา-จิต-ธรรม) ต้องมี" สัญญา"ทำหน้าที่"กำหนดรู้"ในภาวะจริงที่ปรากฏอยู่ ทุก"สัมผัส"ครบองค์ประชุม(กาเยน ผุสิตวา วิหรติ) ทั้ง"รูปภายนอก ที่เห็นอยู่"(พหิธทารูปานี ปัสสติ) และทั้ง"อรูปภายในที่กำหนดรู้เห็นจริงอยู่“ (อัชฌัชตตัง อรูปสัญญี) ซึ่งเป็นภาวะที่ตนเองสัมผัสเอง เป็นเอง ปรากฏเอง โดยส่วนตน(เอโก) พูดภาษาง่ายๆชัดๆ ก็คือ สดๆ มีอยู่ สัมผัสได้หลัดๆ ซึ่งไม่ใช่"ของแห้ง" ไม่ใช่เอา"ความจำ-ความคิด-เพียงภาวะที่ มีในจิต เกิดในจิตเท่านั้น" ที่ได้รู้-ได้เห็น แต่เป็น รู้ หรือ เห็น ที่สัมผัส ของจริง นั้นๆ ปรากฏอยู่โทนโท่
มีทั้งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงที่เป็นภายนอกต่อเนื่องเข้าไปภายในเป็น ปัจจุบันธรรม ทุกอิริยาบถสำเร็จการสัมผัสครบองค์ประชุมนั้มนั้นอยู่ จากความรู้ และการปฏิบัติที่เกิด"วิโมกข์ 8 "นี้อยู่ไม่ขาดสายแห่ง การเนื่องต่อนั้น (อัฏฐ วิโมกเข กาเยน ผุสิตวา วิหรติ) เป็นการยืนยัน"ความรู้" (วิชชา ที่พ้น"อวิชชา"(ความไม่รู้)หรือพ้น ความรู้ที่เป็นแค่ตรรกะเท่านั้น จนกว่าจะ"พ้นอวิชชาสวะ" นอกจาก"ความรู้"ที่เป็นความรู้ของแท้ มีปรากฏการณ์จริง สัมผัสให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง อันเป็นภายนอก ว่า บรรลุจริงแล้ว ก็ยังต้อง นำไปตรวจสอบด้วย"เตวิชโช"แล้วๆอีกๆ ให้บริบูรณ์ถ้วนครบ ให้เป็น "วิมังสา" จนครบ"อรูปฌาน"สุดๆ"วิโมกข์ 8" ไม่ขาดหกตกหล่น เราจึงจะสัมบูรณ์ด้วย"เวทนา ๑๐๘" สัมบูรณ์ด้วย"๓ กาล“ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จึงจะแน่ชัดว่า"เราพ้นอวิชชา " สัมบูรณ์.........
หลุดพ้น อะไร อย่างไร พ้นจากความเป็น ความเป็นสัตว์ ทางใจ ทางจิตวิญญาณ ( สัตว์โอปปาติกะ ) ใน ทิฎฐิ 10 ข้อ ที่ 9 สัตตา โอปปาติกา นั่นเอง พ้นสังโยชน์ พ้นจากการถูกผูกความเป็นสัตว์ไว้ ได้แล้ว กำจัด ชาติ ( ความเกิด ) – ของความเป็นสัตว์นั้นๆ
ถ้าไม่มีสัมมาทิฎฐิ เสียก่อน ในทิฎฐิ 10 นี้ คุณไปปฎิบัติธรรมที่เป็นพุทธ ไม่บรรลุผล แน่ยิ่งกว่าแน่ เพราะ สัมมาทิฎฐิ นี้เป็น ประธาน การปฎิบัติทั้งหมดของมรรคมีองค์ 8 ทีเดียวนะ ประธานหลงผิดแล้ว ลูกน้องจะเป็นยังไง ถ้าเข้าใจ ความเป็น สัตว์โอปาติกะ ไม่ได้ ไม่ถูกต้องตรงจริง คุณก็ไม่สามารถรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง เทวดา - มาร – พรหม แน่ๆ เข้าใจแล้ว ก็ต้องปฎิบัติ จับสัตว์ที่ว่านี้ ให้ได้ในใจเราจริงๆ และ กำจัดมันให้ได้จริง จึงจะเป้นการหลุดพ้น จากสัตว์ ตัวนั้น ได้จริง
เผย ใจจริง ของ อาตมา ถึงส่วนลึกของใจ
อาตมาเห็นว่าต้องรีบเร่งเผยแพร่ ช่วยกันแจ้งความผิดพลาดแก่สังคม ด้วยความเมตตาเอ็นดู มิใช่ ด้วยความโกรธความแค้นเคือง
มันมีแต่คนสมคบกัน สมประโยชน์กันทำความผิดใส่สังคม !!!!
ฉะนั้นเราต้องเร่งมาช่วยกันแจกแจงความผิดให้สังคมได้รู้ ต้องทั้งรีบและเร่งกันอย่างหนัก
เพราะสิ่งที่ไม่ถูกต้องมันทำลายโลกมาก และเร็วเท่าแสงด้วยนะ !!!! จริง !!!!!
แล้วจะให้อาตมาช้าได้อย่างไร
1
สมมุติสัจจะ
การเกิดที่มีร่างกาย ชาติ ..
เกิดมาได้ชีวิตเป็น คน , สัตว์ แล้วก็ตายไป ร่างกายแตกดับ ก็เรียกว่า ชาติหนึ่ง ตามความรู้สามัญพื้นๆของโลกแบบสามัญ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามไตรลักษณ์ เป็น สามัญลักษณ์ ของธรรมชาติ นี่คือ สมมุติสัจจะ เป็นเรื่องของรูปธรรม รู้ง่าย เข้าใจง่าย การเกิดชนิดนี้เป็นชีววิทยา ทางวัตถุธาตุ รูปธาตุได้แก่ ชลาพุชโยนิ เกิดในครรภ์ เป็น ตัว อัณฑชโยนิ เกิดในไข่ แล้วจึงเกิดเป็นตัว สังเสทชโยนิ การเกิดในของปฏิกูล พตป เล่ม12 ข้อ169 มหาสีนาทสูตร ธรรมชาติ
ธ รรมที่เป็น พุ ทธ พ่อ ครูสมณะโพธิรักษ์ ธ รรมที่เป็น พุ ทธ
2 ชาติ ... โอปปาติกะ ปรมัตถสัจจะ
การเกิดที่ ไม่มีร่างกาย
ชาติที่เป็นความเกิดของสัตว์ โอปปาติกะ ( โอปปาติกโยนิ ) สัตว์ที่ไม่มี สรีระ ( อสรีรัง ) เป็นสัตว์ที่ยังมี ทุกขอริยสัจ เป็น ปรมัตถสัจจะ เป็นความเกิดของสัตว์ที่ ไม่มีร่างกาย ยิ่งกว่าพลังงานทางควอนตัมฟิสิกส์ ชาติ ใน ปฏิจจสมุปบาท อันมีการศึกษาที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางธรรม เป็น ญาณวิทยา (epistemology) ที่ มี ประสิทธิภาพ ถึงขั้นปรากฏการณ์วิทยา ( phenomenalogy ) ในธรรมที่เป็นพุทธ เท่านั้นในโลก แบบเฉพาะตน ที่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามไตรลักษณ์ อันเป็นเอกลักษณ์ ( เอกังส ) หรือ เป็น เฉพาะตน ( ปัจจัตต ) และเฉพาะพุทธธรรม ปัจจัตตลักษณ์ เป็น ธรรมที่ ไม่มี ชาติ ของปรมัตถสัจจะ ... เป็นเรื่องของ นามธรรม รู้ยาก เข้าใจยาก แต่สำคัญมากที่สุด ชาติ หรือ การเกิด แบบที่2 นี้แหละ ที่อาตมาตั้งใจเขียนสาธาธยายกันอย่างสำคัญในหนังสือเล่มนี้ ชาติ ชนิดนี้ รู้ได้ด้วย สัมมาญาณ จริงเท่านั้น เป็น การเกิดที่ยิ่งใหญ่ เป็น ชาติ ทางใจ ที่ชื่อ โอปปาติกโยนิ ซึ่งตรัสรู้โดย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น นอกนั้นไม่มีใครใดจะสามารถตรัสรู้ได้ ผู้มี วิชชา 8 อย่างสัมมาทิฎฐิ ---ขยายตรงนี้
วิชชา ๘ เป็นยาดำของจรณะ ๑๕ รายละเอียด : วิชชา ๘ เป็นยาดำของจรณะ ๑๕ คือ ในจรณะ ๑๕ มีวิชชา ๘ เป็นยาดำตลอดแล้วทำผลสำเร็จได้ ถึงวิชชาข้อสุดท้าย อาสวักขยญาณ ญาณที่รู้ว่าเราสิ้นอาสวะ แล้ว คุณจะเกิดสมาธิในจรณะ ๑๕ ไม่มีพยัญชนะ คำว่า สมาธิ แต่จะเกิดต่อเมื่อเป็น อรหันต์ จิตเป็นสมาธิสมบูรณ์ เรียกว่า สมาหิโต สั่งสม ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ที่มา ที่ไป : รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราช วันอาทิตย์ ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๒
วิชชา
8
วิชชา ๘
เป็นยาดำ ของจรณะ ๑๕
ผู้มี วิชชา 8 อย่างสัมมาทิฎฐิ จึงจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ชาติ ที่ว่านี้ได้ ถ้าไม่มี วิชชา 8 ก็คือ ไม่มีอธิปัญญาสิกขา เจริญจริง อธิปัญญาสิกขาในไตรสิกขา ไม่ใช่ ปัญญาสามัญที่รู้ทางโลก ซึ่ง การรู้เห็น ความเป็นจิต ก็ดี วิญญาณ ก็ดี หรือ มโนก็ดี ที่เป็น นามธรรม ทั้งหลาย ที่เรียกว่า ปัญญา ก็ดี ญาณ ก็ดี อภิปัญญา หรือ อธิปัญญาก็ดี ตาทิพย์ ก็ดี นั้น ไม่ใช่ การรู้การเห็นกันอย่างเป็นรูปเป็นร่าง มีโฉมกายแบบเดียวกับที่ ตาเนื้อ เห็น ตรงนี้แหละ ยากจริงๆ ที่จะทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจได้ถึงความจริง เพราะหลงและยึดกันแน่นฝังหัวกันมาแล้วว่า ความรู้ที่เป็น ตาทิพย์ นี้ คือ การเห็น ที่วิเศษพิสดาร แบบ อิทธิปาฎิหาริย์ - อาเทสนาปาฎิหาริย์
ชาติ 3 ที่รู้กันไม่ได้ง่ายๆ
คือ ........
ลิงลมอมข้าวพอง style.visibility ppt_w ppt_h style.rotation
รายละเอียด : ๑. การละเล่นอย่างหนึ่งของไทยซึ่งผู้เล่น เป็นลิงลมนั้นจะต้องใช้ผ้ามัดปิดตาแล้วคุกเช่าหมอบคว่ำหน้า ให้เพื่อนที่ร่วมเล่นโยกโคลงเขย่าไปมาจนเมางง ผู้เล่นร้องเพลง ลิงลมอมข้าวพอง กัน เมื่อถูกโยกโคลงได้ที่ก็จะเหมือนคนเมา มึนๆ งงๆ ไม่เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ โซซัดโซเซไปวิ่งไล่จับคน อื่นอย่างเมาๆ งงๆ จนกว่าจะจับได้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive