กิเลส.pptx
เนื้อหาในไฟล์
อุปกิเลส และ อุปักกิเลส style.visibility
ปลาส
อย่ายกตนข่มท่าน ดูถูกผู้อื่นว่าเขาไม่ดี รู้น้อยกว่าตน ตีตนเสมอท่าน ว่าเขาทำผิดพลาดเสียหายเสมอๆ แท้ จริง บางทีเขาไม่ผิดและเขารู้ดีกว่าตน ' แต่เขาไม่ใช่คนโอ้อวด เป็น โมหมูลจิตหลงตน“
อิสสา
อย่าอิจฉริษยา ไม่อยากเห็นเขาได้ดีกว่าตน เก่งกว่า มีคนชอบมากกว่า ต้องมีจิตมุทิตายินดีด้วย เห็นผู้อื่นได้ดีมีสุข เพราะเขาทำดีจริง หรือรู้ว่าเขาไม่ดีจริงกลับมีคนชอบ มีคนสรรเสริญ เพราะไม่รู้ความจริง เราก็ทำ อุเบกขาเสีย จิตก็สงบสบาย เป็น "โมหมูลจิต กับโลภมูลจิต"
มัจฉริยะ
อย่าหวงแหน ตระหนี่ถี่เหนียว ให้มีจิตเมตตา สงสาร กรุณา ช่วยเหลือเจือจาน แบ่งปัน เมื่อเห็นผู้ใดได้รับทุกข์เดือดร้อนดิ้นรนอยู่จริงๆ ด้วยกำลังกายหรือกำลังใจ เป็น "โลภมูลจิต“
มายา
อย่ารู้มาก เอาเปรียบผู้อื่นด้วยเล่ห์เพทุบาย หลอกล่อต่างๆ เป็นการทำร้ายจิตใจผู้อื่น ให้รู้จักพอในสิ่งที่ตนได้ตนมี ซึ่งเป็นการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ย่อมเป็นการก่อทุกข์โทษภัยให้แก่ เป็น "โลภมูลจิต“
สาเฐยยะ
อย่านึกว่าฉันรู้แล้ว โอ้อวดว่าทำเมื่อไรก็ทำได้ แต่ไม่เคยทำให้เกิดผล เห็นผลสักที อนุโลมตามกิเลสไปก่อน เป็นการหลอกตนเองและหลอกผู้อื่นด้วย จึงยังไม่ได้รู้จริง เป็น "โมหมูลจิตหลงตน"
ถัมภะ
อย่าให้มีความถือตัวถือตน ยกตัวเป็นใหญ่ เป็น "โมหมูลจิต"
สารัมภะ
อย่าให้มีความดูหมิ่นถิ่นแคลนผู้อื่น ไม่รู้ผิดไม่รู้ถูก เป็น "'โมหมูลจิต“
มานะ
อย่าให้มีความดื้อด้าน ปักมั่น ไม่ยอมอนุโลม ไม่แก้ไข ไม่ไถ่ถอน เป็น "โมหมูลจิต"
อติมานะ
อย่าให้มีความยึดมั่นถือมั่นว
อ่านต่อ
่า ตนดี ตนเด่น ตนเก่งกว่าใคร เป็น '"โมหมูลจิต โทสมูลจิต"
มทะ
อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ งมงายมัวเมา ทำให้เกิดผล เห็นผล ได้รับผลที่ไม่ถูกไม่ดีอยู่เรื่อยๆ เป็น "โมหมูลจิต เรื่องใดว่าเล็กน้อย ไม่เป็นไร หรือปักมั่น ไม่ระแวงสงสัย ไม่ใคร่ครวญเสียก่อน
ปมาท
อย่าประมาทในสิ่งใด ย่อมให้เกิดผลเสียหรือผิดพลาด ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเสียใจได้เสมอ เป็น "'โมหมูลจิต"
อมนสิการ
อย่าดูถูกตนเองว่าฉันทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าการ กระทำนั้นให้ผลดีแก่ผู้ที่ทำได้จริง ในเมื่อตนเองไม่ใส่ใจลงมือ กระทำเลยสักครั้ง เพื่อพิสูจน์ให้ตนได้เห็นผลเลย เป็น "โมหมูลจิต"
ถีนมิทธะ
อย่าเกียจคร้าน ซึมเซา หดหู่ ง่วงเหงา ต้องพากเพียรดูจิตตน คอยจับตัวกิเลสที่มันเกิดขึ้นและฆ่ามัน สลัดมันให้หลุดจากจิตให้ได้อยู่เสมอ เป็น"โมหมูลจิต"
อุพพิละ
อย่าหลงตื่นเต้นลิงโลด เป็นสุขในสิ่งที่ทำ ที่ดูที่เล่น ที่กิน เหล่านี้ โดยไม่พิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ด้วยเขาหลอกล่อให้เราหลงอยากได้ อยากเห็น อยากสนุก อยากลิ้มรส ทำให้ต้องเหน็ดเหนื่อย ลำบากยากเย็นอยู่หรือเปล่า เป็น "โมหมูลจิต โลภมูลจิต"
ฉัมภิตัตตะ
อย่าทำจิตหวั่นหวาดว่าเขาดีกว่าตน ฉลาดกว่า รู้มากกว่า เกิดน้อยใจ เสียใจ ท้อใจ ห่อเหี่ยว ไม่กล้า เลยทำให้ตนไม่ได้อะไรดีขึ้นเลย เป็น "โมห-มูลจิต"
อัจจารัทธวิริยะ
อย่าเพียรจัด ไม่รู้จักประมาณ ทำเกินไป หนัก ไป เป็นการสร้างทุกข์ให้เกิดทับถมตน เป็น "โมหมูลจิต"
ปฏิฆะ
อย่าผูกพัน ติดยึดในลูกหลาน เครือญาติและเพื่อนฝูง ตลอดทั้งทรัพย์สินเงินทอง สิ่งของทั้งหลาย ให้มาก เกินไป ซึ่งเป็นสักกายะใหญ่โตนอกตัวของคนเรา ที่เป็นเหตุให้ผูกพันว่า นี้เป็นของของเรา มีความห่วงหาอาลัย อยากให้อยู่ ใกล้ตน อยากให้ได้ดีมีสุข ปลอดภัย และให้คงอยู่ ไม่สูญหาย และอยากให้รู้ใจตน เอาใจตน ตามใจตน เข้าใจว่าคิดนึก และ กระทำนั้นๆ ด้วยความรัก ความห่วง ความหวังดี เมื่อเกิดความ ไม่เข้าใจกัน ไม่เป็นดังใจหวัง หรือมีความเสียหายเกิดขึ้นก็โกรธ พยาบาท ผูกโกรธ ปฏิฆะ น้อยใจ เสียใจ เจ็บใจ เกิดการ ก่อเวรก่อกรรมสืบต่อกันไป ไม่รู้จบสิ้น เป็น "โมหมูลจิต โลภมูลจิต-โทสมูลจิต"
ไม่รู้บาลีว่าเรียกว่าอะไร
อย่ายืดถือศรัทธาเฉพาะบุคคล เป็น "'โมหมูลจิต" เพราะจะไม่ได้รับรู้ในเหลี่ยมมุมแง่เงื่อนต่างๆ ซึ่งมีมากมาย ไม่เหมือนกับจากบุคคลอื่นๆ เลย
อติลินวิริยะ
อย่าเป็นคนย่อหย่อนในความเพียร จับจด ไม่แน่นอน ทำอะไรไม่จริงจังให้เกิดผลสำเร็จได้สักอย่างเดียว เป็น "โมหมูลจิต"
อุปกิเลส-อุปักกิเลส
โมหมูลจิต
โลภมูลจิต
โทสมูลจิต
อุปกิเลส+อุปักกิเลส
ไม่รู้บาลีว่าเรียกว่าอะไร
อย่าฆ่าสัตว์ ตัดชีวิตใคร หรือข่มเหง ทำร้ายทุบตีอย่างใด เพื่อหวังประโยชน์ตนแต่ถ่ายเดียว เป็น"โมหมูลจิต-โลกมูลจิต-โทสมูลจิต"
ไม่รู้บาลีเรียกไร
อย่าอยากได้ อยากเอาสิ่งของที่ไม่ใช่ของของตน ด้วยการหาทางทุกวิถีทาง ที่จะทำให้ได้มาเป็นของตน เป็น"โมหมูลจิต-โลภมูลจิต-โทสมูลจิต" เสียง สัมผัส อันเป็นกามคุณทั้งหลาย เพราะทำให้มัวเมา หลงใหล
อภิชัปปา
อย่ากระสันอยากมากเกินไป ใน รูป รส กลิ่น ขาดสติ เกิดโทษภัยทั้งร่างกายและจิตใจ เป็น "โมหมูลจิต"โลภมูลจิต-โทสมูลจิต"
ไม่รู้บาลีเรียกไร
อย่าพูดโกหก หลอกลวง ยุแหย่ หยาบคาย เพ้อเจ้อ ทำให้เกิดผลเสียหายแก่ผู้อื่น และสะท้อนมาเสียหาย แก่ตนเองในที่สุด เป็น "โมหมูลจิต-โลภมูลจิต"
ไม่รู้บาลีเรียกอะไร
อย่าคบสนิทสนมกับคนที่เรารู้แล้วว่า เป็น คนพาล เกเร "โมหมูลจิต" คบผู้ที่เป็นกัลยาณมิตร
หิริ
อย่าขาดความละอายตนเอง เมื่อรู้ว่าตนกระทำไม่ดี" ไม่ถูก เพราะเห็นแก่ได้ให้ตน เป็น "โมหมูลจิต-โลภมูลจิต"
โอตตัปปะ
อย่าคิดว่าสิ่งที่เราทำไม่ดีไม่ถูกนั้น ไม่มีใครรู้ ใครเห็น ไม่เป็นไร ไม่กลัวบาป ไม่กลัวกรรม เป็น "โมหมูลจิต 'โลภมูลจิต"
ไม่รู้บาลี
อย่าทำสิ่งใดโดยทำตามๆ เขาไป ไม่มีสติคิด พิจารณา ให้เกิดด้วยปัญญาความคิดของตนเองบ้างเลย เป็น "โมหมูลจิต"
ทุฏจุลละ
อย่าทำสิ่งที่รู้แล้วว่าผิดทำนองคลองธรรม ถึง เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เพราะความเห็นแก่ตัว ด้วยมี เจตนาชั่วเข้าผสม เป็น "โมหมูลจิต-โลภ มูลจิต-โทสมูลจิต“
ไม่รู้บาลี
อย่าทำสิ่งใดโดยทำตามๆ เขาไป ไม่มีสติคิด พิจารณา ให้เกิดด้วยปัญญาความคิดของตนเองบ้างเลย เป็น "โมหมูลจิต"
นานัตตสัญญา
อย่าให้จิตไปสำคัญในสิ่งที่ไม่ควรสำคัญ หรือ จิตฟุ้งช่าน เพ้อพก ไม่เป็นเรื่องเป็นราว เป็นการขาดสติ ถ้าทำบ่อยๆ จะทำให้ประสาทเสีย เป็น"โมหมูลจิต"
รูปานังอตินิชฌายิตัตตะ
อย่าให้มีจิตยึดมั่นจัด ไม่อนุโลม เอาเป็นเอาตาย เมื่อเขาทำประโยชน์ให้ตนไม่ได้เท่าที่ควรจะได้ หรือเห็น กำลังกระทำอยู่ หรือรู้ว่าเขาคิดจะแกล้งตน หรือผู้ที่ตนรักตนชอบ เป็น 'โมหมูลจิต-โลภมูลจิต-โทสมูลจิต"
ไม่รู้เรียกอะไร
อย่าให้มีปฏิฆะ เพราะเกิดจิตอิจฉา เมื่อรู้ว่า เขาทำประโยชน์ให้ผลดีมาก หรือเห็นกำลังกระทำอยู่ หรือรู้ว่า เขาคิดจะทำให้แก่ผู้ที่ตนไม่ชอบ ไม่รัก เป็น "'โมหมูลจิต-โลภมูลจิต+โทสมูลจิต
น้อมกราบขอบพระคุณพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ด้วยเศียรเกล้า น้อมกราบขอบพระคุณท่านสิกมาตุผุสดี (อรหันต์องค์แรกของชาวอโศก) น้อมกราขอบพระคุณท่านสมณะและสิกขมาตุทุกท่านด้วยความเคารพอย่างสูง เจริญธรรมพี่น้องทุกๆท่าน ครับ
อภิชฌา วิสมโลภะ ล
พยาบาท ท
โกธะ ท
อุปนาหะ ท
มักขะ ม+ล+ท
ปลาส ม
อิสสา ม+ล
มัจฉริยะ ล
มายา ล
สาเฐยยะ ม
ถัมภะ ม
สารัมภะ ม
มานะ ม
อติมานะ ม+ท อุปกิเลส+อุปักกิเลส
มทะ ม
ปมาทะ ม
อมนสิการ ม
ถีนมิทธะ ม
อุพพิละ ม+ล
ฉัมภิตัต ตะ
อัจจารัทธวิริยะ ม
ปฎิฆะ ม+ล+ท
ศรัทธาเฉพาะบุคคล ม
อติลินวิริยะ ม
อย่าฆ่า หรือข่มเหง ม+ล+ท
อย่าอยากได้ของที่ไม่ใช่ของตน ม+ล+ท
อภิชัปปา ม+ล+ท
อย่าโกหก หลอกลวง.. ม+ล อุปกิเลส+อุปักกิเลส
อย่าคบคนพาล ม
หิริ ม+ล
โอตตัปปะ ม+ล
อย่าทำตามเขาไปโดยขาดสติ ม
ทุฎฐุลละ ม+ล+ท
นานัตตสัญญา ม
รูปานังอตินิชฌายิตัตตะ ม+ท+ล อย่าให้มีปฎิฆะ เพราะเกิดจิตอิจฉา เมื่อรู้ว่าเขาทำประโยชน์ให้ผลดีมาก หรือ เห็นกำลังกระทำอยู่ หรือรู้ว่า เขาคิดจะทำให้แก่ผู้ที่ตนไม่ชอบ ไม่รัก ม+ล
อภิชฌาวิสมโลภะ
อย่ามุ่งหมายว่า การที่ตนกระทำนั้นต้องได้ ต้องดี ต้องสำเร็จสมใจเสมอ เรียกว่า เป็น "โลภมูลจิตหลงตน“
พยาบาท
อย่าให้มีความอามาตมุ่งร้าย เป็น โทสมูลจิต
โกธะ
อย่าให้มีความขัดเคืองแค้น เป็น โทสมูลจิต
อุปนาหะ
อย่าให้มีความผูกใจเจ็บสะสมไว้ในจิต เป็น 'โทสมูลจิต" ต้องพิจารณาให้เห็นความผิด ความถูกของตนตามความเป็นจริง ต้องไม่เข้าข้างตนเอง เมื่อผิด ก็ต้องยอมรับผิด เมื่อถูกก็ให้มีการอภัย เป็นการให้อภัยทาน เรียกว่าสร้างทานบารมี
มักขะ
อย่าลบหลู่คุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ไปดูถูกท่าน ไม่เห็นคุณประโยชน์ท่าน เมื่อเห็นเข้าใจ ว่าท่านผิด ไม่มีการให้อภัย อันเป็นการทำลายตน เป็น "โมหมูลจิต โลภมูลจิต โทสมูลจิต"