มหาทาน.pptx
เนื้อหาในไฟล์
มหา ทาน
ไม่สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเรา สำคัญมั่นหมาย ไม่ใช่ สัญญา ( การกำหนดรู้ รูป-นาม ) แต่มั่นหมายตรงนั้นให้ชัด สูงกว่า สัญญา ขึ้นไปอีก เรียกว่า มัญญติ ( รู้แล้ว ทำหน้าที่เสร้จแล้ว แต่อย่าไปสำคัญมั่นหมายว่าเป็น เรา ( มมะ ) นี่คือ อันติมะ ทานสุดยอด ลึกซึ้ง ละเอียดซับซ้อน
ละกิเลส จนถึง อุปกิเลส 16 ลดความอร่อย ติดรสอัสสาทะ ละตัณหา กามตัณหา ละ อุปาทาน 4 แก้ถูกจุด จะมีอาการว่าง การปลดปล่อย รสอร่อยจางคลาย ลดพยาบาท ลดโกรธแค้น ลดเคือง ลดความที่ยังฝืน ( ยังมีการอยากทำร้าย ทำลาย อยากกิน อยากเสพ อยากทำไม่ดี )
ผู้ศึกษาธรรมะที่เป็น ปรมัตถ์ของพระพุทธเจ้าแล้ว อ่านจิตใจของตนได้หลายชั้น หยาบ กลาง ละเอียด ลึกถึงขั้นดีสุดยอด สามารถตรวจสอบจิตโดยใช้ –เจโตปริยญาณ 16 สามารถตรวจสอบจิตของเรา จน ไม่มีตัวเลวร้ายเหลืออยู่เลย มีแต่จอตที่ดีที่เอื้อเฟือเจือจาน เมตตาเกื้อกูล จนไม่มีอุปกิเลส คือ เราดี หลงยึดดี หลงยึดปิติในฌาน 1-2 ยกตัวอย่าง เรื่องกินพริก
กรรมเป็นสัจจะ กรรมเป็นสรณะ กรรม กับ พระรัตนตรัย เป็น อันเดียวกัน พระรัตนตรัย เป็น สรณะ อันสูงสุด กรรมปฏิสรโณ กรรมเป็นสรณะสูงสุดของชาวพุทธเช่นกัน นี่คือ สัจจะ เป็นเรื่องจริง
พระพุทธเจ้าทรงปฎิบัติเองขนขวายเอง ฝึกฝนอบรมบำเพ็ญบารมี จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้า ก็ด้วยกรรม แล้วทรงถ่ายทอด เทศนาออกมาเป็นพระธรรม ก็เป็น คำสอน พระธรรม ขั้นต้น แปลว่า คำสอน ส่วนพระธรรมจริงๆ นั้นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นทรงขึ้น มีขึ้นที่บุคคล คือ ใครที่นำมาปฏิบัติ ทั้ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ประพฤติจนเกิดผลทางจิต กรรมโยนิ เกิดทางจิตจริงๆ จนเป็นอาริยะ
ความเข้าใจผิด เรื่
อ่านต่อ
อง กรรม
กรรมพันธุ์ จริงๆแล้ว เป็นภาษาที่ลึก แต่คนเอามาใช้ตื้น มาใช้ทาชีววิทยาเป็นกรรมพันธุ์ หรือเป็น พันธุกรรม ซึ่งผิด จริงๆ นั้นควรจะเรียกว่า สรีรพันธุ์ ไม่ควรเรียก กรรมพันธุ์ เพราะมันเป็นเรื่องของรูปธรรม มันเป็นเรื่องของ cell เรื่องของ Gene เรื่องของ การถ่ายทอดจากทางวัตถุ จากปู่ย่าตายายพ่อแม่ ถ่ายทอด จาก สรีระ จาก cell , Gene , เป็น DNA , มาเป็น โครโมโซม Chromosome ไม่ใช่ มาจาก กรรม มันจึงเป็น สรีระ เป็น ชีวะ เป็น รูปพันธุ์ ไม่ใช่ กรรมพันธุ์
แต่ละคนสั่งสม กรรม เป็น พันธุ์ ของตน ถ่ายทอดกรรม คือ กรรมพันธุ์ วิญญาณเป็นของตนเอง วิบากเป็นของตนเอง ถ่ายทอดไม่ได้ด้วยพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ถ่ายทอดไม่ได้ด้วยสรีระ ต้องถ่ายทอดด้วยกรรมของเราเอง ต้องสั่งสมกรรมเปลี่ยนกรรม มาเป็นพันธุ์ของเราเอง พ่อแม่ก็ของพ่อแม่ ของใครก็ของใคร ของแต่ละคน ก็ของคนๆนั้น
คำว่า กรรมพันธุ์ ที่มาใช้กันในภาษาไทย เอามาจากภาษาธรรมะ มาจากภาษาพระพุทธเจ้า มาใช้ผิดๆ ทุกวันนี้ก็ยังใช้ผิด มันควรจะเป็น สรีรพันธุ์ หรือ ชีวพันธุ์ ไม่ควรจะเป็นกรรมพันธุ์ กรรมพันธุ์ นั้นต้องถ่ายทอดทางกรรมเท่านั้น
เป็นกรรมของตนๆ กัมมัสสกตา กรรมทายาโท กรรมเป็นของของตน กรรมเป็นทรัพย์ของตน มรดกกรรมของเราทั้งหมดเป็นของเรา ไม่รับไม่ได้ และเราจะต้องเป็นผู้ทำให้มันเกิด กรรมโยนิ แล้วสั่งสมลงเป็นพันธุ์ เป็นที่พึ่ง อาศัย เป็นสรณะ ซึ่งสามารถได้พึงถึงขั้นเป็นอริยะได้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นพระรัตนตัยเป็นสรณะนั้น จึงไม่ได้ห่าง ไม่ได้จาก ไม่ได้พ้น ไม่ได้อื่น ไปนอกจากกรรม กรรมจึงเป็นสรณะ ด้วยประการฉะนี้
แม้นว่าเรามีกรรมที่ได้สั่งสมเป็นสิ่งที่ดี ดีขนาดไหนก็ตาม ศาสนาพุทธนั้นสอนไม่ให้ยึดดี กรรมเป็นเครื่องอาศัย แต่กรรมก็ไม่ใช่ของตัวของตน สุดท้ายก็ไม่ยึดเป็นตัวเป็นตน เป็นของตัวของตนให้สำเร็จ
Disclaimer คำชี้แจงที่สำคัญ เป็นการสรุปหนังสือของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ตามกาละนั้นๆ และเป็นการนำเสนอส่วนที่เกี่ยวข้องรวมถึงตัวอย่างประกอบตามหนังสือของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์เท่านั้น ผู้นำเสนอมิได้มีส่วนเสริมเติมแต่งข้อมูลอันใดนอกเหนือไปจากหนังสือ ผู้นำเสนอไม่สามารถรับรองความถูกต้องครบถ้วนของการตีความในหนังสือ เพื่อความเข้าใจที่สมบูรณ์ ควร อ่านหนังสือมา ก่อนหรือหลัง รับชมการนำเสนอ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน www.asoke.org และ หนังสือ มหาทาน โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
style.visibility
ชีวิตของมนุษย์นั้น เกิดมาเพื่อที่จะสั่งสมสิ่งที่ดี เลิกสิ่งที่ชั่ว เเล้วก็ทำสิ่งที่ดี แล้วก็ ให้ ไป ให้หมด หรือปล่อยหรือวางสละออก จาคะ เป็นเนกขัมมะทุกอย่าง ให้ ทาน ออก ไป ไม่เอาไว้ ให้ ให้ หมด จะ ให้ จน หมด ได้.........ไม่ง่าย ไม่ใช่เรื่องตื้นๆ
เนกขัมมะ แปลว่า ออก ออกจาก โลกีย์ ออกจากกาม และพยาบาท โดยใช้ เมตตาและ อุเบกขาเป็น ฐานอาศัย ต้องมีปัญญา พื่อที่สร้างบารมีทั้งหมดนี้ ให้สมบูรณ์
พิมพ์หนังสือธรรมะแจก ยังไม่ใช่ธรรมทาน
ทานประกอบด้วย วัตถุทาน มีอภัยทาน แล้วก็มีธรรมทาน พิมพ์หนังสือธรรมะ แจก ไม่ใช่ธรรมทาน เป็น วัตถุทาน เป็น วัตถุทานแท้ๆ เมื่อพิมพ์หนังสือนี้แจก ก็เป็นวัตถุ ทาน ออกไป ผู้ได้รับก็ได้รับวัตถุ ไม่ใช่ธรรมทาน ต่อให้ผู้รับเอาไปอ่านเข้าใจดีแล้ว แต่ไม่ได้ปฏิบัติจนเกิดบรรลุธรรม ผู้รับหนังสือนั้นไป ก็เพียงได้รับแค่วัตถุทาน อยู่นั่นเอง ไม่ใช่ธรรมทานเลย
ธรรมทาน คือ อะไร ต้องทำอย่างไร จึงจะเกิดธรรมทาน ทานอยู่ด้วยกันเป็น องค์รวม Holistic วัตถุทาน อภัยทาน ธรรมทาน อยู่ด้วยกันแบบองค์รวม ไม่ได้แยกจากัน เหมือน ศีล สมาธิ ปัญญา ฉันใด ก็ฉันนั้น เราทาน วัตถุ จริง โดยโลกีย์ กุศล มันก็เป็นจริง เราให้เงินเขาหนึ่งแสน มันก็เป็นกุศลของเรา ทานแรงงาน เป็นทานของเราแน่แท้
แรงงาน ก็ยังเป็น วัตถุทาน แต่ทานแรงงานเป็น การให้ ยิ่งกว่า เพราะ วัตถุที่จะเป็นของเรา เราต้องทำเอง ต้องลงแรงต้องออกแรงสร้างสรร ต้องมีสมรรถนะ เราทำโดยสุจริต ด้วยความสามารถ ความรู้ของเรา ทานอันนี้แหละ แน่ๆ ว่าเป็นของเรา ชัดเจน อย่างไม่คลางแคลงสงสัย ไม่ต้องสอบทาน แรงงานเป็น กุศล วัตถุทาน ข้อสำคัญต้องเป็นแรงงานที่ดีมีคุณค่า ไม่ใช่แรงงานชั่วชั่วทำลาย แต่ ทานวัตถุ อาจเป็น ภัยทาน ก็ได้ เรื่องนี้ต้องขยาย ทำไมเป็นเช่นนี้
เรามีเงิน เราไปเอาเงินมาทาน ยังไม่แน่เลยว่าเงินนี้เป็นกุศลของเราแล้วหรือยัง อาจจะยืมเขามา อาจจะโกงเข้ามาด้วย เงินก็ตาม วัตถุอะไรก็ตาม รับมาหรือว่าไปเอามา หรือว่าเราพอดีมาได้วัตถุอะไรที่คนเอามาให้เรา แม้อย่างนี้ก็ยังคลางแคลง ยังไม่ใช่ของเราโดยตรง การทานแรงงาน จึงเป็นการท่านที่ได้กุศลแน่ชัดจริง เที่ยงแท้ที่สุด ว่าของเราแน่ๆ เรากระทำหรือออกแรงงานจ่ายให้ไป โดยไม่ได้แลกเปลี่ยนเอาอะไรกลับคืนมาให้ตน จึงเป็นกุศลวัตถุทาน หรือโลกียกุศลได้ทันทีทุกคน
ในการทานวัตถุก็ดี ทานแรงงานก็ดี มีอภัยทานซ้อน ถ้ายังโลภ ยังยึดเป็น เรา เป็นของเรา แลกเปลี่ยนอย่างโลภไว้ในใจอยู่ ก็ยังไม่ อภัย ยังเป็น ภัย ยังไม่อภัย ยังเป็น ภัย อยู่ เป็น ภัยทาน
ทานวัตถุแล้วก็ยังมีโลภ เป็น ภัยทาน ไม่ใช่ อภัยทาน ยังเป็นภัยต่อตน ต่อผู้อื่นอยู่ ภัยต่อตนก็คือ กิเลส เป็นกิเลสสั่งสมโลภ จะให้แรงงานให้วัตถุแล้วก็ยังจะเอาของแลกเปลี่ยน อยากจะได้ ยังผูกใจยึดว่าของเรานะ นี่ของเรานะ หนี้บุญคุณของเรานะ นี่ของเราทำเองนะ นี่ของฉันนะ นี่ฉันนะ ก็ยังเป็นภัย นี่ ยังไม่อภัย
โลภก็ดี โกรธก็ดี หลงก็ดี เป็นตัวภัย ในศาสนาพุทธนี่ชัดเจน โลภ โกรธ หลง นี่เป็นตัว ภัย เป็น ภัย ของคน เป็นภัยต่อผู้อื่น เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ให้มีโลภ ลดโลภ ลดโกรธ ลดหลงนั่นคือ อภัย นี่คือ ทานวัตถุ ที่เป็น อภัยทานไปพร้อมกัน อภัย คือ เอาโลภ โกรธ หลง ออกไปจากใจ
ถ้าใจเราได้ลดโลภ ให้วัตถุก็ไม่โลภ ไม่เอา ไม่แลก ไม่อยากได้คืน ไม่จดไม่จำ ไม่อยากได้เป็นของตัวของตน ก็ได้ กุศลทั้งวัตถุทาน ได้ทั้งอภัยทาน ได้ทานทั้งวัตถุ
การได้ปฏิบัติธรรมขั้นที่อ่านใจรู้ใจ มีทั้งกรรมกริยาทางนอก มีทั้ง วัตถุมีทั้งแรงงาน เเล้วก็มีทั้งการอ่านธรรมในธรรม อ่านจิตในจิต จิต เจตสิกรูปนิพพาน อ่านกายในกาย อ่านเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม วิเคราะห์วิจัยอารมณ์ วิเคราะห์วิจัยเวทนา วิเคราะห์วิจัยจิต ใน จิต ก็คือ สราคะ สโทสะ สโมหะ แล้วเราได้ปฏิบัติ เป็นวีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ หรือไม่
พระพุทธองค์ตรัส ทาน ๕ ประการนี้เป็นทานใหญ่ ปรากฏว่าเลิศ เป็นธรรมเก่าแก่ อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลาย มิได้ลบล้าง ไม่เคยลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จะไม่รังเกียจ ไม่คัดค้านแล้ว ในทานเหล่านี้ คือ ๑. งดเว้นจากการฆ่าทำลายชีวิตมนุษย์และสัตว์อื่น ๒. งดเว้นจากการลักทรัพย์ เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ๓. งดเว้นจากการประพฤติผิดในการร่วมประเวณี กับผัวหรือเมียหรือลูกของผู้อื่น ๔. งดเว้นจากการพูดปด ๕. งดเว้นการเสพของมึนเมาให้โทษ อันเป็นฐานแห่งความประมาท มหา ทาน
เป็นการเอาเจโตปริยญาณ 16 มาเช็ค มาตรวจสอบ เราต้องทำให้ได้อย่างชัดเจน ได้อย่างมั่นคงได้อย่างแม่น ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้มหัคคตะ ขึ้นไป แยก เวทนาออก ให้ชัดเจน เป็น เนกขัมสิตะ กับ เคหะสิตะ นี่คือ การทาน การปลดปล่อยจริงๆ เป็น ธรรมทาน
เมื่ออ่านออก เหล่านี่แหละคือเรียนรู้ธรรมะในระดับจิต เจตสิก รูป นิพพาน ระดับปรมัตถธรรม ระดับขั้นประโยชน์ขั้นสูง ปรมัตถะ ก็คือบรมประโยชน์
ทำจนกระทั่ง เป็น ตถตา เป็นดีเอง ชั่วไม่เป็น เป็นจริงแล้ว ไม่แปรเปลี่ยนแล้ว อนัญญถตา อื่นจากอันที่มันเป็นแล้วนี้ มันไม่เป็นอื่นอีกแล้ว อื่นจากอันนี้มันไม่มีอีกแล้ว นั่นคือ สุดยอดของศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นต้นแบบ เป็นเชื้อ เป็นเผ่า เป็นพันธุ์ ที่จะสืบทอดกันด้วย กรรม เท่านั้น
กรรมเป็นของของตน ใครทำจึงได้ แม้พระพุทธเจ้าแท้ๆก็ทำแทนหรือบันดาลให้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าจะให้ได้ก็เพียงคำสอน ( อนุสาสนี ) เท่านั้น
ตัว ธรรมะ แท้ๆ ให้กันไม่ได้ ต้องเอาไปประพฤติ ปฏิบัติตามคำสอนตามธรรมะที่ได้ฟังได้รู้ แล้วก็ เอาไปทำ ประกอบกรรม จนบรรลุผล ทางกาย วาจา สำคัญที่มโนกรรม จนเกิด โอปปาติกโยนิ ทางจิตวิญญาณ
ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ได้แยกกันฉันใด วัตถุทาน อภัยทาน ธรรมทาน ก็ไม่ได้แยกกันฉันนั้น ศึกษาความซับซ้อนลุ่มลึกของทาน เพื่อการสะสมทานบารมี ที่ถูกต้องตรงธรรม
มหา ทาน
ทานเหล่านี้ชื่อว่า ให้อภัย ให้ความเป็นผู้ไม่มีเวร ให้ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์ อันหาประมาณมิได้ ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย มีส่วนแห่งความไม่มีเวร มีส่วนแห่งความไม่ถูกเบียดเบียน (จากพระไตรปิฎก ภายไทย ฉบับหลวง เล่มที่ ๓๗ "ทานกถา" ข้อที่ ๘๕๒) ㆍ จากหนังสือพระพุทธองค์ตรัสเล่ม ๓
มหา ทาน
ทาน คือ การให้ มีนัยตั้งแต่ เบื้องต้น จนถึงละอียด ซับซ้อนลุ่มลึก ทำทาน อย่างไรให้เป็น มหาทาน ทำ กรรม อย่างไร จึงนำพาเราบรรลุมหาทาน ที่แท้จริง เป็นทานบารมีที่ถูกต้องตรงธรรม ทำความเข้าใจเรื่องทานให้แจ่มชัด เพื่อ เลื่อนระดับภูมิธรรมสู่กุศลที่สูงขึ้น
มีแต่ผู้รู้จักชีวิต และรู้จักเมตตาอย่างเป็นสัจจะเท่านั้น จึงจะรักและเมตตาชีวิตสัตว์อื่นได้อย่างจริงใจ
มีแต่ผู้ศึกษาเข้าใจเรื่องกฏแห่งกรรมอย่างแจ่มแจ้งเท่านั้น จึงจะไม่กล้าโหดร้าย เบียดเบียน ทำร้าย ทำลายชีวิตสัตว์อื่น เพราะ..... เขารู้สัจจะ นั่นคือ การทำร้าย ทำลายชีวิตของตนเองอย่างโหดร้ายเช่นกัน
ทุกสิ่งที่ได้รับ คือ สิ่งที่เรากระทำลงไป....กรรมมีจริง วิบากมีจริง
มหาทาน ทานในระดับลึก ทานระดับให้ชีวิต ยิ่งใหญ่กว่าทานธรรมดา ( ให้วัตถุ สมบัติ ข้าวของ ) การกินอาหารมังสวิรัติ หมายถึง การให้ทานชีวิต เพราะเราไม่เอาชีวิตเขา = ปลดปล่อยชีวิตให้เขา เราไม่กินเนื้อเขา = เราไม่ฆ่า = มีส่วนช่วยไม่ให้เกิดการฆ่า = เราอโหสิ = เราเมตตา = มีน้ำใจไม่ทำร้าย = เราไม่มีสิทธิ์ฆ่าชีวิตของใครโดยสัจจะ
การให้ทาน ต้องหมายถึง ทานทางจิตวิญญาณ คือ ใจ ต้อง ให้ ด้วย ไม่ใช่แค่ กายกรรม หรือ วจีกรรม ไม่ใช่แค่กดข่ม อ่านอาการ ของจิต ว่าให้อย่างไร หวงคืออย่างไร มี โลภ โกรธ หลง ปนอยู่ใน จิต ระดับใด ตั้งแต่ หยาบ กลาง ละเอียด
ให้ ≠ หวง ล้างอาการ จนหมดตัวตน จนเป็น อภัยทาน ( ลึกซึ้งขั้นนามธรรม ) สูงกว่า วัตถุทาน สูงกว่า อภัยทาน คือ ธรรมทาน ซึ่งมีหยาบ กลาง ละเอียด –ทานตัวเอง ปล่อยวางตัวตนของตัวเอง ทานขั้นสูงสุดยอด เป็น ธรรมทานระดับ อันติมะ