สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน กีฬาและบันเทิงคืออบายมุข.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน กีฬาและบันเทิงคืออบายมุข ก็ขอปรามพวกเรา … ว่ามีคนถามว่าทำไมที่นี่ไม่สอนให้เด็กออกกำลังกาย อาตมาก็ขอตอบไปอย่างนี้ก็แล้วกัน กีฬานี่เพื่อสุขภาพหรือเพื่อมอมเมาอบายมุข ถ้ากีฬาเพื่อสุขภาพนี้ไม่มีอะไรมากหรอก คนที่ทำงานออกกำลังอยู่แล้วเช่นชาวไร่ชาวนา เหงื่อไหลไคลย้อยก็ได้ออกกำลังกายของเขา นั่นก็ดีแข็งแรง ผู้ที่ใช้แต่สมองไม่ได้ออกกำลังร่างกาย หรือนั่งอยู่ในที่ที่ไม่ได้ออกกำลัง องค์ประกอบชีวิต พวกนั้นจะเป็นคนอ่อนแอไม่เกิดความสมดุลในพลังงาน ในโลกจะต้องมีการเคลื่อนไหวและความนิ่ง Static And dynamic อย่างสมดุล คนเราไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายให้มากเกิน อย่างที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้มันเกินไป บอกว่าเล่นกีฬาจะได้แข็งแรง แต่พวกนักกีฬามีชีวิตที่เสื่อมในบั้นปลายทั้งนั้น มันเวอร์ อาตมาเคยเป็นนักกีฬา เวลาอยู่ในสนามแข่ง คุณใช้พลังงาน over มีพลังงานเท่าไหร่ก็ต้องใช้ออกมาเพื่อให้เกิดการชนะ การแข่งบอล หากไม่จบเกมส์ ตอนไหนที่เราต้องการให้ชนะ จะหมดเวลาแล้ว ตายเป็นตาย ก็ควักพลังงานพิเศษออกมาหมด แม้แต่ซ้อม โอเวอร์โหลด มันเกินไป คนส่วนใหญ่ไม่ใช่นักกีฬา อายุยืนยาวกว่านี้ ได้สัดส่วนเหมาะสมกว่านี้ ตัวของนักกีฬาเองอายุไม่ยืนยาวหรอก ที่เล่นจัดๆ เป็นสัจจะ ดีไม่ดีเป็นโรคภัยมีความพิการอีก ส่วนใหญ่จะเป็น เพราะมันไม่ใช่ นักกีฬาจะเป็นอาชีพ หากเอากีฬามาเป็นอาชีพมีความเสื่อม เอาเต้นรำร้องเพลง บันเทิงเริงรมย์มาเป็นอาชีพก็เป็นความเสื่อมแล้ว มันเป็นอเมเจอร์ทั้งนั้น เป็นเรื่องสมัครเล่น ชั่วครั้งชั่วคราว อยู่ในวงวรชีวิต บางทีก็พักผ่อน Relax ไม่ใช่อาชีพ ไม่ใช่ Occupation ยิ่ง Professional ยิ่งต้องชำนาญ จะมีกีฬาได้อย่างไร คืออาชีพประจำที่เก่งสามารถ เพราะฉะนั้นสังคมใดคนใดก็แล้วแต่เอาอบายมุขมาเป็
อ่านต่อ
นอาชีพ หากิน แล้วมันจะเจริญตรงไหน เอานรกมาเป็นอาชีพ พวกนักธุรกิจที่โกงได้โกงดีหาเล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบคนอื่นได้ เช่น พวกขายตรง หาวิธีจิตวิทยาเอาเปรียบเขาได้มากๆ คืออบายมุขทั้งสิ้น นักการเมืองที่ทำงานการเมืองก็เป็นช่องทางได้โลกธรรมโลกียธรรม ได้ลัดๆเร็วๆ แล้วติดยึด นั่นคืออาชีพอบายมุข ในทิฏฐิของเขา ถ้าเป็นนักการเมืองโดยไม่ได้เอาเป็นอาชีพ ซื่อสัตย์สุจริตทำงานเสียสละแก่ประชาชนมวลมนุษยชาติจริงๆ คือนักการเมืองแท้ ก็เป็นเถอะ แต่พวกนักการเมืองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ทำให้คำว่าการเมืองเป็นคำที่น่าเกลียด ...อย่าไปเล่นนะการเมือง ...ฉันไม่ได้เล่นการเมือง...ฉันจะทำการงานอาชีพทำมาหากิน... ฉันไม่เอาหรอกการเมือง แสดงว่า นักการเมืองอาชีพถูกเหยียดหยามถูกลบหลู่ การเมืองทุกวันนี้จึงเป็นอบายมุขไปแล้ว ได้เป็นนักการเมืองสมัยเดียวก็รวยเลอะเลย เขาทำสิ่งเหล่านั้น เป็นเรื่องชั่วบาปทั้งสิ้น คือความไม่เข้าใจในพฤติกรรมสังคมมนุษย์ แล้วตัวเองก็ไปมีการกระทำแบบนั้น ในสังคม พูดถึงมุมนี้แล้ว กลับมาพูดถึงอีกมุม ว่า ชาวอโศกคือคนกลุ่มหนึ่งของคนไทย ที่อาตมาได้พาทำ ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าและเข้าใจ ว่า ถ้ามีธรรมะของพระพุทธเจ้าจะต้องมีสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ อย่างนี้ มีสัมมาอาชีพถึงขั้นทำงานฟรี ทำงานไม่ต้องสะสมเอาอะไรเป็นของตน เป็นคอมมิวนิสต์ชนิดปู่ทวดของคอมมิวนิสต์ เพราะทำงานแล้วให้ ทำงานแล้วให้ส่วนกลางหมด ไม่มีการบังคับด้วย เป็นชาวอโศกนี้จะว่าเป็นลัทธิ ทฤษฎี ก็คือมีทิฏฐิแบบนี้ คนมานี่อิสรเสรีภาพ เพราะทุกคนมาอย่างสมัครใจเองที่จะมาที่นี่ เป็นการสมัครใจโดยที่ว่า แม้แต่อย่าว่าแต่ทำโฆษณาหาเสียง หรืออย่าว่าแต่ไปและเล็มเลียบเคียง พูดประเล้าประโลม หลอกล่อก็ไม่ทำ มีแต่พูดตรงๆว่ามาที่นี่ให้มาจน มาให้มักน้อยสันโดษ มาให้ขยันหมั่นเพียร มาที่นี่มาเสียสละนะ มาเหนื่อย มาที่นี่มาไม่สวยไม่งามนะ ไม่เคยล่อลวงประเล้าประโลมหลอกอะไร พูดตรงๆเลย มาที่นี่บางทีเขาหาว่าเป็นบ้าด้วยซ้ำไป เป็นการยืนยันคำสอนของพระพุทธเจ้า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ตรัสไว้ว่า มาขาดทุนของเราคือกำไรของเรา มาทำแบบคนจน เราก็ทำมาสอดคล้องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นทิฏฐิที่สอดคล้องกัน ตรงกับของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก เสร็จแล้ว ชาวอโศกก็เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย จนกระทั่งมาเป็นหมู่บ้าน ได้รับการรับรองทางนิตินัย ราชธานีอโศก ชุมชนศีรษะอโศก ที่อื่นๆแม้จะไม่เป็นนิตินัยแต่ก็มีการบริหารปกครอง มีวัฒนธรรมประเพณีอย่างนั้นจริงๆ เกือบจะ 40 ปีแล้ว อาตมาตายไปแล้วก็ไม่เลิกทำ อาตมาไม่คิดว่าแบบอย่างพฤติกรรมเช่นนี้วัฒนธรรมเช่นนี้ การประพฤติในสังคมตามทฤษฎีแบบนี้ แม้แต่ว่า อาตมาจะตายไปแล้ว หรือผู้นำที่ทำอยู่ตอนนี้จะตายไป รุ่นแก่รุ่นโตตายไปแล้ว รุ่นหลังๆมา ก็จะไม่เอาแล้ว เลิกทำแล้ว อาตมาไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น อาตมาว่า ความเห็นเช่นนี้อย่างชาวอโศก ความเข้าใจเช่นนี้ลัทธินี้เกิดแล้วฝังรากแล้ว แต่มันจะไปได้กว้างไกล คนจะมานิยมมาก จะได้เป็นมวลส่วนมากไหม ตอบได้ว่า ไม่ เพราะอะไร? ตอบให้ตรงกับพระพุทธเจ้าว่าเป็นการทวนกระแสสังคม ตรงกันข้ามกับโลกียะ มันเป็นโลกุตระ มันคนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นคนในโลกนี้หลงโลกียะมหาศาล กระแสมันไปอย่างนั้น ส่วนเรื่องโลกุตระเป็นเรื่องทวนกระแส มาได้ขนาดนี้แค่นี้ ไม่มีใครชมก็ช่างเถอะ มันได้ขนาดนี้ก็เก่งแล้ว 600731_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำไมคนเราต้องมีโลภโกรธหลงฯ