สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นางอัปสรในสวรรค์จากนันทสูตร_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข4 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นางอัปสรในสวรรค์จากนันทสูตร _ จาก Thanadol Kuttadhammo Masrangsarid (พระธนดล คุตฺตธมฺโม มาศรังสฤษดิ์) ถามมาว่า....จากที่พ่อครูได้เทศนาไว้ว่า.... มหานรกสุดเวอร์ คือสวรรค์ที่ Over ผู้ที่เข้าใจบุญไม่ได้ จึงทำให้เกิดศาสนาเลวร้ายหนัก จนเกิดเป็นธรรมกาย เอาธรรมกายมาเป็นชื่อของตัวเอง แต่เนื้อแท้เป็นอภิมหาอเวจี เป็นมหานรก มหานรกสุดเวอร์ คือสวรรค์ที่ Over and over สวรรค์ก็เป็นภพ นรกก็เป็นภพ ไม่มีใครสร้างภพนรกหรอก แต่มีคนโง่ที่สร้างภพนรกอย่าง Over and over มีแต่คนโง่สุดๆเท่านั้น คนโง่ Over โง่ จึงสร้างสวรรค์ Over สวรรค์ สวรรค์มันไม่มีในศาสนาพุทธ ดับสวรรค์ได้คนนั้นบรรลุอรหันต์ ดับสวรรค์ได้นรกก็หายไปด้วย นรกคือตัวปลอมของสวรรค์ เป็นตัวหลอกของสวรรค์ เป็นตัวเงาของสวรรค์ จริงๆไม่ใช่เงา แต่เป็นเนื้อแท้ของสวรรค์เลย นรกคือเนื้อแท้ของสวรรค์ ผู้ใดหลงสวรรค์อยู่ ผู้นั้นมีนรกทั้งนั้น อาตมาพูดนี้ เป็นสิ่งลึกซึ้งเป็นสิ่งที่ดี แต่เขาอาจจะยาก ...............ถ้าอย่างนั้นแล้วที่ พุทธประวัติที่บรรพบุรุษของเรา ได้ยินได้ฟังมาเป็นเรื่องโกหกน่ะสิ (พระพุทธเจ้า ทรงพาพระนันทะไปสวรรค์....พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ นันทสูตรข้อ๖๗ - ๖๙) พ่อครูว่า...ทั้งหมดนี้รวมที่ธัมมชโย สังเกตง่ายๆ ภาพใน dmc เป็นภาพที่ประดิดประดอย ตกแต่งให้สวยให้งาม ให้พริ้งเพริศ ให้สุด สุดเริศสุดสวยงามหรูหรา เป็นสวรรค์ที่ประดิดประดอย ตกแต่งสุดฤทธิ์สุดเดชของเขา คือคนที่จมดิ่งในสวรรค์ ยังไม่มีโงหัว

๒. นันทสูตร [๖๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระนันทะพระภาดาของพระผู้มีพระภาค โอรสของพระมา

อ่านต่อ

ตุจฉา ได้บอกแก่ภิกษุเป็นอันมากอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์อยู่ได้ ผมจะบอกคืนสิกขาลาเพศ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระนันทะพระภาดาของพระผู้มีพระภาค โอรสของพระมาตุจฉา ได้บอกแก่ภิกษุเป็นอันมากอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์ ผมจะบอกคืนสิกขาลาเพศ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งว่า มาเถิดภิกษุ เธอจงเรียกนันทภิกษุ มาตามคำของเราว่า ดูกรท่านนันทะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ภิกษุนั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาค แล้วเข้าไปหาท่านพระนันทะ ถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระนันทะว่า ดูกรท่านนันทะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ท่านพระนันทะ รับคำภิกษุนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถาม ท่านพระนันทะว่า ดูกรนันทะ ได้ยินว่า เธอได้บอกแก่ภิกษุ เป็นอันมากอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ฯลฯ ผมจักบอกคืนสิกขาลาเพศ ดังนี้จริงหรือ ท่านพระนันทะกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรนันทะ ท่านไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ จักไม่สามารถทรงพรหมจรรย์ไว้ได้ จักบอกคืนสิกขาลาเพศ เพื่อเหตุไรเล่า ฯ น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ออกจากเรือน นางสากิยานีผู้ชนบทกัลยาณี มีผมอันสางไว้กึ่งหนึ่งแลดูแล้ว ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระลูกเจ้าพึงด่วนเสด็จกลับมา ข้าพระองค์ระลึกถึงคำของนางนั้น จึงไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์ไว้ได้ จักบอกคืนสิกขาลาเพศ ฯ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงจับท่านพระนันทะที่แขน แล้วทรงหายจากพระวิหารเชตวัน ไปปรากฏในเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เหมือนบุรุษมีกำลัง พึงเหยียดแขนที่คู้ หรือพึงคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น ฯ [๖๘] ก็สมัยนั้นแล นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ มีเท้าดุจนกพิราบ มาสู่ที่บำรุงของท้าวสักกะจอมเทพ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระนันทะว่า ดูกรนันทะ เธอเห็นนางอัปสร ๕๐๐ เหล่านี้ ผู้มีเท้าดุจนกพิราบหรือไม่ ท่านพระนันทะทูลรับว่า เห็น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรนันทะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน นางสากิยานีผู้ชนบทกัลยานี หรือนางอัปสรประมาณ ๕๐๐ เหล่านี้ ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบ ไหนหนอแล มีรูปงามกว่า น่าดูกว่า หรือน่าเลื่อมใสกว่า ฯ น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางลิงผู้มีอวัยวะใหญ่น้อยถูกไฟไหม้ หูและจมูกขาด ฉันใด นางสากิยานีผู้ชนบทกัลยานีก็ฉันนั้นแล เมื่อเทียบกับนางอัปสรประมาณ ๕๐๐ เหล่านี้ ย่อมไม่เข้าถึงเพียงหนึ่งเสี้ยว ไม่เข้าถึงเพียงส่วนหนึ่งของเสี้ยว ไม่เข้าถึงเพียงการเอาเข้าไปเปรียบว่า หญิงนี้เป็นเช่นนั้น ที่แท้นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ เหล่านี้ มีรูปงามกว่า น่าดูกว่า และน่าเลื่อมใสกว่าพระเจ้าข้า ฯ พ. ยินดีเถิดนันทะ อภิรมย์เถิดนันทะ เราเป็นผู้รับรองเธอ เพื่อให้ได้นางอัปสร ประมาณ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบ ฯ น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงรับรองข้าพระองค์ เพื่อให้ได้นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบไซร้ ข้าพระองค์จักยินดีประพฤติพรหมจรรย์ พระเจ้าข้า ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงจับท่านพระนันทะที่แขน แล้วทรงหายจากเทวดาชั้นดาวดึงส์ ไปปรากฏที่พระวิหารเชตวัน เหมือนบุรุษมีกำลัง พึงเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับข่าวว่า ท่านพระนันทะ พระภาดาของ พระผู้มีพระภาค โอรสของพระมาตุจฉา ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งนางอัปสร ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเป็นผู้รับรองท่าน เพื่อให้ได้นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบ ฯ [๖๙] ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นสหายของท่านพระนันทะ ย่อมร้องเรียกท่านพระนันทะ ด้วยวาทะว่าเป็นลูกจ้าง และด้วยวาทะว่า ผู้อันพระผู้มีพระภาคทรงไถ่มาว่า ได้ยินว่า ท่านพระนันทะเป็นลูกจ้าง ได้ยินว่า ท่านพระนันทะ เป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคทรงไถ่มา ท่านประพฤติพรหมจรรย์เพราะเหตุนางอัปสร ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้รับรองท่าน เพื่อให้ได้นางอัปสร ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบ ฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระนันทะ อึดอัดระอาเกลียดชัง ด้วยวาทะว่า เป็นลูกจ้างและด้วยวาทะว่า เป็นผู้อันพระผู้มีพระภาคทรงไถ่มา ของพวกภิกษุผู้เป็นสหาย จึงหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว อยู่ไม่นานนัก ก็กระทำให้แจ้ง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ท่านพระนันทะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ

พ่อครูว่า...ในพระไตรปิฎก ผู้พยายามแปล ไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากพยัญชนะ ก็ขอบคุณจริงๆ แปลตรงตัวพยัญชนะเลย ท่านรักษาไว้ดีมากเลย แต่โดยความหมายนั้น ต้องขยายความ พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ด้วยสำนวนในยุคของท่าน ก็คือคำที่เขาเข้าใจกันในยุคนั้น เอามาใช้อธิบายธรรมะของท่าน เสร็จแล้วเขาก็เอาคำที่พระพุทธเจ้าอนุโลมจากเขา มาย้อนกลับ เป็นลักษณะธรรมะของพระพุทธเจ้า อาตมาเข้าใจอันนี้ อาตมาจะ อธิบายสภาวะ ในความหมายนี้ คนทั่วไปทั้งโลก จะมีสวรรค์ มีเทวดา มีนางอัปสร นางฟ้า มีชาวนรก มีอะไรทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้น ในคำอธิบายของพระพุทธเจ้าที่ตรัส เป็นลักษณะของปุคคลาธิษฐาน และอนุโลมตามยุคสมัย สรุปความว่า ทั้งหมดที่ตรัสอธิบาย ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าหลอกเจ้าชายนันทะมาบวช ทั้งที่ท่านไม่ได้ยินดี แต่ท่านก็ใช้วิธีสอน ด้วยการหว่านล้อม เพื่อให้เจ้าชายนันทะบรรลุ ท่านมีวิธีหลากหลายในการสอนมาก ท่านอธิบายให้เจ้าชายนันทะว่า มีสวยกว่าคนที่เจ้าชายนันทะแต่ง มีนางอัปสร 500 คน ถ้าให้นางอัปสรทั้ง 500 รูปนี้ แทนนางคนที่จะไปแต่งด้วย แต่ต้องบวชนะ พระพุทธเจ้ารับรองว่าจะให้ ต้องมาบวชนะ เจ้าชายนันทะก็บอกว่า เอา เมื่อมาบวชแล้ว ท่านเองมีบารมี จึงบอกว่าหลีกออก จึงหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว อยู่ไม่นานนัก ก็กระทำให้แจ้ง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันยอดเยี่ยม มาบวชแล้ว ก็เลยไม่เอานางอัปสรที่พระพุทธเจ้า จะให้อีกเลย เพราะว่าบรรลุอรหันต์แล้ว เป็นกลวิธีของพระพุทธเจ้า ที่ยอดเยี่ยม ท่านจะใช้ปุคคลาธิษฐาน จะใช้วิธีการอะไรต่างๆนานา ในที่ท่านใช้ภาษาว่า จับแขนแล้วไปชั้นดาวดึงส์ ให้เห็นนางอัปสร อาตมาได้สอนโลกุตรธรรม ชั้นดาวดึงส์ไม่มีหรอก แต่มันมีหลอก แล้วคนก็อยู่ในภพของความหลอก ท่านก็อธิบาย ให้ฟังว่า นันทะเอ๋ย จงเชื่อมั่นอย่างนั้นเลยนะ จะไปหลงใหลกับนางชนบทกัลยาณี ที่จะแต่งงานด้วยอยู่ทำไมสวยแค่นี้ เพราะมีนางที่สวยกว่านี้ อยู่ในชั้นสูง งามกว่ามาก ตีนแดงดุจตีนนกพิราบ พูดจนเจ้าชายนันทะเชื่อ ว่ามีเจ้าหญิงนางอัปสรสวย 500 คน พระพุทธเจ้ารับรอง จริงๆแล้ว มันลึกซึ้ง เกินสามัญของมนุษย์ พระพุทธเจ้ารู้ ชาติของเจ้าชายนันทะ ว่าจะต้องเป็นพระอรหันต์ แต่นี่ยังหลงอยู่ ก็เลยต้องหาวิธี ให้มาบวช สมัยนั้นบวชแล้วบวชจริง ไม่ใช่บวชเล่นบวชหัว หรือบวชหากินเลอะเทอะทำบาป เขาบวชแล้วบวชจริงนะ บวชแล้วก็บอกว่า ข้าพเจ้าไม่ยินดีในการบวช เมื่อพระพุทธเจ้า ติดสินบนนางอัปสร 500 คนก็เลยเอา เมื่อบวชแล้ว ถึงวาระที่ท่านจะต้องบรรลุพระอรหันต์ เมื่อบวชแล้ว ก็เพ่งเพียรปฏิบัติ เพื่อบรรลุธรรม ก็เลยเป็นพระอรหันต์ แล้วจะเอานางอัปสร 500 คนมาทำไม มาตำน้ำพริกก็ไม่ได้เพราะเป็นคน มาทำจีวรก็ไม่ได้ ไม่รู้จะเอามาทำไม ก็จบ

ประเด็นของผู้ถามที่บอกมาว่า เห็นไหมว่ามีสวรรค์ อาตมาก็ขอตอบ พระธนดล อาตมาสงสาร คนที่ไปตกในแดนของธรรมกาย เขาหลงสวรรค์ ยังเพ้อเจ้อ สุดงมงาย แล้วก็ไปพูดหลอกมนุษย์มนาว่า ต้องไปสวรรค์ เพราะนิพพานนั้นคือสวรรค์ คือ ซื่อจนเซ่อ ว่าสวรรค์กับนิพพานมันต่างกัน นิพพานนั้น จบนรกจบสวรรค์จบภพจบชาติ คนมันหลงภพสวรรค์ทั้งนั้น ไม่มีใครหลงภพนรกหรอก แต่สวรรค์นั่นแหละคือนรก สวรรค์ไม่มีในศาสนาพุทธหรอก ศาสนาพุทธสอนให้ดับสวรรค์ ดับสวรรค์ได้ นรกก็หายไปด้วย ก็มันอันเดียวกัน สวรรค์มันไม่มีในศาสนาพุทธ ดับสวรรค์ได้ คนนั้นบรรลุอรหันต์ ดับสวรรค์ได้นรกก็หายไปด้วย นรกคือตัวปลอมของสวรรค์ เป็นตัวหลอกของสวรรค์ เป็นตัวเงาของสวรรค์ จริงๆไม่ใช่เงา แต่เป็นเนื้อแท้ของสวรรค์เลย นรกคือเนื้อแท้ของสวรรค์ ผู้ใดหลงสวรรค์อยู่ ผู้นั้นมีนรกทั้งนั้น คนที่ไปพูดโกหกโลก โมเม ด้วยความโง่ความไม่รู้ ว่า นิพพานก็เป็นสวรรค์ ไปบอกว่า นิพพานเป็นสวรรค์ นั่นแสดงว่า คุณไม่ได้มีความรู้ว่า นิพพานคืออะไร นิพพานไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก คุณนิพพาน ผู้จบนิพพานแล้ว เป็นผู้หมดบุญหมดบาปเป็นผู้หมดสวรรค์หมดนรก ธัมมชโยเอาบุญมาหลอกล่อโลก คำว่านิพพานมันสูงไป คนไม่ค่อยจะติด ก็เลย เอาคำว่าบุญมาหลอก อาตมาขยายความว่า บุญไม่ใช่เครื่องหลอก บุญคืออาวุธที่ทำวิบัติ คนก็จำเป็นต้องมีบุญ เท่านั้นเอง บุญเป็นนามธรรม ต้องสร้างนามธรรม ต้องสร้างเครื่องมือ สร้างสภาวะตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า สร้างให้เกิดอาวุธ ให้เกิดความเป็นบุญขึ้นมา เป็นไฟฌาน เพื่อเผากิเลส เผาไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ เผาเสร็จ พลังงานฌานก็หายไป ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะหายไปหมด หายไปได้เป็นส่วนๆ บุญก็ไม่ต้องทำ ไม่ต้องไปสร้างไปเผา ส่วนที่ละไปแล้ว ก็เหลือส่วนที่เหลือก็สร้างฌาน ไฟ เผาไปต่อ จนเผาหมดครบทุกส่วน ตอนแรก ก็ได้ส่วนแห่งบุญ ส่วนแห่งบุญไม่ใช่ส่วนมี ส่วนแห่งบุญคือส่วนสูญ ส่วนกิเลสตายไป กิเลสถูกชำระ เรียกว่าส่วนบุญ ไม่ใช่สมบัติไม่ใช่สวรรค์ เป็นนิพพานเป็นนิโรธ เป็นวิบัติเป็นวิมุติ ส่วนที่บุญกำจัดชำระไปได้ บุญไม่มีอะไรเหลือ และทำเสร็จแล้ว ทำให้กิเลสหมดเกลี้ยง บุญก็หมด บาปก็หมด เรียกว่า ปุญญปาปปริกขีโณ นี่คือ สัจจะของศาสนาพุทธ

600302_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาหมดสวรรค์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน