650215 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ#46 จรณะ 15 พัฒนาปัญญา 8 ประการ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
650215 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46 จรณะ 15 พัฒนาปัญญา 8 ประการ https://www.boonniyom.net/51179.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1HEVHWsmw7qAx5gCYTZe9_vj1iybIv3uKEsltutLWwCs/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1fFRocnh-Vs5Oc7tv1NBpZibgMfOx90op/view?usp=sharing
และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/baGst11ZKU/ และ https://youtu.be/v_3RdmD_zco
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สูตรล้างอุปาทานด้วยจรณะ 15 _พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ที่บวรราชธานีอโศก เราเกิดมาเจอเลข2547 มาถึงวันนี้ 2565 วันเวลาก็เคลื่อนไปๆ คนเราแต่ละวันแต่ละวันชีวิตของคนแต่ละคน เราสามารถที่จะได้รับประโยชน์ ได้รับสิ่งที่ควร ในชีวิต กับชีวิตที่ไม่มีสาระไร้สาระแล้วยังมีโทษ คนส่วนใหญ่ชีวิตไร้สาระ มีแต่โทษ ไม่เข้าใจไม่รู้ สะสมแต่อะไรต่ออะไรที่เป็นกิเลสติดยึด ติดเข้าไป ยึดเข้าไป ว่าเป็นว่ามี เรียกว่าอุปาทาน ติดยึดว่าไอ้นี่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ว่าคนเราสะสมอุปาทาน สะสมความเป็นความมีว่ามันมี ทั้งๆที่มันไม่มี เช่น มันไม่มีตัวตนคนก็สะสมตัวตน จนกระทั่งตายแล้วก็ยังมีตัวตนอยู่ จนกระทั่งไม่รู้ตัวตน ตายแล้วเป็นอย่างไร ไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร เป็นตัวตนอยู่กับพระเจ้านิรันดรไม่รู้ว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าไม่รู้เรื่องปิดประตูรู้นิรันดร นิรันดร จากนั้นไม่รู้แล้วว่ามันมีอะไรเป็นอะไร เป็นการจำนนยอมรับว่า พอตายเสร็จแล้วก็หมดความที่จะรู้เรื่อง ก็ไปสมมุติกันว่าพระเจ้าไปอยู่ที่ไหน อยู่กับพระเจ้า พระเจ้าที่ไหน ก็บอกว่าพระเจ้าน่ะ ทีนี้เขาก็สรุปเพื่อจะไม่เสียเหลี่ยม พระเจ้าคือเจ้าของความสุข ไปอยู่กับสวรรค์ไปอยู่กับพระเจ้า สวรรค์ก็เป็น
อ่านต่อ
อุปาทานเป็นสิ่งที่มันไม่มีแต่ไปยึดถือว่ามันมี ก็เลยมีสวรรค์ ความไม่รู้นี่คือสภาพ 2 ตัวเรา 1 กับอีกสิ่งหนึ่ง แล้วเราก็ไม่รู้ว่าอีกสิ่งหนึ่งนั้นคืออะไร เช่นไม่รู้ว่าพระเจ้าคืออะไร จนทุกวันนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าพระเจ้าคืออะไร ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระเจ้าก็คือวิญญาณหรือธาตุรู้ เขาก็รู้ว่าพระเจ้าคือพระวิญญาณคือธาตุรู้ แต่แล้วธาตุรู้ทำไมไม่รู้ ก็เพราะมันไม่รู้ น่าจะเรียกว่าธาตุไม่รู้ ไปเรียกธาตุรู้ได้อย่างไรพระเจ้า พระเจ้าก็คือวิญญาณ แต่วิญญาณมันคือตัวรู้ แล้วไม่รู้ว่าพระเจ้าคืออะไร แล้วไปบอกว่าวิญญาณเป็นธาตุรู้ คุณก็รู้จักพระเจ้าที่เป็นธาตุไม่รู้สิ คำว่าอุปาทานนี้แหละ คนไม่รู้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้วิธีที่จะมาล้างอุปาทาน มีหลักจรณะ 15 วิชชา 8 ให้มาปฏิบัติ ทำความเข้าใจให้สัมมาทิฏฐิ แล้วตั้ง อันแรกเกี่ยวกับคนเกี่ยวกับสัตว์ แล้วมันก็มีอุปาทาน กับคนกับสัตว์กัน ต้องโกรธกัน ต้องรักกัน คนกับสัตว์ต้องโกรธกันต้องรักกัน ศีลข้อ 2 ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ เป็นวัตถุกับพืช เรียกว่าเป็นทรัพย์ เป็นทรัพย์สิน ก็แย่งกัน แย่งกันแล้วก็โกงกัน โลภโมโทสัน ขี้โกง ทุจริตกัน พระพุทธเจ้าก็ให้มาศึกษาว่าพวกนี้แหละ รักกันโกรธกันก็เป็นอุปาทาน วัตถุ พืชพันธุ์ธัญญาหารมันเป็นทรัพย์สิน อยากมีทรัพย์สินก็สร้างมันขึ้นมา หาให้เป็นสุจริต ก็จะมีดินมีน้ำมีลมมีไฟ แล้วจะมีพืชผักผลไม้ ก็รู้สิทธิว่าเราเองเราจะได้สิทธินั้นๆอย่างไร ถ้าเราสร้างเอง ก็ได้เป็นเจ้าของเอง มีสิทธิ เป็นทรัพย์สินเป็นวัตถุ ก็มาอุปาทานแย่งกันจะต้องได้วัตถุได้ทรัพย์สินอะไรต่ออะไร ศีลข้อ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็ไปยึดกันอย่างหนักว่ามันเป็นรสอร่อย ในศีลข้อ 3 รูปอย่างนี้พอใจ ได้มาเป็นของของเราได้สัมผัสแตะต้องได้เห็นได้ยินได้กลิ่นได้รส ได้สัมผัส ถ้าตรงกับอุปาทานก็ดี เป็นอัสสาทะ ถ้าอย่างนี้แล้วก็ไม่ดี เป็นอุปาทานทั้งนั้น คนที่รู้ว่าเราไปหลงอุปาทาน เกิดมาก็เป็นอย่างนี้ในโลกคนเทวนิยมโลกียะเขาไม่รู้เรื่อง เขาก็เป็นสุขเป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น รวมแล้วสรุปลงไปว่าไม่สุขก็ทุกข์ ที่จริง เกิดมามันก็เป็นทุกข์แล้ว แม้ที่สุดคุณจะหมดอุปาทาน คุณก็ทุกข์ เพราะคุณยังมีขันธ์ 5 ทุกขขันธ์ ยังมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ต้องดูแลรับผิดชอบมัน อาบน้ำอาบท่าให้มัน หาอาหารให้มัน มันป่วยมันเจ็บก็ต้องรักษาดูแลมัน เป็นต้น คนที่ได้เกิดมาแล้วมาเป็นชีวะตั้งแต่จิตนิยาม มันไม่รู้แล้วมันจะต้องมีอย่างนี้ไปนิรันดรอยู่กับทุกข์กับสุข 2 ลักษณะนี้โดยไม่รู้เป็นไปอย่างนั้นแหละนิรันดรชั่วนาตาปีหมุนเวียนแล้วก็มีกรรมมีวิบาก อันนี้ทางเทวนิยมเขาไม่รู้จักกรรมวิบาก วิบากเป็นเรื่องจริง กรรมเป็นอันทำ ตั้งแต่คิดก็เป็นแล้ว พูดออกมาทางกิริยากายทั้งหมดครบ สั่งสมลงไปในวิบาก อันใดยืนยันกันว่าดีก็สั่งสมลงไป อันใดยืนยันว่าไม่ดี ถ้าทำก็สั่งสมลงไปทั้งนั้นกรรมเป็นอันทำก็มีดีชั่ว ชั่วดี ผู้ที่รู้ต้นเทวนิยมก็มาเรียนรู้ละชั่วประพฤติดี อย่าไปทำชั่วทำแต่ดีทำแต่ดี โลกียะเทวนิยมก็จะรู้จะดีจะชั่ว กรรมดีและชั่ว ก็เรียนแค่นี้ปฏิบัติแค่นี้สั่งสมอยู่แค่นี้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ว่า จิตนิยามมันจะต้องวนเวียนสะสมดี แล้วมันก็ไม่เที่ยง แต่ก็เสื่อมไปได้ลดลงมาได้อย่างหนักแล้วลงนรกด้วย สะสมดีขึ้นใหม่ให้มันแข็งแรงพอหมดความดียึด ยึดดี ใช้แรงอันนี้ซ้อน มันก็เสื่อมอีกลงมาต่ำอีกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบ มันจะมีที่จบไหมหนอ พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ที่จริงมันไม่มีอัตตามันเป็นอนัตตา นี่คือจบของพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วโธ่เอ๋ยล้างได้ กิริยาสลายหายสูญไปได้เลิกเลย ไม่ต้องมีอัตตานี้จบ สลายอัตตาตัวเองสลายจิตนิยามสลายวิญญาณ ไปเป็นดินน้ำไฟลม หมดตัวตนของตน หมด เลิกจบได้เลย นี่คือศาสนาพุทธ สูตรสำเร็จของท่านก็มีจรณะ 15 วิชชา 8 ล้างความยึดติดอุปาทานตั้งแต่ไปติดยึดไปเป็นสัตว์ มนุษย์นี้เป็นผู้มีใจสูงสามารถล้างความผิดได้ ก็หมุนเวียนในความเป็นสัตว์ติดในโลกในความมืดเวียน เรียกว่าโลกต่ำโลกอบาย พระพุทธเจ้าสอนให้มันเลิกเป็นขั้นๆ ตั้งแต่โลกอบาย มันจะต้องติดต้องเสพต้องมีต้องได้ต้องสัมผัส สัมผัสทางตาไปก็ตามจมูกลิ้นกาย จะต้องไปสัมผัส ไม่ได้สัมผัสก็จะเป็นจะตาย ดิ้นรนเดือดร้อนทุกข์ทรมาน
สู่แดนธรรม..
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ล้างสุข ทุกข์ ด้วยการปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 _พ่อครูว่า... ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าทุกวันนี้เขาทำได้เสื่อมมาก เพราะไม่ได้เริ่มที่ศีล ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ที่จะสัมผัสเครื่องกินเครื่องใช้ สรุปแล้วมีที่อุปโภคบริโภคเครื่องกินเครื่องใช้สัมผัสแล้วกิเลสจะเกิดจากอันนี้ โดยเฉพาะเรื่องกิน ซึ่งจำเป็น เครื่องใช้ไม่ใช้ก็ไม่ตาย แต่ไม่กินนี้ตาย จึงเป็นเรื่องสุดยอดของมนุษย์หรือสัตว์โลก กิเลสอยู่ตรงกินนี่แหละ ต้องเรียนรู้กิเลสจากตรงนี้สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นตั้งหลัก กวฬิงการาหาร สิ่งที่กิน พอจะกินคุณก็ต้องสัมผัสแล้ว เริ่มต้นก็เห็นแล้ว ได้ยินเสียงแล้ว ได้ยินเสียงมาแต่ไกล ก๊องแก๊งๆ หม้อไหจานชาม มาแล้วๆ จานชามที่ยังไม่มีอาหารก็รู้ เสียงดังอย่างนี้ จานชามที่มีอาหารใส่มาก็เสียงดังอย่างหนึ่งแยกได้นะ จานชามเปล่าก็ดังอย่างหนึ่ง มีโสตทิพย์ จานชามที่ใส่อาหารมามันกระทบกันมันก็ดังอีกอย่างหนึ่ง รู้แล้วตอนนี้พร้อมแล้ว ตอนแรกได้ยินเสียงจานชาม แบบนี้ยังไม่มีอาหารก็รู้อีก พอได้ยินจานชามเสียงเป็นอย่างนี้ ชัดเจนจานนี้มีอาหารแล้ว เรียกว่า หนูไม่รู้หนูไม่เข้าใจ แต่นกรู้ หนูนี่โง่ ไม่รู้ ถ้านกรู้ เสร็จแล้วก็กิน มีผัสสะได้ยิน พอได้ยินแล้วก็มีเจตนา เป็นอาหารที่ 3 มโนสัญเจตนา พอได้ยินแล้วก็มุ่งมาเลย จิตก็มีทิศมุ่งหมาย มุ่งเข้าไปสู่จุดนั้น ก็จะกินนั่นแหละ ถ้าคนไปกินมันก็ไม่มีปัญหา มีแต่กิน สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจก็กินในสิ่งที่กินตามที่มันมี รูปอย่างนี้ รสอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้ สัมผัสอย่างนี้ วันนี้มันไม่ถูกปากทั้งหมดเป็นอย่างนี้แต่มันโง่ มันจะต้องมีตัวโง่ประกอบไปว่า กินวันนี้มันไม่อร่อย กินวันนี้มันไม่ถูกปาก ใส่เข้าไปเคี้ยวกลืนไปแล้วบอกว่าไม่ถูกปากอีก สำนวนนี้มันโกหก ก็ใส่เข้าไปตัวเองกินแล้วยังบอกว่า ว้า… วันนี้อาหารไม่ถูกปาก จะกินเข้าไปใส่ท้ายทอยหรืออย่างไรมันไม่ถูกปาก ก็ใส่ปากอยู่ดีๆฟันเคี้ยวลงไป แต่ไม่อร่อย บอกว่าไม่ถูกปาก ภาคกลางบอกว่าไม่ถูกปากหรือเปล่า อีสานถามว่า หญังกิน คือถามว่า สิ่งที่จะกินมีอะไร? เป็นคำถาม มีอะไรจะให้กิน ก็เลยไปเรียกอาหารสิ่งที่จะกินว่า หญังกิน คนมีอุปาทานยึดถือไม่คลายไม่ปล่อยตลอดกาลนาน เมื่อมาล้างมาเข้าใจอุปาทานว่าปัดโธ่ ไปยึดไปติด จนกระทั่งสรุปเลย ยึดติดว่าจิตวิญญาณนี้เป็นของตัวของตน ตนอยู่กับวิญญาณนี้นิรันดรในเทวนิยม ไม่หายไปไหน แล้วมีพระเจ้าเป็นเจ้าของ พระเจ้าก็สมมุติขึ้นมาว่าเป็นเจ้าของ พระเจ้าจริงๆนั้นในเทวนิยมก็คือตัวศาสดาเอง พระเจ้าคืออะไร พระเจ้าคือความรู้ความจริง ตัวศาสดาที่มีภูมิธรรมมีความรู้ความจริง นั่นแหละคือพระเจ้า คือความรู้ความจริงของผู้นั้นเอามาประกาศออกมาอธิบาย ความรู้ต่างๆให้แก่มนุษย์ ผู้นั้นก็เข้าใจว่าผู้นี้คือผู้รู้ยิ่ง ผู้รู้ยอดเป็นหนึ่ง นั่นแหละคือได้เป็นศาสดา ศาสนานั้นๆของลัทธินั้นๆ แล้วลัทธิต่างๆที่ไม่มีหลักเกณฑ์จรณะ 15 วิชชา 8 ก็วนเวียนอยู่กับดีกับชั่ว ทำดีให้เป็นคนดีอย่าทำชั่วหมุนเวียนอยู่แล้วไม่เที่ยง ตั้งอยู่ในระยะหนึ่งแล้วก็เสื่อม เสื่อมแล้วก็หมุนเวียนอยู่อย่างนั้น แล้วก็สั่งสมลงเป็นวิบาก วิบากนี่แหละ เป็นนิยายของโลกนับเรื่องไม่ถ้วน แต่ละคนแต่ละชาติหลายชาติๆ แต่ละชาติมีนิยายกว่าจะจบ เกิดมากว่าจะตายก็มีบทบาทมีกิริยา มีพฤติกรรม สัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องไปมีสุขมีทุกข์ แต่ก็เห็นแต่ดีกับชั่ว ส่วนความสุขกับทุกข์ไม่รู้เรื่อง แต่จะเอาความสุขไม่เอาความทุกข์ ไม่รู้เรื่องสุขทุกข์ พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ว่ามัวแต่คิดแต่ดีชั่วไม่พอ มันต้องมาศึกษาเรื่องสุขเรื่องทุกข์ ประเด็นนี้อาตมาพูดขยายความมาพอสมควรแล้ว ไม่รู้จะรู้เรื่องกันไหม ความต่างระหว่างคู่หูความดีความชั่วกับความสุขความทุกข์ 2 อย่างนี้ ผู้ที่รู้แต่ดีแต่ชั่วแล้วจัดการแก้ไขดีชั่ว เป็นคนดีไม่เป็นคนชั่ว กับผู้รู้สุขทุกข์ แก้ไขสุขทุกข์ จนกระทั่งเข้าใจสูงสุดว่า สุขกับทุกข์นี้ มันไม่มีจริง มันเป็นมายา มันเป็นสิ่งลวง คนไปยึดว่ามี มีสุขมีทุกข์ ก็ยิ่งมารู้จากพระพุทธเจ้ารู้ชัดว่าสุขกับทุกข์ มันคู่หูกันที่แยกไม่ออก คุณเอาสุข ทุกข์ก็ติดมาด้วย หูคุณมี 2 ข้าง คุณเอาข้างหนึ่งมา มันก็มาอีกข้างด้วย 2 ข้างไม่มีหน้าแยก แต่ถ้ากระดาษแผ่นหนึ่งมันมี 2 หน้า มันมาด้วยกันเลยนะมันไม่แยกกันเลย หน้ามันบางๆ แต่คนนี้มีหน้า น้าหนา หูสองข้าง หน้าน้าหนา กั้นด้วยตา กั้นด้วยจมูกลิ้น กั้นด้วยหูสองข้างนี้ ก็เลยผสมโรงว่าเป็นเราด้วย ตาจมูกลิ้นกายก็เป็นเราอีก ก็เลยยิ่งยึดติดอุปาทานหนาขึ้น ๆไม่รู้ได้ง่ายๆ พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ความสุขความทุกข์ เรียนรู้ความสุขความทุกข์ สุดท้ายก็มีตัวโง่ คืออวิชชาของเราเองนี่แหละ มันไปหลงว่ามี อ้อ..มันมี พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า โธ่เอ๊ย!จริงๆแล้วมันไม่มี มันมีเพราะเราไปยึด เราไปอุปาทานว่า มันมี เพราะฉะนั้นคำว่า ยึด คำว่า อุปาทาน จึงเป็นคำสุดท้าย คำจบ ซึ่งคนเข้าใจได้ยาก อ่าน พระไตรปิฎก เมื่อรู้แล้วย่อมไม่นึกว่าเป็นเราเป็นของเรา รู้แล้วว่ามันเกิดมาแล้ว ได้รู้ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าแล้วว่า อ้อ จริงๆมันไม่มี แต่มันก็ยังมีอยู่เพราะเรายังไม่ตาย ยังไม่ตายหรือปรินิพพานเป็นปริโยสาน เราก็ต้องสัมผัสเราก็รับรู้ ว่า สิ่งนั้นมี แต่เราจบแล้ว เราไม่มี เรารู้ยอดแล้วว่า ไม่มี เพราะฉะนั้นคนที่จบที่เรียกว่า อนุปคัมมะ เป็นคนที่รู้ว่ามี 2 เทวะ มีสองสภาพในทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่คน นักรู้ขั้นฟิสิกส์ มี บวกกับลบ แม้เป็นวัตถุก็มีพลังงานกับสสาร แล้วในพลังงานก็มีละเอียดลงไปคือบวกกับลบ ก็คือดูดกับผลักกันอย่างนั้น จนมาเป็นพีชะ ดูดผลักในระดับพีชะ มันมีตัวตนขึ้น มี ISH มีตัวประธานคือ I และเป็นผู้ที่สั่งการ S เพศหญิง H เพศชาย She and He สามเส้า ISH เรียกว่าตัวตน ISH คนเรียกว่า Self คือตัวตนของคน มันโง่ มันไม่รู้ก็เลยเอา ISH สามเส้านี่ เข้ามาเป็นตัวเองเลยแล้วก็รับมาเป็นเราเป็นของเรา ก็เลยเป็น Selfish แปลว่าอะไรเด็กๆ...แปลว่า เห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวนี่แหละยึดติดความเห็นแก่ตัว แล้วก็โง่ จะต้องเอาอะไรมาเป็นของตัวให้ได้มากๆมายๆ ใครเขาว่าความสวยตัวน่าได้ ก็จะยึดก็จะหาใส่ตัวเอง เกิดมาไม่สวย เกิดมาขี้เหร่แถมตดเหม็น ก็จะต้องเป็นคนไม่ขี้เหร่ตดไม่เหม็นให้ได้ ภาษาอีสานเขาบอกว่าอย่างนั้นนะ ขี้ฮ้ายตื่มตดเหม็น คือ ขี้เหร่แล้วแถมตดเหม็นอีก โอ้โห! เป็นคนที่เรียกว่าเกิดมาขี้เหร่สุดๆแล้วนะ ทั้งขี้เหร่ทั้งตดเหม็น คนที่ไม่รู้ก็ไปจริงจังเลย ยึดถือ ต้องให้สวยไม่ขี้เหร่ ตดเหม็นก็จะต้องให้ตดหอม ยึด ไม่รู้จักวิธีทำ ชาวอโศกนี่ หมดยึดถือ ตกลงไม่ต้องไปยึดขี้เหร่ ขี้เหร่หรือไม่ขี้เหร่ก็ตาม รูป นาม ตามที่เกิดมา เกิดมาเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ตามวิบากกรรม เราก็นึกไม่ออกหรอกว่า มันเป็นอจินไตย เกิดมาจะต้องได้รูปร่างหน้าตาอย่างนั้นทั้งๆที่พ่อแม่ก็ดูสวยดูหล่อแต่ลูกออกมาขี้เหร่ขนาด มันก็ช่วยไม่ได้วิบากใครวิบากเขา แล้วก็ไม่รู้เรื่องกินอะไรไปสารพัดสารเพพตดเหม็น ก็ไม่รู้วิธีจะทำให้ตดดีขึ้น กลิ่นมันไม่เหม็น สู่แดนธรรม.. อาจารย์ไม้ร่มบอกว่ามากินซาคาฮารีจะตดไม่เหม็น พ่อครูว่า... มากินมังสวิรัตินี่แหละ ตดไม่เหม็น ก็มีพวกที่รู้คือพวกมังสวิรัติ รู้สึกไหมว่าแต่ก่อนนี้กินเนื้อสัตว์ ตดเรานี่เหม็นน่าดู เดี๋ยวนี้มากินมังสวิรัติแล้ว ตดออกมามันก็กลิ่นเหมือนพืชผักเน่า มันต่างกับสัตว์เน่า แค่ทำตนไม่ให้ขี้เหร่และตดไม่เหม็น ชาวอโศกกินดิบไปเลยในโลก เอ้าจริงไหม ก็ไม่ไปแย่งชิงอะไร ขี้เหร่อะไร แต่เอาน้ำใจ เอาจิตวิญญาณ จิต มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ขยันหมั่นเพียรมีวรรณะ 9 โอ้ สุดยอดคน ศึกษาตามพระพุทธเจ้าท่านให้ศึกษาพาเป็นก็เป็นชีวิตคนที่เจริญ นี่แหละความเจริญความประเสริฐของความเป็นมนุษย์ ชาวอโศกเราเดินตามพระพุทธเจ้ามา เจริญก่อนใครๆ แหม อาตมาพูดแล้วคนก็ฟังไม่ขึ้นไม่เข้าใจฟังไม่เป็นเพราะเขาไม่เชื่อ จริงๆแล้วพวกเราคนชาวอโศกเป็นคนที่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า มาเป็นคนสูงส่งมาเป็นคนประเสริฐ จะรูปร่างหน้าตาอย่างไรก็แล้วแต่ สมรรถนะมันไม่เก่งไม่สามารถเท่าคนอื่นก็ตาม แต่มันสะสมสิ่งที่ประเสริฐ สิ่งที่เป็นสิ่งที่ดีงามที่วิเศษ เรื่องดีเรื่องชั่วนั้นเราก็เรียนรู้และเราก็ปฏิบัติได้เป็นเบื้องต้น ไม่ยากไม่เย็นเท่าไหร่ อย่างชาวอโศกตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ เรื่องดีเรื่องชั่วพวกเราสบาย พวกเราทำดีกัน เรื่องชั่วเทียบกับข้างนอกเขาได้ทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ เทียบได้เลยเด็กของพวกเรากับเด็กข้างนอก ผู้ใหญ่ของพวกเรากับผู้ใหญ่ข้างนอก มันดีกว่ากัน ด้วยสัจจะเลยนะ อาตมาเห็นแล้วเข้าใจแล้ว เห็นไหม ไม่ใช่ว่าพวกเราหลงตัวเอง เราเรียนแล้วไม่ใช่ละเมอเพ้อพกว่าเราเรียนแล้วได้อะไร ต่อพฤติกรรมจริงชีวิตจิตใจปฏิบัติกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มันพัฒนาขึ้นมา ตามโลกสากลนั้นมันดี กิริยากาย กิริยาวาจา กริยาใจ มันมีพฤติกรรมที่ดี ยอมรับกันทั่วโลกแหละ ดีเพราะอะไร เพราะไม่โลภ ไม่โกรธ เหลือน้อย ความโลภก็เหลือน้อย ความโกรธก็เหลือน้อยลง สูงสุดเป็นพระอรหันต์ก็หมดสิ้นเลย ไม่โกรธไม่โลภอะไรเลยกลางๆ ซึ่งเป็นเรื่องจริงอยู่ทุกวันนี้ ชาวอโศกปฏิบัติได้ อาตมาปฏิบัติได้พวกเราปฏิบัติได้มากน้อยก็แล้วแต่ ผู้เป็นอรหันต์แล้วจะรู้ดี พระพุทธเจ้าตรัสไว้นี้ประพฤติได้ เป็นได้จริง แล้วสำคัญความรู้สึกหรือเวทนา ความรู้สึกแล้วก็มีปัญญาด้วย มีสัญญากำหนดรู้ มีปัญญาเป็นตัวรู้ครบ ว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของเรา มีสัมผัสแล้วมันเกิด ยังรู้สึก วัดที่เวทนา รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์อยู่หรือไม่ อ่านอาการของสุข อ่านอาการของทุกข์ออก สุขเราก็ไม่กระดี๊กระด๊าอะไร มันก็เป็นกลางๆ มันก็ดูดีดูเบาดูว่าง ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา เป็นกรรม หรือการ เรียกว่า วิการ วิแปลว่าไม่ หรือยิ่งวิเศษ มุทุ เพราะเราทำได้แล้วรวมสมรรถนะลงอยู่ที่ มุทุภูตธาตุ จิตวิญญาณจะว่าความเก่งความรู้ความเป็นไปได้อยู่ที่มุทุ ทั้งเจโตและปัญญา สองอย่างอยู่ใน มุทุภูตธาตุ เมื่อมันเป็นอย่างนั้นแล้วจริงๆแล้ว มุทุภูตธาตุ คือพระเจ้าใหญ่ คือตัวเราเองตัวสุดยอดตัว มุทุธาตุ มี 2 ลักษณะใหญ่คือศรัทธากับเจโต หรือ ศรัทธากับปัญญา ได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อมี มุทุภูตธาตุ ประสิทธิภาพได้เท่าไหร่ของแต่ละคนก็ออกมาเป็น กัมมัญญตา ออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นการกระทำที่เหมาะที่ควร เป็นการกระทำที่ดีที่สุด เหมาะที่สุดควรที่สุด ถูกต้องที่สุด ตามจริง ของใครที่มีที่เป็นได้ มันก็ทำจริงตามที่มีจริงนั้น ก็พยายาม ดัด ทุกคนพยายาม ดัด ให้มันสุจริต อย่าไปดัดให้มันทุจริต เพราะมันโง่ ต้องพยายามให้เป็นสุจริต เป็นจริตที่ดีตามที่เรารู้จริง การดัดจริตคือการทำถูกต้องแล้ว แต่คนซับซ้อน มันไม่เป็นไปได้ มันเอาแต่เปลือกๆดัดจริต ไม่ได้เข้าถึงจิตจริงไม่ได้มีปัญญาหยั่งรู้ว่าดัดจริตให้เป็น สุ ได้แค่ผิวเผินเปลือกเปลือก ไม่ได้รู้จริงในจิต เจตสิก รูป นิพพาน ดัด ให้ไปถึงนิพพานเลย เพราะฉะนั้นเมื่อสามารถ ทำ กัมมัญญา ได้ดีขึ้นเท่าไหร่ มันก็เป็นวิบากเป็นผลซับซ้อนให้ตัวเราเองเจริญขึ้นเป็น ประภัสสร ปภัสรา เรียกว่าเทวดาผุดผ่อง เทวดาผ่องแผ้ว เทวดาสดใส ยิ่งกว่าเพชร เทวดาที่มีราศีรังสียิ่งกว่าเพชร จุดสำคัญที่แยกได้ด้วยพยัญชนะ 5 ตัวบริสุทธิ์ ที่จริงมีมากกว่านี้แต่อาตมาเอามาแค่ 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา สามารถละเอียดกว่านี้ได้อีก แต่อาตมาเอามา 5 ก็พอสมควรแล้ว นอกนั้นยังมีอะไรต่ออะไรละเอียดกว่านี้อีกบริสุทธิ์ ก็สามารถที่จะทำให้เกิดการนี้ได้ เรียกรวมกระบวน 5 ว่าอุเบกขา แจกวิภัชเป็น 5 จุด ปริสุทธา คือบริสุทธิ์ ปริโยทาตา ก็บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น มันบริสุทธิ์เท่านี้ก็สะอาดเท่านี้ ทำให้สะอาดยิ่งขึ้นกว่านั้นเรียกว่า ปริโยทาตา เจริญขึ้นก็สั่งสมเป็น มุทุตา อยู่ในก้อนจิตเรียกว่าจิตเป็นก้อน ไม่เป็นก้อน ก็เป็นพลังงานละเอียดลออวิจิตรพิสดาร มุทุตา เสร็จแล้วก็เป็นตัวจิตที่จะออกไปเป็นพฤติกรรม กัมมัญญา ยิ่งมีความเจริญมากขึ้น ก็ยิ่งปริสุทธา มันก็ยิ่ง ปภัสสรา มันก็ยิ่งขาวผ่องผ่องใส มันก็ยิ่งผ่องแผ้ว ไม่มีภาษาจะเรียกแล้ว ยิ่งสะอาด สว่าง สงบ สมบูรณ์แบบเลย เจริญขึ้น นี่เป็นวิธีปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เพราะฉะนั้นแทนที่จะเอาแต่ดีแต่ชั่ว ก็มาหาเหตุที่ทำให้เกิดความหลงความสุขความทุกข์ จนกระทั่งรู้จริง มีอุปาทานเยอะแยะก็ลดอุปาทานลงได้ ล้างจางคลายอุปาทานได้ รู้จักจริงตามความเป็นจริง อุปาทานลดลงๆๆๆๆ จนหมดอุปาทานเป็นพระอรหันต์ ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง กระทบอะไรก็รู้สึก เรียกว่าเวทนาจริง ก้อนหินนี้ หินหนักกว่าโฟม แข็งก็รู้ตามความเป็นจริง เขาเอาสีมาทาหินก้อนนี้ เลยมีสีหลายอย่างก็รู้ตามนี้ ถ้าคนหลงสมมุติ อุปาทานว่าอย่างนี้สวยดี ก็เรียกไปว่าเป็นศิลปะอะไรไปอีก สวยดี มีเทคนิค สอนภาษาฝรั่ง มีเทคนิคมีวิธีการทำให้เป็นอย่างนี้อย่างนี้แล้วก็สมมุติว่าสวย พวกนี้ก็หลอกกัน นักศิลปะศิลปินก็หลอกว่าอันนี้สวย แล้วก็หลอกกันไปเป็นอุปาทาน ศิลปะในโลกนี้คือสิ่งที่หลอกกันทั้งนั้น หลอกว่าสวย หลอกว่า น่าได้น่ามี น่าเป็นอย่างนี้ เอาลิงมาตีนจุ่มสีแล้วเดินบนแผ่นกระดาษ เอารถจักรยานมาทับสีวิ่งบนกระดาษ เสร็จแล้วก็บอกว่านี่คือ ศิลปะ ก็ทั้งนั้นแหละมันก็หลงเลอะ สมมุติกัน ตีราคากันยึดติดว่าสิ่งนี้ยอดๆๆ ใครได้เป็นเจ้าของแล้วเท่ซะไม่มี ประมูลกัน ร้อยล้านพันล้านหมื่นล้าน เอาเงินไปถมกัน เมื่อรู้ความจริงแล้ว ศิลปะก็คือยอดแห่งความยึดติดที่หลอกกัน จนโง่ไม่จบ พระพุทธเจ้าท่านพยายามขยายความ ถ้าเข้าใจศิลปะ เอาเถอะคนจะติดยึดอย่างไรก็แล้วแต่ให้เข้าเนื้อหา ให้คนไปสัมผัสแล้วเกิดอาการของจิต ให้มันเบื่อหน่ายคลาย เพราะฉะนั้นงานศิลปะถ้าใครไปสัมผัสแล้วมันเกิดความละหน่ายคลาย ไม่ใช่ไปยิ่งติดยึดยิ่งชอบ ยิ่งต้องการมาเป็นของตน นั่นแหละมันตรงกันข้ามกับศิลปะที่เป็นมงคลอันอุดม เป็นมงคลอันเจริญ มันไม่เป็นมงคลอันเจริญ มันยิ่งติดยึด ยิ่งสัมผัสแล้วละหน่ายคลายนั่นแหละคือ งานศิลปะแท้เป็นงานศิลปะโลกุตระ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพเขียน เป็นการปั้น สถาปัตยกรรม วรรณกรรม Music ดราม่า ดนตรีการนาฏกรรม อะไรก็แล้วแต่ มันหนีไม่พ้นลักษณะพวกนี้ของศิลปะ 5 อย่าง คุณจะต้องทำ คุณต้องทำรูป คุณจะต้องทำสภาพอะไรขึ้นมา จะเป็นสีขาวสีดำและจะมีสีอื่นเป็นจิตรกรรม จนเป็นรูปเป็นร่างเป็นประติมากรรม จนเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเรื่องแท่งก้อนอาศัยใช้สอยเป็นสถาปัตยกรรม มาพูดจาแจกแยกแบ่งสื่อกันให้ละเอียดเรียกว่า วรรณกรรม ให้รู้เรื่องกัน แล้วก็แถมดนตรีกับท่าทีลีลา อันนี้แหละประกอบเข้าไปอีก กลายเป็น เล่นดุ๊กดิ๊ก เรียกว่าเป็นศิลปะวนอยู่ตรงนี้ไม่จบ ผู้ที่เข้าใจอย่างอาตมานี้รู้ จริงแล้วทุกอย่าง 5 ประการนี้เป็น Pure Art เดี๋ยวนี้มันบานปลายตั้งชื่อไปสารพัดอย่าง ศิลปะการค้า ศิลปะเหนือความจริงไปใหญ่เลย Abstract เลอะเทอะ บานปลายออกไปไม่ใช่ศิลปะ 5 อย่างนี้ที่เป็น Pure Art ไม่มีหลีกพ้นหรอกในชีวิตมนุษย์กรรมกิริยาอยู่ในศิลปะ 5 อย่างนี้ เสร็จแล้วก็มาเรียนรู้กิเลสที่ประกอบอยู่ในศิลปะ 5 อย่าง ผู้รู้จะรู้ว่ากิเลสมันผสมเข้าไปก็รู้ ผสมเข้าไปกับสีสันของมัน ผสมเข้าไปกับรูป ประติมากรรมรูป สีสันจิตรกรรม จนกระทั่งก่อเป็นรูปเป็นร่างใหญ่โตขึ้นมา สถาปัตยกรรม จนเอาไปใช้สอยได้ เป็นคูหาเป็นถ้ำ เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตมโหฬาร นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม... พ่อครู เน้นย้ำเรื่องความสุขความทุกข์ให้เป็นกรรมฐาน การปฏิบัติธรรม ความสุขความทุกข์เป็นต้นเหตุแห่งการเห็นแก่ตัว คนเรารักสุขเกลียดทุกข์ ต้องการความสุขจนไปทำชั่วได้เลย หรืออยากได้ความสุขก็ไปทำดีก็ได้ พ่อครูว่า... ยึดอยู่ที่ความดีไปได้ความดีก็เป็นความสุข ยึดอยู่ที่ความชั่วไปได้ความชั่วมันก็เป็นความสุขไม่ได้ก็เป็นความทุกข์ สู่แดนธรรม... กรรมฐานนี้พ่อท่านเลยสอนให้เริ่มต้นอ่านที่ความรู้สึก สามารถเอาศิลปะเพื่อให้เกิดความละหน่ายคลาย พ่อครูว่า... มาละหน่ายคลาย จนกระทั่งเห็นเหลือแต่ความจริงตามความเป็นจริง สีก็คือสี รูปก็คือรูป เราไม่ได้หลงว่าสวยหรือไม่สวย สีก็เห็นว่าเป็นสี รูปก็เป็นรูปไม่ได้เห็นว่าสวยหรือไม่สวย มันก็เป็นอย่างนั้น มีความรู้ลึกเข้าไปอีกว่า ควร เช่น นี่แหละ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งควรกิน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรกิน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรมี สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมี สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งนี้ไม่เป็นประโยชน์ เราก็เอาที่เนื้อหาสาระของมัน คนนี้ก็อุปาทานตรงนี้ ไปเข้าหาแก่นสารเข้าหาสัจจะตรงๆ ไม่ต้องมีอะไรหุ้มพอกที่เกินกว่าแก่นสาร แก่นสาร ภาษาบาลีเขาเรียกว่า สาระ ผู้ใดได้สาระ ก็เพราะว่ากิเลสหมดเรียกว่า วิมุติ ผู้ที่มีวิมุติก็เหลือแต่สาระ ผู้ที่ได้สาระสมบูรณ์แบบแล้ว จะไม่มีรสอุปาทาน รสสุขรสทุกข์ เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จริงๆแล้ว เมื่อสำเร็จเป็นอรหันต์แล้วก็จึงรู้ว่า อ้อ คนในโลก มันจะเป็นอรหันต์ ปุ๊บเดียวไม่ได้ มันต้องมีขั้นตอนจึงอนุโลม ให้ติดให้ยึด เป็นตามลำดับ สอนไปทีละขั้น นี่เป็นความรู้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ทีละขั้นๆ มีวิธีไล่ลำดับ เรียงลำลำดับ แบ่งเป็น 4 โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ศาสนาอื่นพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าไม่มีลักษณะ 4 นี้ เป็นมนุษย์ 4 เหล่าเป็นมนุษย์ 4 ขั้น ไม่มี มีแต่ของพุทธเท่านั้น เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธที่ไปหลงนั่งหลับตา ไม่มีรู้จักรูป รูป รู้จักสี รู้จักกลิ่น รู้จักเสียง ทางตาหูจมูกลิ้นกายเอาแต่หลับตาๆแล้วหยุดจิต จนกระทั่งทำให้มันหยุดได้เก่งแบบสมถะแล้วก็หลงว่าบรรลุธรรม เดียรถีย์ ก็ทำแบบโง่ๆ ซื่อๆ สะกดจิตหลับตา มันมีที่สุดอยู่ตรงนั้น พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็มีแต่พวกหลับตาอยู่เต็มป่า สะกดจิตทั้งนั้น พระพุทธเจ้าถึงได้มาสอนเลิกหลับตา ให้มีปัญญารู้ ยิ่งไปสะกดจิต มันก็ยิ่งโง่ อย่าไปสะกดจิต มาเรียนรู้ตามหลักปฏิบัติมีหลักเกณฑ์ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 แล้วก็ลดกิเลสเป็นขั้นๆ รู้ความจริงตามความเป็นจริงชัดขึ้นเท่าไหร่เท่าไหร่เท่าไหร่ฌาน มีปัญญา มีวิชชา ฌาน ไม่มีปัญญา ไม่ใช่ฌาน ฌานได้แต่หยุดนิ่งคือไม่ใช่ ฌาน ของพุทธ ฌานของพุทธต้องมีปัญญา ปัญญาไมใช่เฉโก ปัญญาคือ ความรู้ความจริงตามความเป็นจริงได้ชัดเจนขึ้น ผู้ใดที่สามารถเรียนรู้ตามพระพุทธเจ้าได้ถูกต้องแล้วก็จะรู้รายละเอียดสารพัด วิจิตรพิสดารจริงๆ แล้วมันเชื่อมโยงกันเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันทั้งนั้นเลย
สื่อธร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive