650126 ตอบปัญหาพาถลกหนังพญานาคจอมหลับตา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
650126 ตอบปัญหาพาถลกหนังพญานาคจอมหลับตา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1unHnc9KxwY3AF_TkTrg8g0K8xuwzRmBLDIZHmN37mNg/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1gmhdk0hFeNkKJngq4PEku4ovbWr8qRYF/view?usp=sharing
และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/aM_Rkdv0Wh/ และ https://youtu.be/NZ_m35Bl7V4
สมณะฟ้าไท... วันนี้เป็นวันพุธที่ 26 มกราคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ในงาน พุทธาภิเษกฯเราจะใช้หนังสือปัญญา 8 ที่พ่อครูเขียนสอบ แต่ว่าจะสอบแค่ 100 หน้า มีทั้ง E-Book และแบบถ่ายเอกสารเป็นเล่มตัวหนังสือใหญ่อ่านสบายตา สำหรับที่บ้านราชฯ มีการอ่านอัดเสียงให้ฟังด้วย ในประเทศไทยก็มีดีที่นายกรัฐมนตรีไปเยือนซาอุดิอาระเบีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็ยังมีพวกที่ดิสเครดิตนายกฯตู่อีก อาจจะเป็นเพราะว่านายกฯขี้โกงเขาก็มีเงินมีทอง แต่นายกฯที่ซื่อสัตย์ทำให้พวกนักการเมืองอดอยากปากแห้ง พ่อครูว่า...SMS วันที่ 21-23 มกราคม 2565
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สัมมาสมาธิกับสมาธิสัมโพชฌงค์เหมือนหรือต่างกันอย่างไร _หนึ่งนาใจ : สัมมาสมาธิในอริยมรรคองค์ 8 ต่างหรือเหมือนอย่างไรกับ องค์ 6 สมาธิสัมโพชฌงค์ (คหบดีแก้ว)ครับ พ่อครูว่า...สัมมาสมาธิในมรรคมีองค์ 8 เป็นลักษณะที่แจ้งให้ทราบว่าเมื่อปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ก็จะเกิดผลเป็นสัมมาสมาธิ ฟังอีกที สัมมาสมาธินั้นเกิดจากการปฏิบัติมรรค 7 องค์เป็นเหตุ แล้วจึงเกิดผลเป็นสัมมาสมาธิ องค์ที่ 8 เพราะฉะนั้นสัมมาสมาธิในอริยมรรคมีองค์ 8 จึงเป็นสมาธิที่สมบูรณ์แบบ ที่สมบูรณ์แบบก็เป็นสมาธิที่เป็นอุเบกขา มันจะเนื่องกับโพชฌงค์ ก็จะเป็นอุเบกขาสุดท้าย อุเบกขานั้นแปลว
อ่านต่อ
่า จิตเป็นกลาง หรือชัดๆคือ จิตบริสุทธิ์ อุเบกขาคือความบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คือองค์ 5 ของอุเบกขา ที่พวกเราได้ฟังอาตมานำมาจากพระไตรปิฎก ในวิภังคสูตร ทีนี้ สมาธิในสัมโพชฌงค์นั้น เป็นการระบุว่าของพระพุทธเจ้านี้ ในโพชฌงค์ 7 โพชฌงค์ก็คือ โพธิ แปลว่าความตรัสรู้ ที่รู้จากความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเฉพาะพระองค์เลย ไม่มีใครเหมือนหรอก สติก็ไม่เหมือน ธัมวิจัยก็ไม่เหมือน วิริยะก็ไม่เหมือน ปีติก็ไม่เหมือน ปัสสัทธิก็ไม่เหมือน สมาธิก็ไม่เหมือน สมาธิสัมโพชฌงค์ของพระพุทธเจ้าไม่เหมือนกับสมาธิของลัทธิอื่นๆใดๆในโลกทั้งหมด นี่คือประเด็นสำคัญ สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น เรียกโดยพยัญชนะของพระพุทธเจ้าว่า สมาหิโต เป็นสมาธิที่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงถึง กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ธรรมในธรรมคือธรรมะที่เป็นโลกุตระธรรมกับโลกียธรรม สมาธิของพระพุทธเจ้าจึงเป็นโลกุตรธรรม เป็นสมาธิที่มีเจโตปริยญาณ 16 เจโตปริยญาณ 16 ตัวสมาธิก็อยู่ที่คู่เกือบจะสุดท้ายเรียกว่า สมาหิตะ กับ อสมาหิตะ เพราะฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้ว แม้จะเป็นชาวพุทธก็ตาม นั่งหลับตาเป็นฤาษี เป็นพระป่าไปทำสมาธิและบอกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ บรรลุอรหันต์ บรรลุนิโรธอะไรก็ตามแต่ เพ้อเจ้อทั้งนั้น ถ้าไม่สามารถที่จะแยกแยะ แยกแยะ มโนปวิจาร เรียกว่าพฤติของจิต อาการเคลื่อนไหวของจิต ที่มันเป็นเคหะสิตะ 18 แล้ว ศาสนาพระพุทธเจ้าสอนให้ทำเป็นเนกขัมมะอีก 18 ได้ มันเป็นคู่กันระหว่างเคหะสิตะ กับ เนกขัมมะ ของโลกีย์เป็นเคหะสิตะ ของพระพุทธเจ้าก็มาเรียนรู้ความจริงรู้ไปถึงสภาพความจริงของจิตเจตสิกรูปนิพพาน หรือเรียนรู้ถึงเจตสิกต่างๆละเอียด โดยเฉพาะละเอียดจะเข้าไปสำคัญตรงเวทนา แยกเป็นเวทนา 108 แล้วก็ทำเนกขัมมะ จนกระทั่งเป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ และในสมาธิสัมโพชฌงค์ก็คือเป็นจิตที่ตั้งมั่นแล้ว สรุปสุดท้ายก็บอกว่าเป็นอุเบกขา ตั้งมั่นเพราะจิตเป็นอุเบกขา เป็นอุเบกขาแล้วถึงตั้งมั่น จะเป็นสมาธิสัมโพชฌงค์และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ทำให้จิตหมดกิเลสบริสุทธิ์สะอาด แล้วก็สั่งสมลงเป็น อเนญชา ตกผลึกลงไป แล้วก็ตั้งมั่น ซึ่งไม่ใช่ไปนั่งสมาธิหลับตาแล้วก็สะกดจิตให้จิตมันตั้งมั่น แบบนั้นมันผิวเผินมาก ไม่ได้เป็นจริงเป็นจังอะไรหรอก กดข่มไว้ได้นานก็นาน นานเป็นชาติๆเลยนะ ก็ติดนิสัย ติดวิสัย เป็นวิสัยของเดียรถีย์เป็นชาติๆเลย อาตมาก็พยายามจะปลุกพวกที่ไปหลงนั่งหลับตาสมาธิ ย้ำแล้วย้ำอีกเพราะสงสารเขาว่ามันไม่ใช่ของพุทธเลย อย่าไปงมงาย เลิกได้แล้ว อย่าไปหลงผิดคิดว่าเป็นพระอรหันต์กัน ติดหลงใหลตามกันมาตั้ง 2,500 กว่าปีแล้วเสื่อมหนัก ถ้าจะมาก็มาปลุกขึ้น แต่เขาไม่เชื่อแต่มา ผู้ที่เชื่อแล้วชักตื่นขึ้นมาบ้างก็ดี เพราะอาตมาอธิบายไม่ได้อธิบายนอกรีต ทางโน้นอธิบายไม่ได้อย่างอาตมาหรอก ทางนั่งหลับตา แม้แต่จะเรียนพยัญชนะอันนี้เก่งๆพระอภิธรรม ขออภัยไม่ได้ไปทักทายอะไร เขาก็อธิบายไม่ได้อย่างอาตมา เพราะเขาจะอธิบายตามพยัญชนะ ถ้าใครไปซักถามพยัญชนะเก่งๆให้เป๋นะ เข้าป่าเลย แต่ถ้าอาตมา ถ้ามาซักคำพยัญชนะ อาตมาไม่เข้าป่า เพราะมีสภาวะแล้ว ก็จะดึงให้เข้าป่า คุณพาอาตมาออกป่าทำไม อาตมาก็จะดึงเขากลับเท่านั้นแหละ ก็ไม่ใช่เรื่องอวดดี แต่เป็นเรื่องที่จริงใจ เป็นเรื่องที่พูดทุกอย่างเปิดเผยตัวเองว่าอาตมาขึ้นมากอบกู้ศาสนาพุทธมาเอาโลกุตรธรรมคืนมา ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่านี่คือความเสื่อม โลกุตระจะหายไปแล้วก็จะมี สยังอภิญญา ขึ้นมากอบกู้ สยังอภิญญา คือผู้รู้จักสัมมาทิฏฐิ 10 รู้จักว่าทานมีผล ยัญพิธีมีผล สังเวยบวงสรวงมีผล กรรมมีผล โลกนี้มีโลกหน้ามี พ่อมีแม่มี สัตว์โอปปาติกะมี และ สยังอภิญญา ก็ต้องมี แล้วใครล่ะ ออกมายืนยันว่าตัวเองเป็น สยังอภิญญา ก็ นายรัก รักพงษ์ไง ออกมาบวชแล้วก็ยืนยันว่าตัวเองเป็น สยังอภิญญา พูดเหมือนเล่นๆแต่ที่จริงพูดจริง ไม่ได้พูดเล่น อาตมามาทำหน้าที่นี้จริงๆ ก็ยืนยันไปหมดแล้ว แล้วไม่ใช่ยืนยันธรรมดา อธิบายสาธยายขยายความนัยยะสำคัญของสภาวะต่างๆ คนที่มีปฏิภาณไหวพริบฟังก็จะรู้ อันนี้ถึงอย่างไรก็ฟังแล้วมีคำอธิบาย มันก็น่าทึ่งว่า อธิบายได้อย่างไร เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันและกัน ต่อเนื่องกันและกัน ไม่ได้อธิบายแล้วก็ขาดๆวิ่นๆ แล้วไปยังไงมายังไงต่อ ไม่ใช่ จะรู้ตัวเหตุตัวผล ตัวเหตุปัจจัยไปเรื่อยๆตลอด เป็นเช่นนั้น เอ้า ติดตามฟังไปดีๆอาตมาทำงานมา 50 กว่าปีแล้ว คนไหนยังไม่ตื่น ยังไม่รู้ ยังไม่เชื่อเลยก็สุดวิสัยที่จะช่วยเขา อาตมาก็ช่วยกันแล้ว ช่วยไม่ได้ก็ต้องปล่อยไป แล้วทำไมก็บอกว่าคุณน่ะรู้ตัวเถอะ ออกนอกรีตนอกทางเป็นเดียรถีย์ แล้วจะมีน้ำหน้ามาช่วยเขา คุณเข้าใจไหม ถ้ามีก็ต้องเข้าใจเขา
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปรินิพพาน กับปรินิพพานเป็นปริโยสานต่างกันอย่างไร _สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ คำว่า มีนิพพานเป็นปริโยสาน กับ มี ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ต่างกันอย่างไรคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ พ่อครูว่า...พยัญชนะก็บอกอยู่แล้วว่าต่างกัน นิพพานก็คือนิพพาน ปริก็มีปริ ปริ แปลว่ารอบถ้วน นิพพานก็คือแปลว่านิพพาน แปลว่าผู้ที่ทำอาสวะให้สิ้นได้ ปรินิพพานคือผู้ที่ทำอาสวะให้รอบสิ้น แล้วแถมเป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้ สามารถบอกผู้อื่น แล้วให้ผู้อื่นรู้ตามเป็นโพธิสัตว์ไปได้อีกๆๆๆ ส่วนปรินิพพานเป็นปริโยสานนั้นคือผู้รู้ผู้นี้ เป็นทั้งอรหันต์ เป็นทั้งโพธิสัตว์ ที่สามารถที่จะบอกผู้อื่นยืนยันกับผู้อื่นได้ละเอียดลออ เหมือนอย่างอาตมานี้ จริงๆแล้วนิพพานสูงสุดนั้นคือ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ดีว่าในพระไตรปิฎกมูลสูตรมีคำนี้อยู่คือ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน นิพพานคือ ผู้ถอนอาสวะสิ้นได้แล้ว ปรินิพพานคือ ผู้มีนิพพานรอบถ้วน แม้แต่ของตนและบอกคนอื่นให้รู้ตาม และสามารถพอรู้ของผู้อื่นได้ด้วยและรู้สุดถึงที่สุด ที่จริง ผู้ที่ทำปรินิพพานเป็นที่สุด เป็นปริโยสาน คือ ผู้ที่แยกธาตุดินน้ำไฟลม แยกจิตนิยามเป็นดินน้ำไฟลมไปได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นที่ถามมาเป็นประเด็นแต่แค่ว่า นิพพานเป็นปริโยสาน กับปรินิพพานเป็นปริโยสานต่างกันอย่างไร มันก็มีคำต่างกันคือนิพพานกับปรินิพพานเข้ามาประกอบ ให้เข้ามาอธิบายได้กว้างขวางขึ้น สำหรับอาตมาอธิบายได้กว้างขวางขึ้น เพราะมีความรู้ระดับโพธิสัตว์ขึ้นไป ส่วนคนไม่รู้ ก็อธิบายไม่ได้เหมือนอย่างอาตมาหรอก ก็ไม่มีปัญหาอะไรขอให้ทำนิพพานเป็นปริโยสานได้ก็แล้วกัน พระอรหันต์ทุกองค์มีนิพพานเป็นปริโยสาน ทีนี้อาตมาถนัดคำว่าปรินิพพาน เพราะเป็นความเต็มรอบทั่วไป ก็จะพูดปรินิพพานเป็นปริโยสาน
_Aumporn Kul (อัมพร กุล) : คนที่ คอรัปชั่น (ไม่ได้ไปขโมยใคร) ผิดศีลใหมครับ พ่อครูว่า ...มันหนักหนาสาหัสกว่าไปขโมยของส่วนตัวด้วย ไปขโมยของส่วนกลาง ผิดศีลข้อ 2 นั่นแหละ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญาข้อที่ 3 ความสงบกายสงบจิตในปัญญา 8 ประการ _ตุ๊ก อัศวิน : ขอโอกาสเจ้าค่ะ "บริบูรณ์" มีความหมายต่างจาก "สมบูรณ์ "มีความเข้าใจ ดังนี้ได้ไหมเจ้าคะ บริบูรณ์ = สองมิติ คือ กว้าง/ยาว สมบูรณ์ = สามมิติ คือ กว้าง/ยาว/สูง สมบูรณ์ จึงมีความหมาย ที่ลุ่มลึกกว่า บริบูรณ์ ดังนี้..ถูกไหม. เจ้าคะ น้อมกราบ._/\_.เจ้าค่ะ พ่อครูว่า...ได้ จะเข้าใจอย่างนั้นก็ได้ คำว่า ปริ กับ คำว่า สมะ สมะ แปลว่าขาว แปลว่าสงบ ปริ แปลว่า รอบ ก็มีนัยยะลึกซึ้งของสภาวะ ถ้าคุณทำสภาวะได้ มันก็ละเอียดมันก็จะรู้ว่า อ๋อ!..บริบูรณ์เป็นอย่างนี้ ขาวรอบ ขาว สมะ สงบสนิท เป็นอย่างนี้ คำว่า สงบ คำนี้นี่ เป็นภาษาไทย สงบ ภาษาบาลีมีเยอะหลายคำ คำว่า สงบ ก็มาอธิบายคำว่าสงบที่เป็นโลกุตระกับโลกียะเท่านั้นให้ฟังนิดหน่อย สงบ โลกียะ ตื้นที่สุดก็คือ หยุดการเคลื่อนไหว ภายนอก กายวิญญัติสงบ ก็แสดงว่าภายนอก แขนขาเนื้อตัว หูตาจมูกลิ้นไม่ขยับอะไร นิ่งไปดื้อๆทื่อๆ ถือว่าสงบ คู่นี้ได้ตายลงไปแล้วอย่างสงบ ตายสนิทแม้แต่ลมหายใจก็ไม่ออก นี่คือสงบภายนอก ก็เข้าใจได้ไม่ยากอะไร แต่คำว่าสงบภายใน หรือคำว่าสงบที่พระพุทธเจ้าหมาย เช่น ปัญญา ข้อที่ 3 ในปัญญาข้อที่ 3 บอกว่า เอ้า!..อ่านซิ “ข้อที่ 3 เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 3 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ” ประเด็นอยู่ที่ความสงบกาย สงบจิต ผู้ที่ไม่เข้าใจคำว่ากายก็จะคิดว่ากายสงบคือภายนอกไม่กระดุกกระดิกเลย ปัสสัมภยังกายสังขารัง คือ การทำความสงบให้แก่กาย กายสังขาร เป็นการปรุงแต่งสังขารทางกายแล้วทำความสงบ ในอานาปานสติ ก็มี ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่าไม่กระดุกกระดิกร่างกาย โลกียเขาเข้าใจแค่ว่าไม่กระดุกกระดิกร่างกายภายนอกไม่เคลื่อนไหว ซึ่งอันนั้นไม่จริง เพราะความสงบของพระพุทธเจ้านั้น มันจะค้านแย้งกัน กายปาคุญญตา ที่แปลว่า ความคล่องแห่งกาย โอ้โห!.. กายยิ่งแคล่วคล่องว่องไวเลยเพราะจิตสงบ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับภายนอกชอบใจชื่นใจกับวัตถุภายนอก หรือไม่ชอบใจไม่ชื่นใจกับวัตถุภายนอกก็รู้กิเลสอันนี้แล้วก็ทำให้กิเลสตัวนี้หาย เพราะฉะนั้นภายนอกจะสัมผัสอะไรจะชื่นชอบก็ไม่มี จะชิงชังก็ไม่มีสงบ นี่คือโลกุตระ เสร็จแล้วจึงไปทำ รูปราคะอรูปราคะ เป็นจิตปาคุญญตา มีความคล่องแคล่วในจิตนั้น ให้จิตนั้นกิเลสลดลงไปเรียกว่า ปัสสัมภยังจิตตสังขารัง ทำความสงบให้แก่จิตสังขารอีกที เพราะฉะนั้นธรรมกิเลสในจิตสังขารที่เหลือรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาได้อีก หมดทั้งรูป ทั้งอรูป คุณก็เป็นอรหันต์ที่สงบหมด ทั้งภายนอกภายในอย่างบริบูรณ์ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้อย่างนี้คุณก็ไปงมโข่ง กายสังขาร ทำกายภายนอกให้สงบได้นึกว่าเสร็จ คุณก็นั่งสงบหลับตาทำให้จิตมันหยุด อย่าง หยาบ กลาง ละเอียด อย่างที่คุณจะประมาณเอง ว่ามัน หยาบ กลาง ละเอียด คือมันหยุดนิ่งจนคนไม่รู้เรื่องเป็นอสัญญีสัตว์ได้คุณก็นึกว่าสงบจิต เป็นอสัญญีสัตว์ ไม่กำหนดรู้อะไรเลย มะลื่อทื่ออยู่อย่างนั้น ซึ่งน่าสงสารแล้วก็เต็มอยู่ในเมืองไทยอย่างที่อาตมาพูดนี่แหละ ทุกวันนี้ก็ยังปฏิบัติได้อยู่แค่นี้ ไม่ได้ก็คือปฏิบัติให้ได้อย่างที่อาตมาพูดนี่แหละ เป็น เดียรถีย์ ซึ่งไม่ได้เป็นของโลกุตระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เลย พูดไปแล้วก็เหมือนกับข่มไปว่าเขา ว่ามันผิด เราก็ว่าผิด มันไม่ถูกต้องก็ว่าไม่ถูกต้อง นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ควรข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง ก็หาว่าไปข่มไปดูถูกดูแคลน ก็มันดูถูกจริงๆว่ายังไงก็ไม่ผิด ก็ต้องพูดสิ่งที่ไม่ผิดไป ก็ต้องพูดถูกสิ พูดสิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่ผิดจริงๆ มันก็ต้องถูกสิ อาตมารู้จักความผิดที่ผิดจริง เมื่ออาตมาพูดไปว่ามันผิดจริง มันก็ต้องถูกสิ แต่มันพูดไปผิดๆเพี้ยนๆ อย่างเช่นอาตมา อาตมาว่าถูก เขาก็เข้าใจผิด อาตมาเข้าใจความถูกเป็นความผิด แล้วเขาก็นึกว่าเขาถูก คนนั้นก็อยู่ในวัฏสงสารต่อไป ก็เป็นผู้ที่น่าสงสารต่อไป นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท... พ่อครูสอนเราให้ฝึกเป็นลิงชั้นดี ทำงานคล่องแคล่ว ไปซ้ายไปขวาไปหน้าไปหลังได้ยังไม่มีติดขัด ของเขาทำให้ยากอืดอาด พ่อครูว่า... ของเขาไม่ทันโลกหรอก โลกเดี๋ยวนี้มันไวยิ่งกว่าอะไร สมณะฟ้าไท... โลกถึงทำอะไรเราไม่ได้ เพราะเราเหนือโลก พ่อครูว่า... _หินทอง : ท่านบินบนนำจินตนาการ (เพลง Imagine)ของจอห์น มาเทียบเคียงกับสิ่งที่ทำได้จริงของชาวอโศกได้ดีมากเลย เยี่ยมมากครับท่าน
_เดชา อำพร : "พื้นฐานของโลกที่สันติสุขแท้".. คือ ต้องไม่มี"โรงฆ่าสัตว์"..ชาวพุทธที่แท้จริง.. จึงไม่สมควรจะ"เลี้ยงสัตว์ใด ๆ เพื่อนำมาเป็นอาหาร".. และ"ชาวพุทธแท้"ต้องไม่สนับสนุนการ"เลี้ยงปศุสัตว์"ในทุก ๆ มิติของสังคม.."การฆ่าสัตว์"เพื่อนำ"เพื่อนร่วมโลก,ร่วมชะตากรรม"ใน"วัฏสงสาร" มาทำเป็นอาหาร.. นับเป็น"ความโหดร้าย"ใน"ส่วนลึกของจิตใจมนุษย์"อย่างยิ่ง.. อย่างที่ไม่มีเหตุผลใดจะมาแก้ต่าง,แก้ตัวได้เลย...ด้วยความเคารพครับ พ่อครูว่า...เขาก็เลี้ยงจนเชื่องเลยนะไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดไหน สัตว์มันคงคิดว่าเมตตาใจดีจังเลย มันก็สนิทสนม วันร้ายคืนร้ายก็จับมันมากินหน้าตาเฉย ฆ่ากินไป ยิ่งกว่ายักษ์กว่ามาร เหมือนเลี้ยงลูกแล้วก็ฆ่ากินหน้าตาเฉย แล้วก็บอกว่าลูกที่น่าเอ็นดูของฉันหายไปไหน ...ไอ้บ้า เอ็งฆ่ากินกับมือแล้วบอกว่า ลูกที่น่าเอ็นดูไปไหน มันไม่มีสติสัมปชัญญะไม่มีความรู้อะไรขนาดนั้นคน เป็นอุทาหรณ์ที่พระพุทธเจ้านำมาประกอบในอาหาร 4 ตั้งแต่ กวฬิงการาหาร ฆ่าลูกกินเนื้อเฉย
_แมง ทัพ : จะได้ฟังเทศน์ท่านจันทร์วันไหนบ้างค่ะ อยากฟังท่านจันทร์เทศน์เจ้าค่ะ ขอบคุณค่ะ (ท่านจันทร์มีเทศน์รายการสุขทุกข์ของชีวิต ทางบุญนิยมทีวี ทุกวันจันทร์กับวันอังคารเวลาประมาณ 11.00 - 13.00 น. รายการวิปัสสนาข่าว วันอังคารกับวันพุธเวลา 07.00-09.00 น. ทางวิทยุออนไลน์ มีสมาร์ทบอมบ์เรดิโอ ช่วงเวลาประมาณ 01.00 - 05.00 น. และทางเฟสบุ๊คของท่าน วันเสาร์ อาทิตย์ ท่านก็เทศน์อยู่ที่ พุทธเมตตาธรรมสถาน อื่นๆ บางวันก็รับนิมนต์ไปเทศน์ที่สันติอโศก และที่อื่นๆ ในงานศพหรืองานต่างๆด้วย)
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พระอรหันต์อยู่กับปฏิจจสมุปบาทอย่างไร _ดินเพ็ญไพร ขอโอกาสถามค่ะ 1. พระพุทธเจ้า พ่อครู พระอรหันต์ หลุดพ้นจากวงจรปฏิจจสมุปบาท แล้วพระพุทธเจ้าหรือพ่อครู อยู่ในโลกนี้ด้วยอะไร...หมายถึง พ่อครูสอนคนเยอะแยะ พบ ปะคนหลากหลาย มีกิจกรรมที่หลากหลาย แล้วพ่อครูทำยังไง โดยอยู่เหนือปฏิจจฯ?? พ่อครูว่า...โอ้โห ถามอันนี้ต้องอธิบายยาว แต่จะพยายามสรุปให้ไม่ยาวนัก ปฏิจจสมุปบาท ถ้าคนเข้าใจแล้วก็จะรู้ครบ ก็แปลว่า วงจรของชีวิตของผู้อวิชชา ไม่รู้จักสังขาร พอไม่รู้จักสังขารมันมีวิญญาณเป็นปัจจัย เมื่อไม่รู้วิญญาณเป็นปัจจัยก็เพราะว่าไม่รู้จักนามรูปเป็นปัจจัย ไม่รู้นามรูปเป็นปัจจัยก็ไม่รู้อายตนะเป็นปัจจัย ไม่มีอายตนะเป็นปัจจัยเพราะว่าคุณไม่ได้สัมผัสภายนอกภายใน เช่นคุณไปหลับตา คนไปหลับตานี้ไม่มีสัมผัสภายนอก เพราะฉะนั้นจึงไม่มีวงจรปฏิจจสมุปบาทอะไรไปปฏิบัติไม่มีเวทนา มีอายตนะได้เพราะมีสัมผัส มีสัมผัสจึงจะเกิดอีกมุมหนึ่ง เกิดอายตนะและเกืดเวทนา เกิดความรู้สึก จึงไปศึกษาที่เวทนา นี่คือจุดสำคัญของศาสนาพุทธ ศึกษาเวทนาในเวทนา ในโพธิปักขิยธรรม 37 ให้พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ในกาย คุณก็ต้องรู้องค์ประกอบมันมี 2 สภาพ รูปกับนาม ข้างนอกกับข้างใน เดี๋ยวจะกลับมาอธิบาย กาย อีก กาย เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ครอบจักรวาลไม่ใช่เรื่องเล่น เมื่อคุณอวิชชา คุณไม่รู้สังขารคุณก็ไม่รู้ว่าวิญญาณเป็นปัจจัยของสังขาร เพราะคุณไม่รู้จักว่าวิญญาณมีนามรูปเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดวิญญาณ แล้วนามรูปนี้ ถ้ามันไม่เกิดปฏิกิริยาสัมผัสกัน มันก็ไม่เกิดอายตนะ เมื่อสัมผัสขึ้นมาก็มีอายตนะ เป็น 2 เกิดเป็นผัสสะ เกิดเป็นอายตนะ แต่ในความเป็น 2 ที่สัมผัสกันนี่แหละ มันเลยเกิดสังขารเกิดเวทนา คุณก็ศึกษาสังขารนี้ ซึ่งมีเวทนาอยู่ในสังขาร ในเวทนามีเหตุ ตัวร้ายคือ ตัณหา อุปาทาน ตัณหาคือตัวกิเลสที่เคลื่อนที่ อุปาทานคือกิเลสที่เป็น static เป็นตัวนิ่ง เมื่อคุณรู้เหตุตัวนี้ได้ คุณไม่สามารถทำให้กิเลสตัวนี้มันดับ มันก็เหลือเป็นภพ เป็นชาติ หมุนเวียนเป็นปฏิจจสมุปบาทอยู่ตลอดกาลนาน แต่ถ้าคุณดับ สามารถทำให้กิเลสหมดลงไปได้ ภพหมดชาติดับ คุณก็เต็มไปด้วย วิชชา รู้เท่าทันสังขาร รู้เท่าทันเวทนา ดับตัวโง่ อวิชชา ก็เลยรู้ว่าเพราะสังขารมันก็ปรุงแต่งกันมาตามเหตุปัจจัย ไม่โง่แล้ว ไม่อวิชชาแล้ว ก็อยู่กับอภิสังขาร อภิสังขารจึงมี 3 1. ปุญญาภิสังขาร 2. อปุญญาภิสังขาร 3. อเนญชาภิสังขาร ปุญญาภิสังขารคือ ปรุงโดยให้เกิด ปุญญะ ก็คือการฆ่ากิเลส เป็นพลังงานที่จะมาฆ่ากิเลส เป็นฌาน แล้วก็เป็นบุญ ฆ่ากิเลสได้เสร็จ เป็นมือประหารเด็ดขาด ถ้าลงถึงมือบุญประหารแล้วละก็ กิเลสต้องตาย ตายไม่ฟื้นด้วย เพราะบุญนั้นฆ่าแล้วฟื้นไม่มี ถ้าถึงมือบุญแล้ว เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย เหมือนแทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้า ตายไม่สนิทหรือไม่ตายเลย กลางวันเย็น ก็ไม่ตาย นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นจริงว่า ไอ้โจรร้าย เจ้าพนักงานเก่งขนาดไหนก็เอาไปฆ่ามันไม่ตายง่ายๆ มันครองโลกนะ เหมือนทุกวันนี้ อาตมาพูดไปเถอะ เขาจะหลับตา อาตมาตายไปแล้วอีกร้อยปี พันปี พวกนี้ก็ยังหลับตา เป็นพญานาค เดี๋ยวจะอธิบายกายกับพญานาคอีก พวกหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น แหม มันกระแทกใจลึกดีจริงๆเลย อาตมาเห็นแล้วน่าสังเวชใจ ทำไมถึงโง่ดักดาน มืดบอด ไม่กระเตื้องอะไรเลย บอกยังไงก็ทำเป็นหัวเราะเยาะเมินไม่มอง แล้วก็ไปเคารพบูชาคนที่มืดด้วยกันไป คนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ เสร็จแล้วก็สนุกสนาน โอ้โห..หนังสนุกจังเลย คนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ คุณนึกถึงไหม หนังเขามีภาพ มีแสง มีสี แต่มันไม่มีภาพมีแสงมีสีให้คนตาบอดเห็น ไม่ใช่ไม่มี มันมีแต่คนตาบอดไม่เห็นมันก็อัดเสียง แล้วมันดันเป็นหนังใบ้อีก คนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ สมพอกันมันพอกั,น ถามว่าพ่อครูอยู่กับอะไร... อยู่กับความจริงตามความเป็นจริง สมมุติก็รู้ว่าสมมุติ ปรมัตถ์ก็รู้ว่าเป็นปรมัตถ์ สิ่งที่มีก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่มี สิ่งที่ไม่มีก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มี เป็น อนุปคัมมะ เป็นบุคคลที่เข้าใจแล้วก็อยู่กลาง เป็นบุคคลบรรลุความเป็นกลางอย่างสำเร็จ สู่แดนธรรม... คำถามนี้น่าจะมาจาก ความเข้าใจว่า พระอรหันต์จะต้องไม่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทอีกเลย แต่จริงๆแล้วพ่อครูอธิบายว่า พระอรหันต์ก็อยู่กับปฏิจจสมุปบาทนี่แหละ พ่อครูว่า... มันมีคนที่เขามีก็ต้องใช้อาศัยพวกนี้ พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 ว่าต้องอาศัยความมีกับไม่มีนี่แหละ เป็นเครื่องอาศัยในการศึกษา จนกระทั่งจบโลกสมุทัยกับโลกนิโรธ นี่ก็พูดสรุปๆ ศึกษาดีๆแล้วก็จะเข้าใจ สู่แดนธรรม... พ่อท่านถามว่า ประเทศไหนในโลกไม่มีโรงฆ่าสัตว์เลย มีคนบอกว่าประเทศภูฏานครับ พ่อครูว่า... เออ! เข้าท่า ประเทศภูฏานไม่มีโรงฆ่าสัตว์ น่าคิดๆ
2. แรกๆเห็นพ่อครูไอมากๆ แล้วสงสาร รู้สึกว่าถ้าไอแทนได้ก็จะข่วยไอแบ่งเบาท่าน เห็นน้ำหนักท่านต่ำ ฉันก็ไม่ได้เยอะ เห็นใจ สงสารท่าน แต่พอมาหลังๆ โยมกลับคิดว่า สงสารก็ช่วยท่านไม่ได้ ใจหดหู่เปล่าๆ มาล้างกิเลสในตัวเอง ทำตามพ่อครูสอนให้ได้ผล ถ้าพ่อครูรับรู้ ท่านจะได้มีกำลังใจกินข้าวและอยู่ต่อไปอีกนานๆ ยังงี้คิดเห็นแก่ตัวหรือเปล่าคะ รู้ว่ากายขันธ์ของท่านไม่โอเคก็ยังอยากให้ท่านเมตตาอยู่ต่ออีก?? พ่อครูว่า... จริงๆใช่ ไม่เป็นการแก้ตัวหรอก ดีแล้วล่ะคิดอย่างนี้ดี หมายความว่าทั้งๆที่ไกลขนาดจะมาไม่ไหวแล้ว มันไม่โอเค มันโนเคแล้ว แต่ก็ยังอยากให้อาตมาอยู่ต่อไป เห็นแก่ตัวมั้ย.. ก็ไม่เป็นไรหรอกการเห็นแก่ตัวเพื่อให้ตัวเองเจริญไปสู่ที่สูงที่สุดเป็น สัมโพธิปรายนะ ก็ไม่เสียหายอะไร
SMS วันที่ 24-25 มกราคม 2565
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน การปฏิสันถารแสดงว่าพุทธเป็นศาสนาไม่หนีสังคม _0015 : ทำไมพระพุทธองค์จึงให้ความสำคัญกับการปฏิสันถารมากถึงกับกำหนดให้การเคารพยำเกรงในปฏิสันถารอยู่ในหมวดธรรมเดียวกับการเคารพยำเกรงในพระพุทธเจ้าฯ ครับ พ่อครูว่า...การปฏิสันถารเป็นการบอกว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาออกจากสังคมเหมือนศาสนาเชน ศาสนาพุทธที่ท่านตรัสกล่าวถึงขั้นนั้น การปฏิสันถารนั่นเทียบเท่ากับการเคารพยำเกรงพระพุทธเจ้า เท่ากันเลย สำคัญยิ่ง อาตมานี่เป็นคนไม่ดีเลยไม่เก่งในการปฏิสันถารเลย เทียบกับท่านเพาะพุทธ ท่านจันทร์ คนละด้านเลย อาตมานี้เป็นคนแย่มากเลยในเรื่องของปฏิสันถาร ถ้าอาตมาปฏิสันถารเก่งกว่านี้อีกสักนิดเดียว ไม่ต้องมาก อื้อหือ จะดีมากเลย แต่มันก็สุดวิสัยเพราะมันเป็นวิสัยไปแล้ว ไม่ใช่นิสัยเท่านั้น ก็ได้ประมาณนี้ก็รู้เป็นข้อบกพร่องของอาตมา ปฏิสันถารน้อย แต่ก็นั่นแหละ ก็แก้ตัวว่า ขนาดไม่ปฏิสันถารนี่ยังมีผู้ที่จะต้องสอนอยู่ไม่ใช่น้อยแล้ว ไปปฏิสันถารอีก ลูกค้าอาตมาจะเยอะขึ้น มันจะไหวหรือ ป่านนี้คงตายแล้วล่ะ ก็เอาแต่พอตัว จะเรียกว่าแก้ตัวก็ได้
_บุญญากร พัฒนสัตถาพร (Boonyakorn Pattanasattaporn) : วันนี้ในอดีต เมื่อวันที่ ๒๔ ม.ค.๒๕๕๔ หรือวันนี้ เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ตรงกับวันจันทร์ ทนายทองใบ ทองเปาด์ ถึงแก่กรรม ในวัย ๘๔ ปี ทนายทองใบ ทองเปาด์ ได้อาสาช่วยว่าความให้กับคดีกรณีสันติอโศก เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ โดยเป็นหัวหน้าคณะทนายของคดีกรณีสันติอโศก ประวัติทนายทองใบ ทองเปาด์ ผู้ที่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมไทยมากมายจนนับไม่ถ้วน เป็นทนายของคนยากไร้และผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมต่าง ๆ เป็นทนายนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ได้รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ และรางวัลคนดี ศรีสารคาม และได้รับรางวัลสัญญา ธรรมศักดิ์ และรางวัลนักกฎหมายดีเด่นประจำปี ๒๕๔๗ จากกองทุน ศจ.สัญญา ธรรมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ่อครูว่า...ก็ดีก็ระลึกถึงผู้ที่ทำดีทบทวนกันบ้าง
_แก่นนวน มาลัยขวัญ : บ้านราชปลูกหอมหัวใหญ่ได้ดีมาก เดี๋ยวขอนแก่นจะทดลองปลูกตามค่ะ แต่ปีนี้คงช้าไป แต่ก็จะทดลองปลูกดูนะคะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สัจจะความจริงที่คนเราควรรู้ก่อน อย่างละเอียดทุกแง่มุมก็คือกิเลสตนเอง _สตาร์แอร์ ทุ่งคอก : หากเรายังไม่เข้าใจ สัจจะความเป็นจริง1เดียวอย่าง ละเอียดทุกแง่ทุกมุม เราจะ 0 ได้มั้ยครับ พ่อครู🙏 พ่อครูว่า...จะเรียกว่ารู้จักทุกแง่ทุกมุมก็รู้จักทุกแง่ทุกมุมของกิเลสตัวเอง อย่าไปเที่ยวได้รู้ทุกแง่ทุกมุมของโลกของคนทุกคนคนอื่นเขา มันเป็นหน้าที่ของพระโพธิสัตว์พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นผู้ที่รู้จักตัวเองและรู้จักผู้อื่น แต่ต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน เมื่อเริ่มต้นที่ตัวเองและมีต้นทุน มีความรู้ที่รู้ว่าแง่มุมอย่างนี้คือแง่มุมของโลกกับอัตตา แล้วก็เป็นธรรมะที่เป็นโลกุตระหรือเป็นโลกียะ มันครบหมด ศาสดาโลกียะเป็นอย่างไร ศาสดาของโลกุตระก็คือพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าทุกองค์ หนึ่งเดียวกันหมด แล้วทุกยุคทุกสมัยจะมีพระพุทธเจ้าซ้อนกัน 2 องค์ไม่ได้ ไม่มียุคไหนเลยในโลกทั่วโลก ในโลกขณะนี้ทุกประเทศมีพระพุทธเจ้าองค์เดียว พุทธศาสนามีพระพุทธเจ้าองค์เดียวในยุคเดียวกัน แต่ศาสนาเทวนิยมมีหลายองค์ ในยุคเดียวกัน นี่ต่างกันมากเลย เป็นอจินไตย ถ้าหากทางเทวนิยมเขาก็จะรู้เลยว่าอย่างนั้นเชียวหรือ แล้วโลกุตระของพระพุทธเจ้านั้น รู้จักอย่างที่ศาสนาเทวนิยมรู้กันดีทั้งหมด พระพุทธเจ้ารู้จัก แต่ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นเทวนิยมจึงไม่สามารถทำให้จิตวิญญาณหรือจิตนิยามนี้เลิกล้ม สลายสูญเป็นดินน้ำไฟลมไปได้ จำนนว่าจะต้องไปอยู่กับพระเจ้า คือไม่รู้ ไปอยู่กับพระเจ้าจะไปอยู่อย่างไรก็ไม่รู้ แม้แต่กรรมวิบาก เกิดตายแล้วต้องวนตามวิบากไม่ใช่อยู่กับพระเจ้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive