กษัตริย์คือจิตประชาชนคือกายของประเทศ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข2 กันยายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

กษัตริย์คือจิตประชาชนคือกายของประเทศ _สม.เทียนคำเพชร · กราบพ่อครูได้โปรดกรุณาขยายความของ ประโยคต่อไปนี้(มาจากหนังสือ "รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร เล่ม๕" หน้า๓๖๓ บรรทัดที่ ๔ และที่ ๓ นับจากข้างล่าง)ที่ว่า "กษัตริย์" นั้นคือ "จิต" หรือ "วิญญาณ" ของสังคมประเทศ "ประชาชน" คือ "กาย" ของสังคมประเทศ พ่อครูว่า... นั่นคือประชาธิปไตยไม่สัมบูรณ์คืออย่างไร มาขยายความว่า ประชาธิปไตยจะสัมบูรณ์อย่างไร ประเด็นที่จะขยายนี้ เพราะ 1. ไม่ครบความเป็น เทฺว ที่หมายถึงภาวะ 2 เช่น ต้องมีกายกับจิต หรือมีรูปกับนาม หรือ มีชีวิตกับจิตใจ ต้องมีคู่ 2. แสดงถึงความมีความเป็นคน 3. ยังไม่มีศาสตร์หรือความรู้เรื่องจิตนิยามครบถ้วนบริบูรณ์

ข้อที่ 1 ไม่ครบความเป็น เทฺว คือ ภายนอกภายใน กาย จิต รูปนาม อย่างนี้เป็นต้น วัตถุกับจิตอย่างนี้ก็ได้ ถ้า 2 อย่างในมหาจักรวาลนี้ มีอะไรขึ้นมา 2 อย่าง ต่างกันทั้งนั้น ใครจะเห็นความแตกต่างที่ละเอียดลออได้มากเท่านั้น คนนั้นก็คือ คนที่มีภาวะจิต มี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เรียนรู้อภิภายตนะได้เก่งได้มากขึ้น นั่นก็เป็นไปตามภูมิ เป็นไปตามธรรม ของผู้ที่มีสูงเอง ซึ่งไม่ใช่เองหรอกต้องศึกษาต้องฝึกฝน นั่นก็คือภาวะ 2 ข้อที่ 2 ก็มีลักษณะที่แยก กายกับจิตก็ดี รูปกับนามก็ Vดี ชีวิตกับจิตใจก็ดี หรือที่เอามาถาม กษัตริย์กับประชาชนก็ดี อาตมาขยายความว่า กษัตริย์เหมือนจิต ประชาชนเหมือนกาย เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจความเป็น 2 ที่มีคู่อย่างนี้ไป ว่าจะต้องอาศัยซึ่งกันและกันอย่างสำคัญมาก ก็ไม่เต็ม เป็นความไม่เต็มไปเหลือแต่ 1 นี้เป็นความไม่เต็ม เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่ไม่มีความบริบูรณ์ สมบูรณ์ 2 อย่าง ที่อาตมากล่าว เป็นประชาธิปไตยที่พิการขาเดียว ไม่ใช่ประชาธิปไตย 2 ขาอย่างที่อาตมา ใช้ศัพท์ คำว่า 2

อ่านต่อ

ขากับขาเดียว เพราะประชาธิปไตยที่ไม่มีกษัตริย์นั้น ไม่มีการสืบทอดกันทางตระกูลของนามธรรมที่เป็นวิญญาณ ที่ใช้คำว่า “ตระกูลของนามธรรมที่เป็นวิญญาณ” คือ กษัตริย์จะสืบทอด เป็นประยูรวงศ์ สืบทอด แล้วจะต้องเรียนรู้ศึกษาฝึกฝนความเป็นเจ้า ที่จะต้องเตรียมตัว มีความรู้ในการจะบริหาร มีความรู้ในการจะอยู่กับประชาชนอย่างเป็นประชาธิปไตยหรือมีเมตตา หรือมีจิตวิญญาณที่เจริญสูงสุด มีทศพิธราชธรรม เป็นต้น จะต้องมีคุณธรรมจริงๆ จึงจะเป็นความจริง สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความจริงดังที่อาตมากล่าว โดยสังเขป มันจึงไม่ใช่เรื่องจับแพะชนแกะ ทำอย่างฟลุ๊คๆ จับเอาชั่วคราว ไม่ใช่ ต้องเป็นเรื่องที่สืบสาวราวเรื่อง อาตมาใช้คำว่า อยู่มากับกฎมณเฑียรบาล ในประยูรวงศ์มีกฎมณเฑียรบาล ทุกองค์ต้องเตรียมตัว อย่างในประเทศอังกฤษ เขาต้องให้ศึกษาทุกองค์เตรียมพร้อมและเขาก็ไล่ลำดับเอาไว้ ใครจะได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ใครจะเป็นคิง เป็นควีน เขาก็ไล่เรียงมาเป็นระบบ ส่วนของคนไทยก็มีอีกระบบหนึ่ง สรุปได้ว่า มันมีกฎ หลักเกณฑ์ และจะต้องฝึกฝนพระองค์ ฝึกฝนกาย วาจา ใจ จริงๆ ต้องมีสมรรถนะ มีความสามารถ มีความรู้ มีจิตวิญญาณสูงส่ง นี่เป็นข้อบังคับเลย พระเจ้าแผ่นดินจะต้องมีสิ่งที่ประเสริฐสุดยอด สรุปง่ายๆ จะต้องเป็นคนสูงสุดประเสริฐยอด เป็นที่น่าเคารพบูชายกย่อง ทำประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติจริงๆ เหมือนในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่างที่สุดยอด ในยุคนี้หาประเทศไหนเทียบยาก พูดได้อย่างนั้นจริงๆเลย แล้วพระองค์ก็ทรงงานมาตั้ง 70 ปี มีหลักฐานข้อมูลให้ศึกษาได้ เอาใจใส่พระทัยในประชาชน ใช้ศัพท์อย่างชาวบ้านเรียกว่า รับใช้ประชาชนชั้นหนึ่ง ตามฐานะของพระองค์ ท่านก็ทรงได้อย่างเหมาะสมสมณสารูป เหมาะสมทุกอย่างที่ควรจะทำ สู่แดนธรรม... พ่อท่านได้พูดว่า ความเป็นจิตวิญญาณต้องมีการสืบทอดจากสันตติวงศ์ ทำให้ฝ่ายต่อต้านสถาบันบอกว่า อย่างนี้ไม่เป็นการสืบทอดอำนาจหรือ

พ่อครูว่า... ได้ เอาคำว่า อำนาจมาขยายความ เป็นการสืบทอดอำนาจ และอำนาจนี้เป็นธรรมาธิปไตย ไม่ใช่เป็นอำนาจที่มีอัตตา อำนาจที่เห็นแก่ตัว แต่เป็นอำนาจของธรรมาธิปไตย คำว่าอธิปไตยแปลว่าอำนาจ เป็นอำนาจโดยธรรม เป็นอำนาจที่เป็นธรรมะประเสริฐสูงส่ง โดยความเป็นจริงนะ ไม่ใช่เอาพูดแต่เพียงภาษา เท่านั้น แต่เป็นพฤติกรรมจริง จิตวิญญาณมีภูมิปัญญาจริง มีคุณธรรมคุณวิเศษที่เป็น โลกุตรธรรม ถึงขั้นไม่มีตัวตน ถึงขั้นรับใช้ประชาชน ถึงขั้นซื่อสัตย์ ถึงขั้นมีสมรรถนะ ความสามารถในการที่จะทำงานให้กับประชาชน นี่เป็นเนื้อแท้ของประชาธิปไตย ถ้ามีคุณสมบัตินี้ สังคมนั้นดี สังคมนั้นสงบ สังคมนั้นอยู่เย็นเป็นสุข แน่นอน อย่างเมืองไทยเรานี่สูงสุด อาตมาพูดนี้น่าหมั่นไส้ ในโลกมีตั้ง 200 กว่าประเทศ และพูดอย่างนี้ ที่บางประเทศเขายกให้ประเทศไทย อยู่ในระดับ top ten เหมือนกันนะ เป็นประชาธิปไตย หรือว่าที่มีความเจริญ เป็นประเทศเล็กไม่ใหญ่นัก แต่ก็ไม่เล็กนัก เล็กกว่านี้ยังมีอีกเยอะ เขาก็จัดอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 10 แต่จริงๆแล้ว เขาไม่ได้รู้ละเอียดลออถึงโลกุตระที่แท้ ว่ามาจากต้นรากของจิตเป็นประธาน ว่ามีคุณสมบัติโลกุตรธรรม พระเจ้าแผ่นดินไทย ร.9 มีคุณสมบัติโลกุตรธรรมที่แท้ แต่เขาเข้าใจไม่ได้แต่เขาก็พอใจเขาก็ให้อยู่ เขาก็พอมองออก โลกียะ แต่ไม่สมบูรณ์แบบ เหมือนโลกุตระที่สมบูรณ์แบบ สู่แดนธรรม... พวกที่ต่อต้านกษัตริย์เขาจะยกย่องระบบประธานาธิบดี ที่พ่อท่านบอกว่าเอาใครมาก็ไม่รู้ เขาบอกว่า เป็นข้อดีที่ตัดทอนการสืบทอดอำนาจ 4 ปีจบไปแล้วก็เลือกตั้งใหม่ พ่อครูว่า...เพราะฉะนั้นคุณก็จะได้อำนาจจากใครก็ไม่รู้ พยายามหาวิธี แท็กติกต่างๆ สั่งสอนวิธีการที่จะมาเป็นใหญ่ คนนั้นก็มาเป็นอย่างที่เขาเป็น ซึ่งมันไม่มีคุณธรรม มันไม่มีการสืบทอดโดยสัจธรรม ไม่มีระบบระเบียบ ไม่มีกฎมณเฑียรบาล ไม่มีวิธีการศึกษา ซึ่งจะต้องทรงประพฤติอย่างนั้นจริงๆ จะต้องฝึกฝนอย่างนั้นมาจริงๆ เขาไม่มี จับแพะชนแกะ เรียกว่า จับหมาหลง คือเดินถือถุงเงินมาหว่านลงตรงนี้ แล้วก็ได้รับเลือกเป็นใหญ่ในที่นั้น นี่เขาเรียกว่า แดนหมาหลง เอาเสาไฟฟ้ามาก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น อย่างที่ทักษิณว่า ตอนนั้นคนเผลอๆก็ได้อย่างนั้น แต่แล้วอยู่ไม่ได้นาน เพราะพวกเราก็เข้าไปประท้วง ไล่ไปจนทั้งตระกูลเลย ตอนนี้เขาก็ยังดิ้นรนอยู่ เขายังไม่เชื่อว่า เขาหมดอำนาจแล้ว เป็นไปไม่ได้ เขายังไม่เชื่อ เขาไม่รู้หรอกว่า อำนาจของประชาชน ความรู้ของประชาชน เขาตื่นหมดแล้ว เขาก็หลงในหมู่คนที่ป้อยอ ที่ล้วงกระเป๋าเขาอยู่เท่านั้นแหละ และกิเลสของเขาที่เขายังไม่ยอมหยุด เขายังหวังลมๆแล้งๆว่าเขาจะได้ เพราะมันยังมีอะไรที่เป็นรูปเป็นรอย ตอนนี้ก็ฝากไว้ที่อุ๊งอิ๊ง แล้วก็ฝากไว้ที่คณะเพื่อไทยอะไรพวกนี้ เขาก็ยังว่าเขายังมีอิทธิพล มีอำนาจมีอะไรที่จะต้องได้ เขายังไม่ขาดใจตาย เขาจะเอาให้ได้ เพราะเขาบอกแล้วว่าเขาสะกดคำว่า แพ้ไม่เป็น เพราะฉะนั้น คนที่สะกดคำว่า แพ้ไม่เป็นนี่คือ คนที่โง่ไม่เสร็จโง่ Infinity โง่ eternity ตลอดกาลเลย เป็นอย่างนั้นจริงๆ อาตมาไม่ได้ใส่ความ

กลับมาขยายความที่สิกขมาตถามที่บอกว่า กษัตริย์นั้นคือจิตวิญญาณของสังคมประเทศ ประชาชนคือกายของสังคมประเทศ ในหนังสือ อธิบายต่อว่า กาย คือภาวะ 2 ที่ขาดภายนอก และขาดภายในอันคือจิตวิญญาณ ไม่ได้ หมายความว่ากายต้องมีจิตวิญญาณทั้งภายนอกภายในต้องมีจิตวิญญาณทั้งนั้นขาดไม่ได้ ถ้าขืนขาดจิตวิญญาณ ก็มีแต่ร่าง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... เขาเปรียบเทียบว่าประชาธิปไตยทุกวันนี้เหมือนกับกัปตันจะพาผู้โดยสารบินไป แต่กัปตันมาโม้ ว่าถ้านั่งเครื่องของผมบริการเต็มที่ จะได้นั่งชั้น 1 หมดทุกคน คนก็แห่กันไป โดยที่ไม่รู้ว่ากัปตันมีคุณสมบัติอย่างไร มีแต่คุยโม้ ว่าจะให้สิทธิพิเศษต่างๆนานา เหมือนประชาธิปไตยยุคนี้เป็นแบบนี้ พ่อครูว่า... มาเข้าสู่ ความละเอียดของคำว่า กาย กับ จิต มันทำให้งงตรงที่ คำว่า กาย มันยังมีความเข้าใจผิดตามที่เคยเชื่อ เคยถือ เคยยึดมาเก่าๆ ว่า กายนี่ มันคือหนึ่งเท่านั้น มันคือร่างภายนอกอย่างเดียว มันมาเป็นภาษาไทยสนิทสนมแล้วนะ คำว่ากาย ก็เลยงงกันอยู่ แต่ถ้าเข้าใจได้ว่า กาย นี้ ไม่ได้มีความเป็นหนึ่ง กายนี้เป็น คืองค์ประชุม ในพจนานุกรมไทยบาลีแทบทุกอัน แปลว่า หมวดหมู่ แปลว่าฝูง ไม่ได้แปลว่า 1 กายนี้มี 2 องค์ประชุมขึ้นไป หรือสังขารที่ปรุงแต่งร่วมกันจาก 2 ธาตุขึ้นไปโดยเฉพาะมีนามเป็นหลัก ซึ่งพระพุทธเจ้าก็จะลงไปเลยว่า ตถาคตเรียกกายนี้ว่า จิต มโน วิญญาณ ขนาดในภาษาไทยมีพยัญชนะ คำว่า กาย ที่เข้าใจผิดๆถูกๆกันมา จนกระทั่งอาตมาเอามาฟื้นเพื่อให้ถูกแท้ ในความเป็น 2 นี่แหละ ที่ไปเข้าใจว่าเป็น 1 มันผิด แค่นี้แหละ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ได้ คุณก็จะเริ่มรู้แล้วว่า อ๋อ.. ประชาธิปไตยขาเดียว หมายความว่ามีแต่ร่าง ไม่มีจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีจิตวิญญาณมันก็แข็งกระด้าง ไม่มีธาตุรู้ที่เป็นวิญญาณ โดยเฉพาะธาตุรู้ที่เป็นกุศล ที่เป็นธาตุประเสริฐ ที่เป็นความเมตตา ความเกื้อกูล ความช่วยเหลือ ความไม่เห็นแก่ตัว ความไม่มีตัวตน คุณไม่รู้เรื่องอะไร คุณไม่ได้ศึกษา พวกประชาธิปไตยขาเดียวไม่ได้ศึกษาหรอก แล้วเขาก็ดิ้นรนและเขาก็เป็นประชาธิปไตยขาเดียวนี้ไปเถอะ อาตมาให้ 500 ปีอย่างมาก ความรู้มันจะรู้ทั่วแล้วยิ่งทุกวันนี้มันเจริญทางความรู้ แต่คนมันมีกิเลสมันเป็นไปไม่ได้เท่านั้นเอง แต่โลกุตระนี้จะเจริญขึ้นไปอีก จนกว่าจะหมดยุค หมดกัปนี้ไป มาสรุปอีกทีว่า กษัตริย์ คือวิญญาณ คือจิต ส่วนประชาชนคือ คน คนนั้นมีกาย มีจิต เพราะฉะนั้น กษัตริย์คือจิต กษัตริย์มีจิต จึงมีหนึ่งเดียวกันกับประชาชนคือมีจิตร่วมกัน แล้วกษัตริย์ก็จะต้องเข้าใจเรื่อง 2 อย่างคือ กายกับจิต แล้วก็จะต้องพยายามจัดการให้เขามีชีวิตอยู่ คนที่ไม่มีความรู้ กายกับจิตเขาก็จะไม่สามัคคีกัน ไม่ลงกัน ก็ต้องพยายามให้เขาเข้าใจ ให้มันอยู่กันให้ได้ กายกับจิตนั้น อย่าแยกเป็น 2 เพราะแยกกันไปไม่ได้ กายกับจิตมันแยกกันไม่ได้ ภาวะรูปกับนาม หรือภาวะกาย จะแยกจิตกับร่างไม่ได้แยกภาวะ 2 ไม่ได้ แต่มาเป็นภาวะ 1 หมายความว่าสมังคี หมายความว่า รวมตัวกันลง ประชุมลงเป็นหนึ่ง เอกสโมสรณาภวันติ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 สน มันก็ประชุมกันระหว่าง 2 คือจิตกับกาย คุณต้องมีกายกับจิตแล้วประชุมลงไป เพราะฉะนั้นกษัตริย์คือกายกับจิต กษัตริย์คือมีกายกับจิตมีความรู้เรื่องกายกับจิต แล้วก็ประชาชนชัดๆก็คือ ประชาชนไม่มีความรู้เท่ากษัตริย์หรอก แต่กษัตริย์ต้องช่วยผู้ไม่รู้ เหมือนลูกเหมือนหลาน เขาไม่รู้ก็ต้องช่วย 1. ให้เขารู้ 2. ให้เขาเข้าใจตัวจริงแล้วเขาก็ทำได้ เพราะฉะนั้นกษัตริย์จึงต้องทำงานหนักมาก โลกมันจะมีอวิชชามันจะไม่รู้เยอะ แต่กษัตริย์นี้จะต้องทำให้ได้ กษัตริย์ ร.9 นี้ทำได้ ที่ดีมาก ที่ดีมากก็เพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มาตั้งแต่เกิดเมืองไทยมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แม้ว่าโลกุตรธรรมจะเสื่อมไป กษัตริย์ก็เป็นโพธิสัตว์ท่านก็มีความรู้ในเรื่องของความจริงที่เป็นโลกุตระมาแล้ว แถมอาตมาเข้ามาอีก เอาโลกุตระมาช่วยในยุคที่ ท่านก็ทรงพระชนม์ชีพอยู่ ท่านก็ได้รับความรู้ที่อาตมาสาธยายกระจายนี้ด้วยอยู่บ้าง มันก็เลยสมทบขึ้นมาได้ แล้วท่านก็เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ของพระองค์ อาตมาอยู่ในฐานะหมาหัวเน่าด้วย ในสังคม แต่ท่านเองท่านทรงรู้ท่านทรงเข้าใจ แล้วท่านก็รู้จักสังคมด้วยว่า ในบริบทสังคมยุคนี้ จะยกโพธิรักษ์ไม่ได้ ไม่ใช่อยู่ในกาละเทศะฐานะที่จะยกได้ ซึ่งอาตมาก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาไม่ได้เดือดร้อนก็ทำงานตามหน้าที่อาตมาได้ เพราะอาตมารู้ความนี้ยิ่งกว่ารู้ รู้สิ่งที่ในหลวงทรงรู้ อาตมาก็รู้ เพราะฉะนั้นจึงเห็นพระทัยท่าน ว่า ท่านต้องทนให้อาตมาทั้งพูด ทั้งทำ ท่านก็พยายามที่จะมาบ้าง ได้ตามมาบ้าง อย่างน้อยก็เอารแบบคนจนอย่างที่อาตมานำไป ส่วนรายละเอียดอันอื่นๆท่านไม่อยู่ในฐานะที่จะมาอธิบายธรรมะ ท่านก็พาประพฤติในชีวิตสามัญสามัญเท่านั้นเองเป็นใหญ่ ดำเนินไปในทางพฤติกรรมทางการยังชีพ แต่ว่าเรื่องธรรมะนั้นท่านก็ปล่อยให้อาตมาเป็นผู้ที่ดำเนินไป นี่เป็นสัจจะที่อาตมาพออธิบายได้ สรุปแล้วที่ข้องใจ ที่ สม.เทียนคำเพชร ข้องใจว่า กษัตริย์คือจิตหรือวิญญาณของสังคมประเทศ ประชาชนเป็นกายของสังคมประเทศ ประชาชนก็เป็นคนต้องมีกาย ก็ต้องมีจิตและร่าง คนเป็นจิตนิยาม มีธาตุรู้ที่ต้องรู้ ส่วนกษัตริย์นั้นต้องรู้มากกว่าประชาชน แล้วจะต้องให้ประชาชนเขาเข้าใจเรื่องของสภาพ 2 ที่เป็นหนึ่ง พยายามให้เข้าใจ ทั้งพระองค์ทรงเอง ทั้งพระองค์ให้ความรู้ อาตมาจะต้องหนักแน่การให้ความรู้เรื่องนี้มาก สู่แดนธรรม... ผมเพิ่งเห็นตามพ่อท่านที่ว่า ระบบการปกครองในโลกที่จะต้องมีกษัตริย์ร่วมกับประชาชน แบบนี้ยังไม่มีในโลก พ่อท่านเลยต้องมาสอนสิ่งนี้เป็นสิ่งแรก พ่อครูว่า... เป็นราชประชาสมาสัย สมณะเดินดิน... พ่อครูเน้นประเด็นนี้มายาวนาน ทศพิธราชธรรมเป็นหลักธรรมที่ใช้ปกครองประชาชน ที่พระมหากษัตริย์ใช้ พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าเป็นคนเหมือนเรา ท่านได้ตามศึกษาค้นคว้าความรู้ที่สุดยอดเท่าที่คนจะมีได้ ไม่รู้กี่ล้านชาติ สั่งสมกรรมวิบาก เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ศึกษาตามองค์ความรู้นี้ จนรู้เลยสรุปสุดยอด รู้แล้ว เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้แล้ว ว่าสุดยอดในความรู้คืออะไร คือเรื่องกายกับจิต และกายกับจิตมันแตกเหตุปัจจัย สังขารปรุงแต่งกันไป จนกระจายลงไปเป็นโลกทั้งโลก เช่น ดวงดาวดวงใดยังไม่มีสัตว์ โดยเฉพาะยังไม่มีคน ก็คือดวงดาวนั้นไม่ต้องพูดอะไร จนกว่าจะเป็นดวงดาวดวงใดที่มีสัตว์เจริญขึ้นเป็นคน ในดาวดวงนั้น จึงจะมีภูมิทางจิตวิญญาณที่พูดกันได้ กระนั้นก็ยังมีกรอบของ โลกุตระกับโลกียะ นี่แหละเป็นสุดยอดที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ โลกียะมีแต่เกิด ๆๆๆ แล้วค้างกันอยู่ที่นิรันดร ไม่มี 0 ไปจบอยู่ที่พระเจ้า แล้วก็ไม่รู้อะไรต่อ แต่ของพระพุทธเจ้า จะไปสูงสุดเป็นคนดีที่สุดเรียกว่าพระเจ้า เป็นความรู้สูงสุดประเสริฐสุดคือพระเจ้าก็โอเค ไม่ว่ากัน ได้ แต่จริงๆ จิตวิญญาณมันไม่ได้อยู่นิรันดร พระเจ้าไม่รู้จักตัวเอง พระเจ้าไม่รู้จักว่าจิตวิญญาณเป็นอนัตตา จริงๆมันเป็นแค่องค์ประกอบปรุงแต่งกันอยู่ สังขารกันอยู่เท่านั้นเอง ถ้ารู้จักพลังงานที่มันหยุดสังขาร ไม่ต้องไปปรุงแต่งกันเลย สลายยางเหนียวที่มันจับกันเป็นสังขารให้มันออกได้ พระพุทธเจ้าทำได้ ก็เลยแยกธาตุจิตวิญญาณที่เป็นยางเหนียวให้สลายไปหมด ไม่มีอะไรจะเป็นยางเหนียวให้สิ่งเหล่านี้จับตัวกันเลย มันก็เป็นดินน้ำไฟลม ภาษาคำพูดให้ฟังได้เท่านี้แล้วเป็นความจริงด้วย พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงอันนี้ได้จริง อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 รู้จักจุดนี้แล้ว และทำได้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่โลกที่ปรุงแต่งอย่างหยาบ มาเป็นตัวอย่าง จนกระทั่งถึงขั้นโลกในระดับจิต เข้าถึงจิตในจิต ขั้น รูปจิต อรูปจิต มาถึงขนาดนี้แล้ว อาตมาจึงมาพูดได้ละเอียดลออตามที่พูดนี้ ไม่ใช่เอาจากตำราไหนมา ตำราพระไตรปิฎกก็เป็นหลักฐานที่เข้าใจยาก อาตมาก็เอามาขยายความเป็นภาษาไทยให้เข้าใจได้ และพวกคุณก็เข้าใจได้เป็นภาษาไทยเป็นสภาวะไทย แล้วเอาไปปฏิบัติจนได้ตาม หากว่าอาตมาพูดแต่ภาษาบาลี ป่านนี้พวกคุณไม่ได้มามากเท่านี้หรอก ไม่ได้อะไรหรอก ก็จะไปเด่นทางภาษาบาลี แล้วก็ไปให้ปริญญา ไปให้ใบรับรองต่างๆ หากว่าไปเป็นภาษาบาลี แต่สภาวะจริงอย่างพวกคุณไม่เป็นแล้ว ไม่เกิดแล้ว อาตมาให้มาเกิดเป็นพยัญชนะเท่านั้นไว้อาศัย แต่ต้องเข้าใจ อาตมาก็มาอธิบายพยัญชนะที่เป็นบาลีไปหาสภาวะ ที่มันเป็นจริงอย่างไร สู่แดนธรรม... แสดงว่าใครเข้าถึงความจริงอย่างดีแล้ว เวลาอธิบายธรรมะก็ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาบาลี พูดภาษาของตัวเองได้ พ่อครูว่า... แต่ที่ต้องอ้างบาลีเพราะเขาถือว่าบาลีเป็นรากเหง้าของภาษาพระพุทธเจ้า จึงต้องอ้างอิงบ้าง ถ้าไม่อ้างอิงเลยไม่เอาอันนั้นมายืนยัน ว่ามันมาจากไหนเขาก็จะหาว่าพูดเอาเอง ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า สู่แดนธรรม... เขาฟังที่พ่อท่านพูดไม่เป็น พ่อครูว่า... นอกจากไม่เป็นแล้วเขาจะมีธาตุรู้ได้อย่างไร เพราะเขาไม่มีความรู้มาเก่าแล้วไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน บาลี เป็นภาษาของพระพุทธเจ้าก็ยืนยันว่า พระพุทธเจ้ายืนยันบาลี แต่โพธิรักษ์ไม่เอาเลย เอาแต่ตัวเอง เขาจะไปเชื่อน้ำหน้าอะไร สู่แดนธรรม... ผมคิดได้ว่า กายจะต้องประกอบด้วยจิตภายในภายนอกด้ว พูดแบบผม ก็จะบอกว่า กาย คือ ข้าวต้มมัดที่มีไส้กล้วยด้วย แต่ใครเห็นว่า กายคือ ข้าวต้มมัดที่ไม่มีไส้กล้วยก็ผิด ถ้าคนเข้าใจก็จะเห็นว่าผมพูดถูก พ่อครูว่า... มันตรงกับที่อาตมาอธิบาย สัจจะมีหนึ่งเดียว คุณจะอธิบายไปมุมไหน เหตุปัจจัยมายืนยัน สัจจะมันก็หนึ่งเดียว สุดท้ายมันจะมี 2 แล้วก็เหลือ 1 หนึ่งเดียว สุดท้ายมันจะมาหา 2 สุดท้ายคู่เอกเลยจะมี 2 รองแชมป์กับแชมป์ ตกลงรองแชมป์จะขึ้นเป็นแชมป์หรือยัง หรือว่ารองแชมป์จะอยู่แค่รอง ไม่ได้ขึ้นเป็นแชมป์สักที ก็เท่านั้นเอง สู่แดนธรรม... พระพุทธเจ้าตรัสถึง กาย ไม่ได้หมายถึงแค่กาย แต่ พระพุทธเจ้า ว่า กาย หมายถึงหมวดหมู่กองของจิต พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าบอกว่า กายคือ จิต มโน วิญญาณ แต่คนที่มีอวิชชา มันเข้าใจไม่ได้ ไม่มีภูมิที่จะเข้าใจก็เข้าใจไม่ได้ ไม่ได้ไปดูถูกเขานะ เขาไม่มีภูมิพอจะเข้าใจ ไปบังคับให้เข้าใจเขาก็เข้าใจไม่ได้ มันไม่รู้เข้าใจไม่ได้อยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น พวกคุณมาเข้าใจได้นี้ มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา มันวิสามัญ มาเข้าใจที่อาตมาพูดได้แล้วเกิดธรรมรส ฟังธรรมะที่อาตมาพูดนี่มันละเอียดลออ ลึกซึ้งเข้าไปหาสัจธรรม เข้าไปหาโลกุตรธรรมขั้นสูงๆๆๆ อันนี้เรื่องสัจจะจริงๆเลย เพราะฉะนั้นอาตมาถึงไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ได้กลัวอะไรเลย ว่าจะอยู่ในสังคมโลก มันจะเดินทางไปอีก ไปถึงกลียุค คนก็จะตามหาสุดยอดของความรู้ไปอีกเหมือนกัน คนจะตามหาเกี่ยวข้องศึกษาข้อมูลเขาก็จะปฏิบัติจะค่อยๆรู้ ว่าจริงๆแล้วโพธิรักษ์ อาตมาเกิดมาในยุคนี้เป็นไก่ตัวพี่จริงๆ เขาจะรู้ไหมว่า มีไก่ตัวที่ 2 ที่เป็น 1 ในยุคนี้ รู้ยอดใกล้พระพุทธเจ้าที่สูงสุด รองจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่มีใครรอง อย่างนี้เป็นต้น เขาจะเข้าใจว่า อ๋อ.. เมื่อนั้น เขาจะยอมรับอาตมา ถ้าเขามีอิทธิพลในสังคมเขาจะประกาศรับรองให้รางวัลไป แต่อาตมาก็ไม่ได้วุ่นวายในเรื่องเหล่านี้ เขาจะรับรองหรือไม่รับรองอะไร เพราะอาตมามั่นใจในสัจธรรมที่อาตมานำมาเปิดเผย นำมาสืบทอด เอาของพระพุทธเจ้ามาสืบทอด อาตมามั่นใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร ตกลง สม.เทียนคำเพชร พอเข้าใจพอรู้เรื่องหรือยัง ว่า ทำไมกษัตริย์ จึงเหมือนจิตวิญญาณ แล้วประชาชนจึงเหมือนกาย ก็เพราะประชาชนมีจำนวนเยอะมาก เป็นรูปหยาบ ก็เป็นกาย แต่เมื่อเป็นคนต้องมีจิตวิญญาณด้วย และมีรูปร่างด้วย เพราะฉะนั้นประชาชนจึงคือ กายกับจิตส่วนหยาบ กษัตริย์คือ กายกับจิตส่วนละเอียดสูง ในประเทศ อย่างนั้น ซ้อนเข้าไปในกษัตริย์ก็ต้องมีธรรมะโลกุตรธรรม ซ้อนเข้าไปอีก ทีนี้กษัตริย์ที่จะมีโลกุตระธรรมสูงขนาดไหน ก็เป็นเรื่องจริงของกษัตริย์ อย่างเช่นในหลวง ร.9 ท่านมี ชัดเจนไม่ใช่น้อย ท่านก็ทรงงานมาตั้ง 70 พรรษา สวรรคตไปแล้ว อาตมาก็ยังสืบทอดอันนี้อยู่ ไม่ได้นอกเหนือไปกว่ากัน แต่อาตมาได้เพิ่มความรู้โลกุตระละเอียดเข้าไปอีก พูดไปมากจะหาว่าไปละเมิด ในหลวงอีก ไม่ดี พอ 650902 กษัตริย์คือจิตประชาชนคือกายของประเทศ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน