ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีทุกข์เท่านั้น.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข1 กันยายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีทุกข์เท่านั้น _พ่อครูว่า... นี่ไม่ใช่เรื่องลอยลม ไม่ใช่พูดปากเปล่าไม่รู้ เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และทำได้ ผู้ที่มีหลักประกันในชีวิต จิตนิยามจิตวิญญาณเป็นอมตะบุคคล อมตะบุคคลคือ คุณจบแล้ว ได้วิมุติแล้ว ผ่านวิมุตแล้ว กิเลสหมดแล้ว ล้างได้เป็นอมตะคนก็คือ คนจะเกิดจะตายเองได้เลย จะตาย กายแตกทำเป็นดินน้ำไฟลมไปได้เลย จะยังไม่ทำกายแตก กายแตกตาย แต่ยังไม่ทำจิตวิญญาณเป็นดินน้ำไฟลมยังจะเวียนวน มาเกิดอีกเกิดอีก เพื่อศึกษาความสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้า หรือเพื่อศึกษาสืบทอดศาสนา พระพุทธเจ้า หรือทำงานให้แก่มนุษย์โลกอีก ไม่ใช่ข้อเสียหายสักอย่าง เพราะฉะนั้นหลักประกันต่างๆที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ทั้งหมดนี้ ครบ มีเกิดมีดับ มีเกิด มีเสื่อม มีดับ ทำให้เกิดก็ได้ ไม่ทำให้เกิด ก็ปล่อยมันก็เสื่อม หรือทำให้ดับเลยก็ได้ ดับ จนแยกธาตุ เลิกกันเลย ไม่ใช่นิรันดร ไม่ใช่ชีวิตนิรันดรอะไร เพราะฉะนั้นเป็นมนุษย์ที่รู้รอบทุกอย่างไม่ว่าจะโลกไม่ว่าจะเป็นอัตตา ทำลายโลกได้หมด ทำลายอัตตาได้หมดเลย ของตนเองนะ อย่าไปเที่ยวไปวุ่นวายทำลายโลกอื่นเขา อัตตาคนอื่นเขา.. ไม่.. เป็นของตัวเองทำตัวเองได้บริบูรณ์ แล้วก็อธิบายให้คนอื่นเขารู้ด้วย ใครอยากจะทำลายโลก ทำลายอัตตาของตัวเอง คุณก็เรียนรู้เอาแล้วทำได้ทำได้แต่คุณก็จบคุณจะอยู่หรือไม่อยู่ มันศีรษะคุณ แล้วศีรษะใครศีรษะมัน เป็นอมตะบุคคลแล้วจะปรินิพพานเป็นปริโยสานไป หรือไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็เป็นรากเหง้า เป็นมูลสูตร ข้อที่ 10 สุดท้าย จบทุกอย่างแล้วนะ เพราะฉะนั้นอาตมาอธิบายได้บอกได้อย่างนี้ ยืนยันว่า อาตมาเป็นพระอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ที่รู้รอบยิ่งกว่าอรหันต์ไปอีก รู้หลายโลก โลกนะไม่ใช่โรค รู้หลายโลกอีกๆๆ โลก อย่างนั้นอย่างนี้ ปรุงแต่งกันอย

อ่านต่อ

่างไร เป็นโพธิสัตว์ก็จะรู้โลกเพิ่มขึ้น เป็นอรหันต์ก็รู้อัตตาตัวเอง เป็นโลกของพระอรหันต์ โลกของอัตตา ตัวเองปรุงแต่งอยู่ แล้วก็เลิกโลกที่เป็นอัตตาตัวเอง เป็นพระอรหันต์หนึ่งเดียว เอาให้รอดก็เท่านั้นเอง อรหันต์กับโพธิสัตว์จึงต่างกันอย่างนี้ การศึกษาทุกอย่างพระพุทธเจ้าจึงไม่ศึกษาอื่นอีกแล้ว นี่สรุปอีก เกิดมาชาติสุดท้ายท่านเรียนจบทุกแขนงมหาวิทยาลัยในยุคของท่าน ท่านไม่เอาอย่างอื่น มาทำงานเหลืออย่างเดียว 45 พรรษาเสร็จท่านก็เลิกแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปหมดแล้ว เป็นชาติสุดท้ายแล้ว ท่านเป็นโพธิสัตว์เหมือน กับอาตมา มาทุกอย่าง แล้วยิ่งกว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 ระดับ 9 จนท่านทำงานเป็นพระพุทธเจ้าจนพอแล้ว เลิก สักที มันมีที่สิ้นสุดท่านก็สิ้นสุดไป เพราะฉะนั้นคนมาคิดเอาง่ายๆตื้นๆโดยติดโลก เขาบอกว่า จะหนีไปจากโลกทำไม ก็ไม่รู้โลกไม่รู้จักอัตตา เขาบอกว่า อยู่สิ มันเป็นสิ่งที่ดีก็อยู่กันไป แต่เขาไม่รู้จักความเบื่อหน่าย มันก็ซ้ำซากอยู่อย่างนี้เท่าไหร่เท่าไหร่ แล้วเขาก็รู้ที่จบ รู้การสลาย เขาก็ต้องมีที่จบที่สลาย แต่คุณคิดอย่างคุณที่ยังติดอยู่ในสุขนิยม เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนแม้แต่พระอรหันต์ก็รู้ ไปเรียกสมมติกันว่าเป็นสุข ที่จริงมันเป็นทุกข์ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป แต่คุณหลงความสุขเป็นความทุกข์เป็นความปรุงแต่ง 2 สิ่งที่มันปรุงแต่งกันอยู่ คุณไปหลอกว่ามันเป็นสุข ที่จริงมันเป็นทุกข์ คุณไม่รู้เทวะที่มันมีสิ่งปรุงแต่งมันเป็นทุกข์ คุณไม่รู้นึกว่ามันเป็นสุข เป็นภาษามันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่คนที่รู้แล้วว่าความสุข ความทุกข์ มันเป็นสมมุติทั้งคู่ มันเป็นมายาหลอกคน คุณยึดข้างไหนคุณก็เป็นอย่างนั้น คุณไปยึดข้างไหน ก็รู้ว่าโลกมันเป็น 2 มีสุขกับทุกข์ ก็ไม่ต้องไปวุ่นวายในสุขไม่ทุกข์ มันเกิดจากการปรุงแต่ง ผู้ที่รู้แล้วอยู่เหนือมันจริง ก็เลิกได้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... มีคนคิดว่าให้พระพุทธเจ้าไม่สลายไปไหน อยู่ต่ออีก 1 สมัย ผมคิดว่าไม่เป็นฐานะที่จะเป็นได้เพราะว่ามันจะกลายเป็นการผูกขาด ท่านเป็นตัวอย่างให้รู้ว่า ความ เป็นเลิศของท่าน มีความจบ ถ้าไม่มีความจบก็เป็นเทวนิยมแบบพระเจ้าไปอีก ซึ่งไม่ใช่ศาสนาแบบพระองค์ พ่อครูว่า... ใช่ ผู้ที่ยังเป็นเทวนิยมอยู่คือผู้ยังมีเทวะ หลงว่าเทวะเป็นยอดเลิศ เป็นหนึ่งเป็นไม่มีสูญ นิรันดร คุณหลงอยู่ยังงั้นก็ต้องอยู่อย่างนั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านรู้ยิ่งกว่านั้นว่าจะอยู่อย่างนั้นก็อยู่ได้ ถ้าอยู่ไปแล้วมันก็รู้จักความเบื่อหน่ายคลาย มันก็มีทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป คุณจะวนเวียนทำไปอีกกี่ล้านล้านล้านๆชาติ คุณก็วนเวียนอยู่กับทุกข์กับสุข 2 ตัวนี้ รักกับชัง ทุกข์กับสุข วิบาก แล้วก็ใช้หนี้วิบากวนเวียน วิบากน้อยวิบากมาก ไล่ตามขั้นอภิภายตนะ 8 ทุกมุม ทุกเหลี่ยม ทุกนัยยะ ทุกประเด็น ทุกมิติ ก็เท่านั้นเอง สู่แดนธรรม... สิ่งต่างๆที่พระพุทธเจ้าหรือโพธิสัตว์ทำกุศล เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่รู้กี่ล้านเรื่อง ในที่สุดแล้ว ท่านก็ไม่ได้คิดว่าเป็นของท่านสักเรื่อง เหมือนกับไม่เคยทำมา แต่ก็ทำมา พ่อครูว่า... เป็นสิ่งอาศัย ใช่เคยทำมาแต่ไม่ต้องไปจดไปจำไม่ต้องไปยึดติดว่าเป็นของเรา แต่ที่เคยทำมาทั้งนั้น จะเคยมาทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกินที่คนจะคิด เรียกว่า อจินไตย กรรมวิบากของมนุษย์ที่เกิดมาไม่รู้กี่ชาติ กี่ชาติ เราจิ้มนิ้วลงไป ณ ที่ใด ไม่มี ณ ที่ใดเลยที่เราไม่เคยเกิด คุณคิดดูสิ ว่าท่านพูดเกินไปหรือเปล่า ในโลกยุคนี้ แค่เม็ดกรวดเม็ดทรายก็เล็กน้อยแล้ว แล้วบอกว่าเคยเกิดอย่างนั้นจะไปนับหวาดไหว อย่างไร เพราะฉะนั้น การเกิดการตายของ ชีวะ ของสรีระสัตว์โลก อย่าไปคิดเลย สร้างหลักประกันอย่างที่อาตมาได้สรุปหลายทีแล้วว่า สร้างหลักประกันเอาไว้ให้ได้ หลักประกันของชีวะ ถ้าจะอยู่ หลักประกันสุดท้ายเมื่อคุณจะไม่อยู่ คุณก็แยกสลายธาตุ ถ้าจิตนิยามของคุณเป็นอื่นไปเลย มันจบไปเลยมันเลิกเลย มันไม่เหลืออะไรที่จะพูดกันอีกแล้ว สำหรับผู้ที่เข้าใจ ส่วนคนที่พูดกันอย่างไรอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เพราะว่าจิตของเขายังเป็นนิรันดรอยู่ เขาบอกว่า ก็ไม่ได้เหนือกว่าพระเจ้า เป็นธาตุจิตธาตุวิญญาณอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้ที่สร้างทุกอย่าง คุณก็ไปยึดติดภาษา ยึดติดสภาวะ สร้างทุกอย่าง ผู้ที่สร้างให้มีแบบอนันตัง นิรันดรเลย มันไม่มีหมด ไม่มีหยุด ไม่มีจบ คุณก็หัวทิ่มหัวตำกับสิ่งนั้นไป ก็เรื่องของคุณน่ะ แต่อันนี้เรารู้อันนั้นด้วย เราไม่เอาที่อยู่กันแบบหัวทิ่มหัวตำ อยู่กระทั่งวนเวียน มันก็ซ้ำซากวนเวียนอยู่อย่างนั้น ไม่ดีก็ชั่ว ไม่ต่ำก็สูงอยู่อย่างนั้น แค่นั้น ไม่สุขก็ทุกข์อยู่อย่างนั้น สุดท้ายเป็นโลกุตระ สุขทุกข์ เพราะฉะนั้น การมาเรียนรู้สุข เรียนรู้ทุกข์นี่แหละ จึงจะเป็นการจบ อาการของเวทนา ความรู้สึกของจิตนิยาม เพราะฉะนั้น เทวนิยมไม่รู้จักเวทนา ไม่รู้จักความรู้สึก สู่แดนธรรม... เขาก็พอรู้อยู่นะครับ พ่อครูว่า... เขาไม่ได้รู้หรอก เขาเป็นพวกนกไม่รู้ฟ้าปลาไม่รู้น้ำ เขาเป็นอยู่แต่เขาไม่รู้ว่าเขาเป็น ไม่ใช่ว่าเขารู้แต่เขาไม่รู้ เขาเป็นนกไม่เห็นฟ้า เป็นปลาไม่เห็นน้ำ นกไม่รู้ฟ้า ปลาไม่รู้น้ำ เขามี เขาเป็น แต่เขาไม่มี เขาไม่เป็น เขาไม่รู้ ไม่ใช่ เขาไม่มีเขาไม่เป็นไม่ได้ เขาก็ไม่รู้ความมีความเป็นนั้นๆ เพราะฉะนั้นการรู้ที่เรียนรู้ทั้งๆนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นดินน้ำไฟลม ไม่ว่าจะเป็นพืช ไม่ว่าจะเป็นจิตนิยาม พระพุทธเจ้า ท่านรู้ทุกอย่าง สุดท้ายทำ จิตนิยามให้หมดจบไปเลยหรือจะไว้อาศัยต่อไปก็ได้หมด อาตมาว่า ได้อาศัยพยัญชนะภาษาพูดสู่ฟัง แบบไทยๆ อาศัยพระบาลี มาขยายความอีก 650829 อรหันต์คือราชาแห่งแผ่นดินที่ไร้โจร รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 52

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน