ความมีและความไม่มีที่รวมเป็นหนึ่งจึงพ้นอวิชชา.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความมีและความไม่มีที่รวมเป็นหนึ่งจึงพ้นอวิชชา พ่อครูว่า... SMS วันที่ 2-4 กันยายน 2565 _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกได้ฟังเรื่องที่มีคนมาถามพ่อครูถึงบุคคล 9 ระดับที่พ่อครูสอนนั้นโดยเบื้องต้นเขาได้"กำหนดให้" พ่อครูเป็นผู้สอนแบบคิดขึ้นมาเอง แล้วเขาก็ถามว่า อย่างนี้จะเป็นการสอนโดยการบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไว้ ได้หรือไม่ พ่อครูตอบว่า ได้ แล้วพ่อครูก็อธิบายว่า (1)พ่อครูสอนตามที่พระพุทธเจ้าได้อนุญาตให้สอนธรรมได้ด้วยภาษาท้องถิ่นตามยุคสมัยนั้นๆ พ่อครูว่า... คุณสว่างแสง ก็เป็นคนที่เข้าใจสภาวธรรมกับภาษาหรือพยัญชนะดีพอได้เลยเนาะ เข้าใจสภาวะแยกกันออกได้ดี ว่าอาตมาหมายถึงอะไร มันก็มี 2 อย่างนี่แหละที่จะพึงสื่อให้รู้กัน ในโลกมนุษย์ คือสภาวะกับภาษาหรือคำพูดพยัญชนะ สื่อกัน 2 อย่างนี้แหละ ถ้าไม่สับสน ลงตัวกันว่าพยัญชนะภาษา กับสภาวธรรมจริงๆแล้วมันอันเดียวกัน ในที่สุด ตั้งแต่พยัญชนะความมีกับความไม่มี แล้วมันมีคืออะไร ไม่มีคืออะไร มันรวมลงเป็นหนึ่งแล้วมันก็ไม่มีหรอก มันก็รวมกันเป็นสังขารวิญญาณนามรูปอายตนะ ผัสสะ เวทนาตัณหาอุปาทาน ภพ ชาติ เท่านั้นเอง แล้วจมใน โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ มีอยู่เท่านี้ ถ้าเข้าใจปฏิจจสมุปบาททั้งหมด ก็จบ เพราะฉะนั้น ความไม่รู้พระพุทธเจ้าท่านตรัสสรุปไว้ในพระไตรปิฎก อวิชชา 8 ๑. ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) ๒. ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) ๓. ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) ๔. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ ๘) ๕. ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง ๖. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง ๗. ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้ส
อ่านต่อ
ิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . ๘. ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) (พตปฎ. ล.๓๔ ข.๖๙๑ ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) พ่อครูว่า... การเกี่ยวเนื่องอยู่กับธาตุ 2 ธาตุก็คือพระเจ้าแต่พระเจ้าไม่รู้ตัวเอง พระเจ้านึกว่าเป็นหนึ่ง นึกว่าตัวเป็นนิรันดร ตีไม่แตกแยกไม่ได้และเป็นผู้สร้างทุกอย่างด้วย พระเจ้าจึงหมดความฉลาด เพราะท่านฉลาดสูงสุดหมดความฉลาดแล้ว ผู้ที่หมดสิ้นความฉลาดแล้วคือผู้ที่รู้จักความ ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างขึ้นไปทุกอย่างไม่แน่นอน ทุกอย่างคืออดีต ปัจจุบัน อนาคตกับสิ่งที่เป็นไปตามกาละ ของอดีต ปัจจุบัน อนาคต ซึ่งไม่ได้อยู่คงเดิม ไม่ได้เป็นไปตามเดิม โลกมันหมุนอยู่ จักรวาลมันเคลื่อนที่อยู่ ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างมีอยู่ 2 ทิศทาง ปรุงแต่งขึ้นใหม่กับเสื่อมไป ปัจจุบันเป็นจุดนิดนึงของสิ่งที่จะยึดไว้ให้มันมีอยู่ แต่หลายอย่างที่มันยึดกันอยู่ไว้ บางทีก็เป็นแสนปีแสง มันทรงอยู่กว่ามันจะเป็นรูปจนกระทั่งเห็นว่ามันเปลี่ยน บางทีเป็นล้านปีแสง บางอย่างแวบเดียว คุณเห็นไม่ทันเห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เร็วยิ่งกว่าวินาที มันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คุณเห็นมันไม่ทันหรอก เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้อะไรทั้งโลก ที่เป็นล้านปีแสงที่ไม่เปลี่ยนแปลง หรือแป๊บเดียวก็เป็นต่อไม่ต้องไปตามรู้ ให้ตามรู้ธาตุรู้ที่เป็นจิตวิญญาณของเรา ว่าจะไปโง่กับมันทำไม คุณรู้กับสิ่งที่อยู่เป็นปัจจุบันมีชีวิตคือรวมเป็นชีวิตประเสริฐ ถ้าคุณมีชีวิตอยู่ 1. คุณไม่ทำชั่วคุณทำดีตาม สมมุติโลกเขา ดีชั่วเป็นสมมุติ 2. รู้ความสุข รู้ความทุกข์แล้วอยู่เหนือความสุขความทุกข์ก็ได้ ชีวิตจบแล้ว คุณจะรู้สูงกว่านั้นก็คือคุณสลายอัตตา เลิกรู้ไปเลยได้ นี่คือความรู้จบของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรที่จะต้องรู้เกินกว่านี้อีกแล้ว นี่คือ ความรู้จบของพระพุทธเจ้า สรุปแล้วความรู้ของพระพุทธเจ้าถ้าคุณมีได้จบจริงแล้ว คุณจะอยู่ก็ได้ จะมีชีวิตอยู่ก็ได้ จะเป็นคนดีเป็นคนประเสริฐจะเป็นคนมีประโยชน์ก็ได้ แต่คุณโง่เอง ไม่รู้จักว่าประโยชน์คืออะไรในชีวิตที่จะทำกับมนุษยชาติ คุณทำกับมนุษยชาติกับสัตว์โลกกับดินน้ำไฟลม เป็นประโยชน์ต่อดินน้ำไฟลมเป็นประโยชน์ต่อสัตว์โลกทั้งหลาย เป็นประโยชน์ต่อพืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ คุณมีปัญญาคุณรู้แล้วทำได้ไหมล่ะ คุณเป็นคนประเสริฐแล้วในโลกถ้าจะมีชีวิตอยู่ เป็นโลกียะธรรมดา ถ้าอย่างเป็นโลกุตระก็รู้จักสุขจักทุกข์ รู้จักความเป็นธาตุรู้กับความแยกธาตุรู้เป็นดินน้ำไฟลม 1นี่คือความรู้ของพระพุทธเจ้า เรื่องความดีความชั่วก็รู้ด้วยตามสมมุติซึ่งไม่เท่ากันไม่เหมือนกัน สมมุติไม่เหมือนกันหรอก สังคมแต่ละกลุ่มก็สมมุติต่างกันไป ไม่เหมือนกัน และแสวงหาความรู้อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นสรุปรวมแล้วพระพุทธเจ้าเป็นคนเหมือนกันกับทุกคน แล้วท่านเกิดแล้วตายตายแล้วเกิด แสวงหาความรู้แสวงหาประโยชน์ ในสิ่งที่วนเวียน อยู่ใน กรรมกับกาละ จนรู้สูงสุดเลยว่า ถ้าจะอยู่ก็เป็นมนุษย์แสนประเสริฐ แสนดีที่สุด เป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษเลย และไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ จะอยู่นานเท่าไหร่ก็ตามแต่สมัครใจ และ สลายตัวเป็นศูนย์เลย ไม่มีตัวเองอีกแล้วในจักรวาล ในกาละอีกเลยก็ได้ด้วย จึงเป็นความรู้ที่จบที่สุด จบกิจ ไรม่มีอะไรที่จะรู้อีกแล้วในมหาจักวาล เพราะฉะนั้นสลายตัวเองเป็นดินน้ำไฟลมแล้วไม่ต้องเป็นธาตุรู้ เป็นสสารวัตถุไป นี่สุดยอดแล้ว ในความเป็นมนุษย์ในความจิตวิญญาณ ในความเป็นพระเจ้า ความเป็นอัตตา ถ้ารู้ตามที่อาตมาพูดนี้ก็รู้จบแล้ว 650905 ประโยชน์อันสูงสุดจากศาสนาที่มนุษย์พึงได้ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 53