สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คืออย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คืออย่างไร พ่อครูว่า... มีพลังงานปัญญาเผากิเลส ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วรู้ทุกอย่างด้วย ตาเปิด ทุกอย่างมันเป็นอำนาจโดยธรรม เป็นธรรมาธิปไตยที่สุดยอด คำว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ประโยคนี้มันไม่ใช่ประโยคธรรมดาที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะคนมันผิดเพี้ยนไปไกล ไกลตั้งแต่คำว่ากาย 2 ไปนั่งหลับตา ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย หลับตาไม่มีทางได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายเลย เพราะไม่มีภายนอก กายมันต้องมีภายนอก ต่อให้มีภายในอย่างไรก็ต้องมีภายนอกอีกทีหนึ่ง กายไม่เคยทิ้งภายนอก คุณเป็นโสดาบันก็ทำลายกิเลสได้แล้ว ก็ยังเปิดตาหูจมูกลิ้นกายรู้อันนี้อยู่ เป็นสกิทาคามี คุณก็ฆ่ากิเลสในจิตต่อไปอีก กิเลสที่หยาบและละเอียดขึ้นไปอีก ก็ถูกฆ่าอีก คุณก็ยังลืมตาอยู่กับสิ่งนี้อยู่ อยู่เหนือมัน เรียกว่าโลกุตระ เป็นอุตตระ อนาคามีก็เหมือนกัน ฆ่ากิเลส ละเอียดภายนอกหมดเหลือแต่ภายในของตนเองไม่เกี่ยวกับของคนอื่นแล้ว ก็ยังลืมตาอยู่ตรงนี้แหละ เป็นอรหันต์ก็ตาม ยิ่งเป็นโพธิสัตว์ ยิ่งเป็นอภิภู ยิ่งมีรูปภายนอก และนามภายใน เป็นคู่แรกเลย ตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้น พลาดความรับรู้จากทวารนอกไม่ได้ ผู้รู้ต้องมีภายนอกเป็นพื้นฐาน แล้วคุณจะรู้รายละเอียดภายในเข้าไปเรื่อยๆ จนสุดจบ ไม่ได้ทิ้งภายนอกนี้เลย เพราะฉะนั้น การหลับตาปฏิบัติแล้วบอกว่า ไปหลงว่าบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์นั้น มัน นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย เป็นกายเก๊ กายหลอก สร้างลมๆแล้งๆขึ้นมาเอง แต่คุณโมเมว่า มีกายแล้ว คุณก็สรุปว่าเป็นรูปธรรม นามธรรม แล้วก็บอกว่าสิ่งที่ถูกรู้ว่าเป็นรูป เอาตัวรู้เป็นนาม จากจิตของคุณเองไม่มีภายนอกเลย เป็นสัมภเวสี เป็นจิตล่องลอย ไม่ได้มีตาหูจมูกลิ้นกายไม่มีที่ตั้ง ที่ตั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีที่ตั้งของการอยู่กั
อ่านต่อ
บโลกเขา คุณไม่ได้อยู่ในโลก คุณอยู่ในภพอัตตา อยู่ในจิตในจิตของคุณเท่านั้น คุณตัดภายนอกเลย พูดสักเท่าไหร่พวกที่หลับตาจึงจะฉุกคิดว่า เขาเป็นโมฆะบุรุษแท้ๆเลย ที่ทำไปนี้เป็นการสูญเปล่าจะทำไปอีกกี่นานชาติ อีกกี่ชาติมันก็ไม่ได้ พวกหลับตาเอ้ย ถ้าอาตมาได้พวกหลับตานี้ให้ตื่นขึ้นมา อาตมายิ่งกว่าพระพุทธเจ้าได้ชฏิล 3 พี่น้องมาชุดแรก พรึ่บๆๆเลย สู่แดนธรรม... พ่อท่านพูดอย่างนี้ เขาก็เลยไม่อยากมาเพราะไม่อยากเป็น ลูกน้องพ่อท่าน พ่อครูว่า... ถ้าเขากลัวอยู่แล้วเขาก็ไม่เชื่อว่าอาตมาสูงกว่าเขา เพราะฉะนั้นเขาไม่มาหรอก คุณไม่ต้องพูดหรอก แต่ถ้ามาเขาต้องเชื่อแล้วว่าองค์นี้ต้องเหนือกว่าเรา ชฏิล ทั้ง 3 พี่น้อง เขารู้ว่าเขาไม่ได้เหนือกว่าพระพุทธเจ้า เขาถึงมา สู่แดนธรรม... ทั้งที่พ่อท่านบอกว่า ต่อให้คุณเจริญได้ตามนี้ คุณก็ไม่ต้องคิดหรอกว่าเป็นเพราะอาตมา พ่อครูว่า... ใช่ ไม่ต้องไปบอก ไม่ต้องไปพูดว่าได้มาจากอาตมา ไม่ต้อง คุณเจริญไปเถอะ ไม่ว่าอะไรเลย เพราะฉะนั้น ใบแพร เขาได้รู้เข้าใจแม่นเป้าตรงประเด็นขึ้นมา ดี แม้จะเข้าใจตามที่เขียนมาในพยัญชนะนี้ ก็แสดงว่า เรารู้ความลึกซึ้งเข้าไปอีก มันก็จะได้ประโยชน์ มีพยัญชนะ คำว่า 1.สัมผัส 2. คำว่า วิโมกข์ 3. คำว่า วิโมกข์ 8 4. คำว่า กาย สัมผัส คุณต้องมีการสัมผัส โดยเฉพาะสัมผัสต้องมีภายนอกด้วย ต้องสัมผัสอย่างเปิดเผยทั้งหมดไม่มีอะไรลึกลับ คุณจะมีธาตุรู้ สามารถจะรู้ภายนอกได้มาก ได้ไกลได้เยอะเท่าไหร่แล้วแต่บุคคล ที่จะเก่งที่จะสามารถ ก็ต้องรู้ตามที่เรามีจริง สัมผัส วิโมกข์ แปลว่า ความหลุดพ้น หลุดพ้นจากกิเลส กิเลสหลุดพ้นไปจากเรา เราหลุดพ้นไปจากกิเลส มันขาดจากกันไปจากเราแล้ว แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ขยายความ มันขาดจากกันไป 8 หลัก จึงเรียกว่าวิโมกข์ 8 แล้ว วิโมกข์ 8 หลักนี้ ศึกษาด้วยกาย สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย กายคือ จับมาทีละ 2 กายไม่ได้หมายความว่าเทวะอย่างเดียว เทวะมันแปลว่า สอง ไม่ได้เพิ่มกว่านั้น แต่กาย มันหมายถึง 2 และ 3 4 5 6 7 ไปอีกได้เยอะแยะเลย คือองค์ประชุม หมู่ กอง ฝูง กายนี่ไม่ได้มีแค่ 2 เหมือน เทฺว เพราะฉะนั้นคำว่า “เทฺว”กับ “กาย”ต่างกันตรงนี้ ผู้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายต้องชัดเจนว่า กาย ต้องเทียบกันที่ 2 ตั้งแต่รูปกับนาม ภายนอกภายใน รูป อรูป ปริตตัง อัปปมาณาภา สุพรรณะ ทุพรรณะ หรือละเอียดไปอีก จนกระทั่งไม่มีภาษาจะละเอียด ท่านก็เอาสีมา สีเขียวต่างๆกัน เปรียบคู่ที่มีนัยยะต่างกัน ไม่ว่าจะเชิงสีเขียว สีแดง สีเหลืองที่อ่อนบางลงแล้ว ที่จะเทียบกัน ยิ่งบางยิ่งยาก มันเทียบยากกว่าเขียวแดง ยิ่งไปขาว เทียบความต่างกันระหว่างสีขาว เทียบกันไป 8 คู่ 10 คู่ 20 คู่ ขาวเนี่ย นั่นคือ ที่พระพุทธเจ้าท่านสามารถเอาพยัญชนะมาใช้ ชี้สภาวะ ว่า คนสามารถมีธาตุรู้หรือปัญญาญาณที่ละเอียดลออ สุดท้ายรู้อะไร รู้ความแตกต่าง ระหว่าง 2 สุดยอดเลย คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) สุดยอด เพราะฉะนั้น สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วย กาย นี้เป็นข้อยืนยัน ในบุคคล 7 สัทธานุสารี ธัมมานุสารี ยังไม่กระเตื้อง ยังไม่รู้เรื่องพวกนี้ พยายามจะตามหาสัมมาทิฏฐิ เพียงแต่ว่าต่างกันคนละตระกูล คนละสาย ศรัทธาจริตกับพุทธิจริต พอตามหาแล้ว ฝ่ายสัทธาจริตจะไปจมอยู่ที่สัทธาวิมุติ ซึ่งสัทธาวิมุตินี้มันเป็นไปได้ทั้งมิจฉาวิมุตติและสัมมาวิมุตติ แต่เพราะตนเอง มีปฏิภาณปัญญาความเฉลียวฉลาดที่จะไปรู้โลกุตระ มีน้อยกว่าจริงๆในสายศรัทธา จึงไปหลงงมงาย ผิด เพราะโลกครอบงำว่า สัทธาวิมุติคือไปนั่งสะกดจิตหลับตาแล้วไปดับอยู่ตรงนั้น ดับนิ่ง แล้วนึกว่าเป็นนิพพาน นิโรธ หรือบางทีก็เรียกว่า วิมุติ สัทธาวิมุติ ว่าหลุดพ้นโลกแล้ว คือ ดับ ดับอะไร ดับสัญญาตัวเอง ดับความรอบรู้ที่จะกำหนดรู้ตัวเอง หรือดับเวทนาตนเอง ธาตุรู้ 2 ตัวแรกนี้ มันก็เริ่มต้นที่จะมีธาตุรู้ 2 ตัวนี้ ถ้าดับมันไปอันอื่นก็ดับหมด แต่มันไม่ได้ดับเวทนา ไม่ได้ ดับสัญญานะ คุณกดมันเอาไว้เท่านั้น คุณไม่ได้สลายเวทนา คุณไม่ได้สลายสัญญา มันเป็นแต่เพียงสังขารที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็อยู่กันด้วย อยะ คำว่า อยะ แปลว่า ยางเหนียว ยางที่จะให้จับตัวกัน อะ คือไม่มี ยะ คือเริ่มต้น ตัวแรกของเศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อ ย คือ พยัญชนะตัวเล็กละเอียดที่เริ่มต้นที่จะมี เล็กละเอียดยิ่งกว่า ก พยัญชนะพวกนั้น จะหยาบกว่าเศษวรรคทั้งนั้น แล้ว เศษวรรคตัวแรกคือ ย ไม่มีแต่เอามาจับเป็นคู่กัน อยะ ไม่จับกันไม่ได้นะ เอ็งต้องจับกัน สู่แดนธรรม... อยะ เขาไปแปลว่า แม่เหล็ก พ่อครูว่า... จะแปลว่าแม่เหล็กก็ได้ ยางเหนียวก็ได้ จับกันก็ได้ โดยมีปัญญา หรือว่าเราให้มันจับกัน แต่แท้จริงมันไม่มีอะไร อ มันก็ไม่มี ย ก็สมมุติขึ้นมาเท่านั้นเอง มันไม่มี แต่มันมี เริ่มต้นสังขารจับกันและปรุงแต่งกันไป ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ แต่แท้จริงมันอนัตตา แท้จริงมันไม่มีตัวตน ไม่มีอะไร มันเป็นสังขาร เพราะฉะนั้น อวิชชา ไม่รู้จักสังขาร นี่แหละเป็นประเด็นใหญ่ พอเริ่มต้นมาเรียนรู้สังขาร ก็จะเริ่มรู้ ตั้งแต่ธาตุ 2 สังขาร 2 หน่วย คือ เวทนากับสัญญา เวทนากับสัญญา 2 หน่วยนี้ทำงานมาเป็นสังขาร ปรุงแต่งกันอยู่เป็นตัวที่ 3 ก็คือ 2 ถ้าเวทนาเป็นรูป สัญญาก็เป็นตัวนามที่กำหนดรู้ รูป เวทนาคือธาตุรู้ ความรู้สึก อารมณ์ จนกระทั่งถึงอารมณ์โลกีย์ ไปหมดเลย หรือความรู้สึก ที่เป็นรูปรสกลิ่นเสียงแล้วไปชอบกับชัง เป็นเรื่องผิดทั้งคู่ ชอบก็ผิด ชังก็ผิด ความรู้มันก็สักแต่ว่ารู้สิ จะไปผลักไปดูด ไปชอบไปชังทำไม รู้ว่านี้คืออันนี้ อันนี้คือความรู้สึก อ้อ.. เท่านั้นเองจบ ความรู้สึกอะไร รู้สึกหรือความรู้ที่รู้สิ่งที่เป็นจริง ตามความเป็นจริง นี่ใช้พยัญชนะมาอธิบายสภาวะละเอียดไปเรื่อยๆ ตอนนี้กำลังอธิบายสิ่ง 2 ที่แยกสิ่ง 2 ให้ฟังว่า มันเกือบจะไม่มีอะไรแล้ว มันบางเบา มันเล็ก มันละเอียดเรียกว่า ลหุตา แล้วมันก็รวมตัวกันอยู่เป็น มุทุ เสร็จแล้วก็ออกบทบาทเป็นกรรม ที่ควบคุมด้วยอัญญา เรียกว่า กัมมัญญา เท่านั้น มันก็อยู่ด้วย ลหุตา มุทุตากัมมัญญา จนปรุงแต่งออกมา กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อีกที นี่คือ รูป 5 ลักขณรูป กาละคือ บทบาทการทำงาน วิ คือความละเอียดสุดยอดแล้ว ไม่มีก็ได้หรือมีอย่างสุดยอด ความหมาย 2 อย่าง สูงสุด รู้สุดกับโง่สุด ดีสุดกับแย่สุด วิ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องให้รู้สุด ดีที่สุด ให้ได้ ไม่ดีอย่าให้มี เป็นอันขาด อย่างนี้เป็นต้น คุณรู้จักสังขารที่เรียกว่าอภิสังขาร ก็เริ่มรู้ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปคือ ตัวจริงกับตัวกิเลสปรุงแต่งกันอยู่ รูปมันเป็นเช่นนี้ รู้จักความจริงตามความเป็นจริงจบ แต่คุณก็จะบอกว่าอย่างนี้ชอบอย่างนี้ไม่ชอบ อ้าว ๆๆ มันมี 2 แล้ว ก็รู้ตัว 2 ให้ได้ทำให้เป็น 1 ให้ได้ เอกสโมสรณาให้ได้ เอาความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น ถ้าคุณยังออกไม่ได้มันก็มีกิเลสปรุงแต่งต่อไปอีกก็แย่ไปเลย เพราะฉะนั้นต้องเลือกไอ้ตัวไม่จริงตั้งแต่ หยาบ อภิสังขารขั้นต้นเรียกว่า ปุญญาภิสังขาร เพชฌฆาตที่จะฆ่ากิเลสตั้งแต่เป็นฌานมา บุญตัวสุดท้าย เป็นมือดาบสุดท้าย จะเรียกว่ามือที่ 4 หรือมีที่ 5 ก็ได้ ฌาน 1 2 3 4 เป็นมือดาบเพชรฆาต ฟันมาเรื่อยๆ มาถึงมือบุญเมื่อไหร่ ตายแน่ๆกิเลสไม่เหลือ ตายเด็ดขาด เผด็จศึกจริงๆ ไม่มีรอด ดีไม่ดีตายตั้งแต่ ฌาน 4 บุญซัดมาอีกที ฟันศพเลย
มาขยาย ปฏิจจสมุปบาท เมื่อเป็นปุญญาภิสังขาร ที่เป็นอภิสังขารข้อที่ 1 แค่ อภิสังขาร 3 พยัญชนะ ก็ชัดเจน ซึ่งเขาเข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆ เพราะคุณยังมีคู่ พอไม่ใช่บุญคุณก็ว่าเป็นบาป พอว่า อปุญญะ คุณก็ว่าเป็นบาป ผู้ที่ไม่เข้าใจสภาวะก็จะวนเวียน บุญ ไม่มีวนเวียน บุญ เป็นมือสุดท้าย ทำงานเสร็จก็หายไปเลย เป็นมือเพชฌฆาต มือสุดท้ายของ ฌาน ฌาน 4 ฆ่ามา ถือว่าเป็นอุเบกขา สะอาดแล้ว บริสุทธิ์แล้วจากกิเลส บุญ กระหน่ำอีกเลย สุดท้าย อุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ดีไม่ดี อาจจะฟันถึง 5 ครั้ง ขาดแล้วก็สับแล้วสับอีก ก็ต้องตายแน่ไม่ฟื้นเลย เป็นของแน่ ของพระพุทธเจ้านี้เด็ดขาดไม่มีเปลี่ยนแปลง จบเป็นจบ สิ้นเป็นสิ้น เด็ด เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจอภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร หากเข้าใจวนอยู่ ก็เข้าใจกายไม่ได้ แยกกาย แยกจิตไม่ได้ แยก 2 แล้วจับ 2 ให้มารวมรวมเป็น 1 เป็น 0 1 กับ 2 ก็ทำให้มันเป็น 1 คือคู่หนึ่ง อีกคู่หนึ่ง 1 กับ 0 ต้องทำ 1 ให้เป็น 0 เมื่อคุณทำ 1 ให้เป็น 0 แล้วคุณก็กลับมาอยู่ที่ 1 เพราะคุณยังไม่ตายคุณยังมีชีวิต แต่คุณทำ 0 ได้แล้ว เมื่อคุณทำได้แล้วคุณจะตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ทำให้ 0 ได้ สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน 0 หมดแล้ว (นาฬิกาจับเวลาเป็น 00:00:00) 650902 กษัตริย์คือจิตประชาชนคือกายของประเทศ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ