อุเบกขา 5 เกิดจากการทำสมาธิไม่ใช่ทำสมถะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
อุเบกขา 5 เกิดจากการทำสมาธิไม่ใช่ทำสมถะ _ไพฑูรย์ การนั่งเจโต แตกต่างกับนั่งหลับตาทั่วไปอย่างไรครับ พ่อครูว่า..ถ้าเราใช้ศัพท์ภาษาเรียกว่านั่งเจโต มันจะค่อนไปทางนั่งปฏิบัติธรรมนะ ถ้าบอกว่านั่งหลับตามันเหมือนภาษาธรรมดา ทำไมนั่งหลับตาอยู่อย่างนั้น เขานั่งหลับตาอยู่เฉยๆ เขาอาจจะหลับตาเพราะง่วง หรือเพราะว่าคิดนึกอะไรอยู่ หรือว่าหลับตาปฏิบัติธรรมก็ได้ เตวิชโช อาตมาบอกแล้ว หลับตาปฏิบัติจะไม่ได้รับรู้ภายนอก รับรู้แต่ภายใน ในขณะนั้นเราก็นั่งหลับตาจะมีประโยชน์ 4 ประการ 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี . 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน)
ถ้าเขาหลับตาปฏิบัติแต่ไม่เป็นโลกุตระธรรม เป็นโลกียธรรมก็เป็นได้ คำว่าวิปัสสนาญาณ เป็นญาณที่รู้เห็นแจ้งซึ่งไม่ใช่หลับตา สำคัญก็คือ ปัสสะ ภาษามันกำกับคือต้องเป็นการเห็น ลืมตาเห็น ปัสสะ ปัสสี แปลว่า เห็น หูก็ได้ยิน ลิ้นก็ได้รส จมูกได้กลิ่น คือเป็นผู้ตื่นเป็นคนที่มีชาคระ ตื่นภายนอก ตื่นเต็มทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม พร้อมเลย แล้วก็ศึกษาได้ประโยชน์ได้ธรรมะ จะเป็นข้อหนึ่งที่ปฏิบัติตามวิปัสสนาญาณ รู้รูปนาม จะรู้การพิจารณาเอากิเลสออกตั้งแต่ สักกายทิฏฐิ จนกระทั่งเข้าใจชัดเจน ในสักกายทิฏฐิ เข้าใจความเป็น อัตตา ความเป็นวิญญาณความเป็นเทวะ จนเข้าใจ แล้ว มีหลักเกณฑ์การปฏิบัติเรียกว่า ศีลพรต สังโยชน์ 3 วิปัสสนาญาณ คือรู้จักกาย ชัดเจนในกายของตนเอง สักกายะ แล้วก็มีสภาวะ พร้อม ชัด พ้นวิจิกิจฉา แล้วมีทฤษฎีในการปฏิบัติ ปฏิบัติตนได้ผล ไม่ใช่ว่ารู
อ่านต่อ
้ทฤษฎีดีแต่ว่าไม่ได้เอาจริงเอาจังในการปฏิบัติเลย ไม่ได้ผลก็เลยเรียกว่า ปรามาส สิ่งที่อาตมาอธิบายเหมือนกับให้ตำรวจไปจับโจร เห็นโจรแล้วรู้จักโจรด้วย อยู่ด้วยกันกับโจรด้วย แต่ก็เล่นหัวกับโจร เลี้ยงโจรอยู่นั่นแหละ ไม่จับโจร ไม่จัดการกับโจรให้มันเรียบร้อยสักที อย่างนั้นเป็นต้น ไม่สำเร็จผล สู่แดนธรรม...พ่อครูเคยบอกว่า ให้ครูสอนเด็กๆที่สอนเด็กๆให้นั่งสมาธิ พ่อครูว่า..ให้เรียกว่าการนั่ง สมถะ พ่อครูว่า..จะไม่เรียกว่านั่งสมาธิแต่ให้เรียกว่านั่งสมถะ สมาธิของพระพุทธเจ้า ต้องลืมตาเปิดทั้งทวารทั้ง 6 แล้วเกิดกิเลสก็ทำการลดกิเลส ต้องมีพลังงาน ฌาน ฆ่ากิเลสไปเรื่อยๆ กิเลสลดไปส่วนหนึ่ง ก็เรียกว่า ได้ส่วนบุญ ได้ส่วนบุญไม่ใช่การได้มา แต่เป็นการเสียกิเลสออกไปจากจิตใจเรา เรียกว่าเราได้ผลของบุญมาทำลายกิเลสไปส่วนหนึ่ง พอทำลายไปได้เรื่อยๆก็เป็นผู้เจริญ เป็นเสขบุคคล เป็นบุคคลที่ปฏิบัติถูกต้องแล้ว เป็นอริยะตั้งแต่พระโสดาบัน สกิทาคามี ขึ้นไปเรื่อยๆจนหมดกิเลส หมดอาสวะ จึงเรียกว่าพระอรหันต์ เป็นอเสขบุคคล เพราะฉะนั้นเมื่อได้จิตสะอาดบริสุทธิ์แล้วจึงจะสะสมลงไป จิตสะอาดบริสุทธิ์ต้องมีการดับอาสวะได้ จิตไม่มีอาสวะ จึงจะเป็นจิตสะอาด ในกิเลสตัวไหนก็แล้วแต่ ต้องรู้ว่า อาสวะของกิเลสตัวนั้นมันไม่เกิดอีกแล้ว ไม่เกิดในจิต จิตก็สะอาด จิตสะอาดมาสะสมเรียกว่า ปริสุทธา สะอาดบริสุทธิ์ เมื่อปฏิบัติไปอีก กิเลสลักษณะนี้แหละ สัมผัสอีกตามชีวิตคนจะสัมผัสสิ่งที่เราปฏิบัติด้วย อย่างศีลข้อที่ 1 ปฏิบัติกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 ปฏิบัติกับพืชกับวัตถุ เมื่อมันเกิดกิเลสเราก็ทำได้ ทำได้ก็สะสมจิตที่สะอาดยิ่งขึ้นด้วยเรียกว่า ปริโยทาตา คือ บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น มุทุ จิตของเราก็ยิ่งเก่งด้วยธาตุสอง ทั้งเจโตและปัญญา มีทั้งศรัทธาและปัญญา มุทุนี่ เป็นธาตุที่เจริญ มุทุ มาจากรากศัพท์บาลีที่แปลว่า อ่อน อาตมาเลยแปลเป็นไทยว่าจิตหัวอ่อน ไม่ใช่จิตอ่อนแอ คือจิตมันไม่แข็งทื่อดื้อด้าน เป็นจิตที่เร็วไว ปรับได้ง่าย เป็นจิตปาคุญญตา เป็นจิตที่คล่องแคล่วว่องไว เร็วไวขึ้น ทั้งทำให้มันหยุดก็ได้เร็ว ทั้งทำให้มันรู้ก็ได้เร็ว หยุดเป็นทางปัสสัทธิ การหยุดของทางพุทธไม่เรียกว่าสมถะแต่เรียกว่า ปัสสัทธิ มันจะรู้ในทางปัญญาก็จะรู้ได้เร็ว มีทั้งการหยุดได้เร็วก็มี มันเป็นภาวะ 2 เร็วไวมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเอามาใช้ใน กัมมัญญา ในองค์ที่ 4 ของอุเบกขา 5 อัญญา เป็นตัวธาตุรู้โลกุตระกำกับกรรม กำกับการกระทำ คือ การกระทำที่กระทำด้วย ญาณ โลกุตระ ความรู้โลกุตระ มันจึงเป็นการงานที่ดี การงานที่เหมาะสมควรที่สุดแล้ว ไม่มีโทษ เป็นการงานที่ไม่มีโทษ เหมาะสมในบริบทนั้น ในขณะนั้น ในองค์ประกอบนั้น เป็นการงานที่ดี แม้จะทำงานอย่างไรมีการสัมผัสอย่างไรอีก จิตก็ยิ่งผ่องแผ้ว ผ่องใส ประภัสสร ก็ยิ่งแจ่มใส สว่าง เบิกบานร่าเริง ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น เรียกว่าจิตประภัสสร ไม่เป็นจิตที่หม่นหมอง เป็นจิตที่เป็นเพชร ไม่มีอะไรทำให้หมองได้เลย เป็นเพชรวิเศษ มีแต่ยิ่งใส ยิ่งทำให้รู้แจ้งรู้สว่างดียิ่งขึ้น เรียกว่าประภัสสร นี่คือคุณสมบัติ คุณธรรมของคุณวิเศษ 5 ประการในรายละเอียดของอุเบกขา 5 630729_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 12