อาริยบุคคลในระบอบประชาธิปไตยแบบพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
อาริยบุคคลในระบอบประชาธิปไตยแบบพุทธ พ่อครูว่า...ก็ขอเข้าในเรื่องของหมวดสังคม การเมืองให้จบเลย เมืองไทยเรานี่ เป็นทั้งประชาธิปไตย ตามที่อาตมาเข้าใจความเป็นประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่ 1 เห็นแก่ผู้อื่นที่เป็นมวลประชาชนไม่เห็นแก่ตนเอง เพราะฉะนั้นคนที่จะไม่เห็นแก่ตน ก็ต้องเป็นคนที่หมดตัวหมดตน รู้จักกิเลสตัวตน แล้วก็กำจัดกิเลสตัวตน แล้วก็ไม่ใช่การกำจัดกิเลสตัวตนด้วยลัทธิหรือทิฐิที่ไปกดข่มกิเลสนี่ ไปจากสังคมแบบพวกเชนออกไปจากสังคมไปป่าเขาถ้ำสะกดจิตไม่ใช่ แต่เป็นการไม่มีตัวตนด้วยการรู้จักตัวตน ตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา แล้วกำจัดโอฬาริกอัตตา ได้ด้วยไฟฌาน ไฟบุญ สลายกิเลสที่มันยึดตัวตน หมดไปจริงๆ ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้มันเสื่อมเข้าใจภาษาพระพุทธเจ้าไม่ได้ เข้าใจไม่ถูก อาตมาก็เอาความถูกต้องมาพูดมาขยายความ จึงจำเป็นต้องเอาพระไตรปิฎกมายืนยัน พระสูตรต่างๆประกอบเสมอ ยังจะพอมีน้ำหนัก เพราะเขาไม่เชื่อน้ำหน้าอาตมา ที่ไม่เชื่อนั้นก็น่าเห็นใจเขา เพราะอาตมาเกิดมาชาตินี้เป็นคนกระจอก เป็นคนไม่มีตำแหน่งไม่มีหน้าที่ไม่มีความรู้ ไม่มีที่อ้างอิงทางสถาบันศึกษา โผล่มาจากวงการมายาด้วย โผล่มาจากดำดินมาจากไหนไม่รู้มาบอกว่าตัวเองเป็นพระอริยะตัวเองเป็นพระโพธิสัตว์ เขาไม่มีที่มาที่ไปก็น่าเห็นใจที่เขาจะไม่เชื่อ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรอาตมาก็เลยต้องบอกว่า อาตมาเป็นคนที่มีอันนี้มาแล้วเป็น สยังอภิญญา ผู้ที่มีอภิญญามาตั้งแต่ปางก่อนยังไม่ถึงกับเป็นสยัมภู เป็นพระโพธิสัตว์ ผู้ที่ร่ำเรียนมาก็คงจะเข้าใจพยัญชนะเหล่านี้ อาตมาไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า จริง ดูอีกระดับหนึ่ง ปัจจัตตัง ปัจเจก สยังอภิญญา สยัมภู อาตมาก็อธิบายความ ตั้งแต่เป็นพระโสดาบันก็มีเป็นปัจจัตตังแล้ว จนเป็นพระสกิทาคามีอนาคามีจนเป็นพ
อ่านต่อ
ระอรหันต์ก็มีของตัวเองครบบริบูรณ์ในเรื่องของกิเลส สิ้นอาสวะ อย่างนี้เป็นต้น สู่แดนธรรม...การมาของพ่อท่าน นอกตำรา พ่อครูว่า..ไม่ใช่ มีในตำรามีในตำนานแต่เขาอ่านตำราไม่แตก เขาเข้าใจผิดในตำรา เขาเข้าใจภาษาของศาสนาพุทธ จากถูกเป็นผิด ก็ยืนยันตามตำราเดิมของพุทธเจ้า สู่แดนธรรม..พ่อท่านมาจากตำราแต่ไม่มีใครเคยมาจากตำราแบบนี้มาก่อน พ่อครูว่า...เขาเข้าใจผิดเขายึดถือสิ่งที่ถูกเป็นผิด ยึดถืออรหันต์เดา เป็นต้น อรหันต์เดาไม่ได้ อรหันต์ต้องรู้แจ้งเห็นจริงยืนยันได้จึงเป็นพระอรหันต์ ถ้าจะบอกว่าเป็นอรหันต์ ก็มีมังกุ ไม่ควรพูดอะไรอย่างนี้ สะดิ้ง มันไม่ใช่ มันต้องชัดเจนมันต้องมั่นใจต้องรู้จิตเจตสิกรูปนิพพาน ขนาดอาตมาประกาศตัวเองเป็นอะไรเขาบอกว่ารู้ได้อย่างไรตัวเองเป็นอรหันต์ อ้าวแล้วกัน ผู้ที่ประกาศตัวเองเป็นอรหันต์และไม่รู้ว่าเป็นได้อย่างไรก็หน้าแตกสิ ก็ต้องรู้ อาตมาประกาศตัวเองว่าเป็นอรหันต์เพราะอาตมาไม่มีกิเลสแล้ว กิเลสเป็นอย่างไรก็อธิบาย กายกลิต่างๆ เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่รู้ว่ากายเป็นอย่างไรแล้ว เรียนรู้ตั้งแต่สังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายทิฏฐิ คือคู่รูปนาม เรียนรู้กาย แยกกายแยกจิตให้ได้ พอบวชปั๊บ ก็มีวินัยเลย ให้อุปัชฌาย์สอนการแยกกายแยกจิต เพราะถ้าไม่เข้าใจเรื่องการแยกกายแยกจิตได้แล้ว จะไม่มีทางบรรลุอรหันต์ เมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไหร่ไม่เป็นกาย ความไม่เป็นกายเลย เริ่มตั้งแต่ พีชะ แต่ยังเป็นชีวะ กาย คือ สภาวะสอง ที่เริ่มตั้งแต่เวทนา วิญญาณ พีชะไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ ท่านก็เลยมาสอนให้รู้ตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เมื่อไหร่มันไม่เป็นกาย ก็ต่อเมื่อมันไม่เกี่ยวข้องกับจิตกับพีชะเลย สภาพมันเป็นอุตุ คือมันไม่เป็นชีวะ เพราะฉะนั้นเล็บที่ยังมีชีวิตอยู่มันยังไม่ใช่อุตุมันยังเป็นพีชะ แต่มันไม่มีเวทนาไม่มีความรู้สึกไม่มีวิญญาณไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีวิบากอะไร เพราะฉะนั้นมันก็ไม่เจ็บ เราเรียนรู้อย่างนี้เราจะได้รู้ว่าเราทำจิตนิยามของเรานี้ ให้เป็นอุตุให้เป็นพีชะ โดยกรรมโดยธรรม ทำให้เป็นได้ คุณจะบรรลุเป็นพระอรหันต์จะต้องรู้จักอาการของรูปนาม หรือเรียกว่า กาย ที่มันทำปฏิกิริยาปรุงแต่งกัน เล็บมันมีธาตุดินปรุงแต่งกันเป็นก้อนตัดออกมันก็เป็นอย่างนั้น มันไม่มีชีวแล้วเป็นอุตุแน่แท้ แม้แต่คุณยังไม่ตาย ถ้าจิตของคุณมันไม่มีชีวะ มันตายเลย เช่น จิตของเราที่ไปเกี่ยวข้องกับอบายมุขเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เลวที่ผิดที่ต่ำที่หยาบแล้ว เราเรียนรู้มันให้จริงว่าอันนี้แต่ก่อนเราหลงมันเป็นชีวิตชีวา หลงมันได้มา แล้วก็สุขแล้วก็ทุกข์เป็นตัวเราของเรา ให้เป็นเวรแท้ๆของนี่ได้ไปยึดมาเป็นเราเป็นของเราก็เข้าใจแล้วจะหลุดจากอบาย เมื่อหลุดพ้นจากอบายมุขแล้วมันก็มีอยู่ในโลก เช่นคุณไม่ได้ติดเหล้าไม่ได้ติดลิปสติกแล้ว มันก็มีอยู่ในโลกแต่เราเลิกแล้ว เราไม่ได้เอามาเกี่ยวข้องกับชีวิตให้เป็นสุขเป็นทุกข์ เราก็รู้ว่าจิตของเราเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้เป็นอุตุแล้วกับเรา บางอย่างเราเกี่ยวข้อง จะเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารเราก็เกี่ยวข้อง เราเอามาเป็นเหตุปัจจัยในการสังขาร แต่มันยังมีชีวิตของผี อาหารต่างๆ คุณก็เรียนรู้มันยังเป็นชีวะมันต้องประกอบเป็นชีวะต้องเกี่ยวข้องกันอยู่ แต่กิเลสของคุณต่างหากมันยังไม่ยอมตาย มันยังเป็นจิตนิยามเป็นสวรรค์เป็นนรก เราห้ามกิเลสตัวนี้จนกระทั่งจิตของคุณเป็นพีชะ แต่ก่อนคุณกินพวกนี้คุณก็ได้ขึ้นสวรรค์ อะไรที่ชอบ แหม เราชอบส้มโอ ได้กินส้มโอตามอุปาทาน ส้มโอยี่ห้อนี้รสชาติอย่างนี้ สัมผัสแล้วมันมีน้ำฉ่ำอย่างนี้มีกลิ่นอย่างนี้ โอ้โห ที่ 1 เลย กินแล้วชื่นใจนั่นแหละคือผีหลอกกิเลสหลอก คุณรู้สวรรค์คุณรู้นรก รู้ตัวติดตัวผลัก อันนี้ไม่ชอบก็ผลักอันไม่ชอบก็ติด แล้วมันก็ต้องใช้ในชีวิตเกี่ยวข้องกับในชีวิต คุณก็ต้องเรียนรู้ อัตตาในระดับมโนมยอัตตา อัตตาที่สำเร็จด้วยจิตปรุงแต่งเป็นผีด้วยจิต คุณก็รู้ทัน บอกว่ารสมัน รสของส้มโอมันก็เป็นรสนี้จริงๆ แล้วมันมีรสอะไรแฝงมาคุณก็รู้ว่านี่คือผีหลอก ต้องพิจารณามัน เฮ้ย เกิดเมื่อไหร่อย่ามาทำหน้าแหลมนะเอ็งพวกผีหลอก รู้ด้วยปัญญาทุกทีที่คุณสัมผัสเกี่ยวข้อง แต่ก่อนคุณเคยสัมผัสแล้วมีความสุขกับสิ่งที่คุณเกี่ยวข้องยกตัวอย่างส้มโอก็แล้วแต่หรืออย่างอื่นก็แล้วแต่ บางคนไปนั่งหลับตาไม่ได้มีสัมผัสเลิกเลยศาสนาพุทธไม่ได้เคยสอน ไม่ใช่วิธีปฏิบัติ ไม่มีอปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีการสังวรสำรวมเกี่ยวข้องไม่มีโภชเนมัตตัญญุตา สูญ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เป็นคนหลับไม่ตื่น เอาหอกแทง100 เล่มเช้ากลางวันเย็นก็ยังไม่ตื่นเลย ทำพีชะได้ก็ได้ขั้นหนึ่งแล้ว จนสามารถเห็นว่าถึงแม้จะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องอาศัย แต่มันก็ไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่ของเราไม่ใช่อะไรลึกซึ้งกันอีก คุณก็จะเห็นว่ามันเป็นอุตุ เป็นสูญ ปัญญาอันยิ่ง จะเป็นตัวที่ทำให้เราเข้าใจแล้วเราก็รู้ว่า เออ อันนี้ในชีวิตต้องอาศัยมันอยู่ ก็มีอนุโลมปฏิโลมกับสิ่งเหล่านี้มันเป็นสมมติสัจจะที่เราต้องอาศัยมันไป แต่สิ่งที่ควรจะต้องเรียนรู้แล้วให้ไม่มีให้เห็นได้คือสวรรค์และนรก ผลักหรือดูด ความจำเป็นกับชีวิต หรือไม่จำเป็นกับชีวิตเป็นปัจจัยหรือไม่เป็นปัจจัย ปัจจัยอันสมควรหรือไม่เป็นอันสมควรรู้ความจริงอันนี้ให้ชัดเจน แล้วคุณก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้ในชีวิต เพราะฉะนั้นจึงเป็นคนที่ไม่มี ไม่ไปติดอะไรมาก ไม่ไปยึดอะไรมาก รู้จักเหตุปัจจัยในชีวิต แล้วก็รู้จักองค์ประกอบหรือบริขารของชีวิตที่มีใช้ทำประโยชน์พอสมควรไม่ติดไม่ยึด คนที่สามารถเข้าใจชีวิตแล้วก็อยู่กับองค์ประกอบได้อย่าง ไม่เดือดร้อนไม่สะสมไม่กอบโกย ไม่ไปแย่งชิง แต่ทำงานกับเหตุปัจจัยที่เรามีใช้มีอาศัยอยู่อย่างเป็นประโยชน์ ประโยชน์ตนเองนั้นไม่ต้องมาขนาดนี้ก็ได้แล้ว ส่วนมันมีประโยชน์มากกว่านั้น เราก็เข้าใจแล้วก็สร้างเพื่อผู้อื่น ไม่ได้สร้างเพื่อประโยชน์ตนเองแต่สร้างเพื่อประโยชน์ผู้อื่น คนผู้นี้เข้าใจอย่างนี้จึงเป็นนักเศรษฐกิจหรือเป็นนักเศรษฐศาสตร์เบอร์ 1 ไม่มีตัวตน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่สะสมสร้างสรรเสียสละ มีวรรณะ 9 เศรษฐศาสตร์หรือว่าบุคคลผู้ที่มีคุณธรรม วรรณะ 9 หรือสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 นั่นแหละคือนักเศรษฐศาสตร์เบอร์ 1 ของโลก ชาวอโศกเราเป็นต้น เป็นนักเศรษฐศาสตร์เบอร์ 1 ประสบผลสำเร็จสำเร็จเศรษฐกิจของตัวเอง แม้แต่สังคมรวมชาวอโศกก็ประสบความสำเร็จในธุรกิจตัวเองแล้ว เดี๋ยวนี้ อาตมาตัดสินแล้วยืนยันว่าชาวอโศกมีเศรษฐกิจดีที่สุด 630719_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ลูกหนี้ทางธรรมอย่างใหญ่คือใครในโลก