เทวนิยมไม่มีสิทธิ์ทำจิตให้เป็นอุตุธาตุ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

เทวนิยมไม่มีสิทธิ์ทำจิตให้เป็นอุตุธาตุ _สติพล จนพัฒนา · ทางสายฤษีเขาก็ทำจิตให้เป็นอุตุพีชะได้นะครับแต่เขากดข่มเอาครับ...คนที่ไม่รู้จึงเข้าใจว่าเป็นพระอรหันต์ พ่อครูว่า...ก็ขออธิบายคุณสติพลฟังให้ดีๆ ฤาษี ไม่มีสิทธิ์ทำธาตุจิตให้เป็นอุตุหรือเป็นพีชะได้ แต่คุณสติพล แต่เข้าใจว่า ธาตุอุตุคือธาตุหยุดธาตุสงบ มันจะไม่เกิดแล้ว ที่จริงมันยังเกิดอยู่มันจะไม่เกิดไม่ได้ มันไม่ได้แยกธาตุนั้นให้เป็นธาตุที่มีคุณสมบัติที่เป็นอุตุ เป็นธาตุดินน้ำไฟลมจริงๆ เทวนิยมไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ ไม่มีธาตุรู้ที่จะแยกจิต เจตสิก รูป นิพพาน หรือจะแยกเวทนาในเวทนา 108 ทำลายเคหสิตเวทนา โดยทำลายเหตุที่ตัณหาลงไปได้ แล้วทำให้ตัณหาดับลงไปจริงๆ จิตมันจึงจะเป็นธาตุอุตุ แต่ก่อนจิตเรามีชีวิตินทรีย์ อยู่กับสิ่งที่เราติดยึด ทีนี้ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้ามีรูป 28 หรือ อุปาทายรูป 24 ก็อ่านจิต ปฏิบัติแยกแยะจิตตัวเองในขณะสัมผัสจริงเกิดจริง แล้วก็เห็นจิตของเราขณะนี้มีชีวิตินทรีย์ แล้วมันมีความมีชีวิตของธาตุชีวของจิตตัวสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ ของกิเลสตัวนี้ อยู่ จึงสามารถทำให้กิเลสตัวนี้ตาย ตัวกิเลสตัว สักกายะ กิเลสของตนนี่มันเห็นอยู่หลัดๆ แล้วก็มีพลังปัญญา ทำลายคือเผาเลยนะ พลังปัญญา คือฌานนี่แหละ เผาจนกระทั่งถึง ปุญญะ ถึงขั้น สำเร็จ กิเลส ตาย ปุญญะ คือ กิเลสตาย จนกระทั่งปุญญะ ทำให้กิเลสตาย จนกระทั่งสั่งสม ผล อนุรักขนาปธาน จนมันตายแบบไม่มีสิทธิ์จะเกิดอีกเลย ตายแล้วตายอีก ปฏิบัติซ้ำๆๆ ให้รู้ว่ามันตายสนิท ตายด้วยการ ย้ำซ้ำทำความตายให้มันตาย มันจะเกิดอีก จนไม่เหลือจะมีพลังงานเกิดและ 2 มีพลังงานปัญญา รู้ว่าไม่เหลือพลังที่จะเกิดอีกแล้วเด็ดขาด จึงใช้คำว่า นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเ

อ่านต่อ

ปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ซ้ำซ้อนไปเลย ยืนยันเลยว่า นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน Forever) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นี่คือสัจจะตัวแท้ตัวจริงของความจริงและความรู้ ที่รู้จักธาตุที่สังขารปรุงแต่งกันและทำให้มันไม่ปรุงแต่งกันเลยเป็นอุตุธาตุ หรือให้เป็นพีชธาตุได้ แม้เราทำอุตุได้ แต่ เราให้เป็นพีชธาตุได้ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ก็รู้ตัวที่ไม่เป็นประโยชน์เลย ไม่ต้องอาศัยไม่ต้องมาเกิดด้วยกันอีกเลยก็ไม่ต้อง ตัวไหนทำเป็นอุตุได้แล้วเราไม่ต้องใช้เลยก็ไม่ต้อง จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้อาศัย ถ้าสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ตัวเองที่จะต้องอาศัยอยู่ดินน้ำไฟลมเป็นต้น เป็นสังขารร่างกายมีธาตุดินน้ำลมไฟกับจิตวิญญาณ สังขารสังเคราะห์กันอยู่ ก็ใช้ไป ใช้ไปแล้ว มันก็จะเสื่อมเป็นธรรมดา ถึงเวลามันก็จะสูญ สำหรับอาตมานั้น รู้ว่ามันเสื่อมแล้วก็พยายามเพื่อรู้ว่าพลังงานที่มันทำให้เกิด อุปจยะ พลังงานนี้สร้างความเกิด อาตมาจึงทำงานสร้างตัวตนของ อุปจยะ การเกิดให้มันเก่งขึ้นให้มันสามารถรู้และให้มันสร้าง อุปจยะ สังขารร่างกายตัวเองขึ้นไปอีก ถ้าจะให้อาตมา อธิบายต่อก็ได้แต่วันนี้คงไม่เหมาะ อาตมาจะอธิบายรูป 28 หรืออุปาทายรูป 24 ที่จะต้องรู้ธาตุตัวใด พอมา หทยรูป แล้วเกิดชีวตินทรีย์หรือชีวิตรูป รูปของชีวะ แล้วรู้จักอินทรีย์ ความเป็นพลังงานของมัน เราจะต้องรู้อันนี้แหละว่ามันจะมีอะไรเป็นอาหาร อาหารที่จะให้หล่อเลี้ยงชีวิตินทรีย์ ให้มันไปได้อีกๆๆ เป็นอาหาร 1. อาหารทางกาย อาตมาก็บอกแล้ว อาหาร 8 อ. ก็ทำให้ได้สมดุล 2. วิญญาณาหาร จะเป็นตัวประธาน ก็ถึงทำได้จริงทั้งรูปและนาม สร้างให้มันมีชีวิตต่อไปๆ ไม่ใช่พูดด้วยปากเปล่าพูดเล่นๆ แต่มันรู้จริงเป็นจริงทำจริงมันก็เป็นจริงได้ อาตมาเอาตัวเองเป็นตัวพิสูจน์ ว่า อาตมาอยู่ไม่ถึงขนาดนี้หรอก ตายไปแล้ว แต่อาตมารู้จักการสร้างพลังงานอันนี้ ให้รู้จักรักษาขันธ์ 5 นี้ได้มาถึง 87 แล้วก็จะสร้างไปอีกทำไปอีก ตั้งตัวเลขไปให้ถึง 151 ก็ลองดู ว่า อาตมานี้ โพธิสัตว์ระดับ 7 จะทำได้ไหม 7 ของอาตมาจะทำได้ไหม ก็ลองดู ซึ่งมันไม่ได้เก่งเท่าไหร่หรอกระดับ 7 ซึ่ง 8 ก็จะเก่งกว่านี้ หรือ 9 ก็จะเก่งกว่านี้อีก แต่จะได้ไหม ซึ่งอาตมามั่นใจว่ามันต้องได้ประมาณหนึ่ง แต่จะขนาดไหน อย่าเพิ่งรีบตาย สู่แดนธรรม..ผมเคยสงสัยว่า การทำสัมประสิทธิ์แบบพ่อครู คนทั่วไปทำไม่ได้ใช่ไหมต้องเป็นพระอรหันต์ขึ้นไปถึงทำได้ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...ใช่ ต้องเป็นพระอรหันต์จึงจะรู้จักพลังงานขั้นรูป 28 นาม 5 ที่จะปฏิบัติทำใจในใจมนสิการของใจตัวเอง ทำใจในใจตัวเอง สร้างใจในใจของตัวเอง ผลิตใจของตัวเองให้เป็นประธานที่จะมีชีวะ จะต้องรู้จุดของชีวิตินทรีย์ หทยรูปเป็นรูป ชีวิตินทรีย์เป็นนาม เป็นคู่ Static กับ Dynamic แล้วก็มีเหตุปัจจัยมีอาหารรูปต่อ สู่แดนธรรม...ผมเห็นว่า ลูกๆชาวอโศกมีอิทธิบาทในระดับบวกหรือคูณเท่านั้นไม่สามารถทำให้ยกกำลังขึ้นได้ ก็เลยสัมประสิทธิ์นี้จึงเป็นหน้าที่ของพ่อท่านเท่านั้นที่จะทำ พ่อครูว่า...ก็ต้องอธิบายไว้ โพธิสัตว์หรือผู้จะศึกษาต่อก็จะได้มีแผนที่ ต้องให้โครงสร้างให้ทฤษฎีไว้ แล้วผู้มีภูมิถึงก็จะทำได้ ศึกษาฝึกฝนพิสูจน์เอาเอง แล้วคุณจะรู้เองโดยไม่ต้องเชื่อใคร เชื่อสัจจะอันนี้เอง โดยไม่ต้องเชื่อใคร สรุปอีกทีหนึ่งคุณสติพล รู้นะว่า เทวนิยมทำไม่ได้ ขนาดเป็นสายอเทวนิยม เป็นอรหันต์อย่างที่พูดไปแล้ว อรหันต์ธรรมดายังทำไม่ได้แล้วเทวนิยมจะทำให้เป็นอุตุเป็นพีชะไม่มีทางจะมั่วทำไม่เป็น แต่มันดูเหมือนว่า แล้วก็คนเข้าใจไม่ได้ก็ไปเข้าใจเอาเอง คุณสติพล ไปเก็งความจริง ไปประมาณเอาว่า โดยมีธาตุดี มีเจตนาดีและเข้าใจว่าเขาก็จะน่ามีสิ่งอันนี้ได้ มันไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ นี่คือสำนวนพระพุทธเจ้านะ ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ เขาจะไม่รู้รายละเอียดของจิต เจตสิก รูป นิพพานอย่างนี้ โดยเฉพาะยิ่งจะไปแยกธาตุถึงรูป 28 นาม 5 ไปทำงานไปจัดการอย่างนี้ No way station ไม่มีทางเลย _แก้วตะวัน พวงบุบผา · ชาวอโศกเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นหนึ่ง...เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ พ่อครูว่า...คุณแก้วตะวันก็ศึกษาตามไปเรื่อยๆ ก็เห็นจริงที่อาตมาได้ย้ำชาวอโศกนี่แหละเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 จนมีพฤติกรรมสังคมของชาวอโศกถึงขั้นสาธารณโภคี ชุมชนราชธานีอโศกก็มีสาธารณโภคี ไม่ได้เป็นของเล่นแต่เป็นของจริง ทุกคนไม่ได้สะสมเงินทอง ไม่มีใครเอารายได้ จากการทำงานในนี้ เอาเข้าส่วนกลางทั้งหมด สงสัยจะแอบแฝงก็เป็นของตนเอง มีตัวมีตนก็ทำไปตามฐานะความจริงของเขา จะเอาไว้มากหรือน้อยก็เป็นตัวเขาจริงๆ ส่วนผู้ที่ไม่มีตัวตนจริงๆ แล้วอยู่ในสาธารณโภคีอย่างสบายมาก สบม. ปกติ ปกต สบายมาก สบม หายห่วง หห จริงๆ จจ. ก็ทำได้ มชยลล ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ สรุปแล้ว ทำความเข้าใจให้ดีๆคุณสติพล เทวนิยมเขาทำไม่ได้หรอก นั้นมันเดาแล้ว คนจะรู้จัก อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม โดยสามารถทำให้จิตกลายเป็นอุตุ พีชะได้ แยกกายแยกจิต ตอนนี้เป็นธาตุ 2 ที่ปรุงแต่งกันยังเป็นวัตถุเป็นดินน้ำไฟลมไม่มีชีวเลยเรียกว่าอุตุธาตุ ทำได้ แยกได้ ตั้งแต่แยกกายแยกจิต ต้องรู้โครงสร้างหรือทฤษฎีกระบวนการของการแยกกายแยกจิต พระพุทธเจ้าก็ให้อุปัชฌาย์สอนการแยกกายแยกจิตได้ รู้จักทฤษฎีรู้จักวิธีแยกให้แก่ลูกศิษย์ ก่อนที่จะออกไปเลย ก่อนที่จะลุกจากการบวชเสร็จนี้ ต้องสอนกรรมฐาน 5 นี้ให้ เรียกว่ามูลกรรมฐาน เพราะมันเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาเพื่อนิพพาน 5 แยกกายแยกจิตไม่สัมมาทิฏฐิทำไม่เป็น ไม่มีสิทธิ์บรรลุอรหันต์ ไม่มีสิทธิ์เลย ทุกวันนี้ไม่รู้เรื่องแล้ว อุปัชฌาย์สอนอะไรกันต่างๆนานา ไม่รู้เลย ขออภัย อุปัชฌาย์ของอาตมา 2 รูป ธรรมยุตรูปนึงมหานิกายรูปนึง อาตมาบวชทั้งสองนิกายนะ ขออภัย เขาไม่เคยสอนอาตมาไม่เคยอธิบายอันนี้ให้อาตมาหรอกทั้งสองอุปัชฌาย์ แต่อาตมามีความรู้อันนี้มาเก่า มาแต่ปางบรรพ์มาแต่ชาติก่อนก่อนก็เอามาอธิบายให้ฟัง ขออภัยนะอาตมาต้องเคารพอุปัชฌาย์ ไม่ได้ดูถูกอุปัชฌาย์ ภิกษุทุกวันนี้ยากที่จะเข้าใจเรื่องการแยกกายแยกจิต กับมูลกรรมฐาน 5 ผมขนเล็บฟันหนัง แล้วก็แยกอะไรเป็นกายอะไรไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายแล้ว แต่ยังเป็นส่วนที่ติดเป็นชีวะอยู่เช่นเล็บมันยาวไปแล้ว มันไม่ใช่กายแล้วแต่มันไม่มีเวทนา มันเป็นพีชะเท่านั้น ไม่ใช่จิตนิยามแล้วเป็นแต่เพียง พีชะ ไม่เจ็บ ผมขนเล็บฟันหนัง ส่วนที่มันเป็น พีชะ มันเป็นส่วนไหนคุณต้องแยกออกส่วนไหนเป็นจิตแล้วจะทำกรรมนิยาม ทำให้มันเป็นอย่างนี้ เกิดเวทนาอย่างนี้นี่ต่างหากที่จะต้องทำต้องรู้ 630720_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 100

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน