สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ตำนานของอัญญา สัญญา ปัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ตำนานของอัญญา สัญญา ปัญญา แม้ในตำนานอาตมาก็เอาตำนานมาพูด เมื่อพระพุทธเจ้าออกบวชก็ไปหาอาจารย์ที่ไปนั่งหลับตาสมาธิ อาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ได้ฌาน 7 ฌาน 8 (เนวสัญญาฯ แบบนั่งหลับตา) ได้อรูปฌาน ท่านก็รู้ว่าแบบนี้ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ท่านก็จากไป ที่จริงพระพุทธเจ้าเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณมาก่อนแล้ว พระพุทธเจ้าไม่เคยปฏิบัติธรรมของพุทธมาเลยในตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ตั้งแต่ตอนอายุ 29 พรรษา ก็เป็นฆราวาส ออกบวช ตั้งแต่ 29-35 แสวงหาทรมานตนเอง ปฏิบัติแบบต่างๆ ที่เขาพาทรมานตนเอง สารพัดวิตถาร นานาสารพัด อดข้าวจนผอม กินขี้ ตามสมัยเขาพาทำ ท่านก็ทำมาหมด กินขี้นี้ทำจนกระทั่งไม่กินข้าวเลยนะ ขี้ออกมาตอนแรกมีเยอะแล้วกินเข้าไปอีก จนขี้เหลือน้อย จนไม่มีขี้จะกิน สุดยอดเลย ใครมันจะทำได้ขนาดนี้ ไม่มีใครทรมานตนเองได้เท่าไหร่ ท่านทำได้ยิ่งกว่าคนอื่น แต่ท่านก็รู้ว่าไม่ใช่ทาง ที่ท่านปฏิบัติ 6 ปีนั้น จนในวันเพ็ญเดือน 6 ท่านก็นั่งสมาธิระลึก ถึงสิ่งที่ท่านเคยได้มา แล้วพอในยาม 1 2 3 ท่านถึงได้รู้ว่าศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้เอง แล้วท่านก็ออกมาประกาศ ท่านไปทบทวนอยู่ 49 วันก็ฟื้นคืน อาตมาทบทวนมาจะ 49 ปีแล้วก็ยังไม่ได้เท่าไหร่ พระพุทธเจ้าทบทวน 49 วันก็ฟื้น แล้วเอาไปประกาศ จะไปประกาศต่ออาฬารดาบส อุทกดาบส ท่านก็ตายไปแล้ว แล้วนึกถึงฤาษี 5 รูปที่เคยมาปรนนิบัติตอนทรมานตน ก็เลยไปสอนปัญจวัคคีย์ พอสอนเทศน์ สูตรแรก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เมื่อเทศน์จบสูตรแรกก็มี อัญญาสิวัตโภโกณทัญโญ อัญญะ แปลว่าอื่น จากอื่นนี้แหละ มันเป็นธาตุรู้ ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ธาตุรู้ของปุถุชน เป็นธาตุรู้แบบอื่น แบบใหม่ที่เป็นโลกุตรธรรม เป็นธาตุรู้ที่สวนกระแสกลับโลกียชน ที่เราอยู่มากับโลก จะต้องให้ม
อ่านต่อ
ีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันไม่ใช่ มันต้องเลิกต่างหาก ต้องไม่เอาอย่างนี้ โกณทัญญะรู้ทันที เป็นความรู้ทวนกระแสโลก ปฏิโสตัง พระพุทธศาสนามีลักษณะทวนกระแสอย่างนี้แหละ เป็นตัวรู้ตัวแรกเลย อัญญะ คือความรู้ชนิดใหม่เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก กับคนๆแรกคือ โกณทัญญะ จากอัญญะ มาเป็นสัญญะ ปัญญะ มาเป็นปัญญา ตัวอัญญะ สัญญะ มาเป็นพยัญชนะ กัญญะ(พลังงานแรก) กัญญา ธัญญะ(ความเจริญ) ธัญญา ฆัญญะ ฆัญญา(การฆ่าการทำลาย) อัญญะ แต่ถ้าผสมด้วยโลกียะก็เป็นลักษณะอิตถีภาวะ ดิ้นดุ๊กดิ๊ก ทาให้โลกเดือดร้อนมามาก เป็นตัวล่อขึ้นมาพอเกิดกัญญะ กัญญา เป็นธาตุรู้ที่ว่าต้องล่อให้คนอื่นมาเป็นของเรา เป็นตัวแรกที่ไม่ไหว อัญญะ เป็นธาตุรู้หรือเรียกด้วยภาษาไทย ทุกวันนี้เรียกว่าฉลาด แต่เป็นความเฉลียวฉลาดอย่างอื่น ที่คนทั้งหลาย ปุถุชนยังไม่เคยเกิด ถ้าคนไหนมีธาตุ อัญญะเกิดในจิต ให้มันเกิดจริงนะไม่ใช่ฟังเฉยๆ คนนั้นจะเข้าสู่ปัญญา ปัญญะ คนธรรมดาจะเกิดเฉโกหรือเฉกาทั้งนั้น แปลว่า ความเฉลียวฉลาดสามัญของทางโลก คนที่เป็นปุถุชนทุกคนมีแต่ความเฉลียวฉลาดที่เป็น เฉโกหรือเฉกาทั้งนั้น ไม่มีใครมีอัญญะหรอก ถ้าไม่บรรลุ ถ้าเริ่มต้นบรรลุเป็น โสดาปัตติมรรค ก็จะเริ่มมี อัญญะ หรืออัญญา แล้วจะพัฒนามาเป็นปัญญา ก็จะค่อยๆศึกษา สัญญะ หรือสัญญามาเรื่อยๆ แต่คนที่ไม่มีอัญญะ ก็เป็นเฉกะหรือเฉโกไปทั้งนั้น ความรู้ที่ไม่ใช่เฉกะ เฉโก ก็เป็นความรู้ใหม่ อยู่ในมนุษย์ชนิดใหม่ ที่ไม่เหมือนปุถุชน ยินดีไม่เหมือนปุถุชนเขาแล้ว ปุถุชนยินดีในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่มาก แต่มนุษย์ผู้นี้บอกว่าไม่ต้องเอาแบบนั้น ไม่ต้องอยากได้ อยากมีอยากเป็นแบบนั้น ที่ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ซึ่งเป็นสามัญของโลก ถ้าคนเราจะได้ในสิ่งที่ควรได้ เช่นอยากได้หัวผักกาด หรือมะขาม อยากได้มะขาม เช่นนี่ หัวผักกาดหัวใหญ่ เราอยากได้อันนี้ จิตที่เป็นธรรมดาปุถุชน มันก็มีความเฉลียวฉลาดอยากได้ ถ้าไม่ใช่ของเรา ก็ขโมยหรือลักลอบเอา ก็ไม่สุจริต หรืออยากได้ก็ขอ ไม่ขอก็ซื้อ ราคาเท่าไหร่ หัวนี้ขาย 3 บาท แพงไปเอาแค่ 2 บาทเถอะ ถ้าเห็นแล้ว เราก็มีความฉลาดแบบโลกๆ ว่าอย่างนี้น่าได้น่ามีน่าเป็น หรือสัมผัสแล้วน่าเกลียด ไม่อยากได้ไม่อยากมีไม่อยากเป็น แต่ของบนนี้ไม่มีของเน่าเสียก็เลยไม่เกิดไม่อยากได้ มีแต่ความอยากได้ ทั้งไม่น่าอยากได้ไม่น่าอยากมีไม่น่าอยากเป็น ทั้ง น่ามีน่าได้น่าเป็น เป็นความรู้ของปุถุชน ที่มีแต่ความฉลาด เฉกา เขาก็จะมีธาตุรู้ ทำยังไงจะปลูกได้หัวโตอย่างนี้ ถ้าอยากได้ก็ต้องไปทำเอง คิดเอง ถ้าสามารถทำได้โตกว่านี้ก็ดี อยากได้ก็สร้างเองหรือไม่ก็ขโมย นี่คือปุถุชน ไปทำเอง เดี๋ยวไปหาคนที่ทำแล้วเขาให้ก็มีอยู่แค่นี้ คนเขาไม่ค่อยให้หรอก ก็ต้องหาทางแย่ง แย่งไม่ได้ก็หาทางหลอกลวง ก็มีทางทุจริตกับสุจริต สุจริตก็ทำเองได้ เราก็ได้ลาภโดยธรรม เป็นสิทธิของเราไม่ได้ไปละเมิดอะไร ที่ดินของเรา เราก็ปลูกเอง คนก็ทำได้อย่างนี้อาศัยกินใช้อย่างนี้ มันไม่มีความคิดอื่นว่าเห็นแล้ว ไม่น่าอยากได้ในสิ่งที่น่าได้ เห็นแล้วก็ไม่ต้องไปอยากได้ ไปชังหรือผลัก ถ้ามันเป็นพิษภัยก็ห่างๆ ถ้าไม่เป็นพิษภัยก็ปล่อยไป ก็จะเป็นพลังงานที่ ผลักหรือดูดหรือเฉยๆ ก็เป็นพลังงาน 3 สภาพของพลังงานเวทนา ถ้าเกิดความชอบ ได้มาก็มีความสุข ไม่ได้มาก็มีความไม่ชอบ ถ้าได้มาก็เป็นความชอบ ถ้ามีความรู้สึกอย่างเฉยเฉยๆ ก็อยู่เฉยๆ มันก็เป็นอย่างนี้ เป็น เคหสิตเวทนา 18 อย่างคือกระทบทางออกทวารตาหูจมูกลิ้นกายใจ ในความสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ 3 เวทนากับ 6 ทวารก็เป็น 18 อย่างของเวทนา ธรรมดาสามัญของปุถุชน ก็มีได้อย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนเวทนา 108 โดยวางหลักสูตรไว้ เวทนา 2 เวทนาสระ เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 แต่เราก็มาเรียนรู้เวทนาในเวทนา มันจะมีจิตใจที่เป็นอกุศล เรียกว่ากิเลสตัณหา ก็จับ สราคะ สโทสะ สโมหะ ที่เป็นลักษณะของราคะจิตชอบโลภะหรือไม่ชอบเป็นโทสะหรือโมหะไม่ค่อยรู้เรื่อง สองอย่างคือชอบ ไม่ชอบ ก็ลดกิเลส ในเคหสิตะ จับกิเลส แล้วลดได้ ลดได้คือเนกขัมมะ เอากิเลสออกหรือออกจากกิเลส เวทนาในเวทนามันมีจิต องค์ประกอบของกาย กายคือธรรมะสอง กายคือจิต วิจัยจิต วิจัยเจตสิกสองออกก็จะเจอเวทนา เจอเวทนา 2 เวทนาหนึ่งคือเวทนาแท้ อีกเวทนาก็คือเวทนาเทียม อยากได้ดูด หรือไม่อยากได้ ไม่อยากได้ผลัก พอมามีจิตอื่น รู้จักวิธี ว่าอย่าไปมีจิตอยากได้ มันเป็นกิเลส รู้จักวิธีเอาออก เนกขัมมะ ผู้นี้ก็ทำออกได้เรียกว่าเนกขัมมะได้ กิเลสออกได้เป็นเนกขัมมสิตเวทนา ลดความอยากได้อยากมีอยากเป็น หรือไม่อยากได้ไม่อยากมีไม่อยากเป็น ก็ลดลง รู้จริงๆว่าควรหรือไม่ควร ถ้าควรได้ก็เอาด้วยสุจริต ไม่ควรได้ก็วางไว้เฉยๆไม่เอา หัดเอากิเลสออก นี่แหละคือเรื่องของศาสนาพุทธ ถ้าเรามีเราก็ล้าง ถ้าเรามีกิเลสก็ล้าง ละ ลด ทำให้จางคลายอ่อนตัว กิเลสตัวนี้มันเบาบางลงได้เรื่อยๆตามลำดับ ผู้ทำอย่างนี้ได้เรียกว่าผู้ทำออก เป็นผู้เนกขัมมะ เป็นนักบวชของศาสนาพุทธ การไปบวชทำพิธีนุ่งห่มจีวรโกนหัว บวชที่ละล้านรูปแสนรูป แต่ไม่มีความรู้อย่างที่อาตมาพูด และไม่ได้ทำออกอย่างนี้เลย ไม่ใช่เนกขัมมะของพระพุทธเจ้า เป็นการบวชเล่นลิเกเท่านั้น
เมื่อรู้จักเรียนรู้เวทนาที่เป็นกรรมฐานหลัก ของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 สอนว่าเวทนาคือกรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ ถ้าไม่มี ผัสสะ ไม่มีอะไรเป็นฐานให้ทำกรรม หรือปฏิบัติที่จะทำให้ดีขึ้น คือถ้าไม่มีเวทนา นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าสอนให้รู้กรรมฐานหรือฐานะ ตำแหน่งที่จะปฏิบัติธรรมคือตำแหน่งที่เวทนา เสร็จแล้วมันเพี้ยนไปไกล ถูกครอบงำด้วยอาจารย์ที่สอนกันผิด จนกรรมฐานหรือที่ตั้งของการปฏิบัติไปเอากสิณ 40 มาเป็นกรรมฐานในการปฏิบัติออกนอกของพระพุทธเจ้าที่มีกรรมฐานเดียวคือเวทนา 40 นั้น เป็นของอาจารย์ที่รวมเอาไว้เป็นของหลอก ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ เป็นของ ท่านพุทธโฆษาจารย์ที่เขียนคัมภีร์วิสุทธิมรรครวบรวมเอาไว้ ออกนอกทางของศาสนาพุทธ อาตมาหยิบยืนยันในพระไตรปิฎก ในพรหมชาลสูตรยืนยันว่า เวทนาคือกรรมฐานของศาสนาพุทธ พูดอย่างมีหลักฐานอ้างอิง แต่เขาก็ไม่ฟัง หาว่าเอาที่ไหนมาพูด ก็เอามาจากพระไตรปิฎก แต่พวกคุณเอาจากอรรถกถาจารย์ มันไม่ใช่เถรวาท ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พุทธวาทะ หรือแม้เถรวาทะก็ไม่ใช่ ผู้ใดที่ไม่ศึกษา หรือศึกษาไม่ชัด ไม่ตรงไม่ถูกก็เพี้ยนไปเรื่อยๆ อาตมาก็ต้องมีหน้าที่ทำคืนให้ถูกต้อง 600211_เทศน์ก่อนฉันและปฏิญาณ ศีล 8 งานพุทธาภิเษก ครั้งที่ 41 ปฐมอโศก