สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ตำนานสัมมาสมาธิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.89 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ตำนานสัมมาสมาธิ พ่อครูว่า...มนุษย์ผู้ที่ยังมีภูมิปัญญา ยังฉลาดเข้าใจว่าชีวิตนี้ควรจะต้องไปหาอะไรชีวิตนี้ควรจะต้องอะไรทำอะไรเพื่ออะไร ให้เกิดอะไร ในแต่ละเวลาแต่ละวินาที ในภาวะแห่งการมีชีวิตอยู่ แต่ละคน วันควรจะถามตัวเองเสมอๆ ว่า จะให้ชีวิตตนเองเป็นเช่นใด ทุกเวลาแห่งความมีชีวิตอยู่ พอจะมีทางปฏิบัติ หรือว่าจะดำเนินชีวิต มีทฤษฎีที่จะให้ชีวิตของตนเจริญ ตามที่เราจะให้เป็น แล้วหรือยัง แล้วก็ได้ทำตนให้มีชีวิตเป็นไปได้ ตามที่ตนเองเข้าใจ แล้วก็ต้องการไหม แล้วบรรลุผลสำเร็จบ้างหรือไม่ แค่ไหนแล้ว หรือว่าชีวิตตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยคิดเลยว่า เกิดมาทำไม เกิดมาแล้ว จะทำชีวิตให้เจริญ มีผลได้ควรจะเป็นจะมีหรือไม่ ไม่ได้คิดอะไรเลย คนผู้นั้นก็คือ ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม ปล่อยชีวิตให้ ร่องแร่งไป ไม่มีเจตนารมณ์ ไม่มีความคิด ไม่มีที่หมาย เกิดมากินแล้วก็ขี้ แล้วก็เยี่ยว เดินยืนนั่งนอนไป เสร็จแล้ววันหนึ่งก็ตาย มันก็เหมือนเดรัจฉาน ตัวใดตัวหนึ่ง อาตมาก็ไม่รู้นะว่า เดรัจฉานมันอาจจะมีความคิดของมัน ว่าเราน่าจะ บำเพ็ญตนอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น กบมันจำศีล เราจะทำอย่างนี้เป็นชีวิตที่ดีขึ้น ก็ไม่รู้นะว่า สัตว์เดรัจฉานตัวไหน มันจะคิดบ้าง ทีนี้เราเป็นคนแท้ๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย มันก็รู้สึกว่าชีวิตนี้เกิดมาแล้ว มันไม่ได้รู้สึกว่า ความเป็นชีวิต โดยเฉพาะความเป็นจิตวิญญาณ มันน่าจะได้พัฒนาได้ หรือว่าพัฒนาไม่ได้ หรือจะเป็นยังงี้แหละคนเรา โดยเฉพาะในสังคมโลกทั้งหมด แม้แต่ในคนที่อยู่ริมป่า ถ้าคนป่า ก็คงไม่ได้คิดอย่างคนในเมือง คนป่าก็คงจะคิดว่า วันๆหนึ่งจะไปล่าสัตว์ หรือไปหาผลไม้ที่ไหน แต่คนในเมืองก็มุ่งจะหาลาภยศ ในสังคม ใฝ่หาความสรรเสริญ ล่าความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ล่าความส

อ่านต่อ

ุขในเรื่องความหลง ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุขไป ชีวิตก็วนเวียนอยู่แค่นี้ จนกระทั่ง มีมหาบุรุษ คือพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ว่า ชีวิตแค่นี้ ที่จริงก็มีแนวคิด ก่อนพระพุทธเจ้า เขาก็คิดว่า มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร ในการล่าลาภยศ ก็หนีออกไปป่า เข้าป่า แล้วจะไปทำอย่างไร ไม่ได้ไปแย่งชิง ทรมานมากมาย พืชพรรณธัญญาหาร กับสัตว์เดรัจฉานในป่า กินไปแล้วก็ตาย มันก็ไม่ใช่เท่านั้น เขาก็หาวิธีที่ว่า น่าจะบรรลุเจริญแบบไหน ก็ได้คิดว่า นั่งหลับตาสะกดจิตนี่แหละ จะต้องให้กิเลสมันลดลง ก็สะกดจิตเอา นั่งหลับตาด้วยวิธีสะกดจิตไป นี่ก็เป็นแนวคิด ที่มีมาเก่าแก่ จนกระทั่ง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ไม่ได้ทำอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็ธรรมดา ไม่ต้องออกป่า ออกเขาถ้ำอะไร แล้วทีนี้คนในยุคพระพุทธเจ้ายัง ไม่เป็นเมืองเหมือนทุกวันนี้ มันก็เลยไม่เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าก็ต้องออกป่า แด่พระพุทธเจ้าได้คิดแล้ว ก็บอกว่าไม่จำเป็นจะต้องอยู่ป่า แต่แท้จริงแล้ว ท่านทิ้งบ้านแล้ว ก็เลยต้องอาศัย ต้นไม้รุกขมูลโคนไม้อยู่ ไม่ไปบุกรุก หาบ้านช่องอีกแล้ว เพราะตอนท่านออกบวช ก็ทิ้งทุกอย่าง ก็ไปเป็นพระป่า เพราะสังคมโลก เขาครอบงำไว้ว่า บวชแล้ว ต้องออกมานั่งสมาธิ เดินลุยกันในป่าในเขา ไม่ต้องมีเหย้าเรือนอะไร จนตอนหลัง ถึงมีโรงเรือน เรียกว่าเรือนว่าง คือไม่มีเจ้าของ เป็นของที่ พุทธศาสนิกชน เขาสร้างให้ เรียกว่า กุฏิที่พัก จนกระทั่งมีสถานที่ ที่มีพระหลายรูป ก็อยู่รวมกันเป็นอาราม ไปตามลำดับ จนสุดท้าย ก็ไม่ต้องไปออกป่าหรอก สร้างอาราม ในเมืองนี่แหละ สร้างวัดในเมืองนี่แหละ ไม่ต้องไปออกป่าหรอก จึงค่อยๆรู้ว่า ทางปฏิบัติของ ศาสนาพุทธนั้น ไม่ต้องออกป่า แต่คนก็ยังฝังใจว่าอยู่ในเมืองแล้ว จะปฏิบัติอะไร คนที่ไม่ได้บวชก็ไม่รู้ แต่คนที่ได้ศึกษา ตามพระพุทธเจ้า ก็รู้ว่าปฏิบัติตามมรรค มีองค์แปดไง ตามพระพุทธเจ้าพาทำ ทางปฏิบัติ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ไม่มีคำสอน ในพระไตรปิฎกหมดเลย ฟังคำสอนที่ประมวลมา ในแต่ละเล่ม 45 เล่ม ทางปฏิบัติ ไม่ใช่การไปนั่งหลับตา ทางปฏิบัติคือ ปฏิปทา หรือมรรค ก็มรรคมีองค์ 8 ไม่ใช่ไปหลับตา ทุกวันนี้ ก็ผิดเพี้ยนไปอีก ไปเป็นอย่างเดิม ไปเป็นแบบฤาษี ออกมานั่งหลับตา บอกว่านั้นคือ พระที่มุ่งนิพพาน ต้องออกป่า นั่งหลับตา เดี๋ยวนี้ ก็ผิดเพี้ยนไปอีกแล้ว อาตมาก็ต้อง นำยืนยันพระไตรปิฎก เอามายืนยัน ว่าทางปฏิบัตินั้น พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ไม่ได้ไปนั่งหลับตา การปฏิบัตินั้น ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ให้เกิดสมาธิ ไปปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์แล้ว จะเกิดเป็นสัมมาสมาธิ ตามที่มีใน มหาจัตตารีสกสูตร 600213_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน