สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ตัณหา ๓(ความทะยานอยากที่ต้องดับและมี).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ตัณหา ๓(ความทะยานอยากที่ต้องดับและมี) อาตมาจะขยายความรู้เรื่องตัณหาสาม พระพุทธเจ้าตรัสถึงมโนสัญเจตนา หรือจิตที่มุ่งหมายมี 3 ลักษณะ เรียกว่าความต้องการมุ่งหมายหรือความอยาก ความอยากในอะไร 1 ความกระหายอยากได้อารมณ์ที่น่าชอบใจมาเสพเสวย ปรนเปรอตน หรือความทะยานอยากในกาม เรียกโดยศัพท์สั้นๆว่า กามตัณหา 2 ความกระหายอยากให้ความถาวรมั่นคง ให้คงอยู่ตลอดไป (รวมถึงใหญ่โตโดนเด่นของตนในสิ่งที่จะมีตลอดไป)หรือสั้นๆว่า ความทะยานอยากในภพ ตรวจสอบว่าภวตัณหา 3 ความกระหายอยากในความดับสิ้นขาดสูญ รวมทั้งพราก พ้น ตัดรอน แห่งตัวตน หรือความทะยานอยากในวิภพหรือ วิภวตัณหา เนื้อหานี้เอามาจากที่ท่านพรหมคุณาภรณ์หรือ สมเด็จพุทธโฆษาจารย์นี้ ต่อไปอาตมาก็จะขยายความ 1 ความกระหายอยากได้อารมณ์ที่น่าชอบใจมาเสพเสวย ปรนเปรอตน หรือความทะยานอยากในกาม เรียกโดยศัพท์สั้นๆว่า กามตัณหา ก็จริงถูกต้อง แล้วอยากได้อะไร ก็อยากได้ทุกอย่างที่โลกมี วัตถุ กริยาท่าทางแล้วการสัมผัส ทุกอย่าง กามนี้ มีการสัมผัสแบบต้องตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกเป็นกามภพ เรียกว่ากามตัณหา จะต้องเกี่ยวข้องกับข้างนอก เอาจากข้างนอกมาเสพอารมณ์ตน ตั้งแต่ข้าวของเพชรนิลจินดาจนกระทั่งสัตว์ ตัวตนบุคคลต้นหมากรากไม้ ภูเขาแม่น้ำ ธาตุดินน้ำลมไฟ ต้องการมาเสพสัมผัส ได้ตามอารมณ์ มันมีนัยยะสองนัย หนึ่งโลภ สอง ราคะ โลภคืออยากได้มาเป็นของตน อะไรก็แล้วแต่ อยากได้มาเป็นของตน สอง กามหรือราคะ อยากได้มาสัมผัสเสพรส แล้วก็สมอารมณ์ดีใจชื่นใจพอใจ ถ้าราคะก็ได้มาสัมผัส จมูกลิ้นกายแล้วก็เกิดอาการสุขสมใจ นั่นคือ แรงเอามาเป็นตน

2 ความกระหายอยากให้ความถาวรมั่นคง ให้คงอยู่ตลอดไป (รวมถึงใหญ่โตโดดเด่นของตนในสิ่งที่จะมีตลอดไป) หรือสั้นๆว่า

อ่านต่อ

ความทะยานอยากในภพ เรียกว่าภวตัณหา คำว่าภพคำนี้ยังเข้าใจกันไม่ค่อยได้ ภพมันคืออะไร ภพคือสภาวะของจิตที่ตั้งขึ้น คำว่าแดน ถิ่นที่ ทั้งที่ไม่มีตัวตน แต่จิตใจของตนเองเชื่อว่ามี แล้วก็สร้างจะให้เป็นอย่างไรก็ได้ เป็นวิมาน ไม่ต้องอาศัยสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ลัทธิธรรมกายนี่ทำได้ยอด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เขาก็เอารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสด้วย จึงมีความต้องการที่บานใหญ่ เป็นสวรรค์วิมานที่ใหญ่โตไม่มีสิ้นสุด ใหญ่โตกว่าแบบที่ฤาษีลิงดำสอนอีก ตั้งตัวเองเป็นผู้รู้ว่าคนตายแล้วไปอยู่ที่ไหนไปอยู่สวรรค์เฟส 1 เฟส 2 เป็นการใช้ภาษาการตลาดที่คนเข้าใจได้ง่าย แล้วหลงง่าย ท่านพรหมคุณาภรณ์ว่าเป็น ความกระหายอยากให้ความถาวรมั่นคง ให้คงอยู่ตลอดไป (รวมถึงใหญ่โตโดดเด่นของตนในสิ่งที่จะมีตลอดไป) หรือสั้นๆว่า ความทะยานอยากในภพ เรียกว่าภวตัณหา มันหนักที่บอกว่ามีอยู่ถาวรแต่ความจริงมันไม่มี

3 ความกระหายอยากในความดับสิ้นขาดสูญ รวมทั้งพราก พ้น ตัดรอน แห่งตัวตน หรือความทะยานอยากในวิภพหรือ วิภวตัณหา ศาสนาพุทธมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ให้เรียนรู้เลิกตั้งแต่กามภพ แม้จะมีตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัส ไม่เสพอารมณ์สุขทุกข์ในกามภพ ก็เป็นอนาคามี ก็เหลือแต่ข้างในเป็นเศษ ที่เป็นรูปราคะ อรูปราคะ เป็นความหลงเชื้อที่เป็นสุข เป็นรสชาติพอใจสุขใจอยู่ภายใน ศาสนาพุทธให้เรียนรู้จากภายนอกก่อน จนดับกามภพ แต่ก็ไม่ได้ไม่ลืมตา ไม่ได้ไม่มีสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ได้สัมผัสแล้วก็จะรู้ว่าเราหรือกิเลสภายใน ก็ต้องมีการกระทบสัมผัสเป็นเหตุปัจจัย ศาสนาพุทธ จึงเป็นศาสนาที่มีผัสสะเป็นปัจจัยแล้วเรียนรู้กิเลสอย่างลืมตา แต่กลับสอนผิดกันให้ไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่ได้มีการกระทบสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย ศาสนาพุทธก็เสื่อมลงไปตามลำดับแล้ว ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้ามาประกาศศาสนาก็มีความเสื่อมแบบนี้แล้ว ศาสนาพุทธสอนให้มีการสัมผัสเป็นปัจจัยและอ่านกิเลสให้รู้ว่ากิเลสไม่เที่ยง มันทำให้เกิดสุขหรือทุกข์ ถ้าสัมผัสแล้วเรียนรู้ให้เกิดปัญญาว่าเราไปเสพสัมผัส รสชาติเก๊ จิตใจที่บรรลุธรรมแล้ว อาการอารมณ์พอใจยินดีเพลิดเพลินมันหายไปจากจิต มันไม่ดูดให้ผลักไม่ยินดีไม่ยินร้าย สัมผัสแล้วก็มีอาการเฉยๆ แต่ก่อนนี้อาตมาก็ชอบกินเผ็ดๆ แต่ก่อนนี้สัมผัสแล้วก็รู้สึกน่ากิน (มะละกอบนโต๊ะ) เอาไปทำส้มตำ เผ็ดๆรับรองแซบอีหลีอร่อย แต่ก่อนอาตมาสัมผัสแล้วก็จะเกิดอารมณ์เช่นนี้ เห็นมะละกอก็นึกถึงส้มตำเลย เดี๋ยวนี้ไม่มีอารมณ์นั้นแล้ว มันต้องหายไปเลยถาวร ไม่กดข่ม พิจารณาเห็นเลยว่ามันเป็นของไม่จริงไม่แท้ไม่เที่ยง มันไม่มีไม่เป็นอยู่ตลอดกาลหรอก มันเป็นเหตุให้เราสุขและทุกข์ มันจะต้องได้มันมาเสพจึงจะมีความสุข อร่อยน้อยก็ทุกข์น้อย อร่อยมากก็ทุกข์มาก เราต้องพิจารณาว่ามันไม่ใช่ตัวตนในอารมณ์อร่อยนี้ มันไม่จริง คุณต้องเห็นด้วยปัญญา ก็ล้างภพชาติที่มันอร่อยนี้ไป ให้เป็นอารมณ์กลางๆอย่างถาวรที่ผู้บรรลุธรรม อย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)

เป็นตากระทบรูป ลิ้นกระทบรส หูกระทบเสียงก็รู้สึกกลางๆเฉยๆ คนไปเข้าใจว่าอรหันต์เป็นอะไรแล้ว ไม่มีรสชาติอะไรก็ไม่ชื่นใจ ทั้งที่รสจริงมันก็มีอยู่ จะเผ็ดจะหวานจะมันก็มีอยู่จริง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็จะมีความจริงของมัน แต่อาการอารมณ์อย่างโลกีย์ความชอบใจหรือไม่ชอบใจนั้นมันไม่มีแล้ว เรียกว่าวิภวตัณหา ตัณหาไม่มีภพ กามภพหรือรูปภพอรูปภพก็ไม่มีแล้ว เป็นอนาคามี หรืออรหันต์ก็หมด เป็นวิภวภพ ผู้มีวิภวภพนี้ เป็นพระโพธิสัตว์ มีหน้าที่สอนให้คนอื่นได้มีวิภวภพเหมือนตนเอง อาตมาก็มีของอาตมาก็เลยมาสอนผู้อื่น อาตมาก็สอนตามพระพุทธเจ้านี้แหละ มีความมุ่งหมายความปรารถนาอยากให้พวกคุณหมดกามภพ ภวภพ ไม่ใช่สอนอย่างไม่มีพลังงาน เฉยๆจืดๆ ไปไม่ถึงไหนก็ไม่มีพลังสิ ต้องมีพลัง อยากได้แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็ควรทำให้ได้ให้เป็นตามทิศทางที่เรากำหนด

มี Guru สู่แดนธรรม เขียนไว้เรื่องตัณหาสาม กราบเรียนพ่อท่านครับ

คำว่า ตัณหา ๓ นี้ เมื่อควรละควรเลิกก็ต้องหมายไปถึง ตัณหาที่เป็นสมุทัย คือ ตัณหาอันนำให้เกิดภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดในภพ ด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลินยิ่งในภพหรือในอารมณ์นั้น

แม้แต่ วิภวตัณหาเองก็ตาม ในที่นี้หมายถึง วิภวตัณหาที่นำให้เกิดภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดในภพ ด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลินยิ่งในภพหรือในอารมณ์นั้น

ส่วนวิภวตัณหาของพ่อท่านอธิบายนั้น เป็นวิภวตัณหาบริสุทธิ์ ไม่เกิดภพใหม่ ไม่เพลิดเพลินในภพนั้น แต่มีอิทธิบาท เอาใจใส่จนเสร็จ การงานไม่คั่งค้าง จบแล้วก็ตัด อุเบกขา ผมเห็นอย่างนี้ถูก/ผิดประการใด กราบเรียนพ่อท่านอธิบายด้วยครับ

ตอบ...จริงแล้ว อาตมาไม่ได้มีภพใหม่ ไม่ได้เพลิดเพลิน อาตมามีภพพุทธภูมิโพธิสัตว์ มีอิทธิบาทเอาใจใส่จนเสร็จ การงานไม่คั่งค้าง จบแล้วก็ตัด อุเบกขาจริง คนที่รู้ก็ไม่วนกับภพเก่า ในภพสาม เราจะต้องแม่นในความเป็นภพ กามภพนี่คือปัจจุบัน ตาก็ยังมีสัมผัส หูก็ได้ยินเสียงได้ มีสัมผัสรู้ แล้วก็เรียนรู้อาการกิเลส ทางตาหูจมูก ลิ้น สัมผัสเสียดสี ต้องเรียนรู้อารมณ์ที่กลางเฉย รู้ความจริงตามความเป็นจริงอย่างเดียวไม่มีธรรมะ 2 ธรรมะสองคือเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.๑๐ ข.๖๐ ให้เรียนที่เวทนา กรรมฐานของพระพุทธเจ้าให้เรียนที่เวทนา แจกเป็น 108 นี่แหละ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เวทนาสองคือ หนึ่ง เวทนาของแท้ กับอีกอันหนึ่งคือเวทนาของเท็จ คืออารมณ์ชอบไม่ชอบอารมณ์ผลักหรือดูด มันเป็นของเท็จ อารมณ์ที่เป็นหนึ่งคือไม่มีผลักหรือดูด สัมผัสอะไรมันก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง แดงก็เป็นสีแดงเขียวก็เป็นสีเขียว กลมก็เป็นทรงกลม ตาของใครไม่ว่าชาติไหน สัมผัสแล้วก็เห็นเหมือนกันอันเดียวกัน เป็นความจริงอันเดียวกัน ไม่มีอารมณ์ที่ 2 ไม่มีธรรมะ 2 ถ้ามีธรรมะ 2 ก็ต้องทำให้มันเป็นหนึ่ง เอกสโมสรณา ภวนฺติ อรหันต์อยู่ตรงนี้ ต้องเรียนรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทสคือที่อาตมาอธิบาย แล้วคุณก็ไปกำหนดหมายเอาเอง ว่ามีอาการอย่างไร กิเลสมันยังไม่หายไปจากจิต ก็ต้องพิจารณา ว่ามันเท็จ ไม่แท้ ถ้าคุณมีปัญญาแล้วจะไม่รู้สึกดูดหรือผลัก มันเป็นธรรมะหนึ่งเลยไม่เป็นธรรมะสอง มันมีธรรมะเดียวคือนิพพาน มันมีแต่อารมณ์แท้ไม่มีอารมณ์เก๊ อรหันต์ทุกองค์สัมผัสแล้วเหมือนกันหมด ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อย่างคนที่มีอาการดำฤษณาแรงๆ ก็ฆ่าพ่อแม่ได้ คนที่ปล้ำข่มขืน ก็คือพวกที่มีอารมณ์อย่างนี้ พอทำไปแล้วก็รู้สึกว่าไม่ดีจะถูกจับ ก็เลยต้องฆ่า ก็เลยชั่วหนักซ้ำเข้าไปใหญ่ ถ้าเราสำคัญที่พระพุทธเจ้าสอนว่าอ่านอาการให้เป็น แล้วทำอาการให้หายไป นั่นแหละคือ ปฏิบัติมนสิการ มนสิการ หรือโยสิโสมนสิการ … เขาแปลกันแค่ ความคิดจินตนาการ ไม่ลงลึกไปถึงความจริงว่า คือการทำการจัดการในใจ จัดการกับใจตนเองเลย แต่เขาแปลกันแค่พิจารณา โดยแยบคาย พิจารณาคิดไตร่ตรองตรวจสอบโดยไม่ได้ลงมือทำใจในใจเลย ไม่ได้ลงลึกถึงความจริงของความหมายในมนสิกโรติ โยนิโสมนสิการคือทำใจในใจ ให้พลังงานกิเลสดับ อย่าไปดับอย่างอื่นที่ดี ปราชญ์หรือผู้รู้ทางศาสนาในเมืองไทยแปลได้แค่นี้ ก็เลยทำให้เห็นว่าไม่มีผลของศาสนาที่แท้จริง อาตมามีหน้าที่เปิดเผยอย่างจริงใจ คนเอาหรือไม่เอาก็แล้วไป คนที่แอบฟังอาตมาแล้วก็เอาตามก็มี ไม่ต้องเปิดเผยก็ได้ ผู้ที่มีการยอมรับนับถือในสังคมที่เห็นด้วยก็มี เอาตามก็มีแต่ก็ไม่ได้เปิดเผยมา เพราะอาจเป็นภัยกับตนเอง

591128_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ ความทะยานอยากที่ต้องดับ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน