170200 จิต-เจตสิก-รูปและสัจจานุโลมญาณ-พ่อท่าน-แดนอโศก

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์49 KB
วันที่แก้ไข2 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

เอาวันนี้ เราจะมาทวนกันในเรื่อง ของเรื่องส่วนใน คือ เรื่องของจิต เจตสิก รูป และก็เรื่องของ สัจจานุโลมญาณ เรื่องสัจจานุโลมญาณ ด้วย เรื่องจิต เจตสิกรูป นั้น เราก็เคยพูดแล้ว ในตอนที่ปีที่แล้วเราก็ได้เรียนกันมา ที่เขาสอนกันอยู่เดี๋ยวนี้ ที่เขาเอาภาษามาใช้ว่าจิต เจตสิก รูปนิพพาน ที่เขาเรียนกัน พระอภิธรรมก็ดี หรือว่า เขาเรียกว่าปรมัตถ์ ก็ตาม ก็ถูกของเขา ไม่ใช่ว่าไม่ถูกนะ ถูกต้อง ที่นี้ เราเอง เราจะต้องมารู้ความถูกต้องที่แท้จริงนั้นให้ชัดก่อนไม่ใช่ไปรู้จักภาษาเฉยๆ ภาษานั่นแยะ เมื่อรู้รายละเอียดแล้วเราจะตั้งชื่อใส่ภาษาไปเท่าไหร่ก็ได้ แต่ถ้าเราไม่รู้ตัวมันเลย ไม่รู้ความเป็นจริง จับจิตก็ไม่ถูก จิตอันไหนที่เรียกว่า เจตสิก ต่างกับจิตอย่างไร เราก็ไม่รู้ และแม้กระทั่งที่สุดพอบอกว่าจิตนี่แหละ เป็นรูปแล้วก็จิตนี่แหละเป็นนาม ถึงขั้นพิจารณาจิตในจิต ถึงขั้นพิจารณาธรรมารมณ์ใน ใน ใน ใน ธรรมหรือทำในธรรม หรือ ธรรมารมณ์ของมันเนี่ย ก็ไม่รู้ ก็ไม่รู้รูป รู้นามของจิตในจิต หรือแม้ที่สุด รูปหยาบๆ เราก็ไม่รู้ รูปหยาบๆ เราบอกไม่รู้ รูปหยาบๆ ที่เห็นด้วยตานั่นแหละข้างนอกนั้นรูป แล้วเราก็เอาจิตไปผูกพันมัน ก็เลยไม่รู้ว่ามีนามธรรมของเราไปผูกพันกับรูปข้างนอก รูปก็เลยจะมาย่นย่อกันอยู่แต่ว่า รูปนั่ง รูปนอน รูปยืน รูปเดิน รูปอะไรเฉยๆ ที่เขาเรียนกันอยู่เป็นพื้นฐานขณะนี้ รูปนอกเหนือจากนั้น เขาก็ไม่เรียนรู้ ไอ้รูปนั่ง รูปนอน รูปเดินอะไรก็ไม่ผิด มันไม่ผิดหรอก แต่ว่ารูปรูปนั่ง รูปนอน รูปยืน รูปเดินอะไรนั่น ก็เป็นส่วนหนึ่ง เป็นการที่ รู้รูป รู้นาม ในจังหวะหนึ่งเท่านั้น ที่เราจะต้องรู้รายละเอียดทั้งหมด แล้วเราจะต้องรู้รูป รู้นาม ทั้งหมด ตั้งแต่หยาบจนกระทั่งถึง รูปนั่ง รูปนอน รูปยืน รูปเดิน จนกระทั่งรูปของจิต ที่เรียกว่ารู

อ่านต่อ

ปจิตเข้าไปอีก มันมีแต่รูปกับนามเท่านั้นแหละ ทั้งหมดในโลก มีแต่รูปกับนาม ตอนนี้เราไม่พูดถึงรูปหยาบ เราจะพูดถึงจิต เจตสิกที่เป็นรูปเป็นนามในจิต เป็นจริง เราจะพูดกันวันนี้เราจะพูดเรื่องนี้แล้วเราจะพูดกันถึงเรื่องสัจจานุโลมญาณต่อ จิตของเราเนี่ย เออ สิ่งที่ถูกรู้ เราเคยพูดกันแล้วว่า สิ่งที่ถูกรู้เราเรียกว่ารูป เพราะฉะนั้นข้างนอก วันนี้เราไม่พูดเราพูดแต่ว่าสิ่งที่ถูกรู้อยู่ในจิตของเรา เนี่ย ก็เป็นรูป ถูกรู้อย่างไรล่ะ เรารู้จิตของเรา โดยจิตของเรามันมีอารมณ์อย่างไรก็ตามแต่ มันเป็นรูป คนเป็นตัวรูป จิตมันจะเป็นรูปร่างอย่างไรก็ช่าง ถ้าเรามีความรับรู้สึก มีปัญญาเข้าใจได้ว่า ไอ้นี่มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ มันไม่ใช่วัตถุ หรือมันไม่ใช่สิ่งหยาบ ไม่ใช่กาย แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดอยู่ในการสัมผัส แล้วก็เกิดรู้ เกิดเข้าใจ หรือเกิดเห็น เกิดสัมผัสได้ โดยที่เรียกว่าอีกอันนึงเลย มันไม่ใช่ตัวตนที่เป็นของหยาบๆ แล้ว เราเรียกมันว่าจิต แม้กระทั่งเราได้ยินเสียงนี่ ก็ไม่เห็นมีตัวตน เราได้รู้รูปภาพ แม้หลับตาแล้วก็ยังเห็นภาพ ก็ไม่ใช่ตัวตน หรือแม้แต่ลืมตา เห็นภาพนี้เป็นของนอก เราไม่พูดกันวันนี้ เราจะพูดแม้จะหลับตาก็เห็นรูปอยู่ข้างในเนี่ย ไม่มีตัวมีตน หลับตาก็เห็นรูปแล้วประเดี๋ยวก็หายไป บางทีจากนึกกลับมาอีกมันก็ไม่กลับมาด้วยซ้ำไป บางทีก็กลับมาอีกได้ตามความคิด ตัวเอง บางคนก็นึกได้ ก็เป็นรูปทั้งนั้น รูป เสียง กลิ่น ก็ถือเป็นรูป รสที่ผัสสะเข้าไปทางลิ้น ก็ถือเป็นรูป กายที่ต้องสัมผัสต่างๆ รูป เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ก็เป็นรูป รูปทั้งนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่เราเอง พอรับสัมผัสแล้ว เรารู้มันขึ้นมา เรารู้มันขึ้นมา มันเป็นรูปทั้งนั้น เลย รู้มันขึ้นมาตัวที่ถูก รู้ตัวนั้นน่ะ เรารู้ขึ้นมาได้ จะเป็นสภาพรู้ว่า เป็นรูปก็ตาม สภาพรู้ว่าเป็นเสียง ก็ตามสภาพรู้ว่าเป็นกลิ่น สภาพรู้ว่าเป็นรส สภาพรู้ว่าเป็นกายสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ยังไงก็ตามแต่เราก็มีสิ่งที่ถูกรู้อยู่ในนั้น และติดติดกัน ติดๆ กันกับสิ่งที่เรารู้น่ะสิ เราก็มีอีกอันนึงก็ไปรู้สิ่งที่ถูกรู้นั่นอีก ฟังซ้อนเข้าไปอีกนะ มันเป็นสามจังหวะ ไอ้นี่เป็นรูป เสียง กลิ่น รส ต่างๆ นานา เราเรียกมันว่ารูป มันเป็นตัวที่ถูกรู้ ถูกรู้ จิตที่ไปรู้ ไอ้สิ่งที่ถูกรู้นี่ อีกตัวหนึ่ง อ้าว เขียนเป็นวงกลม มันเข้าไปรู้ สิ่งที่ถูกรู้ นี่แต่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ตาม ตัวที่เข้าไปรู้ตัวนี้แหละ เราขอแยกมันมาเรียกว่า นาม จิตทั้งนั้น ในขณะนี้ ฟังให้ดี จิตทั้งนั้น ตัวที่เป็นรูป นี่ก็จิต ที่มันรับรู้ว่าเป็นรูป มันไม่มีตัว ไม่มีตน มันสลายได้ก็ง่ายๆ ตั้งขึ้นก็ง่ายๆ เกิดดับง่าย เสียงประเดี๋ยวได้ยินก็หายไปแล้ว เสียงเนี่ยได้ยินลอยลมมาเข้าหู กระทบได้ยินเสียง หายไปแล้ว แต่เราก็ได้รู้ว่าเป็นรูป ถ้าพูดติดต่อกันอยู่ ถ้าภาษาเก่าก็ได้ยินเสียงเก่า ถ้าภาษาใหม่ก็ได้ยินเสียงใหม่ ถ้าทำเสียงใหม่ๆ ขึ้นก็เสียงใหม่ๆ ติดต่อกันอยู่เป็นจังหวะ จังหวะไป เป็นรูปกับนาม เป็นรูปกับนาม ที่นี้เจ้านามตัวนี้ แยกออกมาอีก เจ้านามตัวนี้แยกออกมาอีกนะเป็น 1 กับ 2 หรือ เป็น ก. กับ ข. ก็ตามใจนะ สิ่งที่รู้อยู่ สิ่งที่เข้าเป็นรู้ สิ่งที่รู้อยู่นี่เราเรียกว่านาม สิ่งที่ถูกรู้เราเรียกว่ารูป ทีนี้ไอ้นามนี่ มีหนึ่ง ที่ยึดมั่นแน่นอยู่ ที่ยึดมั่นแน่นอยู่ เป็นนามอันหนึ่ง ยึดมั่นแน่นอยู่เราเรียกว่าเสพ หรือ เกิด ยึดมั่นแน่นอยู่ เรียกว่าเสพ หรือ เกิด นามนะอันนี้เป็นนาม แล้วนะ สอง ที่อนุโลมปล่อยวาง ยอมให้เป็นอย่างอื่น คือ หมดความเสพก็ได้ อนุโลม เราอนุโลมและไม่ถือมั่น ไม่เอาเป็น เอาตาย แล้ววางนะ ยอมให้เป็นอย่างอื่นไปไม่ๆ ๆ เอาด้วยแล้ว เรียกว่า หมดความเสพ หรือดับ พยายามรู้จิตสองจังหวะนี้นะ หนึ่งเกิด สองดับ อันที่หนึ่งที่ว่าเกิดน่ะคือยึดแน่นอยู่ ไม่ยอมวาง ยึดอยู่จะเป็นยึดไว้เป็นความจำ ก็ตามยึดไว้เป็นความเที่ยงแท้ ยึดไว้เป็นปัญญาว่า อย่างอื่นไม่มีถูกอย่างนี้แหละถูก อย่างเดียวเนี่ยถูก แล้วอย่างนี้แหละคือของจริง อย่างนี้แหละไม่มีผิดเพี้ยน ใครจะมาว่าใครจะมากล่าวใครจะมาอะไรแต่ยังไง ฉันจะต้องเอาเป็นเอาตาย เอาหัวชนฝาสู้ อะไรก็ตามแต่ หรือแม้แต่เป็นรูป ก็เสพอยู่ ถ้ารูปนี้เกิดหลับตาแล้ว ยังมีรูปอยู่ รูปนี้ก็ยังลอยฟ่อง อยู่ใน อยู่ในจิต เออ รูปนี้ก็ยังไม่ขาดหายไป ก็ยังเกิดอยู่ตลอดกาล นึกถึงรูป เทวดา ก็เทวดาลอยฟ่องอยู่ นี่เรียกว่าเสพ หรือ เกิด อะไรเกิด จิตนั่นแหละเกิด ตอนนี้เราไม่พูดถึงของหยาบแล้วนะ ไม่พูดถึงพวกนี้แล้วนะ จิตนั่นแหละเกิด แล้วใครจะไปนึกถึงอดีต ที่จริงอดีตไม่มี แต่คุณไปนึกถึงอดีต เมื่อวานนี้ เรากินข้าวกับอะไร คุณก็จะไปเห็นสิ่งที่เกิดมาแล้วเมื่อวานนี้ ไม่มีเดี๋ยวนี้ ไม่มีตัวเราเมื่อวานนี้ไม่มี ตัวเรามีแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้ ตัวเราเมื่อวานนี้ ไม่มี ตัวเรากินข้าวเมื่อวานนี้ ก็ไม่มี ดับไปแล้ว ดับไปแล้ว แต่เราจะไปนึกย้อนถึง เมื่อวานนี้ว่า เรานั่งกินข้าวอยู่ที่นี่ แล้วก็เอาเป็นเอาตาย เป็นตัวเรา เราก็จะเกิดอยู่ ยังเสพอยู่ เสพสิ่งนั้นอยู่ นี่ไปนึกถึงเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว วันที่ ชาติที่แล้วอีก ไปนึกถึงชาติที่แล้วอีก ถ้าสมมุติว่าคนนั้น เกิดเป็นนึกถึงด้วยรูปร่างอย่างไรก็ตาม แต่จะจริงไม่จริงก็ตามเถอะ ชาติที่แล้ว สองชาติที่แล้ว ห้าชาติที่แล้ว สิบชาติที่แล้ว แล้วก็ยังยึดว่าจริงอยู่ ไม่มีตาย คนนั้นมีแต่เกิด เกิดมีแต่เสพ เสพอยู่ทั้งนั้น นี่คือ นามที่ยึดนามธรรม หรือ อรูปอยู่ที่จิต ที่จริงน่ะแสนง่าย นามธรรม นี่ ละวางเมื่อใดก็แสนง่าย รูปซะอีกจนเป็นตัวเป็นตนที่แท้จริง โอ้โห กว่าจะหน่าย จะคลาย กว่าจะละลายมันให้สูญไปในรูปอันนี้อย่างนี้กว่าจะหน่ายจะคลาย กว่าจะ ละลายมันจริงๆ ยากกว่าด้วยซ้ำไป นามอย่างนี้ซะอีกละลายง่าย วางเดี๋ยวนี้ก็ได้เดี๋ยวนี้ แต่ไม่ยอมวาง อดีตก็เอามาได้เรื่อย ขี้เลื่อยอยู่นั่นแหละ เหมือนกับคนเลื่อยขี้เลื่อย เลื่อยไม้ แล้วได้เนื้อไม้ ได้ไม้ เสร็จแล้วไม่พอ เอาขี้เลื่อยมาเลื่อยอีก เลื่อยทำไม ขี้เลื่อย เสียเวลา เพราะงั้นถึงได้เทียบให้ฟังว่า ใครที่เอาอดีตมาวุ่นวาย มานั่งจริงจัง มานั่งไอ้โน่น ไอ้นี่อะไรต่ออะไรอยู่ เหมือนคนนั่งขยำขี้ เอาอดีตมาวุ่นวาย มาเที่ยวได้ปรุงอย่างงู้น อย่างนี้ เป็นอย่างงู้น อย่างงี้ จะต้องอย่างนู้น อย่างนี้ อะไรอยู่ตลอดเวลา จึงเหมือนคนขยำขี้ นี่เรื่องเกิด เพราะฉะนั้นเราไม่เอาอันนี้ ต้องพิจารณาแยกสองจังหวะนี้ คือ นามธรรม แบบนี้ให้ออกที่จิตน่ะ ถ้าเรารู้อารมณ์อย่างนี้ของจิตไม่ได้ เราไม่รู้จิต แล้วเราก็ไม่รู้รูป แล้วเราก็ไม่รู้นาม อาการของจิตที่ยังเป็นบทบาทอยู่นั่นแหละ เราเรียกว่าเจตสิก เจตสิก เป็นบทบาทอยู่นั่นแหละ เราเรียกว่า เจตสิก มันจะเป็นบทบาทอยู่อย่างไร ก็ตามคิดถึงอดีต คิดถึงอนาคตที่ยังไม่มีด้วยซ้ำไป ยิ่งไม่จริงใหญ่ เพราะอนาคตยิ่งไม่จริงกว่าอดีต ฟังฉันให้ออกนะ ปัจจุบันนี้จริงกว่าอดีต อดีตจริงกว่าอนาคต ปัจจุบันจริงกว่าอดีต อดีตจริงกว่าอนาคต เพราะอนาคตยังไม่เกิดเลยนะ อย่างน้อยที่สุด อดีตมันจะเกิดแล้ว เหมือนรอยเท้า เราเดินมาจากโน่น เราบอกว่าเราจะเดินไปที่โน่น แต่เรายังไม่ได้เดิน จะเป็นอนาคต ยังไม่มีรอยเท้า ก็ไม่มีอาการที่ไป ก็ยังไม่เกิด แต่ว่าเราเดินมาแล้วจากโน่น รอยเท้าเราจะมี อย่างน้อยที่สุดยังคลำหารอยเท้าเรายังได้ ยังจริงกว่าที่จะเดินไปข้างหน้า แต่เรายังไม่ได้เดิน จริงกว่า เป็นไหนๆ แต่ที่จริงรอยเท้าที่เราเดินมาจากโน่น ไม่มีคนเดิน คนเดินอยู่ที่นี่ แล้ว ปัจจุบันนี้จริงกว่าเรายืนอยู่นี่ เดินมานู้นเป็นอดีต ไม่มี แต่ ก็ยังมีเมื่อมันเกิดแล้วและตายไปแล้ว จริงกว่าอนาคตที่ยังไม่มี เพราะนั้นอดีตจริงกว่า ปัจจุบันจริงกว่าอดีต อดีตจริงกว่าอนาคต ทิ้งอนาคตเสียก่อนให้หมด แล้วทิ้งอดีตอีก เหลือแต่ปัจจุบันเท่านั้น จึงจะเป็นปรมัตถะ ยอดสุด สูงสุด บอกแปลมาหลายทีแล้ว ปรมัตถะ คำว่า บรม หรือ ปรมะ นี่เองตัวเดียวกัน บวก อัตถะ แต่เดี๋ยวนี้ภาษาพระอภิธรรม เขาไม่แปล ปรมัตถ์ ว่า เขาแปลว่าเป็นสิ่งที่แท้จริง ไม่เปลี่ยนแปลง เขาแปลปรมัตถ์ว่า เป็นสิ่งที่แท้จริง เที่ยงแท้ไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่รู้ไปเอาภาษาอะไรมาแปล เที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลงมันก็เป็นอัตตา ศาสนาพุทธก็ไม่ได้สอนเรื่องอัตตา สอนเรื่องการอนัตตา แล้วไปแปลปรมัตถ์ ว่า สิ่งที่เที่ยงแท้ มั่นคงแท้จริงไม่เปลี่ยนแปลง มันมาจากคำว่า ปรมะ บวก อัตถะ ปรมะแปลว่า สูงแปลว่ายอด แปลว่าสูงสุด อัตถะ แปลว่าแก่นสาร หรือเนื้อหาสาระที่ทำให้มันได้สูงที่สุด เพราะเนื้อหาสาระที่สูงที่สุด คือ เอาความจริงที่จริงที่สุด คือปัจจุบัน ที่อธิบายแล้วเมื่อกี้ ที่จริงกว่าอดีตจริงกว่าอนาคตอีก เพราะ ณ ปัจจุบันนี่แหละ คือ ปรมัตถะ ถ้าใครจับปัจจุบันไม่ได้ อย่างไม่เข้าเนื้อ เข้าแก่น ใครจับปัจจุบันไม่ได้ยังไม่เข้าเนื้อเข้าแก่น เพราะฉะนั้นแม้แต่รูปร่าง กายของเรานี่เป็นสังขารขันธ์ส่วนหนึ่ง เป็นสังขารรูป แล้วก็มีจิตครอง มีจิตครอง เมื่อมีจิตครอง มันก็จะทำอาการ ใช้สังขารขันธ์ นี้มีประสาท มีอะไรจะได้ เอาละไม่พูดถึงรายละเอียดเหล่านั้น มันก็จะยังทำงานอยู่อย่าง ที่เรียกว่าจิต มันจะใช้สังขารขันธ์ นี้ทำงาน มีการกระทบหู กระทบตา กระทบลิ้น กระทบกายอะไรก็ตามแต่ หรือแม้แต่จิตเองมันคิด แม้แต่จิตเองมันคิด มันก็จะมีอาการกระทบ รู้มีเรื่องมีราว มีไอ้โน่น ไอ้นี่ อะไรก็ได้ เกิดขึ้น อาการที่เกิดตลอดเวลา เราเรียกว่าเจตสิก และเจตสิกตัวที่ถูกรู้ เข้าไป เจตสิกตัวนั้นก็เป็นรูป หรือเรียกว่าจิต ก็ได้ เจตสิกก็ได้ อย่าไปงงเรื่องภาษา พยายามตามอาการของจิตให้เห็นชัด ให้รู้จิตให้ชัด เพราะสิ่งใดที่มันถูกรู้ปั๊บ อย่างนี้ ตัวนี้ ที่ตามมารู้ นี่เราเรียกว่านาม อาการของนามที่เรายังไปเสพ ไปยึดอยู่ ว่ามันยังมี ยังเป็น ยังเกิด เราเรียกมันว่าอันที่ 1 ของนามเป็นเสพ จึงเกิดยังไม่มีตาย เพราะฉะนั้น เราจะต้องทำให้เป็นอาการที่ 2 ให้ได้ คือ อนุโลม ปล่อย วาง ยอมให้เป็นอย่างอื่น ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ยอมให้เป็นอย่างอื่นได้ โดยสบายใจ แล้วก็เห็นได้เที่ยงแท้ ได้ว่ามันไม่จริง มันไม่เที่ยง เห็นให้ได้ว่ามันไม่จริง มันไม่เที่ยง คือ หมดความเสพ หรือดับ ตัวนี้แหละ คือ หมดความเสพ หรือดับ จิตเหมือนกัน นามเหมือนกัน เพราะฉะนั้นนาม มีอีกสองจังหวะอย่างนี้ นามมีอีกสองจังหวะอย่างนี้ จิตเหมือนกัน เพราะจิตตัวใดที่มันรู้ มันรู้รูปอันนี้ รูรูปจิตของเราอันนี้ แต่ แต่เสร็จแล้วมันยึดเสพ มันก็เกิดอยู่เร่าๆ ตลอดกาล เกิดจริงจัง เป็นของเที่ยง เป็นของแท้ เป็นของมี เป็นของอะไร ต่ออะไร อยู่ตลอด การเสพอยู่เรื่อย มันก็ไม่รู้จักดับ อาการอย่างนี้ เป็นอาการของคนที่ได้ไฝ่สร้าง ไฝ่ทำ ไฝ่ยึด ไฝ่มี ไฝ่ทำมานานชาตินักหนาแล้ว เป็นอาการที่รู้ คุณรู้เอง ทุกคนน่ะลองคิดให้ดี ว่าเราต้องมาทำจังหวะที่สอง ถึงแม้มี ถึงแม้เป็น ถึงแม้ระลึกได้ว่า อดีตผ่านมา เมื่อวานนี้ เราผ่านมา เราก็รู้ก็ อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าผ่านมา เมื่อวานนี้จริง เมื่อวานนี้เที่ยง ไม่มี ที่จริงไม่มี คิดให้ดีๆ นะไม่มี เมื่อวานนี้ ไม่มี เมื่อวานนี้ ก็คือ ความจำของวันนี้ ความจำของขณะนี้ เท่านั้นเอง เมื่อวานนี้ ไม่มี ไม่มี เมื่อวานนี้ ไม่มีแล้ว คุณจะไม่รื้อฟื้นเมื่อวานนี้ขึ้นมายังไง มันก็ไม่มี คุณจะไปเอาไอ้เมื่อวานนี้อย่างเมื่อวานนี้ไปเอามาเถอะ ไม่มี ไม่มี ต้องเข้าใจให้ได้อย่างแท้จริง เมื่อใครวางได้นะ ใครปล่อยได้ ยอมให้เป็นอย่างอื่นได้ ไม่ยึดมั่น ถือมั่นได้ หมดความเสพได้ ไม่เสพ ไม่อร่อย ไม่พยายามที่จะไปอร่อย ยินดี หรือ ยินร้าย ไม่หมดเลยได้ จังหวะนี้แหละเป็นจังหวะที่เรามาฝึกตนอยู่ คือ วาง คือ ดับ จิตที่เห็นความเป็นไป หรือ บทบาทของการเดินทางของสิ่งที่เราเกี่ยวข้องอยู่นะ จิตที่เห็นอยู่เห็นความเป็นไปต่างๆ เนี่ยมันจะเห็นอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราพยายามให้จิต ถึงจิต มันจะเห็นความเป็นไปของชีวิต แม้แต่เรานั่งอยู่เราก็เห็นความเป็นไปของเรานั่งอยู่ มันไม่นั่งอยู่เฉยๆ มันนั่งอยู่กาย มันนั่งจริงแต่จิตมันอาจจะทำงาน ล่องลอยไปแล้ว คิดถึงอดีต บ้างสร้างอนาคตบ้างก็ได้ หรือไม่คิดถึงอดีต ไม่สร้างอนาคต มันกำลังจะทำอะไรก็ตาม แต่ต้องจับจิตให้ทัน ถ้ามันเอามาปรุงธรรมะ มันเอามาพิจารณา เห็นเหตุเห็นผลของธรรมะ มีธรรมวิจยะ มีธรรมะวิริยะอย่างแท้จริง เรามีสติรู้อยู่ด้วยว่า ไอ้สิ่งที่กำลังคิด กำลังเห็นอยู่นั่นแหละ เป็นรูปจิต นะ สิ่งที่กำลังพิจารณาอยู่นะเป็น รูปจิต นะ เอาอดีตมาพิจารณา ก็ตาม เอาอนาคตมาพิจารณาก็ตาม เป็นแต่เหตุและปัจจัยเท่านั้น แม้อดีตก็เป็นเหตุปัจจัย แม้อนาคตที่จะคำนวณไปเพ้อๆ ลมๆ ไป ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย แต่ไม่สมควร เรื่องอนาคต ถึงบอกว่าตัดทิ้งก่อน พระพุทธเจ้าถึงไม่เคยสอน อนาคตังสญาณ ให้เอามาเที่ยวได้วุ่นวาย ไม่เป็นนักดูหมอ ไม่เป็นนักดูหมอ แต่ ท่านให้นึกถึง ปุพเพนิวาสานุสติญาณ อดีตเอามาคิดได้เอามาปรุงได้ แต่อนาคต อย่าเป็นนักดูหมอ อนาคตังสญาณ ไม่ ไม่เอา แม้จะมี ก็ไม่ให้ไปยึดเลย ไม่ยึดยิ่งกว่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ระลึกถึงความเก่า และลึกถึงอดีต เรารู้สึกสิ่งที่ผ่านมาแล้ว แล้วเอามันมาเป็นเครื่องสอน เราจำได้ เราจำได้อยู่ แต่ไม่จริงนะ เป็นแต่เพียงสิ่งที่ผ่านมา ถ้ารื้อฟื้นขึ้นมาได้จำได้ถึง เรารู้รูป รู้รส รู้กลิ่น รู้เสียง รู้สัมผัสต่างๆ นานา แล้วเรา แต่ก่อนนี้เราก็ไปหลงมัน เป็นทาสมันอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา อยู่เราก็จะได้ประโยชน์จากมัน ได้ เพราะเรานึกถึงบุพเพสันนิวาสานุสติ นี่เอง เกิดปัญญา รู้เห็นแล้ว หน่าย คลายได้ ปุดโถ แต่ก่อนไปหลงรักหลงชอบ แต่ก่อนไปหลงอร่อย แต่ก่อนไปหลงยึดหลงถือ ว่าเราเป็นนั่น เราเป็นนี่ เรามีนั่น เรามีนี่ โอยทั้ง กามภพ ทั้ง ภวะภพ ไม่ว่ากามตัณหา ภวตัณหาไปหลงอยู่ตลอดเวลา เห็นได้ละได้ นั่นแหละเอาบุพเพนิวาสานุสติ มาทำให้เกิดญาณ เกิดปัญญา เกิดรู้ จิตที่เห็นความเป็นไปด้วยบทบาทของการเดินทางของสิ่งที่เราเกี่ยวข้องอยู่ แม้บางทีดี บางทีเลว เราก็แยกดีแยกเลว เลวนี้ออก ออกชัดๆ แต่ก็ไม่ชอบ ไม่หลงในดี ไม่เคือง ไม่ชัง ไม่ดันทุรัง ผลักไสในเลว ฟังตรงนี้ให้ดี เราแยกดี แยกเลวออกเลย อดีตเอามาคิดถึงตาม หรือ แม้ปัจจุบันนี้ เรายังกระทบอยู่แล้ว เรายังมีสภาวะปัจจุบัน แต่ยังตอนนี้ยังไม่เน้นเข้าหาปัจจุบันที่กำลังกระทบตรง ตอนนี้พูดถึงอดีตนิดหน่อยก่อนนะ เราเอาอดีตมาปรุงเป็นบุพเพนิวาสานุสติ แล้วเราก็ปรุงแยกออก อ้อ ที่เราเคยผ่านมา เป็นอย่างนี้หนอ โอ้ไอ้นี่ มันก็ดีกว่าอันนี้ ไอ้นี่ดีกว่าอันนี้ ไอ้นี่ไม่ดี อันไหนไม่ดีกว่านั่นแหละ เราเรียกเลว อันไหนดีกว่า เราเรียก ดี เราไปหลงอยู่ยังงี้ เราเป็นยังงี้ เป็นทาสอย่างงี้ ละ คลาย ได้ สบายอย่างงี้ เบายังงี้ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เราละ คลาย สิ่งที่เราหลงติด หลงเสพ หลง หลงให้มันเกิดๆ ๆ ๆ ไม่รู้จักตายอยู่ จะต้องได้ จะต้องมี จะต้องเป็นอยู่ ตลอดเวลา เรารู้ได้ เข้าใจได้ เราก็รู้ว่าไอ้นั่นดี และไใาดี อันไหนติดอยู่ก็ไม่ดี อันไหนละคลายได้ก็ดี มีดีและไม่ดีอย่างนี้ชัดๆ เห็นชัดๆ รู้ของเรา เทียบเคียงกับของคนอื่น เทียบคนอื่นเหมือนอย่างเราไหม ชาวโลกต่างๆ เหมือนเราไหมจุตูปปาตะ ระลึกถึงคนอื่นด้วย การเกิดการดับแบบนี้ จุตูปปาตะ การเกิดการดับแบบนี้ของคนอื่น เกิดดับ เกิดดับ แบบนี้ เหมือนกันไหม เอ้ เหมือนกันเลย เอ้อ ไม่เหมือนกันทีเดียว แต่ก็มีโครงสร้างเหมือนกัน คล้ายๆ กัน อาจจะไม่รสชาติ อาจจะไม่เหมือนกันทีเดียว ตามความยึดถือ เพราะคนกินพริก รสชาติไม่เท่ากัน พริกเม็ดเดียวกัน ก็รสชาติไม่เท่ากัน เพราะยึดถือคนละอัน บางคนบอกว่า โอ้ อร่อยจัง บางคนบอกว่า ไอ้ย่า กินไม่ลง เพราะงั้นแล้วแต่ใครยึดถือ รสชาติอย่างนี้ ดีไม่ดีก็ติดยึดกันอย่างนี้ ตลอดเวลา เรารู้อย่างนี้ได้ เทียบเคียงแม้แต่ของเราเอง เราก็ระลึกขึ้นมาได้ ทบทวนขึ้นมาได้ รู้ดี แยกดี แยกชั่วออกชัด บอกแล้วว่าดี คือ สิ่งที่มันติดน้อยกว่า ยึดน้อยกว่า สิ่งที่ไม่ดี คือ สิ่งที่ติดมากกว่า ยึดมากกว่า แล้วก็เสพมากกว่า อันไหนที่ยึดน้อยกว่าเรียกว่า ดี ต้องเข้าใจสภาวะที่เป็นภาพซ้อนแบบนี้เรื่อยๆ ๆ เมื่อเราเองเห็นดีชัด เห็นชั่วหรือเห็นเลวชัด แยกออกแล้ว ถึงอย่างนั้นของเราเองก็ตาม ของคนอื่นก็ตาม เราก็ไม่หลงดี ไม่หลงชั่ว ไม่หลงเลว ไม่ไปเพ่งโทษ คนที่ยังติดสิ่งนี้อยู่นะ ไม่ผลักไส ไม่ดันทุรัง ผลักไสในสิ่งเลว จิตนี้เรียกว่าจิตรู้ หรือญาณทัศนะ หรือปัญญาแท้ หรือพุทธะ ที่มีความเป็น เราเรียกว่า ความเป็น มันรู้อยู่ เห็นชัด เกิดพุทธะ เกิดปัญญา เกิดญาณ เกิดญาณทัศนะ ขณะนี้เรากำลังพูดถึง บุพเพนิวาสานุสสติ ให้มันเกิดญาณ ตอนนี้เห็นแล้วทัศนะ คือ เห็น คือรู้ คือพบ พบอะไร พบญาณ พบปัญญา ตัวญาณ ตัวปัญญา ตัวนั้นที่จริง เป็นตัวถูกรู้นะ ตัวถูกรู้นะ ตัวรู้ขึ้นมานี่ มีอีกตัวนึง ตอนนี้ เราไม่ได้เรียกมันว่า รูปนามเฉยๆ แล้ว ที่ถูกรู้นี่เราเรียกมันว่า ญาณ หรือเรียกว่า ทัศนะ ญาณทัศนะ เรียกควบไปเลยก็ได้ หรือ เรียกว่า วิชชา ก็ได้หรือเรียกว่าปัญญาแท้ๆ เป็นสิ่งที่รู้ซ้อนรู้ รู้ความถูก ความผิด รู้ความดี ความชั่วชัดๆ หรือเรียกว่า พุทธะ ที่เป็นอยู่ คำว่า พุทธะ นี อาตมา กำลังจะแยกให้ฟังว่า เป็นพุทธะเป็น กับพุทธะตาย จะแยกให้ฟังว่าเป็นพุทธเป็นพุทธะตายจึงเรียกว่าพุทธะที่ยังเป็นๆ อยู่

อ้า ทีนี้ จิตนั้นหันกลับมา ตอนนี้จิตมาหันกลับมารู้ตัวเองว่า จิตของตัวเอง แม้ว่าได้เห็นดีเห็นชั่วอย่างนี้แล้ว ตัวเองก็ไม่ไม่เดือดร้อนอะไร และไม่ยินดีอะไรเฉยๆ นิ่งนิ่ง ไร้ชอบ ไร้ชัง ฟังให้ดีนะ จิตซ้อนลงไปอีก ตอนแรกที่จริงมันอาการของจิตตามองค์ของฌาน นี่ พอมันรู้สิ่งที่ดีแล้ว มันจะปิติ ยินดี ชอบใจ อันนี้พูดลัดเลย จิตตัวที่แม้ไปรู้ เกิด ญาณทัศนะ แล้วก็ตาม รู้ดี รู้ชั่วอะไร แล้วก็ตาม ไม่ยินดีในชั่ว ไม่ยินดีในชัง แล้วก็ตาม จิตอันเฉย นิ่งลง ไร้ ชอบ ไร้ชังแล้ว พ้นอำนาจจากสิ่งที่เรียกว่า ดี เลว เพราะไม่ยึดทั้งดี ไม่ยึดทั้งเลวนะ เพราะอำนาจที่มีดีเลวครอบงำ คือ ดีเลว นั้นมันไม่ทำให้ใจเราตื่นเต้นโลดแล่น มันไม่ทำให้ใจเราตื่นเต้น โลดแล่น รู้ดี รู้เลว แล้วก็ตาม รู้ของเก่าก็ตาม ขณะนี้ พูดได้ แค่ บุพเพนิวาสานุสสติ คือพูดได้แค่ที่เราระลึกถึงของเก่าที่เราผ่านมา และไม่ทำให้จิตของเราหดหู่ ผลักไสด้วย นอกจากไม่ทำให้จิตของเราตื่นเต้นโลดแล่นแล้ว แล้วก็ไม่ทำให้จิตของเราหดหู่ ผลักไส อยากจะซึมเซาลงไปก็ไม่ด้วย จิตเฉยๆ รู้แต่สักแต่ว่ารู้ๆ ๆ ๆ รู้แจ้งๆ เป็นญาณทัศนะอยู่เฉยๆ จิตเบิกบานปกติอยู่เฉยๆ ไม่หดหู่ รู้สว่าง รู้โพรง เบิกบานสดใส อยู่ รู้ความจริงตามความเป็นจริง แล้วเราก็เฉยๆ นิ่งๆ ว่างๆ อยู่อย่างที่กล่าวมาแล้วนี่แหละ จิตอย่างนี้แหละเราเรียกว่า วิมุต ฟัง วิมุต ให้ชัด วิมุต ไม่ใช่ดับหายไปเลย ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่ จิตอย่างนี้แหละเราเรียกว่า วิมุต หรือเรียกว่านิพพานแท้ อยากจะใช้เอาใช้คำว่านิพพานแท้ เพราะว่านิพพาน เดี๋ยวนี้ มันมีอย่างแท้กับอย่างเทียม เดี๋ยวนี้เขาก็เข้าใจว่า นิพพาน อย่างแท้ คือ ไปนั่งหลับตากันหมดแล้ว ก็ดับไม่เหลืออะไรเลย มันเหลือเหลือ ตัวญาณทัศนะ เหลือตัวรู้ เหลือตัวพุทธะ เป็นๆ เหลือตัวปัญญาแท้ๆ นะ นี่เรียกว่านิพพานแท้ หรือพุทธะที่มีความตาย ฟังให้ดี อย่าวน นะ ญาณทัศนะ คือ พุทธเป็น แต่ตัววิมุตที่หลุดจากสิ่งที่เรารู้แล้ว แล้วก็นิ่งๆ เฉยๆ อยู่ รู้ไอ้สิ่งนั้นแล้วล่ะ ดีก็แยกออก เลวก็แยกออก เรียกว่า รู้กุศลธรรมและอกุศลธรรมแล้ว จิตของเราเป็น อพยกฤต ไม่ตื่นเต้นกับดี ไม่ตื่นเต้นกับเลว หรือ ไม่ยินร้าย และไม่ยินดี ด้วย จิตเฉยนิ่งอยู่อย่างนี้นี่แหละ คือ พุทธเป็น หรือเรียกว่า วิมุติ เรียกว่านิพพานแท้ๆ ของพุทธ ของพุทธนะ ของศาสนาพุทธนะ ของสมณะโคดม พาเป็นมา และอาตมาก็กำลังยืนยัน ว่า พุทธโคดม สอนอย่างนี้ พุทธโคดม เห็นอย่างนี้ อาตมาคิดว่าอย่างนี้ถูก ใครเห็นตามคิดว่าอย่างนี้ถูกตามอาตมา ก็พิจารณาเอา ใครไม่เห็นด้วย ก็ไม่ว่า ใครจะเห็นอย่างพุทธโคดม องค์อื่นก็ไม่ว่า ใครจะเห็นพระพุทธโคดมองค์ที่พาไปนั่งหลับตา แล้วก็ดับ ไม่เห็นอะไรเลย ดับสนิทไม่รู้อะไรเลย ก็ตามใจ นะ แต่อาตมาเองเห็นอย่างนี้ สอนอย่างนี้ และแน่นอน ยืนยันของอาตมาว่า พระพุทธโคดมของเรา เป็นผู้บรรลุ ด้วยธาตุรู้อย่างนี้ ไม่ใช่ธาตุรู้อย่างอื่น พุทธะ ของพระพุทธเจ้า เป็นอย่างนี้ ของพระสัมณะองค์นี้ เป็นอย่างนี้ มี วิมุต แบบนี้ ไม่ใช่วิมุตแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย เป็นสภาพที่เราวางหมดเลย ทั้งดีและชั่ว จึงเรียกว่าพ้นดี พ้นชั่ว พ้นจริงๆ นะ การที่เรายอมเห็น ความชั่วก็ยังเกิดอยู่ต่อหน้าต่อตาได้ โดยเรารู้เหตุปัจจัยของความชั่วนั้น ฟังให้ดีแล้วตอนนี้ คนที่ยังเห็นความชั่วก็ยังเกิดอยู่ต่อหน้าต่อตาได้ โดยเรารู้เหตุรู้ปัจจัยของความชั่วนั้น คือ รู้ในคนผู้ที่เขายังทำชั่วอยู่ ก็เพราะว่าเขายังมีจิต มีภูมิ มีปัญญาเท่านั้น เท่านั้นจริงๆ รู้ชัดเลยว่าของคนนี้ก็เนื้อหาสาระของเขาอย่างนี้ เขายังทำชั่วอันนี้อยู่ขนาดนี้ ก็เพราะเขามีภูมิมีปัญญา มีจิตยึดมั่นถือมั่นเท่านี้ เท่านี้จริงๆ ไม่ได้แกล้ง เขาไม่ได้เสแสร้ง เขาไม่ได้เป็นอะไรเลย เพราะความหลงหรือโมหะของเขาเป็นอย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้จริงๆ เขายืนยันเอาหัวชนฝา เขาก็เป็นอย่างนี้ รู้เลย รู้เหตุ รู้ปัจจัยชัดๆ เลยว่าเพราะเขาเป็นคนคนนี้แล้ว เขาก็มีเหตุมีปัจจัยอย่างนี้ ก็มีภูมิปัญญาเขายึดอย่างนี้ ถืออย่างนี้ เขาเข้าใจอย่างนี้ เขาก็แสดงอาการอย่างนี้ เขาจะแกล้ง หรือไม่แกล้ง หรือเขาจะไม่แกล้ง หรือเขาจะแกล้งอะไรก็ตามใจเขาเถอะ เขาก็เป็นอันนี้ สิ่งนี้อยู่อย่างนี้แหละ รู้ชัดๆ แล้วก็ดูอยู่ได้ เห็นอยู่ได้ว่า เขาแสดงชั่วนี้ ก็เห็นอยู่อย่างนั้น เราก็เห็นเราก็รู้แท้ๆ นะ แล้วทีนี้จิตก็เป็นยังไง จิตของเราอย่างสูงที่สุด ก็จะมีเมตตาสงสารเขา ไม่ใช่ไปขัดเคือง หรือว่าเพ่งโทษ หรือว่าไม่ชอบเขา อย่างสูงที่สุดของจิตของพระอรหันต์ เนี่ย นะ จะมีไปแท้ๆ ก็แค่เป็นพรหม คือ เมตตาสงสารเขา แทนที่จะโกรธ ไม่โกรธนะ เห็นเขาทำชั่วยังไง ก็ไม่โกรธ ไม่โกรธ จะมีจิตยกขึ้นสูงที่สุด ก็ แค่ เป็นพรหม แค่ สุทธาวาท แค่นั้นเอง แค่มี เมตตา กรุณา มุทิตา ของพระพุทธเจ้า แล้วก็มี กรุณา เมตตา ก็ไม่มี มีแต่กรุณา กับอุเบกขา ท่านกรุณาก็ คือ ทำตามฐานะที่ควรจะช่วย อย่างที่เคยอธิบายให้ฟังแล้วตั้งแต่ สติปัฏฐาน ที่เคยเรียนมาบรรลุธรรมด้วยธรรมสายเดียว เพราะงั้น พระพุทธเจ้าจึงมีแต่ กรุณา พระพุทธเจ้าไม่มีเมตตา

พระพุทธเจ้าที่สั่งสมบารมี เมตตาบารมีเต็มแล้ว พอเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีเมตตา ฟังและชอบกล ชอบกล ผมจะพูดกับพวกท่านนี่แหละได้ ผมพูดกับคนข้างนอกไม่ได้หรอก พูดคนข้างนอก เมา พระพุทธเจ้าไม่มี มีแต่กรุณาธิคุณ ไม่มีเมตตาธิคุณ ไม่มีพระพุทธเจ้า มีแต่กรุณาธิคุณ เมตตา กรุณา อุเบกขา เคย บรรยาย แม้แต่รากศัพท์ ของกรุณา ให้ฟังแล้ว มีแต่ กรณะ รากศัพท์ กรรณะ คือ แม้แต่การก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน