170200 กรรมฐานของชาวอโศก-พ่อท่าน-แดนอโศก

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์67 KB
วันที่แก้ไข16 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

วันนี้เราจะอธิบายถึงกรรมฐานหลักของเราต่อ คราวที่แล้วเราได้อธิบายถึงกรรมฐานหลักไปแล้ว เป็นรอบนึง ขออธิบายเพิ่มเติมขึ้นไปอีกซ้ำ ก็อาจจะซ้ำขึ้นมากหน่อย เพราะว่าคราวที่แล้วอัดไม่ติด วันนี้ก็เลยพูดอัดเพื่ออัดไว้ด้วย มีเพิ่มเติมให้ด้วย กรรมฐานหลักของพวกเรา ที่เราใช้ปฏิบัติ ซึ่งได้บอกแล้วว่าเราใช้ กิน อยู่ หลับนอน เป็นกรรมฐาน ให้รู้กิน รู้อยู่ รู้การหลับนอน อาจจะต้องเป็นไปตาม สัมมาอริยมรรค กินเราก็มีสัมมา อริยมรรค การเป็นอยู่ เราก็มีสัมมาอริยมรรค หรือแม้หลับนอน เราก็มีสัมมาอริยมรรค ผู้ที่มีมรรค จึงจะเกิดผล ผู้ไม่มีมรรค ไม่เกิดหรอกผล กินก็กินอย่างโลภ อยู่ก็อยู่อย่างโลภ นอนก็นอนอย่างโลภ มันก็ไม่มีมรรค มันก็เป็นโลกๆ โลกียะเขาพาไปยังไง เขาจูงยังไงก็ไปตามโลก ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มี สัมมาทิฏฐิไม่มี ทางไม่มี เพราะทางมันมีแต่ทางวนๆ ตามแต่โลกจะพาเฮโล ไปประเดี๋ยวก็เฮโล ไอ้โน่น ประเดี๋ยวก็เฮโลไอ้นี่ ประเดี๋ยวเขาว่า ตรงโน่นกินดี ก็กินตามเขา ประเดี๋ยวตรงนี้ก็กินอย่างนี้ก็กินตามเขา กินไม่รู้จักหยุดจักพอ ต้องกินเลี้ยง ต้องกินโน่น ต้องกินนี่กินก็ไปตามเรื่องตามราว แม้แต่ความเป็นอยู่ก็เป็นอยู่อย่างโลกๆ เขา ก็แล้วแต่เขาจะเฮโลไปยังไง ก็ว่าไปตามเขาอย่างนั้น แหละว่าเราไม่มีของตัวเอง เราไม่มีปัญญาอย่างอริยะ เราไม่ใช่ผู้ฉลาด เราไม่รู้จักสัมมา ไม่รู้ความพอเหมาะพอควรอันถูกแท้เป็นจริง มีกำหนดกฎเกณฑ์ มันไม่มีอย่างนั้นเพราะงั้นก็ไม่มีสัมมาอริยมรรค คำว่า สัมมนาอริยมรรค นั้น มันมีถึงองค์ 8 เราจะต้องมี สัมมาทิฏฐิ คือ ต้องรู้ความพอดี หรือว่าขอความพอควร ของทุกๆ อย่างด้วยปัญญา สัมมาทิฏฐิ ก็คือ เกิดปัญญา รู้เห็น เข้าใจ มีเหตุมีผล ต้องรู้เห็นเข้าใจ มีเหตุมีผลอย่างแท้จริงเสียก่อน ในชีวิต ชีวิตเรามีกิน ชีวิตเราจะต้องเป

อ่านต่อ

็นไปดำเนินอยู่ ชีวิตเราก็จะมีการหลับนอน พวกนี้เราจะต้องรู้ เข้าใจอย่างแท้จริง อันต้นเลย คือ รู้ต้นเลย คือ รู้ด้วยปัญญาเป็นภาษาจากผู้สอนบ้าง ไม่ได้ว่ารู้ต้นเลย มีครู มีอาจารย์แนะนำ ก็ชี้ทางนั้น เรียกว่า มรรค ตามที่ครูผู้สอน หรือว่าอาจจะอ่านมาก็ได้ อ่านมาจำได้ เข้าใจ ไม่อ่านมาก็อาจจะไปรู้จักอะไรก็ได้ ไปจะได้แอบฟัง แอบรู้มาก็ตาม ก็เรียกว่ารู้อย่างนั้น อย่างนั้น ส่วน ที่มีตัวเองของตัวเอง รู้เองเป็นเนื้อแท้เป็นสัมมาอริยมรรคเองก็เรียกว่าผู้นั้นมี มรรค มาแต่ตัว มาแต่ตนเองเลย เกิดแต่ตนเองเลย ก็กินเก่งใหญ่ธรรมดา ก็จะมีการ มีเชื้อมีอะไรที่จะแนะที่จะจูง ถ้าเชื้อของตัวเองเขาเรียกว่าเป็น ปัจจัตตัง หรือว่า เป็นสัพพัญญู ถ้าไม่เชื่อของตัวเองก็เรียกว่าเราต้องรู้มาจากครูผู้สอน รับรู้มาจากตำรา รับรู้มาจากเหตุปัจจัยอะไรอื่นๆ ก็ตาม แต่เรียกว่าเรารู้ตามมาแล้ว เราก็เอามาทำตาม การรู้เป็นทางอย่างนั้นแหละ เราเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ แปลว่าเข้าใจเดี๋ยวนี้แหละ เราเพิ่งมาเข้าใจเดี๋ยวนี้ เราเพิ่งมารู้ ทิฏฐิ นั้นมันแปลว่าเข้าใจ หรือเห็นรู้หรือเป็นปัจจุบัน การเกิดอยู่ในปัจจุบันธรรม เรียกว่า ทิฏฐิ หรือ ทิฏฐะ

ทีนี้ เราก็เข้าไปหาเรื่องการกินให้ละเอียดขึ้นอีก ในเรื่องกิน ที่เรากระจายกันเป็นตัวตัวมีอยู่ 3 ตัวเป็นปกติ กินนั้นเราจะต้องรู้ ใช้คำว่ารู้ จึงต้องกินด้วยรู้ หรือกินด้วยปัญญา การกินไม่ใช่กินตาม ตามเขาไป เขาพากิน ก็กินก็เขาสอนให้กินอย่างโง้น กินอย่างงี้ เขาอะไร ต่ออะไร แนะ ไปตามโลกตามเรื่องตามราวอะไรของโลก โลก เราไม่กินตามโลก แต่ว่ากินด้วยรู้ หรือกินด้วยปัญญา ทุกเวลาที่กิน เราต้องรู้ ทุกเวลาที่เวทนาเกิดในขณะที่กินนั้น ก็มีการผัสสะ มีการลิ้มรส มีการได้มีรูป มีนาม มีอาหารซึ่งเป็นมหาภูตรูป หรือ เป็นรูปนอกแล้วมาแตะผัสสะเข้าที่รูป คือ ตัวเรา เรียกว่า วิสยรูป เกิดการรู้ด้วยรส ด้วยกลิ่น ด้วยเสียง อะไรพวกนี้ เรียกว่ารูปเข้ามา วิสยรูป เป็นรูปติดต่อมาและเราก็ถึงจะมีนาม รับรู้จิตของเรารับรู้รสในเวลากินมันจะเกิดทุกเวลาพอรับรู้รส นามรู้นั่นแหละ มันมีเวทนาเกิด ในขณะกินเนี่ย ในขณะที่เรากินอยู่ เรารู้อยู่อย่างนั้น ให้พิจารณา จึงเรียกว่าเราพิจารณารูปนามอย่างแท้จริง รูปนามไม่ใช่พิจารณา แต่รูปนั่ง รูปเดิน รูปนอน เราต้องรู้คำว่ารูปแท้ๆ แล้วก็รูปหมายถึงอะไร และนามก็ คือ ตัวรู้ของเรา เมื่อมีการกระทบสัมผัส หรือมีผัสสะ เราย่อมรู้เท่าทันในผัสสะนั้นๆ แล้วก็ปรุงแต่ง เป็นนามธรรม มีเวทนาต่างๆ สุขเวทนารู้ ทุกขเวทนา เราก็ย่อมรู้ และแท้จริง และเราย่อมเป็นผู้ที่ทำเอา ปฏิบัติเอา เมื่อรู้เท่าทันจิต มันเกิดปรุง เป็นสุข เป็นทุกข์ เราก็พยายาม อย่าไปยึดสุข อย่าไปยึดทุกข์ อย่าไปหลงสุข แล้วก็อย่าไปปฏิฆะ หรือว่าอย่าไปโกรธ ไปเคือง ไปเศร้าหมอง โดยทุกข์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่การเกิดอยู่ มันมี เหตุ มีปัจจัย มันเกิดไปตามเหตุปัจจัย อันแท้จริงนั้น รสขม รสเค็ม รสเปรี้ยว รสหวาน รูปแดง รูปเขียว รูปเป็น มหาภูตรูป เป็นรูปเหลวๆ เป็นรูปแข็งๆ เป็นรูปอะไรต่างๆ นานาก็ตามแต่มันก็เป็นรูป ที่เป็นของจริงของมันอยู่อย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้นนะ เราอย่าไปหลงมัน นอกจากที่เราจะพิจารณาโดยอาศัย คำว่ากินแล้วก็ อธิบายกันไป อธิบายกันมา ด้วยที่เราพูดกันนี่แล้ว เราก็ยังมีอุบายโกสนที่เป็นรูปแบบต่างๆ ที่เราพยายามเอามาจัด เพื่อที่จะให้มันร้อยเรียง หรือว่ามันสำรวมสังวร หรือมันร้อยรัดทำให้เราเองมีความรู้หรือว่า รู้เท่าทัน ได้พิจารณาทำเพิ่มเติมมากขึ้น ไม่เผลอสติ เช่นว่า กรรมธรรมดาเราเคยกินวันนึง 3 มือสองเมื่อไหร่ เราก็มากำหนดเป็นรูปแบบของพวกเราผู้ปฏิบัตินี่มาถึงขั้นที่เราหัวโล้นกันแล้วนี่ เราก็มีการกินของเรามีการกินมื้อเดียวเป็นที่สุด เมื่อมากินมื้อเดียวเป็นที่สุด คนเมื่อมันยังมีความติดยึด มันยังโหยหาอาวรณ์ เรียกว่า พญาปาทะที่เคยอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดแล้วว่า มันนอกจากมันอาฆาตแล้วมันก็ยังมีอาลัย แล้วมันยังมีอารัก แล้วก็ยังมีอาพาธ ต่างๆ พวกนี้มีอารมณ์ มีอาพาธ พวกนี้เป็นเรื่องของความอาลัยอาวรณ์ ยังมีพญาปาทะ ความเกี่ยวโยง ถ้าเราเองเรากิน 3 มื้ออย่างเคย เคยกินมาแล้ว เรามาลดหรือกินมื้อนึงเนี่ยจิตเรามันจะแสดงบทอาวรณ์ให้เห็นเชียว มันจะอาลัย อาวรณ์ นึกถึง จิตมันก็จะกระโดดโลดเต้น ไปโหยหาอะไรต่ออะไรขึ้นมาทีเดียว เราก็รู้จิตของเราให้ทัน ตามจิตของเราให้รู้ เข้าใจให้ได้ เฉพาะจิตมันไปแล้วนะ จิตมันมีอาการเข้าไปปรุงไปแต่งแล้วนะ มันไปเกี่ยวข้องเขาแล้วนะ เกี่ยวข้องรูปจิตของเราไปเกี่ยวข้องอย่างนั้น ก็เป็นการพิจารณา จิตในจิตอีกทีนึง ตอนนี้เราไม่มีมหาภูตรูป ไม่มีอาการกิน ไม่มีอะไรเข้าไปแตะที่ลิ้น แต่จิตของเราสิ มันเข้าไปแล้ว มันเข้าไปปรุง เข้าไปอยาก เข้าไปหิว เข้าไปโหย เข้าไปนึกว่าอร่อย บางทีแหม ขณะนี้กำลังหิวๆ อยู่กินข้าวมื้อเดียวแล้วมาให้นึกถึงถ้าได้โอวัลตินเย็นๆ สักแก้ว มีสุขมีทุกข์อะไรอยู่ในนั้น อย่างนี้เป็นต้น เราก็ให้พิจารณาจิตในจิต รู้ถึงธรรมารมณ์ ถึงอาการของอารมณ์ ของธรรมะต่างๆ ที่เป็นกุศลก็ตาม อกุศลก็ตาม เรียกว่าธรรมารมณ์ อารมณ์ของเรามันไปปรุงเป็นกุศล เรียกว่ามันไปยึดในสิ่งที่ถูกที่ต้อง ปรุงเป็นสิ่งที่ดี เราก็เรียกว่ากุศล ถ้ามันไปปรุงเกินขอบเขต เราก็เรียกว่ามันเกินไปแล้วเป็นอกุศล ต้องรู้ความจริงให้ได้ ถ้าคนหิว หรือว่าคนใช้พลังงานมาก กินมื้อเดียวไม่พอแล้ว เราจะต้องการอีกร่างกายมันโหยหาอาวรณ์อย่างมากด้วยมัน มันโหย มันไม่พอเรี่ยวแรงก็จะไม่มี อะไรพวกนี้เขาเรียกว่ามันเป็นกุศล เพราะมันไม่พอดี อาหารมันเข้าไปใช้จ่ายไม่พอดี เราหิวหรือว่าเราโหย หรือว่าเราต้องการร่างกาย ต้องการอาหารเขาเรียกว่าถูก และเป็นกุศล จะต้องให้มันแต่ถ้าเผื่อว่ามันพอดี อาหารที่เอาไปใส่ไว้ในกระเพาะแล้วแต่เช้า มามันก็พอดีแต่ความเคยชิน หรือความอยาก หรือความตะกละตะกลามของเราอยากจะกิน โดยไม่รู้ว่าเราเองแท้จริงนั้นเราพอดีแล้ว อันนั้นก็เป็นอกุศล จิตเป็นอกุศล เราก็พิจารณาธรรมารมณ์ อารมณ์ที่เป็นธรรม พิจารณาอารมณ์ของเราที่มันไปโหยหาที่มันไปเป็นนิวรณ์ เนี่ยแล้วพิจารณาให้มันออกว่ามันเป็นธรรมะอย่างไร เป็นกุศล หรืออกุศลให้แท้ มีธรรมวิจยะ แท้จริง มีสติสัมปชัญญะ พิจารณาแจกแจงให้ออก ถ้ามันเหมาะควรก็ให้มัน ถ้ามันไม่เหมาะควรก็อย่าไปให้มัน ให้มีธรรมะ มีขันติ มีการอดทน มีการฝืนทน เราก็จะดีขึ้น ทีนี้พวกเรานี่แหละ พยายามปฏิบัติกันมาจนกระทั่ง เรามากินมื้อเดียว แล้วเราก็ไม่กินเล่นอีก ไม่ว่าจะเป็นของกินเล่นใดๆ ไม่กินเล่น กินหัว กินเพื่อตกแต่ง ประดับประดา กินเพื่อเอาใจใคร หรือว่ากินข้าวหลงรส หลงรูป หลงกลิ่น หลงเสียง อันนั้นเราก็พยายามตัดอย่างยิ่งอยู่แล้ว แล้วเราก็ได้พยายามทดสอบมาว่ามันพอ เรามาอยู่ในชีวิตอย่างนี้แหละ เราไม่ได้ใช้พลังกาย พลังใจอะไรมากมาย ความปรุงแต่งน้อย เพราะฉะนั้นพลังงานที่จะเอาไปใช้ มันก็น้อย เมื่อน้อยมันก็ควรจะพอ ทีนี้มันไม่พอมันก็เป็นเรื่องของกิเลสตัณหา ที่มันจะไปโหยหาอาวรณ์ เป็นนิวรณ์ก็ตามด้วยเรียกว่าอาวรณ์ก็ตาม มันก็จะเป็นโหยหาอย่างนั้น เราจึงไม่พยายามที่จะตามใจมัน โดยเฉพาะแม้แต่ว่าเรามากินแล้วลุกจากที่นั่งแห่งเดียว แล้วเราจะไม่กินเล่นน้ำเปรี้ยว น้ำหวาน น้ำกาแฟ น้ำปานะ น้ำที่ต้ม มีรูป มีรส มีกลิ่น มีเสียง มีสีอะไรต่างๆ นานา เราก็พยายามไม่กิน ไม่เล่น โดยออกไปข้างนอกแล้ว ก็แสดงอย่างเต็มรูป เพราะว่าเราเองข้างนอกเราไม่ได้มีอะไร เขาเอามาถวายด้วย สีแดง สีเขียว น้ำหวาน น้ำเปรี้ยว น้ำขม น้ำเค็ม น้ำอะไรเราก็ไม่ดื่ม

ทีนี้พวกเราเองมาอยู่ที่นี่ มันก็มีอะไรต่ออะไรที่ให้เราทำเล่น ทำหัวอะไรไปก็มีกันมานาน เพราะฉะนั้น ในวันนี้ก็เลยขอเจอๆ กันแล้ว ตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่า เราจะไม่เอาละ เราจะไม่ต้องนั่งต้ม นั่งเล่น น้ำใบตดหมูตดหมาอะไร แล้วก็ไม่เอาละ น้ำมะตูมมาตามอะไรก็ไม่เอาหรอก เพราะเราอยู่ได้ บางคนเนี่ยก็เลยติดเป็นนิสัย แล้วก็ไม่เข้าใจแล้วก็ไปเลยตามใจมันอะไรต่อไปด้วย อีแหละแขละขละ ไปในตัวอย่างนึง อีกอย่างนึงก็เป็นโลกะวัชชะ เมื่อเราจะเอาจริงเอาแน่ว่า เราไม่ให้ใครมาติเตียนได้ ไม่ให้ใครมาว่าได้ เราก็อย่าไปทำเข้าซะ ไม่ว่าเวลานอก เวลาใน ลับหน้า ลับหลังอะไรเราก็ไม่ทำ เพราะว่าเราอยู่ได้ มันอยู่ได้ ก็อยู่ได้ไม่ต้องเปลืองเตา เปลืองถ่าน ไม่ต้องเปลืองแรงอะไรอีกมากมายด้วย เพราะสิ่งอื่นที่เราจะทำก็ยังมีอยู่ จริงบางทีการทำงานมันก็เป็นผลดี แต่ถ้าการทำงานเป็นไปเพื่อเพิ่ม ไม่ใช่เพื่อ ละ คลาย หน่าย ไม่ได้เพื่อลด เพื่อละ แต่เป็นไปเพื่อเพิ่มนั้นเราต้องพิจารณา จึงขอร้องให้หยุดกันเสีย เปยยะ เรียกว่า น้ำ เปยยะ ที่เป็นน้ำปานะ แล้วก็เป็นน้ำเปยยะ ที่เป็นน้ำบริสุทธิ์ที่พึงควรดื่ม เราจะมีความจบในเรื่องการกินที่เราบอกว่าเราถือธุดงค์เข้าวัดมื้อเดียว รู้จักที่นั่งแห่งเดียว เราก็จะเอาอย่างนั้นจริงๆ จะไม่ต้มน้ำใดๆ มากิน มาดื่มกันเล่น ดีกว่าในโอกาสต่อไป ที่ทำกันมาแล้ว ก็วันนี้เป็นวันสุดท้ายทันที มันไม่จริง เรารู้แล้วอย่างนี้ แล้วเข้าใจดีแล้วอย่างนี้ เราก็จะลด ควรลด ควร วางในสิ่งที่เราจะทำให้มันได้ดีขึ้น แล้วก็ขอกัน

ในเรื่องการกิน ที่มีรูปแบบกินมื้อเดียว เราก็จะกินมื้อเดียวให้จะว่าเคร่ง ก็เคร่ง เพราะผู้ทำได้แล้วมันไม่มีการยากอะไร ผู้ทำไม่ได้ก็อนุโลมกันบ้าง แต่ทีนี้ผู้ที่จะอนุโลมถึงขั้นที่จะมาถึงขั้นที่เราจะทำกันอยู่นี้ ก็ได้คัดกันมาเสมอๆ จากข้างนอก จนกระทั่งเขามาเป็นอาคันตุกะ จนกระทั่งมาเป็นปะ จนกระทั่งเข้ามาเป็นกลักเป็นพระอะไรเนี่ย เราคัดกันมาเรื่อยๆ เพราะงั้นเราก็แน่ใจว่ามันได้ ไม่ใช่ว่าไม่ได้ เราไม่ได้ทารุณ อะไร

อีกอันนึงก็ที่เรากำหนดเป็นรูปแบบของเราไปเลย เป็นระเบียบ หรือเป็นวินัย หรือว่าเป็นหลักเกณฑ์ ก็ คือ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ฉันแต่อาหารที่เป็นพืชผักผลไม้ สิ่งที่เป็นของเสพ อันน่าจะยุ่งยาก เสพแล้วติด เราก็ไม่ฉันอย่างนี้เป็นต้น เช่น บุหรี่ หมากพลู เราไม่ฉัน เราไม่สูบเด็ดขาด และแม้อะไรๆ ก็จะลด จะละ ให้น้อยลง น้อยลงที่สุดเท่าๆ กับหมู่ ผู้ใดที่ยังมีอะไรอยู่ ก็จะลดลงให้เท่ากับหมู่ หรือผู้พึงควรเอาอย่างที่ดีที่สุด ในหมู่ที่เราคิดว่านี่มันดีที่สุด เอาอย่างคนดีที่สุดเป็นความพอดีพอเหมาะ คำว่า มัชฌิมาสัมมา ก็หมายความว่าความพอดีความพอเหมาะ พอควร ปานกลาง เพราะงั้น ไอ้ปานกลางที่ว่านี้ตายตัวไม่ได้เลย มันตายตัวไม่ได้ด้วยกาละหนึ่ง ด้วยบุคคลอีกหนึ่ง มันตายตัวไม่ได้ เพราะงั้นด้วยกาละ บางครั้งบางคราวนี้ อาจจะจำเป็นต้องอนุโลม โดยใจก็รู้อย่างดีอย่างแท้ เลยว่าเราเองเราไม่ได้ไปหลง เราไม่ได้ไปเที่ยวทำโดยไม่มีสติสัมปชัญญะ แต่มันเป็นความจำเป็นอย่างสุดที่เราจะอนุโลม ก็เรื่องของเราด้วยกาละ แต่โดยจริงแล้ว เราจะไม่พยายามฝ่าฝืน เราจะไม่พยายามที่จะทำให้คนอื่นเขาเห็นตัวอย่างว่า เราเองเนี่ย เราเป็นผู้มักมาก แต่เราจะแสดงให้เขาเห็นว่าเป็นผู้มักน้อย เราก็ควรกระทำให้มันถูกร่องถูกช่องเข้าไป ผู้ที่ยังลดละไม่ได้ ก็แล้วแต่ บอกแล้วแล้วแต่ละบุคคล เพราะงั้นกาละก็เรื่องของปัญญา เรื่องของบุคคลก็เรื่องของกิเลส ใครจะแค่ไหนก็เอาตามควร ไอ้เรื่องเนื้อสัตว์ เราก็ไม่พูดกันมากล่ะ เรื่องของเสพติดเนี่ยเราก็ได้พยายามกำหนด พยายามสอนสอนกันมาแล้ว แล้วก็มีรูปแบบอันนี้นี่คือกรรมฐานของเราด้วย ใครมาถามเราเราก็จะได้บอกได้ว่าการกินของเรามีรูปแบบหลายๆ อย่างแม้แต่กินอาหารมื้อเดียวเป็นที่สุดก็ตาม ไม่ฉันเนื้อสัตว์ก็ตาม ก็เป็นกรรมฐานของเราเหมือนกัน คือ เรากำหนดกระทำตามฐานะของเรา และก็เป็นบทที่เราจะใช้พิจารณา แล้วก็ก่อนฉันอาหารทุกครั้ง เราก็จะต้องมีสติ และจะต้องตั้งใจรู้ หรือตั้งใจทำให้เกิดปัญญา มีวิปัสสนาในการฉันอาหารทุกวัน ดังที่เราได้กระทำอยู่แล้ว เป็นรูป ทั้งกายกรรมซึ่งมองดูได้ เห็นได้ เรากำหนดโดยการมีรูปแบบว่าเราก็จับบาตรกันหรือว่าจับภาชนะที่เราใช้ฉันสักครู่หนึ่งแล้วก็ตั้งใจตั้งจิต ไม่เผลอไผ ไม่ใช่ทำแต่รูปโดยที่ไม่มีจิตเข้าไปสัมพันธ์ไม่ใช่ มีจิตก็ไปสัมพันธ์มีจิตเข้าไปกำหนดตั้งใจจริงๆ รู้ว่าอาหารนั้นคือรูปข้างหน้า เป็นธาตุดินน้ำไฟลมที่เราจะเอาเข้าไปในร่างกาย และเราก็จะไม่หลงรูป หลงรส หลงกลิ่น หลงเสียง หลงสัมผัส อะไรของมัน เราจะไม่กินเล่นกินหัว กินมัวเมา อะไร ที่เราได้กล่าวกันแล้ว ได้แล้ว ได้พยายาม บอกกัน อธิบายกัน แล้วก็ให้ พิจารณาให้เห็นอย่างนั้นจริงๆ เราจะไม่หลงมันเราจะไม่เป็นทาสมัน ตามมีตามได้ไม่ขี้ตะกละ ไม่เป็นทาสอาหารอย่างแท้จริง แล้วเราก็จะไม่มีกิเลสตัณหา ในเรื่องของการกิน เพราะการกินต้องกินแม้กระทั่งเป็นพระอริยะชั้นสูงสุด ถึงพระอรหันต์ แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็ยังจะต้องมีการกิน ไม่งั้นมันไม่มีพลังงานได้ และไอ้สิ่งที่มันจะปนอยู่ในการกินนี้ จะเป็นกิเลสตัณหา ยังมีอีกเยอะ เราก็จะต้องพยายาม พิจารณาไม่ประมาทเป็นอันขาด

อันนี้ เราก็เป็นรูปแบบอันนึง นอกจากนั้นในเวลาการกิน ก็ยังมีซ้อนลงไปอีกโดยการแสดง หรือว่าโดยการ กระทำของแต่ละบุคคล ตั้งต้น ตั้งแต่ผมก็พยายามทำมาเป็นตัวอย่าง ซึ่งบางคนก็จับเอาอย่างนึง บางคนก็จับเอาอีกอย่างนึง ไปเป็นตัวอย่าง เช่นเราจะมีทั้งการทำลายรูปรสของการทำอาหาร โดยการเอามาปนเป คลุกเคล้าอาหารต่างๆ จะเป็นแกง เป็นผัด เป็นยำ เป็นของสด ของดิบ เป็นของหวาน ของเปรี้ยวอะไร แล้วก็เอามาปนเป คลุกเคล้ากันเข้าไปหมด เรียกว่า รวม อาหารรวมๆ รวมๆ กันเข้าไปทำลายรูป รูปแกงก็ไม่เหลือ รูปผัด ก็ไม่เหลือ รูปของหวาน ของเปรี้ยวอะไรมันก็อยู่ในนั้นน่ะ เป็นรูปของหวาน จัดมาใส่ชามมาต่างหากแล้วก็มาปนกันน้ำพริกเสีย ให้รูปของหวาน ก็ไม่รู้ว่าของหวาน หรือของเผ็ดปนๆ กันอยู่ในภาชนะเดียวอย่างนี้ เราทำลายรูป ทำลายรส คือ รสที่เฉพาะเจาะจงว่าหวาน ก็แยก ก็หวาน คาวก็แยกออกคาวอะไรอย่างนี้ เราก็ปนกันไปหมด เราทำลายรูป ทำลายรสมันเสีย เพราะเราจะไม่ติดรูป ติดรส ติดแม้แต่กลิ่น แม้แต่ สัมผัสใดๆ ก็ตามแต่ที่เป็นเรื่องของสิ่งที่มันเกิดได้ด้วย วิสยรูป ต่างๆ เราก็ไม่นะ เราจะไม่พยายามที่จะให้มันรู้ว่า ที่จะให้มันไปหลงด้วยรูป ด้วยกลิ่น ด้วยเสียง ด้วยสัมผัสอะไรอย่างนั้นก็ทำ แล้วเราก็กินอย่างคลุกเคล้าปนเป หรือ หรือเราต้องเรียนรู้รูป รสอาหารแต่ละอย่าง โดยฉันอาหารแยกทีละอย่างเลยทีเดียว เช่น บางทีก็ฉันข้าวเปล่าไปเรื่อยๆ จนหมดข้าวเปล่า จะฉันผักเปล่าๆ ผักดิบ ผักสดอะไรก็ฉันไปเรื่อยๆ โดยไม่ไปคลุกเคล้าปนเปกับอะไร รู้รส ของแต่ละอย่างชัดๆ โดยธรรมชาติตามความเป็นจริง ผักกระถิน มันมีรสฝาดๆ ก็กินแต่ผักกระถิน ผักสะเดามันขมก็กินแต่ผักสะเดาโดยไม่ต้องไปจิ้มน้ำพริกน้ำพริกก็ได้ ไม่ต้องไปที่ใช้ปรุง ถ้าเราไปจิ้มน้ำพริกมันก็ปรุง นั่นฐานะนั้นเราปรุงตามโลก มันเคยยังไง แล้วก็รักก็ชอบอะไรไปตามรส ตามรูปของมัน ตอนนี้เราแยกแยะออกมาเลย กินโดดเดี่ยว ให้รู้รสแท้ แล้วก็กลืนก็กินมัน และในขณะที่กลืน ที่กิน มีเวทนา รับร่วม แม้ไอ้สะเดานี้ขมจริงฝืนฝืดคอ กินไม่ค่อยจะลงเลย ก็ให้มันรู้ว่าเราเองเราทุกข์นะ เพราะความยึดมั่นถือมั่นทั้งๆ ที่ธาตุแท้คุณจะทำยังไงมันก็จะต้องขมอยู่นั่นแหละสะเดา ขมตามความเป็นจริงของมัน แต่รสชาติของสิ่งที่หวาน มันก็หวานตามความเป็นจริงของมัน เผ็ดมันก็เผ็ดตามความเป็นจริงของมัน แต่จิตของเราลงไปชอบ ไปชัง ก็แหม รสขมนี่อร่อยดี หรือรสขมนี่มันไม่ไหวเลย มันไม่อร่อยซะเลย สู้จิ้มสู้เผ็ดไอ้นี่ไอ้โน่น ไม่ได้ ไปตามจิตของเราที่มันจะโลดแล่น มันจะดิ้น มันดิ้นไปอย่างนู้น อย่างนี้ มันจะจะ เห็นได้ รู้ได้แล้ว เราก็พยายามหัดวาง หัดปล่อยให้มันเป็นกลางๆ เฉยๆ เอาน่ารู้แล้วนะ ขมก็ขมก็กินนะ เราจำเป็นต้องกิน เท่านี้เท่านี้ ตามกำหนดของเราก็กิน ไอ้นี่หวาน ก็กินหวาน ไอ้นี่เปรี้ยวก็กินเปรี้ยว ไอ้นี่เค็มก็กินเค็ม ไอ้นี่จืดก็กินจืด ไปตามความเป็นจริง ที่เราได้กำหนดกฎเกณฑ์แล้วว่า เราจะกินอย่างนี้ อย่างนี้เป็นต้ เราก็พยายามเรียนรู้ความเป็นจริง ทำลายรูป บ้างหรือว่ารู้รูป รส กลิ่น เสียงอะไรชัดๆ บ้างแล้วก็เราไม่ติดไม่ยึด แม้รูป รส กลิ่น เสียง ชัดๆ ทำให้ได้ การปนเปน่ะออกจะง่ายกว่า การแยก เพราะเวลาแยก แยก แยก แยก แยก แยกเนี่ย ยิ่งไปรู้รสชัด แล้วก็วางรูปวางรสชัดๆ เนี่ยมันยิ่งยากกว่าไปกินปนๆ เปๆ เพราะกินปนๆ เปๆ ยังไงก็ยังมีหลายๆ รส ยังมีคนเคยมาว่าบอกว่าลิ้นมันมีตั้ง 8 ร่อง 7 ร่องอะไรเนี่ย ร่องไหนมันรับรู้รสอะไร ต่ออะไรยังไงเนี่ย ไอ้ผมก็ไม่เคยเรียน เคยจนแต้มเขามาที เขามาถามว่า ถ้าว่ารู้แล้วว่า ลิ้นมันมีกี่ร่อง ร่องไหนรับรสไหน แหมบอกว่า จนแต้ม อันนี้ไม่เคยเรียน ไม่เคยเรียนจริงๆ ไม่เคยเจอในตำราเล่มไหนด้วย มีคนเคยมาลองภูมิอันนี้ เอาหละ ยอมแพ้ ลิ้นมีกี่ร่อง และร่องละรสไหน ไม่รู้แล้ว ยอมแพ้ มีเหมือนกัน แต่นั่นแหละถึงจะร่องไหน รสไหนก็ตามแต่ เราก็รู้ความจริงให้ได้แล้ว เราก็ไม่ติดรส ติดรูป ติดกลิ่น ติดเสียง ติดสัมผัส เราก็จะรู้เรื่องการกิน ที่เป็นเรื่องของการกินเป็นกรรมฐาน พระพุทธเจ้าก็สอน ไม่ใช่ว่าเรามาเอาดัดแปลงบัญญัติขึ้นใหม่ เราก็ไม่ได้บัญญัติ พระพุทธเจ้าสอนมาในรูปของภาษาของท่านสอนมาเยอะแยะ แม้แต่ว่าเวลากิน ก็พิจารณาในบิณฑบาต ก็ไม่ได้หมายความว่าพิจารณา แต่ตอนที่ไปเดินบิณฑบาตเฉยๆ ไม่ใช่แล้วตอนไปบิณฑบาต เราก็พิจารณาจิตของเรา รับของ ทัศนียทาน ต่างๆ เขาให้เรานั้น เรามีจิตยินดี ยินร้ายหรือเปล่า เรามีโลภะ โทสะในการรับบิณฑบาตหรือเปล่า ก็มีอยู่แล้ว เราที่รู้ ก็รู้ตัวเราว่า ขณะไปเดินเราแสดงธรรมอย่างไร เราก็รู้ของตัวเรานั่นแหละ แต่บิณฑบาตที่ว่านี้ ให้พิจารณาในขณะกิน ขณะฉันเหมือนกัน แต่ว่า ปฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง หรือแม้แต่ในคำสอน จรณะ และ โภชเน มัตตัญญุตา ก็ตาม ให้พิจารณา อาหารนี้ไม่ใช่สิ่งน่าหลง น่ารัก น่าใคร่ อะไร อะไรเป็นอาหา เร ปฏิกูล สัญญา เป็นสักแต่ว่าอาหาร เป็นปฏิกูล มันไม่ใช่ของที่เป็นไปน่ายินดี ยินร้ายอะไร มันมากนักหรอก แต่เราก็รับมันเข้าไป ให้พิจารณาอย่างแท้จริง ให้มีประมาณด้วย ไม่กินด้วยตะกละ ไม่กินด้วยโลภ ไม่กินด้วยชัง มีประมาณให้มีความพอดี จึงเรียกว่า มัตตัญญุตา จะภัตตัสมิง เรียกว่าประมาณในอาหาร ภัตตะ แปลว่า อาหาร แล้วก็เป็นการสอนของพระพุทธเจ้า สอนเราเยอะแยะ มากมายด้วย เรื่องพระคำสอนเกี่ยวกับการกิน แล้วก็ให้พิจารณา แม้แต่ศีลที่รับนับถือไป วิกาละโภชนา เวรมณี อะไรนี่ก็เกี่ยวกับเรื่องอาหาร สอนฆราวาส สอนคน สอนทุกคนนั่นแหละ ให้เราพิจารณาอาหาร พิจารณาการกิน การบริโภค อุปโภคทั้งหมด ถ้าใครไม่เข้าใจไปยึดแต่ภาษาเฉยๆ แล้วมันก็ไม่ได้เรื่อง ถ้ารู้ถึงเนื้อหาสาระของมัน อัตถะ เนื้อหาสาระนี่ คือ อัตถะ รู้อัตถะ ของมันแท้ๆ แล้วเราจะเข้าใจ เข้าใจว่าเราจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งใด แล้วเราหลงสิ่งใด หรือเปล่า เราเป็นทาสสิ่งใดหรือเปล่า เรามีโลภะ โทสะ เพราะสิ่งนั้น เป็นเหตุ เป็นปัจจัย หรือเปล่า เราก็เป็นผู้ที่รู้แจ้ง รู้จริง แล้วเราก็ลดละหน่าย คลายได้ปฏิบัติธรรมตลอดเวลา กินทุกที เราก็ได้ปฏิบัติธรรมทุกที นั่นก็เป็นอันนึง เป็นเรื่องใหญ่ และจับมันมาเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เป็นกรรมฐาน ในการปฏิบัติธรรม

ทีนี้ก็ในเรื่องการเป็นอยู่ การเป็นอยู่ของชีวิตทุกอริยาบทนั้น เราจะต้องรู้ตัว เรียกว่า รู้ตัว รู้จักผัสสะ เราจะรู้ตัว คือเราต้องรู้อยู่เสมอ มีสติ เขาก็ใช้ภาษาว่า มีสติระลึกรู้ตัวตนอยู่เสมอ ก็ใช้ รู้จักผัสสะ อันจะมีการ กระทบทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย รู้ให้ได้เสมอๆ แม้การเดินของเรา เราก็จะพึงรู้ และไม่รู้เปล่าด้วย เราเดินไม่ดี เดินไม่เข้าท่า เราก็จะสำรวม ระวัง สำรวมระวัง แม้แต่การเดิน ท่าทางมันไม่ดี มันเป็นการเดินเหมือนอย่างชาวโลก อีแหละเขละขละ เดินเตะ โน่นชนนี่ เบี้ยวไป เบี้ยวมา เลี้ยวไป เลี้ยวมา เดินแอ เดินแอ่นยังไง ก็ตามแต่ ที่มันไม่ดี มันไม่งาม มันไม่ดูสงบ สงบรำงับ หรือ เป็นไปโดยสมณะสารูป เป็นไปโดยความเฉย สงบนิ่ง ดีสวยงาม เป็น เสขิยวัตร เราก็จะควบคุมมัน ไม่เป็นไปอย่างปล่อยปละ ละเลย หรือตามนิสัยเคย เราไม่เป็นไปอย่างนั้น เราจะมาปรับปรุง แม้การเดิน ท่าเดิน เวลาเดินจะเร็วเกินไป จะช้าเกินไปตามเหมาะ ตามควร มีการรู้ตัว อยู่เสมอแท้ๆ รู้ในรูปเดิน เราจะรู้ว่าเราเดินอยู่อย่างไร คือ รู้รูปที่เดินนั่นแหละ เรารู้รูปเดินอย่างนี้เรียกว่าเรารู้รูปอะไร ไปรู้นาม จิตของเรานั่นเองไปดู ไปรู้ว่าแม้การเดินแล้ว ก็รู้รูปเดิน แล้วเราก็ไม่ใช่รู้เปล่าๆ ไม่ใช่รู้ทิ้งๆ ด้วย รู้แล้วปรับปรุง รู้แล้วทำให้สิ่งที่ทำให้ดีขึ้น ให้มีสิ่งดีสิ่งควรให้งามขึ้น มีเสขียวัตร ด้วย และจิตของเรา ถ้าเดินอย่างนี้ ถ้าเราปรับปรุงมาอย่างนี้มันทุกข์ ก็รู้ทุกข์ มันสุขก็รู้สุข ถ้าเดินตามสบาย เดินถนัด เดิน อีแหละเขละขละ แล้วสุขก็รู้ว่า นี่เราเดินตามสบายของเรา ตามชอบ ถ้าเวลาเราปรับปรุงขึ้นมาบ้าง มีการอด การทน มีการฝืนบ้าง เราก็รู้ว่ามันชักจะฝืนใจหน่อยๆ แล้วนะ เอา ก็รู้ แต่แท้จริงแล้ว ถ้าเกิดว่าเราทำจนกระทั่งเคยชินแล้ว ก็รู้ว่า โอ้ เดินช้าๆ หรือว่าเดินสบายๆ เดินไม่ต้องแกว่ง ต้องปัด ไม่ต้องไอ้นั่น เหงื่อก็ออกน้อยไม่เมื่อยไม่เพลีย อะไรมากมาย แล้วก็เรียบร้อยดี เบาดี ง่ายดี ไม่ดีด ไม่ดิ้น อะไรเนี่ยจะดีกว่า เราก็จะได้รู้จริงๆไปถึงเวทนาที่เราจะรับซ้อนเข้าไปอีกในระยะแรกอาจจะต้องฝืนหน่อย มีการแขนเขิน ก็จะจัดเอาไว้ ไม่ให้มันสัดส่ายเกินควร การเดินก็ไม่เร็ว แต่ก่อนเคยเร็ว อยากจะเดินยังไงก็เดิน อีรูด ปุ๊บป้าดไปด้วยเลย เตะนั่น ชนนี่ ก็จะได้รู้ว่า อ้อ ไอ้เราเดินไม่สำรวม ระวัง เดินเร็วไป อะไรไป มันก็จะได้เตะโน่น เตะนี่ มันก็ได้เจ็บไป ตอนนี้เราไม่ แล้ว ให้ระมัดระวังให้มาก รองเท้ายิ่งไม่ใส่ นี่เป็นกรณีอีกอันนึง เพราะว่าเรากำหนดไม่ใส่รองเท้า ก็เป็นอุบายโกศลของเราอันนึงด้วย ให้ได้รู้ว่ามันไม่ใช่เหมือนคนที่เขามีรองเท้า อ่ะนะจะได้เดินคนเหมือนอย่างคนไม่มีรองเท้าไม่ได้นะ ตีนพังได้ง่ายๆ อะไรอย่างนี้เป็นต้น และเราก็จะได้รู้ผัสสะ แม้แต่กระทบสัมผัสกับความควรเหมาะ ควรอะไร ความระมัดระวัง เราจะดีๆ ขึ้นความสำรวมระวัง เราจะได้สูงขึ้นด้วย อย่างนี้เป็นต้น และเราก็ไม่เปลืองโลกมากด้วย ง่ายด้วย เบาด้วย ไม่ต้องเป็นห่วง ต้องแบกรองเท้าไปคู่ สองคู่อะไร เป็นการดี ไปในตัวเป็นการมักน้อย การลด การละ การวาง การปลงภาระอย่างแท้จริง อย่างนี้เป็นต้น แล้วจะรู้แม้ รูปเดินอย่างที่เราได้กระทำกันอยู่เนี่ย ซึ่งเราทำกันมาแล้วก็ขออธิบายย้อน มีอะไรจะระลึกได้ดี จะระลึกทวนไปว่า ทำไมเราจะต้องทำอย่างนั้น บางคนก็ว่าดัดจริต ใช่เรามาดัดจริต เพราะว่าจริตของเราเนี่ย เราไม่รู้ว่าเป็นสุจริต หรือมันเป็นทุจริต มันเป็นทุจริตอยู่อย่างโลกๆ เราก็ไม่รู้ สุจริตดีหรือยัง เราก็ไม่รู้ เราก็ต้องมาเรียนด้วย มันรู้เป็นสุจริตแล้ว เราจะดัดจริตของเราให้มันเป็นสุจริต ไม่ให้มันทุจริต เพราะทุจริตมันเลว จริตเลวๆ อย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน