170207 เนสัชชิ-พ่อท่าน-แดนอโศก
เนื้อหาในไฟล์
อ้าว ฟังดู เนสัชชิ คำว่า เนสัชชิ นั้น ภาษาบาลี คำนี้หมายความว่า ถือเอาอาการนั่ง ถือ เอาอาการนั่งเป็นธุดงควัตร อันนึง ซึ่งเป็นการประพฤติธรรมได้ โดยเราจะพักผ่อนด้วยนั่ง แล้วจะพักผ่อนให้ได้สูงที่สุดเหมือนกับเรานอน โดยไม่เอาหลังราบไปกับพื้น ไม่เอาตัวทอดยาวไปกับแนวระนาบของพื้น ถือ อาการที่ยังนั่งอยู่ จะนั่งด้วยขัดสะมาตร จะนั่งด้วยท่าพับเพียบอะไรที่เป็นของไทย ถ้าของส่วนใหญ่เขา ถ้าของทางอินเดียเขาที่เขาทำก็มีแต่ท่าขัดสมาด ส่วนใหญ่ ขัดสมาดเพชร ขัดสมาดสะดุ้งมารอะไรธรรมดา เมื่อเวลานั่งแล้วเราก็พยายามทำจิตให้ทิ้งทวาร 5 เหมือนกัน คือ เราหลับหูหลับตา ปิดจมูกปิด ไม่ได้ปิดหรอกแต่ว่าเราไม่ให้จิตของเรามาทำงานกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เอาจิตไปรวมไว้ที่ 1 ที่ 1 เท่านั้น ราจะใช้อุบายอะไรก็ตามแต่ แล้วเราก็จะนั่งให้จิตมันอยู่ในองค์ของภพ คือ อยู่ในภวังค์นั้น จิตเราไม่รับรู้ ตาไม่รู้ หูไม่รู้ กลิ่นที่จมูกไม่รู้ ลิ้นไม่รู้ กายสัมผัสอะไรมาแตะต้องทางกายส่วนใดๆ ไม่รู้ ไม่รับรู้ทวารกายทั้งหมด จิตรู้อยู่แต่กับจิตเท่านั้นเอง เหมือนกันกับที่ในการนอน ที่อธิบายให้ฟังแล้ว เวลาเรานอน เราก็คือการทิ้งทวารทั้ง 5 แล้วจิตไปอยู่กับจิต เมื่อจิตมีกิเลส จิตก็พาไปฝันอย่างที่กล่าวนั้นเหมือนกัน เพราะงั้น เมื่อเวลาผู้ใดนั่งอย่างนี้เข้าแล้วแล้วก็ให้จิตไปอยู่ที่จิต จิตทิ้งทวารทั้ง 5 แล้ว แล้วมันก็อยู่ยากหน่อย มันตั้งทรงอยู่สูง เพราะฉะนั้นไอ้สูงเนี่ยจึงมีแนวโน้มถ่วงที่จะลงไปหาพื้นโลกมากหน่อย เพราะนั่งส่วนใหญ่มันก็ไม่ค่อยอยู่หรอก ถ้าพิงเสียก็หวานไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าไม่พิงเนี่ยไม่ค่อยอยู่ มันก็จะโงก มันก็จะล้มลงไปมันก็จะโอนเอนอะไรต่อ อะไรลงไปมากหน่อย เพราะมันในขณะที่โอนเอนไปที ก็มีสตินิดนึง ดึงไว้เราจะโอนไปนิดนึงก่อน แล้วเรียกว่าเร
อ่านต่อ
ากำลังจะ ไม่ใช่เรากำลังทิ้ง เราก็ทิ้งทวารข้างนอกลงไป ก็ยังมีสิทธิ์ส่วนหนึ่งที่จะมาทรงตัวไว้หน่อยนึง ก็จะโงกอย่างนี้ตลอดเวลา แต่ก็เราก็จะต้องใช้พลังงานส่วนนึงมาดึงมันมาทำงาน เรียกว่าเราทำงานอยู่ด้วยซ้ำไป ทำงานกับกายอยู่ด้วยหน่อย เพราะงั้นใครนั่งโงกๆ งี้ รับรองเนสัชชิ อีรูปนี้พอตลอดคืน พรุ่งนี้เช้าต้องรีบนอน มันไม่หลับสนิท มันใช้กำลังกาย กำลังพลังงานตั้งแยะ นี่ก็ เนสัชชิ ก็มีแยะ เนสัชชิ แบบนี้ พอรุ่งเช้าขึ้นมา พอมานั่งผงกไป ผงกมา พอรุ่งเช้ามันก็ตาโหล ก็จะนอนระนาบเสียเลยละ สบายดีไม่ต้องมาอย่างนั้น อย่างนี้ ไม่ได้อะไรเท่าไหร่ แต่ก็เป็นความชำนาญเหมือนกัน ถ้าทำให้ได้ พยายามอย่าให้มันโงก อย่าให้มันอย่างนี้ พยายามมีจิตตั้ง พยายามทรงตัวให้อยู่ให้มาก จิตรักษาแนวตั้งให้ได้มากๆ ก็จะเก่งขึ้น เก่งขึ้นได้เหมือนกัน ก็เป็นการทำสมถะ เป็นธรรม วสี แคล่วคล่อง ในการทำจิตของเรา ให้รักษาตัวของเราให้ตรงให้ได้ ใช้พลังงานให้ดี ให้ทรงตัวให้อยู่ให้ได้ ให้ทรงตัวให้อยู่ให้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ได้ตัดกิเลสตัณหาอะไรนะ จะตัดกิเลสตัณหาได้ก็ คนนั้นก็จะต้องมีจิตดีจริงๆ มีจิตที่สามารถทำวิปัสสนาก็ได้ หรือทำนิโรธ จะทำนิโรธนั้นก็เป็นแต่เพียงว่า วิขัมภนประหาร คือ ไม่ให้จิตมันไปปรุงกิเลส แล้วก็ดับจิตไปเลย กายเป็นนั่งแข็งทื่ออยู่ทำนานๆ เข้าเวลาเขาสามารถที่จะทรงตัวให้ได้เนี่ย เขาทำสมถะเรียกว่าเจโตสมถะเขาทำได้นั่งแล้วก็หลับไปเลย นิ่งสนิท ฝันก็ไม่ฝัน เป็นนิโรธไปเลยได้ เป็นการทิ้งทวารทั้ง 5 และ และทวารจิตก็สงบระงับนิโรธ ไม่ปรุงแต่งอะไรเพราะงั้นจิตในขณะนั้น เราก็ไม่ได้ไปเสพกิเลส ก็เป็นสมถะเป็นผลที่ทิ้งจังหวะ ไปจังหวะหนึ่ง ที่เราห่างจากกิเลส ไปพักหนึ่งเรียกว่าเป็น นิโรธนอนก็ทำได้นอนก็เหมือนกันนั่นแหละ นั่งก็เหมือนกัน ทีนี้พวกที่ปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ เขาหลงว่าไอ้การที่นั่งให้ดับนิโรธมิดไปเนี่ย คือ การปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็เป็น วิขัมภนประหาร ก็มีผลเหมือนกัน แต่มันผลน้อย มันช่วยแต่เราไม่ได้สร้างกินเลสจริงๆ อยู่สักพักหนึ่ง คนเราถ้าตัดทวารกายแล้วเหลือแต่ทวารใจ ก็ใจมันยังสร้างกิเลสอยู่ คือ ไปฝันไปเพ้อ ใจมันไปทำงานอยู่ ทวารใจก็ไปสร้างกิเลส ตามอำนาจของ อนุสัย หรือ อาสวะ มันก็วิ่งไปปรุงแต่งอะไร ต่ออะไร ก็เป็นรสเป็นชาติ เอร็ดอร่อยอยู่เหมือนกัน ฝันบางทีนี่แหมมันน่าดู มันก็ไปสร้างกิเลสอยู่ในทางทวารที่ 6 คือทวารใจเท่านั้น นะ ก็น้อยหน่อย แต่ถ้ามีทั้งกายตื่นอยู่ ก็สร้างกิเลสมากหน่อย เพิ่มกิเลสตัณหาจะแก่ตนมากหน่อยเพราะงั้น ถ้าใครเอาแค่หลับ นั่งหลับแต่จิตไปสร้างกิเลสอยู่ เขาเรียกว่าลดลงมาจากใช้ทวารทั้ง 5 ก็เหลือแต่จิต เพราะฉะนั้นนั่งอย่างนี้ได้ บางคนได้เป็นหลับนะ แต่ว่าทรงตัวได้ก็มี อาการของ เนสัชชิ วิธีนึง อ้า นั่งหลับก็หลับไป แล้วก็ทรงกายอยู่ได้ ผงบ ผงบ อย่างเงี้ยอะ โอ๊ยเมื่อย รับรองเลย เมื่อย ตื่นเช้าขึ้นมาตาโหล เขานั่งทั้งคืนเนี่ย เขานั่ง เนสัชชิ กันเนี่ย เมื่อย เพราะมันต้องใช้กำลังงานยก ดึงลง ดึงขึ้นอะไร อย่างเงี้ย ใช้ energy แยะ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ไหว เมื่อย แต่ถ้าทรงตัวได้ไม่ต้องใช้ energy มาดึงพอ เวลาเราจะล้ม ก็ใช้ได้ energy ดึงขึ้นมา โยกไปนิดก็ดึงขึ้นมา เราไม่ใช้นะ มันก็ไม่เท่าไหร่ นั่งหลับนิ่งอย่างนี้ถึงรุ่งเช้า ก็ยังไม่เท่าไหร่ ได้พักผ่อนพอได้เหมือนกัน เรียกว่าเราสามารถใช้จิตของเราตั้งทรงไอ้นี่ รักษาควบคุมไม่ให้มีการใช้ energy มากนัก ทรงอยู่ได้ แม้เราจะฝัน เพราะเราไม่สามารถที่จะควบคุมจิตของเราได้ กิเลสตัณหาเราก็ยังแยะ แม้มันจะฝันไปตามเรื่อง ให้แต่ทวารจิตมันมีกิเลสปรุงกันไปอยู่ ไปเรื่อยๆ นั่งหลับก็ยัง ก็ยังดีหน่อยนึง ดีขึ้นมานิดนึงกว่านั่งโงก ทีนี้ดีขึ้นกว่านั้น ก็คือจิตของผู้นั้นสามารถทำนิโรธขึ้นไปได้ ไม่ให้มีฝันไม่ให้จิตไปปรุงแต่งอะไร แล้วดับจิตลงไปเลย ข่มจิตดับเข้าไป ดับเข้าไป ดับเข้าไป วางเข้าไ งางเข้าไป จนจิตมันดับ ไม่ปรุงแต่งอะไรเลย ก็ได้ มี วิขัมภนปหาน เป็นสมถะอันแท้จริง นี่เรียกว่าสมถะอันแท้จริง อยู่ในนี้นั่งก็เหมือนกัน นอนทำก็ได้ก็เหมือนกันนั่นแหละ แต่ที่เอามาพูดนี่ เพราะว่าที่เขานั่งปฏิบัติธรรม เขาที่มักจะเอานั่งนี้ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ก็ถือว่าปฏิบัติธรรม นั่งหลับตาแล้วเนี่ย นิโรธ เขาว่านี่ก็สั่งสมนิโรธ ก็จริงของเขาเหมือนกัน แต่มีผลน้อย สั่งสมความประหาร มีประหารเหมือนกัน มีประหารกิเลส เพราะเราเลิก เราละ เราได้ ไม่เอาจิตไปปรุงกิเลสอยู่ช่วงนึงเท่านั้นเอง โดยปริยายบนหินทับหญ้า ไม่ใช่มีการรู้ ไม่มีตัวรู้ อันนี้ไม่มีตัวรู้เลย จิตมันละ มันเพลา มันเพลา ไปเสพกิเลสช่วงนึงเท่านั้นเอง ได้ผลหน่อยนึง ทีนี้จะให้ดีกว่านั้น แต่ผลดีที่สุด คือ เวลานั่ง เป็น นิโรธ เลย ดับไม่มีอะไรเลย เนี่ยไม่เมื่อย ไม่อะไรเลย ไม่เลย แล้วทรงตัวอยู่ได้ แล้วดับนิโรธแข็งทื่ออย่างนี้เลยเป็นวันนึง 7 วันจึงอยู่ได้ คน นิโรธ ได้จริงๆ นั่งอยู่เนี่ย 7 วันสบายอยู่ได้ เพราะมันไม่ใช้พลังงานอะไรเลย มันอยู่ได้นาน อันนี้ดีกว่า
เป็นวิปัสสนาแล้ว เดี๋ยว วิปัสสนาจะอธิบายให้ฟังว่า นั่งใน เนสัชชิ เนี่ยแล้วก็วิปัสสนา อันนี้ได้ดีกว่าตรงที่เรียกว่าไม่ใช้พลังงาน ไม่ใช้พลังงานเลยเหมือนวิปัสสนา ไปได้นานถึง 7 วัน สบายตื่น ขึ้นมาก็ ไม่เหมือนไม่ตาโหลตาเหล่เท่าๆ กับ ผู้นั่ง โงกๆ อย่างนี้ได้ นี่แต่ว่าได้ อันนั้น ส่วนผู้ที่ไม่เป็นไปโดยที่เรียกว่าไปเป็นแบบนิโรธสมาบัติ ไม่เป็นนิโรธ แต่เป็นวิปัสสนา คือ ไม่ดับจิตลงไปหมด ดังกล่าวแล้ว เหมือนกับท่านอนที่ว่าอธิบายให้ฟัง นอน นอนแล้วก็ตั้งจิตให้อยู่ สดใสอยู่ อยู่แต่ทวารจิต จิตทิ้งทวาร 5 ไปหมดแล้ว จิตก็อยู่กับจิต แล้วเราก็ปรุงธรรมในธรรม ปรุงไปด้วยเอานิรุตติ เอาภาษา เอาหัวข้อธรรม หรือเอาสภาวะธรรม เอาอะไรก็ตามแต่ มาปรุง มาคิดดูเหตุ ดูผลต่อ ไตร่ตรองไปหมดเลย แล้วเป็นเรื่องเป็นราวของเรา จะอยู่ในองค์ของธรรมนั้น ปรุงกันอยู่เสมอ ไม่หลงไหล ไม่หลับไหล ไม่เมื่อย ไม่เพลียอะไรมากนัก แต่มันก็ยังมีสภาวะสังขาร คือ ยังทำงานอยู่บ้างในจิตในจิต เหมือนฝันเหมือนกัน แต่ไม่กินแรงเท่าฝัน เพราะว่าปรุงธรรมะพวกนี้เราไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่เหมือนกัน ไอ้กิเลสมันทำงาน มันทำงานหนักกว่า เสียใจ ดีใจ เสพรสอะไร มันหนักกว่าไอ้ปรุงธรรมในธรรม มันไม่ถึงขนาดนั้นนะ เพราะงั้นก็ดีกว่า กินอาหารน้อยกว่า ฝันแต่กินมากกว่านิโรธ ถ้าดับไปเลยนี่กินอาหารน้อยอยู่แล้ว 7 วัน แต่ถ้าปรุง วิปัสสนา ไม่ได้ถึง 7 วัน ไม่ได้ถึง 7 วันหรอก ปรุงไม่ถึง 7 วัน เพราะยังมีการปรุงอยู่ แล้วมันก็ใช้พลังงาน ใช้อะไร ต่ออะไรอยู่ แต่อยู่ได้ ทั้งคืนก็อยู่ได้ เนสัชชิ ทั้งคืน มีอย่างนี้อยู่ได้ เพราะบางคนนี่นอนหลับ นั่นก็นอนฝันทั้งคืน กินอาหารมากกว่าด้วย ไอ้นี่นอนปรุงทำสติปัฏฐาน หรือว่าทำวิปัสสนา นี่ทั้งคืน มันก็เหมือนนอนนั่นเอง ไม่กินอาหารเท่าฝันด้วย ฝันบางคนกินมากกว่าด้วย เอาจริงนั่งได้ เนสัชชิ นี่นั่งได้ จะทำจิตได้ขนาดนี้ และได้อย่างนี้นะไปได้คืนนึง สองคืน สามคืน กลางวันไม่ต้องนอน แต่พวกที่ เนสัชชิ นี่ เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ เห็นเขากลางคืนเขามานั่งหลับตาแต่กลางวันเขาก็นอน นั่นก็แสดงว่ามันไม่มี ไม่มีจริง มันไม่มี เนสัชชิ จริง คือ ทำไม่ได้จริง ไม่ทำการทิ้งขันธ์ หรือไม่ทำการวางขันธ์ หรือว่าลดพลังงานในตัวไม่จริง ไม่จริง ไม่จริง เพราะงั้นจึงไม่ได้ประโยชน์ ไม่ว่าประโยชน์ในทางใด มุมเหลี่ยมความรู้ ที่จะรู้ในจิตที่อยากจะให้ฟัง เนี่ย เนสัชชิ ในการนั่ง นั่งแล้วก็ให้ได้ประโยชน์ แม้กระทั่งนั่งหลับเฉยๆ มีฝันหรือนั่งโงก ตั้งแต่นั่งโงกไปจนกระทั่งนั่งหลับเฉยๆ มีฝันได้ ทรงตัวนิ่งอยู่ได้ จนกระทั่งนั่งไม่โงก แล้วก็ไม่มีฝันแต่เป็นนิโรธไปหมดเลย ดับสนิทแล้วก็นั่งแข็งอยู่เฉย และนั่งไม่โงก และไม่นิโรจน์ แต่เอาจิตมาปรุงทำนิดหน่อย ก็ได้ และยังมีอีกอันนึงก็ คือ นั่ง อันนี้เรียกว่ามันไม่เก่งเท่านั่งไม่โงกเลย อยู่นิ่งมีสติคุมตัวได้อย่างเก่ง แล้วก็ปรุงทำ แต่อันนี้ทรงตัวไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ บางทีอาจจะ อะไรนิดหน่อยไม่ทรงอยู่ในท่าที่เป็นอันนิดหน่อย บางทีก็อาจจะมีอะไรนิดๆ แต่อยู่ได้ไม่ๆ ๆ โงกเงก โงกเงก ใช้พลังงานมาเนี่ยก็เป็นได้นะ เป็นได้ไม่มากอะไรหรอกและก็จิตก็ปรุงธรรม จิตก็ปรุงธรรม อันนี้ก็เหมือนกันกับนั่ง แต่นั่งแข็งแล้วตรงได้มากกว่า ก็ยิ่งไม่เปลืองใหญ่ แต่อันนี้ยังมีความรู้สึกมากกว่าหน่อย ก็จะกินพลังงานมากกว่าหน่อย แต่บางคนนั่งหลับ นั่งหลับนี่นั่งหลับอย่างนี้เหมือนกันนะ ไม่โงกมาก เสร็จแล้วก็น้ำลายไหล เออ ก็ไม่กินพลังงานมากเท่าไหร่ เพราะไม่ต้องอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ ไม่ต้องกินมากเท่าไหร่หรอก ไม่เมื่อยเพลียเท่าไหร่หรอก ก็นึกว่านั่งหลับได้ หลับคือสามารถทรงตัวไว้ได้ นี่เป็นคนตีกิน หลับไม่รู้ ตื่นเช้าขึ้นมาก็พอได้แล้วก็นั่งหลับแท้ๆ นั่งหลับแท้ๆ ก็ได้นะแต่ก็ไม่ได้กี่วันหรอก อย่างเก่ง เนสัชชิ แบบนี้ เอาหลับเฉยๆ นี่นะยังจิตของเรายังไม่ ยังไม่ให้อ่อน หรือทำพลังงานลดพลังงานไม่ได้มากกว่านี้นั่งหลับยังไงก็ไม่ได้หลายวัน ไม่ได้หลายวันหรอก เพลียแย่ไม่ได้หรอก เพราะผู้ที่จะนั่ง เนสัชชิ ได้นานๆ ติดต่อกันไปได้ถึง 7 วัน 10 วันอะไร ไปถึงกระทั่งเป็นเดือน เป็นอะไรก็ได้ ไป หรือยิ่งไม่ต้องหลับ ไม่ต้องเอนกายเลย อย่างพระมหากัสสปะได้นะ ไม่ใช่เรื่องเลยไม่ใช่เรื่องเล่น เนสัชชิ อันนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่น ลองทำดูนะ ถ้าลองทำดู แล้วอย่างผมนี่ขอสารภาพเลยเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ งานเยอะไม่มีเวลาพักผ่อน ทำไม่ได้แม้จะปรุงธรรมอย่างนี้ ก็ยังทำไม่ได้ มันมีปรุงธรรมมากกว่าที่เราจะสงบ เวลาเราจะนั่งอย่าง เนสัชชิ ที่แท้จริงเนี่ย ก็ปรุงธรรมไปมากเกินไป ก็ไม่ บางทีก็ต้องนิโรธ บางทีก็ต้องดับไปเลย เพราะงั้น ถ้าทำอย่างนั้นเราจะได้หลายวัน ผมเคยทำอยู่ได้ 10 กว่าวัน 14 วัน ไม่มีน้อย เราก็ไม่เอนกายเลย มีแต่เดินกับนั่ง ไม่เคยผมไม่เคยปฏิบัติตน ปฏิบัติธรรมโดยวิธียืน โดยท่ายืนนิ่งๆ เฉยๆ แล้วก็หลับไปในท่ายืน หรือว่ามีนิโรธ ไปในท่ายืน หรือว่าปรุงธรรมนิ่งอยู่ ตัดทวารทั้ง 5 ข้างนอก เหลือแต่ข้างในนิ่งท่าอยู่ไม่เคยทำ เคยแต่เดินจงกรม เดินจงกรมแล้ว ก็บสลับกันนั่ง นั่งก็ทำเงี้ย ไม่นิโรธ ก็ปรุงธรรมอย่างนี้ ให้มันดับลงไปก็ตาม ไม่ต้องสั่ง ที่จะทำจิตลงไปเลยให้มันดับ สั่งยังไงมันก็ไม่เก่งหรอก ถ้ามันเก่งมันทำไม่ได้สั่งให้ตายมันก็ไม่หยุด มันก็ ให้มัน ให้มันหยุด ให้มันดับ ให้มันเฉย นิ่งไป ถ้าผู้ใดทำเท่า นิโรธ ได้แล้วก็ปรุงธรรมได้ก่อน ก็ทำได้นานวัน หลายวัน ทำได้หลายวัน โดยที่ไม่ต้องเอาหลังแตะพื้นเลย กลางวัน กลางวันกลางคืนก็ไม่มานั่งนอนนั่งหลับอะไรหรอก ได้ทำได้ จริงๆ นี่ไม่ได้ทำ แต่ก่อนนี้อยู่วัดอโศการาม ไม่มีงานอะไรมากหรอกตอนนั้นอยู่ก็ทำได้ ทั้งนั้นมานี่มันมีงานมีอะไรก็ได้มาก็ไม่ได้ทำเท่าไหร่ ทำเหมือนกันวันๆ นึง สองวันนี้ก็ทำได้ เราจะทำแต่มันก็เท่านั้น ก็เท่านั้นแหละ แล้วก็ผู้ที่ทำได้ แล้วก็มีปัญหาอะไร นอนทำก็เหมือนกัน ผมก็ทำไม่ได้นั่งหรอกก็นอนก็เหมือนกันนั่นแหละ ถ้าเรานอนราบแล้วเราไม่จะนิโรธ หรือว่าจะปรุงธรรม มันก็เหมือนกับนั่งนั่นแหละ แต่ใช้พลังงานมี วสี แคล่วคล่อง ในการที่นั่งนี่มันรักษามากกว่ากันหน่อยเท่านั้นเองก็นอนเลยก็ปล่อยไปเลยแล้วก็ทำประโยชน์แล้วเอาประโยชน์เมื่อได้ประโยชน์แล้วไม่มีอะไรแต่ก็เป็นอุบายอันนึงที่ในการฝึก เพราะว่าถ้านั่งมันดี ดีตรงที่ว่าคนที่ติด ถีนะมิทธะ เยอะแยะอย่างไหน ยังไง ยังไง ที่สุดมันก็ช่วยได้เยอะ ช่วยตรงที่ว่าถึงแม้จะนั่งหลับยังไง ยังไงคุณก็ยังไม่เหมือนนอนหลับ ถ้านอนหลับแล้วยิ่งอร่อยไปเลย แล้วมันไม่มีอะไรทรง ไม่มีอะไรฝืน ไม่มีอะไรที่จะช่วยเลย ไม่มีอะไรให้ช่วยเลย มันก็หลับปี๋ ไปเลยยิ่ง ถีนะมิทธะ กิน แก้ไม่ได้สักประตู ไม่ได้แก้ ไม่ได้สักประตู แต่ว่าถ้านั่ง เนี่ย อย่างน้อยที่สุดก็แก้ แก้ได้อย่างน้อยที่สุดก็แก้ ถีนมิทธะ ได้ นั่งบ้าง นอนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง แก้ได้ ถ้านอนก็มีแต่ติดไปเรื่อยเลยมากไปด้วย ถีนมิทธะ เพราะงั้น นั่งก็ดี มีการมีบทในการที่เราจะนั่งนี่ คือ การปฏิบัติในกรรมฐาน ข้อหลับนอน เพราะงั้น จะใช้นั่งนี่เป็นหลับนอนก็ได้ แล้วหลับนอนที่จะเป็นธรรมะอย่างที่ว่าแล้ว ให้เป็นชาคริยานิโยคะ ได้ มันทำได้ดีแล้วจริงๆ ก็นอนก็ได้นั่งก็ได้แล้วแต่ถ้าบางคนถนัดนอน บางคนนั่งไม่ได้ แต่นอนทำได้เหมือนกันก็มีนะ อย่างคุณติ๋วลูกศิษย์พรพมหาวีระ ลูกผู้หญิงระเบียบ บอกว่าอันนี้เขาถนัดกรรมฐานนอน ค่ายกรรมฐานนอนกับอะไรก็ไม่รู้นะ ไม่ได้สอบถามก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง ขี้เกียจจะถาม เขาว่าวันนี้กรรมฐานนอน เขาบอกต้องนอนกรรมฐานแล้วก็ได้อะไรของเขาแล้วแต่เราก็ไม่ได้ซัก ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง เป็นได้เหมือนกันนะ อาจจะเป็นได้ ไม่เป็นไรแล้วก็พวกเราก็ได้ บางคนก็นอนได้แล้วก็ตื่นได้อยู่ โดยรู้ตัวเองนะ ว่าเราสามารถที่จะปรุงธรรมได้อย่างที่ว่านั้น ไม่ใช่นอนหลับไหล นอนโดยไร้สตินอนโดยที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรในการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเราจะต้องเป็นผู้ที่ให้รู้ แม้กระทั่งอิริยาบถทุกอย่าง ยืน เดิน นั่ง นอน แม้แต่ อากัปกริยา ทั้งกิน ทั้งเคี้ยว เอี้ยวขา ไกวขา ที่เป็นอยู่ทั้งหมดไปจนกระทั่งถึงที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้นั่นแหละ สอนไว้หมดเลย ทรงสังฆาฏิ ทรงบาตร ทรงจีวร อะไรต่างๆ นานา ไปจนถึงอุจจาระ ปัสสาวะ เราก็เป็นผู้รู้อยู่ในผัสสะทั้งหลาย รู้ไปถึงเวทนา อันมีกายนี่เป็นรูป เวทนาก็คือนาม แล้วก็รู้ผล รู้รสของนามนั้นต่างๆ รู้ชัด รู้เจน แล้วก็รักพยายามสงบ รำงับ หยุด รู้เท่า รู้ทันความเป็นจริง มันมีปรุงเป็นกิเลสเป็นสังขารด้วยสุขเวทนาก็ตาม ทุกขเวทนาก็ตาม เราไม่ยึดไม่ถือสุข ไม่ยึดไม่ถือทุกข์ พยายามสงบรำงับ ไม่ยึดทุกข์ ยึดสุข วางอุเบกขาให้ได้ เสมอ ๆ ในขณะตื่นอยู่ เป็นอาการกิน หรือ อยู่ที่เราเรียกว่ากรรมฐาน และทุกที่สุดไปจนกระทั่งถึงการหลับการนอน เราก็เป็นผู้ที่จะมีกรรมฐานนั้น หรือปฏิบัติธรรมให้ได้แม้กินอยู่หลับนอนนี่คือ กรรมฐานของเราชาวอโศก อาจจะใหม่ๆ ใหม่ๆ นะ บอกกรรมฐาน ใช้อะไรเป็นกรรมฐาน กิน อยู่ หลับ นอน เอาให้ทึ่งเลย ใช้ กิน อยู่ หลับ นอน เป็นกรรมฐาน เอ้ โลกน่ะยังไม่เคยเห็นอาจารย์ไหนเขาสอนกันหรอก แต่เราก็อธิบายเขาให้ถูก อธิบายเขาให้เป็นแยกแยะให้ถูก อยู่ในกายเวทนาจิตธรรม อยู่ในนี้มีสติปัฏฐานอยู่ในนี้ มีทั้งนิโรธอยู่ในนี้ด้วย อธิบายเขาให้รู้ให้เป็น แล้วเข้าใจให้ถูกนะ ถ้าเราทำเองได้นะ ผู้ใดทำได้ดังที่อธิบายให้ฟังนี้มีอยู่แล้วได้แล้วนะ ให้ตายก็อธิบายไม่ผิด จะพูดกับเขาก็ได้เพราะมันมีของตัว ถ้าไม่มีของตัวนะจำภาษา ก็ไประวังหน่อยนะ ถ้าเขาซักไซ้ไล่เรียงความจริงมีแต่ภาษา บางทีก็จะแย่หน่อย แต่ก็จำให้ได้ก็แล้วกัน ตอนนี้เป็นปริยัติ ก็บอกเขาก็ได้ว่าเรายังไม่ได้หมดเรา ก็ได้บ้าง แต่ถ้าใครได้จริง เป็นจริงทั้งหมดอย่างที่อธิบายนี้แล้ว ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาเลย ก็เป็นกรรมฐานอันแท้จริง แล้วเราก็ปฏิบัติธรรมด้วยอันนี้แหละทั้งหมด
ก็ขอเสริมมาอีกอันนึงว่า จิตที่จะเป็นจิตอันแกร่งกล้า หรือ แกล้วกล้า เหมาะควรแก่การงาน คือ จิตที่เป็น ฌาน และพูดถึงจิตที่เป็นฌานตรงนี้ เมื่อผู้ใดได้ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งจิตของตัวเองเนี่ยไม่หลงไหล ใฝ่เพ้อไปปรุงแต่งวาบไหวไปกับอารมณ์โลก ที่เรียกว่ากาม ไอ้โน่นนิด ไอ้นี่หน่อย ก็ยังตาไปภพ รูปภพ อะไรก็ยังมีไปปรุง เป็นสีเป็นสรร เป็นอะไรจะเสพ สวยมั่ง งามมั่ง อะไรต่างๆ นาๆ พวกนี้ ไม่มี มองอะไรก็มองธรรมดา ไม่ค่อยจะไปปรุง ไปอะไรมากนัก เพราะฉะนั้นกามฉันทะ หรือว่ากามนิวรณ์ ไม่ค่อยมี แล้วก็ไม่ชังด้วยเรียกว่าพยาปาทะ ก็ไม่มี ไม่ชอบ ไม่รัก ใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็ไม่ชัง ไม่มีอารมณ์ชัง แล้วก็ไม่มีอารมณ์ผูกพันกับสิ่งอื่นที่เป็นการชอบใจ ไม่ชอบใจอะไร ก็ไม่มีปรุงอยู่ในจิตนัก แม้เราลืมตาอยู่โพลงๆ เห็นอะไรก็สักแต่ว่าเห็น หรือ แม้เราจะทำงานอยู่กับอะไรจากสิ่งหนึ่ง แล้วก็ทำด้วยความจดจ่ออยู่กับงานนั้น ไม่มีกาม ไม่มีอารมณ์กามปรุงใน รูป รส ใคร่อยากในรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส อะไรที่เราปรุงอยู่ ก็ไม่มี จิตที่จะไป พยาปาทะ หรือ จะไปเกี่ยวข้อง ไปอาฆาต ไปเกี่ยวยุ่งเหยิงอะไร มาอาลัยอาวรณ์อยู่กับอะไรอื่นก็ไม่มี แล้วเราก็ไม่ได้ง่วง เหงา หาว นอน ไม่มี จิตใจโปร่งใส สบาย มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คือ มี อธิบาท 4 อยู่กับสิ่งที่เราจดจ่อนั้น ทำอยู่เป็นงานการน่ะ ไม่มีความรำคาญใจ อุทธัจจะ กุกุจจะ ก็ไม่มี รู้ตัวเองดีว่า เออ จิตของเราอยู่กับไอ้นี่น้อ เป็นสมาธิที่เขาเรียกว่า ภาษาฝรั่งธรรมดานี่แหละ concentrate นี่แหละ ธรรมดา ธรรมดา นี่อยู่กับงานนี้เป็นงานที่เราทำอย่างตรง มีสมาธิอย่างดี อยู่กับงานสิ่งเดียว เอกัคคตาอารมณ์เดียวอยู่ที่นี่ไม่มีจิตอื่นที่จะมาวุ่นวาย ก็เป็นจิตที่ แกล้วกล้า เหมาะควรแก่ การงานอย่างแท้จริง จิตนี้ปราศจากนิวรณ์นะ จิตนี้ทำงานนี้ได้ งานจะเป็นงานอย่างปรุงแต่ง งานทำงานทำงานอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ที่ไม่เป็นงานที่ไปปรุงแต่ง ปรุงเป็นงานโลกๆ มันจะงานที่จะยากหน่อย ก็ไปปรุงที่ว่าจะต้องมีรูป มีรส มีกลิ่น มีเสียง อะไรนี่แหละ มันเกี่ยวพวกนั้นน่ะมากๆ หน่อย แล้วก็ไปปรุงให้เป็นรูป เป็นรส เป็นกลิ่น เป็นเสียงที่เป็นไปได้ แต่จะยิ่งเขียนหนังสือธรรมะ หวานเลยไม่มีอารมณ์ กามนิวรณ์ พยาปาทะนิวรณ์ ไม่มีรสชาติพวกนั้นแน่ แต่ถ้าปรุงอาหาร บางทีก็อาจจะอร่อยหรือไม่อร่อย มันอาจจะเป็นได้เหมือนกันนะ ทำงานเดียวเหมือนกันแหละ แต่มันอาจจะมีได้ หรือว่าปรุงอะไรที่เป็นสี เป็นสรร สวยงามอย่างโน้น อย่างนี้ สวยงาม ไอ้โน่น ไอ้นี่ เป็นไปจนเกินขอบเขตบ้าง มันก็อาจจะมีบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าไม่มีเป็นโลกๆ ดีดดิ้นมากมายนัก ก็ทำงานนั้นโดยงานนั้น โดยเจตนาตรงก็เรียกว่าเป็นจิตที่มีสมาธิเป็น ฌาญ มีจิตที่แล้วกล้า แคล่วคล่อง อาจจะเป็นปรุงงานของโลก หรือ เป็นงานปรุงแต่งที่เป็นไปโดยในความพอดีของโลกีย์หน่อยๆ แต่ไม่ใช่ปรุงจนกระทั่งเป็น รูป รส กลิ่น เสียง อย่างคนโลกๆ เลย อย่างนี้ ก็ยังเป็นฌาณ มีวิตก วิจารณ์ รับรู้อยู่ในอารมณ์เดียว เราไม่มีนิวรณ์ต่างๆ นี่คือจิตที่เป็นฌาน ลืมตาธรรมดา ธรรมดา ลืมตาธรรมดา และแม้จิตของผู้ใดที่หมดกามนิวรณ์ แล้ว หมด พยาปาทะนิวรณ์ ไม่มี ถีนมิทธะ ลืมตาโพลงอยู่ รู้อยู่ ไม่มี อุทธัจจะ ไม่มี กุกกุจจะ ไม่มีความขัดเคือง รำคาญใจอะไรไม่มี เฉยรู้ อยู่ว่าจิตของเรา เป็นจิตที่มีอารมณ์เดียว ไม่สงสัย แล้วเราก็พยายามปรุงแต่งด้วยกุศล กำลังทำทานก็ดี กำลังทำทานก็ตาม หรือกำลังวิจัยธรรมะต่างๆ ก็ตาม หรือเอา กำลังอ่านหนังสือที่เป็นหนังสือธรรมะหรือเป็นหนังสืออะไรก็ตาม หรือกำลังปรุงแต่งด้วยเรื่องอะไรก็ตามเป็นธรรมะที่เราจะทำได้ มันก็ได้จิตของเราก็จะได้ประโยชน์จากสิ่งนั้นมากๆ เพราะจิตของเราไม่มีนิวรณ์ทั้ง 5 จิตของเราปรุงแต่งอยู่ในสิ่งที่กำลังกระทำนั้นเป็นบุญเป็นกุศล กำลังทำงานเพื่อให้กำลังให้ หรือกำลังอะไรก็ตามแต่จะให้ด้วยวัตถุ จะให้ด้วยแรงกาย หรือไม่ให้ในสิ่งเหล่านั้นแต่กำลังให้ธรรมะ อย่างที่กำลังทำธรรมะ อย่างกำลัง ผมกำลังอธิบายธรรมะให้ฟังกำลังให้ธรรมะ ผมไม่ได้มีอารมณ์กาม ไม่ได้มีอารมณ์ พยาปาทะ ไม่ได้ง่วงเหงา หาวนอนอะไรเลย ไม่ได้รำคาญใจอะไรเลยเฉยๆ อยู่ แล้วก็รู้ตัวดีอยู่ พ้น วิจิกิจฉา ไม่มีอะไรมีแต่อารมณ์เดียวเกี่ยวกับธรรมะอย่างนั้น ทำอยู่ด้วยจริงอยู่อย่างนี้ นี่ก็เป็นฌาน เป็นจิตที่แกล้วกล้า พูดธรรมะได้ติดต่อ เป็นอะไรต่ออะไร ไปแคล่วคล่อง หรือ แม้แต่ ทุกทีที่บรรยายธรรมะ ก็มีฌาน ทุกที ใช้ ฌาน 1 ถึง ฌาน 4 เป็นไปโดยไม่ยาก อยู่อย่างนี้ทุกทีเรามีวิตกวิจารณ์แล้วก็ปั้นออกมา ปั้นออกมา เป็นงาน เพราะเรามีฌาน เป็นจิตที่แคล่วคล่อง แกล่วกล้า เหมาะแก่การงาน และงานนั้นที่ทำอยู่เดี๋ยวนี้คือธรรมทาน เนี่ยขณะนี้ที่ทำนี่ กำลังทำธรรมทาน เป็นงาน งานที่เหมาะแก่งานเป็นสิ่ง เป็นจิตที่กำลังทำด้วยฌาน นี้เรียกว่าเป็น ฌานที่เป็นแล้ว นี่เรียกว่าฌานของพระพุทธเจ้าแท้ๆ จริงๆ มี ฌาน อย่างนี้ เราจะปรุงเป็น ฌาน ของตนเอง และก็วิจัยธรรมะของตนเอง รับรู้ของตนเอง สร้างปฏิสัมภิทาญาณ ให้แก่ตนเอง หรือทำให้แก่ผู้อื่นก็ตาม ก็ได้ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน อยู่อย่างนี้ เรียกว่าเป็นผู้ที่มี ฌาน แล้ว เป็นผู้ที่ทำได้แล้ว ก็เป็นอย่างนี้นะ แม้เราลืมตาโพลงๆ อยู่อยู่กับคนอื่นอยู่กับใครอยู่กับงานอยู่กับอะไรได้ทั้งนั้น เป็นไปโดยธรรมดา ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากในชาตินี้เป็นไปได้จริงๆ นั่น อันนึง อีก อันนึง ถ้าจะทำจิตต่อจิต เป็นอภิญญา ไปแสดงอภิญญาต่างๆ หรือไปสร้างเป็นจิตที่แกล้วกล้า แคล่วคล่อง มีกำลังเหมือนกัน เหมาะแก่การงานการงาน นั้นเราจะไปปรุงเราจะไปปรุงไปแต่ง เราจะไปทำอภิญญา จะไปทำอิทธิวิธี เหาะเหิน เดินอากาศ ดำน้ำ ดำดิน ทำไอ้โน่น ไอ้นี่ ก็ได้ แต่ก็ต้องฝึกฝน แต่ก็ต้องกระทำ ไม่ใช่ว่าทำได้ทันที ต้องมีอำนาจของจิตแรง แล้วต้องเหลี่ยมที่จะกระทำ ก็ทำด้วยวิธีอย่างไร ต้องฝึกฝน ต้องสร้าง น่า ต้องสร้างต้องกระทำ จริงๆ ถึงจะทำได้ แม้สร้างแล้ว ไม่ได้ฝึกฝนพากเพียรทำอยู่บ่อยๆ ก็ลืมได้ เหมือนกันกับเราเองเลย เราเก่งเหลาตอกก็เก่ง ปรุงอาหารก็เก่ง แต่ไม่ได้ทำนานๆ ไปทำก็เรื้อ เหมือนกันนั่นแหละ เหาะเหิน เดินอากาศก็เหมือนกัน หรือได้อภิญญาอะไรก็ตามเหมือนกัน ถ้าเราไม่ทำบ่อยๆ ก็รื้อ ก็ไม่ค่อยจะมั่นคง เพราะว่าไอ้นั้นเป็นฌานโลกีย์แค่นั้นเอง เป็นอำนาจของฌานโลกีย์เสื่อมได้ เหาะได้ ก็เดี๋ยว มันจะยิ่งกิเลสเข้า ยิ่งกิเลสนิวรณ์ 5 ผสมก็ไปหน่อย อย่าว่าแต่เหาะได้เลย ตอนนี้ต้องเดินกลับแล้วอย่างที่ว่า ยิ่ง กิเลสนิวรณ์เข้าได้เลย ใจมันไม่เป็นฌานแท้ จิตไม่เป็นฌานแท้นะ ยิ่งไม่ได้เลย จิต ต้องเป็นฌานแท้จึงจะเหมาะแก่การงานนั้น เป็น อภิญญา อิทธิวิธี เหาะเหินเดินอากาศ หายตัว แปลงตัว ดำน้ำ ดำดินได้ มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แบบที่จะระลึกแบบรูป หลับตาเข้า แล้วก็มีจิตหมด กิเลสนิวรณ์อย่างนั้นและก็ปั้นรูปขึ้นมาอย่าง ญาณ เข้าไปตามใจที่จะระลึกก็ได้เหมือนกัน นั่นเรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ด้วยหลับตา ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ด้วยลืมตาก็ได้ไม่ต้องสร้างรูป แต่เป็นอรูป สร้างด้วยเหตุด้วยผล หรือ ชาติของเราไม่ต้องไประลึกเป็นรูป ก็ระลึกในชาตินี้ก็ได้ ถ้าไม่ระลึกในชาตินี้ ท่านจะมีสูตร ใครก็ตามใช้สูตรเป็นสูตร เป็นเหตุเป็นผล และรู้ธรรมะที่แท้จริง คือ รู้ปรมัตถสัจจะ และรู้ สัจจะ แล้วก็เอาแต่ อรูป เท่านั้น ไม่ยึดสมมุติที่เป็นวัตถุ ไม่ยึดสมมุติที่เป็นตัว เป็นตน บุคคลเราเขา เอาแต่ธรรมะ เอาแต่คุณธรรม เพราะงั้น คุณธรรม หรือไม่ใช่คุณธรรมที่ดีเป็นความเลว หากผู้ใดมีคุณธรรมแบบพระเทวทัต ก็เป็นพระเทวทัตมาเกิด ผู้ใดมีคุณธรรมแบบพระอานนท์มาเกิด ก็มีเป็นพระอานนท์มาเกิด ผู้ใดมีคุณธรรมแบบพระพุทธเจ้ามาเกิด ก็เป็นพระพุทธเจ้ามาเกิด เราไม่ยึดมั่นถือม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive