Copy of 170405 โลก-พ่อท่าน-แดนอโศก
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่อง โลก เราจะต้องเข้าทำความเข้าใจเรื่องโรคเนี่ยให้ชัดเจน ให้เข้าใจให้ได้ดีๆ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วล่ะก็เราจะดับโลกไม่ถูกดับโลกไม่ได้ หรือเราจะอยู่เหนือโลกไม่ได้ การดับหรือว่าการที่จะอยู่เหนือโลก เราก็จะต้องรู้ว่าระดับ ระดับอย่างไร แล้วเราจะอยู่เหนือและจะอยู่เหนืออย่างไร คำว่าโลกนั้นจะขอพูดกว้างๆ ไปซะก่อนแล้วจะให้แคบเข้า แคบเข้า แคบเข้าแล้วก็จะพูดให้ละเอียดเข้า ละเอียดเข้าจนกระทั่งถึง ในหนังสือไทยเราได้เขียนเอาไว้ว่า โลกเป็นแต่เพียงประเด็น ประเด็นเท่านั้นแหละ ไม่มากที่สุดหรอก ก็มีอยู่แค่นี้ ที่จริงมันมีมากกว่านี้ โลกหมายความว่าอะไรหรือ โลกคืออะไร โลก คือ เอกภพก็ใช่ เอกภพเนี่ยมันหมายถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่างหมดเลยในโลกนี้ ในทุกๆ แห่ง แห่งหมดเลยไม่ว่าที่ไหนๆ ไหนหมดเอกภพ universal ดวงดาว พระอาทิตย์ พระจันทร์ ทั่วอวกาศทั่วหน้าไหนๆ ๆ ที่มีอะไรต่ออะไรก็ตามแต่ ที่บรรดาที่จะมีอยู่เนี่ย คำว่าเอกภพ หมายความว่าอย่างนั้นเหมือนกัน เอกภพใหญ่ มหาเอกภพ มหาเอกภพ คำว่าโลก หมายความว่าอย่างนั้นก็ใช่ มหาเอกภพนี่ก็คือโลก ก็คือความกลม ความหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ คือ การหมายเอาวัตถุเป็นสำคัญก็ชัด ก็ชัด คือ หมายเอา วัตถุต่างๆ ทั้งมวล นี้แล้วก็นับว่าโลก เพราะมันเป็นสิ่งที่หยาบ หมายเอาสิ่งที่เอนเอียงไปทางข้างฝ่ายวัตถุ เป็นสิ่งที่อยาบ เดี๋ยวเราจะกล่าวถึงตอนนี้เราพูดเป็นชื่อคล่าวๆ ไปก่อน คือ จักรวาลก็ถูก คำว่า จักรวาลนี่ก็เหมือนเอกภพ แต่เป็นเพียงแต่ว่า หมู่ดาวหมู่หนึ่ง จะเป็นหมู่ใหญ่ หมู่เล็กแค่ไหนก็หมู่จักรวาล สุริยะจักรวาลหรือว่าจักรวาลใหญ่ จักรวาลน้อยอะไรก็ตามแต่ ซึ่งเป็นหมู่ดวงดาว ที่มันยังเดินทางหมุนเวียนรอบกันอยู่เขาเรียกว่า โลกเหมือนกันแต่โลกใหญ่ โลกใหญ่เข้าไปเรื่อยๆ คือความสัมพันธ์ข
อ่านต่อ
องจักรวาลก็ถูกอีก หรือก็ตรง คือความสัมพันธ์ในตัวโลกเนี่ย หรือว่าในดวงดาว เนี่ย มันเกี่ยวข้องกันซึ่งกันและกัน มันก็หมุนรอบกันอยู่แล้วก็มัน ในขณะที่มันหมุนรอบกันอยู่ มันก็จะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ของจักรวาลต่างๆ โลก 2 ดวงก็ จัโลกพระจันทร์และโลกของเรานี่ ก็หมุนเวียน รอบกันอยู่สัมพันธ์กันอยู่ ไอ้ความสัมพันธ์นั้นเราก็เรียกว่าโลก พยายามแยกให้ดีนะ ถ้าเกิดมีความสัมพันธ์ของดวงดาวกับพระจันทร์เราเนี่ย ของพระจันทร์กับโลกของเรานี่มันเดินเวียนรอบกันอยู่หรือว่าทำอาการอย่างไรกันอยู่ก็เรียกว่าความสัมพันธ์นั้นก็เป็นเป็นโลกเหมือนกัน หรือแม้แต่ดวงดาวของเรามันไปสัมพันธ์กับโลกของเราเนี่ย ดวงดาวต่างๆ หลายๆดวง ดาวพุธ ดาวพฤหัส ดาวอังคาร ดาวอะไรไปเกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์สัมพันธ์กันอยู่ในลักษณะที่มันสัมพันธ์ความเป็นจักรวาลกันอยู่เนี่ย เราก็เรียกว่าโลก หรือแม้แต่ดวงดาว หมู่สุริยะจักรวาลของเราตั้งแต่ดวงอาทิตย์ กับดาวนพเคราะห์ทั้งหมดเลยเป็นหมู่นี้ทั้งหมู่ โยงไปบวกอะไรอีกโยงไปเหนี่ยวเกี่ยวพัน เกี่ยวพันอยู่กับหมู่กาแล็กซีทางช้าง ไปเหนี่ยวเกี่ยวพันอยู่กับ Galaxy อื่นก็เรียกว่าโลกเป็นความสัมพันธ์ ก็เรียกว่าโลก เหมือนกัน ความสัมพันธ์ของจักรวาล หรือแม้จะมาย่นย่อเอา คือดวงดาวลูกหนึ่งลูกใดก็แน่ก็ถูกอีก ก็เรียกว่าโลก ดวงดาวดวงไหนเขาเรียกว่าโลก ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ดาวพุธดาวอะไรที่มีชื่อเรียกชื่อเรียกแล้ว ก็เรียกว่าโลกทั้งนั้น หรือแม้แต่เราไม่ได้ตั้งชื่อลูกโลกต่างๆ มีเยอะแยะเราก็เรียกว่าโลกทั้งนั้น ดาวที่เห็นระยิบระยับบอยู่ในท้องฟ้า เรียกว่่า โลกทั้งนั้นแหละ โลกทั้งนั้น คือ สภาพการหมุนวนสัมพันธ์ไปมาของสิ่งตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไปไม่หยุดเด็ดขาดลงได้
ทีนี้อธิบายความและคือสภาพการหมุนวน สัมพันธ์ไปมาตั้งแต่สิ่งของสิ่งตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไป ไม่หยุดเด็ดขาดลงได้ มันยังหมุนอยู่ตลอดเวลา มันยังไม่ดับ มันยังไม่ดับลงได้ มันยังไม่หยุดลงได้ นั่นแหละคือความเป็นโลก หรือโลก คือคนก็ยิ่งติด อันนี้ใกล้ตัวเข้ามาแล้ว คนนี่แหละเขาเรียกว่าโลก โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าท่านย่นย่อโลกลงมาเหลือกายที่เราเนี่ย โลกเราได้กำหนดลงที่กายยาววา พร้อมกับสัญญาและใจ ท่านครัสไว้อย่างนี้เลย ท่านตรัสไว้อย่างนี้ชัดๆ เลย ใน เกวัตตสูตร ไปอ่านดูเถอะ ไปอ่านดูชัดๆ นี่ก็คือโลกหรือคนเนี่ย ตัวคนนี่มีกายกับใจ มีสัญญาและใจ นี่กายยาววา แล้วเรียกว่าโลก คือ ความไม่มีอิสรภาพ ยังพ้นแรงดูด แรงผลักของอำนาจที่ควรจะพ้นไม่ได้อย่างเด็ดเดี่ยว คือ ความไม่มีอิสรภาพ ยังพ้นแรงดูดแรงผลักของอำนาจที่ควรพ้นไม่ได้ อย่างเด็ดเดี่ยว ก็ยิ่งเป็นสัจธรรมขึ้นมา เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้ความหมายของคำว่าอำนาจ หรือว่าความผลักความดูดด้วยแรงผลักแรงดูดของอะไรนี่ให้ได้ ถ้าเรายังไม่พ้นแรงผลักแรงดูด เรายังไม่มีอิสรภาพอย่างแท้จริง แล้วละก็เรายังไม่พ้นความเป็นโลก เนี่ยอธิบายความชัดๆ ขึ้นมาอีก โลกคือการเกิดของสรรพสิ่งอันไม่มีวันจะสิ้นสุดลงได้เลยตลอดอนันตกาล ก็ยิ่งแม่นตรงเป้า ยอดเยี่ยม สูงสุด นี่ก็สรุปรวมลงเลยว่า โลกคือสิ่งที่มันยังเกิดอยู่ ไม่ว่าอะไรที่ยังมีอาการเกิดอยู่ของสรรพสิ่งอันไม่มีวันจะสิ้นสุดลงได้เลยตลอดอนันตกาล มันเกิดแล้วมันก็จะเกิด เกิด เกิด เกิด เกิด เกิด เกิด เกิดแล้วมันก็จะโตใหญ่แล้วมันจะหมุนวนเวียนกันอยู่ตลอดแล้วตลอดเล่า ไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่มีความดับ ไม่มีความหยุด เราเองรู้ไม่ได้ โดยเฉพาะเราเองรู้ไม่ได้ สิ่งนั้นแหละเรียกว่าโลกทั้งนั้น เรียกว่า โลก เราเองไปรับผิดชอบกับมัน ให้มันดับ มันจบไม่ได้ เพราะงั้นจักรวาล หมู่จักรวาลพูดกันถึงเอกภพมา ถ้าผู้ใดไปหลงเรียนรู้เอกภพ ไปเรียนรู้โลก ผู้นั้นก็ไม่ได้มีการศึกษาโลกุตระ ไม่มีเลย ถ้าไปเรียนรู้เอกภพ ไปเรียนรู้โลก รู้อะไรก็ได้ รู้อะไรต่ออะไร เพริดไปหมดเลย ดาวดวงโน้นก็จะรู้ ดาวดวงนี้ก็จะรู้ ความสัมพันธ์มันยังไงก็รู้มันจะเกิดยังไงยังไงจะไปยังไงจะมายังไงอะไรต่ออะไรต่างๆนานาเรียนรู้อย่างนี้แล้วก็มันก็ไม่มีความจบลงไปได้เลย เขาก็จะเรียนออกไปเรื่อยๆๆๆไม่มีทางจบถ้าใครจะเรียนรู้โลกุตระ หรือว่าจะเรียนทะลุ จะเรียนรู้ให้มันเป็นชั้นเป็นอันหมดความทุกข์ให้แก่ตน เราจะมีความ ชั้นจะเรียกว่าเป็นผู้เหนือโลกได้แท้จริง เราก็จะต้องมาเรียนรู้ที่กายยาววา พร้อมกับสัญญาและใจของเรานี่ ถ้าไปเรียนรู้พวกนั้น เราไม่ได้ ทีนี้โลกที่ว่าอันที่สองที่ว่าการหมายเอาวัตถุเป็นสำคัญนั้น การหมายเอาวัตถุเป็นสำคัญ ก็เราก็มาเรียนรู้วัตถุที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา วัตถุใดที่มันอยู่ไกลกับตัวเรานั้น มันไม่ได้สัมพันธ์ กับตัวเราเลยมันไม่ใช่โลก อย่างอันต่อมานี่บอกแล้วไอ้ตัวจักรวาลก็บอกว่าอันนึงคล้ายๆ กับเอกภพ ตัวอันที่สี่ หนึ่ง สอง สาม สี่ ความสัมพันธ์ของจักรวาลที่สี่ ของจักรวาลการที่ห้า ที่ หก การหมุนวนสัมพันธ์ไปมาของสิ่งตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไปไม่หยุดเด็ดขาดลงได้เราเรียกว่าโลก เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาดูว่าวัตถุใดก็ตามแต่ มันยังหมุนวนสัมพันธ์กับเราอยู่ตลอดเวลาเลย วัตถุหนา ตอนนี้เราเอาในเนื้อของมันเองมาอธิบายให้เห็นชัดขึ้นอีกคือโลก โลก หมายความว่าการหมุน การหมายเอาวัตถุเป็นสำคัญก็จริง เพราะว่ามันเป็นมันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่ข้างนอกตัวเรา แต่ถ้าเราจะไปเรียนรู้วัตถุต่างๆ ที่เราไม่เคยเกี่ยวข้อง ยังไม่เคยสัมพันธ์เลย อันนั้นก็เหมือนกัน เหมือนกับว่าคนที่ไปมัววน วุ่นอยู่กัยไอ้ที่อยู่กับไอ้เรื่องดวงดาวทั้งหลายแหล่อยู่นอกโลก ในๆ ๆ อะไรต่ออะไรต่างๆ นานาพวกนั้นเยอะแยะ มากมาย แล้วก็เราไปเที่ยวควานหา ไม่มี ไม่รู้เลย ไม่รู้กี่ล้านปีแสน กว่าจะเจอกัน ควานหา ควานเรียน พยายามเรียนรู้ ส่งจรวด ส่งอะไรไปติด ไปตามอะไรมากมาย จนเกินขอบเขตเป็นแต่เพียงสักอยากว่ารู้ ก็เหมือนกันกับผู้ใดหลงวัตถุ และตัวเองก็ไม่เคยเกี่ยวข้องกับวัตถุนั้นๆ เลย วัตถุในโลกนี้เราไม่ต้องพูดถึงวัตถุนอกโลกหรอก วัตถุในโลกนี้แหละ เป็นเพราะว่าบางคนไม่เคยมีเพชร ไม่เคยเห็นเพชรเลยก็อยากจะเห็นเพชร อยากมีเพชร บางคนไม่มี ไม่มีทองคำ ก็อยากเห็นทองคำ อย่างมีทองคำ บางเคยไม่เคยเห็นสวน ไม่เคยเห็นไร่ ไม่เคยเห็นที่ดิน ที่นา ที่ไร่ หรือว่า ที่ภูเขา ที่น้ำทะเล ไม่เคยเห็นสิ่งไอ้โน่น ไอ้นี่อะไรเลย พวกนี้เป็นวัตถุ หรือแม้แต่วัตถุชิ้นเล็กชิ้นน้อย เป็นข้าวเป็นของ เป็นอะไร เป็นไร ไม่เคยเห็นเลยเสื้อผ้าชุดเอสกิโม เป็นยังไง ชุดแบบเฟอร์เป็นยังไง ชุดอะไรก็ได้เป็นยังไง สิ่งที่เขาสร้างก่อขึ้นมา เป็นพิพิธภัณฑ์ ต่างๆ ที่เอาไว้ในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เป็นของเก่าของแก่ ของใหม่อะไร เป็นยังไงเราไม่เคยเห็นเลย แล้วเราไม่ ที่จริงมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเราเลย เราอยากไปรู้ อยากไปเห็น อยากจะไปเกี่ยวข้องกับวัตถุเหล่านั้นอยู่ เราก็มีใจไปสัมพันธ์มัน การหมุนวนสัมพันธ์ไปมาของสิ่งตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไป เมื่อสิ่งที่เราจิตของเราเอาไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราไม่ยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เคยสัมผัสนั้น จิตที่เราไปสัมพันธ์กับมัน ความสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์ขึ้นเป็นสภาวะ หรือ เป็นสภาพการหมุน หมุนวน ว่างๆ ก็จะคิดถึง ใครมาพูดถึง โยงถึงก็ต้องเกิดเรื่อง การหมุน การคิด การปรุง การทำงานร่วมกันเข้าไปเรื่อย แล้วเราก็ อยากรู้ อยากเห็น อยากปรุง อยากมี อยากเป็น อยากจะสัมผัส อยากจะสัมพันธ์กับมัน ถ้าได้มาเป็นของของเรายิ่งดี อะไรพวกนี้เป็นลักษณะของโลกทั้งนั้นเลย ถ้าเราจะไปยึด ไปถือ เอาว่าอะไรที่เรายังไม่เคยเรียน ยังไม่เคยรู้ ยังไม่ได้เคยเป็น ยังไม่เคยมี ยังไม่เคยที่เราจะเอามาสัมพันธ์ สัมผัส เราก็จะไปใฝ่หามาสัมพันธ์ มาสัมผัส แต่เอามา มีแต่เอามาเป็น จะเอามาได้ทั้งนั้น ทั้งนี้อยู่ คนนั้นแหละหนัก คนนั้นเล่นหนัก คนนั้นแหละเหมือนกันจะไฝ่หาเรียนรู้ดวงดาว แล้วก็จะไปดวงดาว ดวงนั้น ดวงนี้เหมือนกันเลยนะ หนัก เมื่อยตลอดชีวิตเขาก็จะค้นคว้าไป ยาวนาน ยาวนานและเหน็ดเหนื่อยหนักหนา ถ้าอย่างเก่งที่สุด เขาก็จะได้สิ่งนั้นมาให้แก่เขาสมใจ สมโลภ ไม่ใช่แล้วตอนนี้ สมโลภะ สมโลภ มีลภะ ล.ลิง ภ. สำเภา เอานี่ลภะ นี่ ใส่ สระโอเข้าไปเป็นโลภะเนี่ย ลภะ ตัวนี้มันแปลว่า การบรรลุ หรือการสำเร็จ มันก็จะได้สำเร็จสมในความใคร่ สำเร็จความใคร่หยาบ เรียกว่า ลภะ หรือ โลภะ ได้สมความใคร่อยากเท่านั้นเอง แล้วก็จะชื่นอก ชื่นใจ จะกกกอด หรือ หรือว่าจะยังไงก็ต่อไปก็ตามแต่
ถ้าผู้ใดยังเป็นหลงวัตถุอยู่อย่างนั้นแล้วมีสภาพการหมุนวนอยู่ เอาจิตของเราไปเกี่ยวข้อง ก็จิตของเรานี่เป็นสิ่งหนึ่ง วัตถุอยู่ข้างนอกตัวของเราเป็นอีกสิ่งหนึ่ง สองสิ่งนี้มันทำงานสัมพันธ์กันอยู่เมื่อไร หมุนวนสัมพันธ์ไปมาอยู่ตลอดเวลายังไม่ขาดสิ้นลงได้ ยังไม่หยุดเด็ดขาดลงได้ ไม่ปล่อยไม่วางลงได้ว่าเราจะต้องไม่ต้องเป็นสำเร็จความใคร่อะไรกับไอ้เรื่องจิตของเรา จะต้องไปสมอยากสมใคร่ จะต้องได้เห็น ได้สัมผัสทั้งตา ได้สัมผัสทางหู ได้สัมผัสทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ถ้าใจของเรายังมีรอนๆ อยากจะสัมผัสอยู่อย่างนี้แล้วล่ะก็ ไม่มีดับ ไม่มีดับไม่มีจบไม่หมดโลก ฟังจบตรงนี้ให้ดีนะ ไม่หมดโลกลงได้ อันนี้จะเอาไว้ขยายอีกต่อหนึ่ง อันนี้ฟังแค่นี้ไว้ก่อน
ทีนี้เราก็มากล่าวเข้ามาถึงคำว่าโลก คือ คำว่าคน คนคำนี้ เมื่อกี้บอกแล้วว่าพระพุทธเจ้าท่านย่นย่อไว้ว่า กายาวาและสัญญาพร้อมกับใจของเรานี่แหละ ให้เรียนรู้โลกตรงนี้ พระพุทธเจ้าท่านบอกให้เรียนรู้โลกตรงนี้ แล้วเราจะรู้ อะไรหมด ทีนี้ก็ต่อมา โลกคือความไม่มีอิสรภาพ ยังพ้นแรงดูดแรงผลักของอำนาจที่ควรพ้นไม่ได้อย่างเด็ดเดี่ยว คำที่ว่าที่ควรพ้น นี่ก็หมายความว่ายกเว้นบางสิ่งบางอย่าง เรายังไม่พ้นวัตถุบางอย่าง เรายังจะเกี่ยวข้องอยู่ แล้วยังเกี่ยวข้องกับวัตถุที่เป็นปัจจัย ที่เป็นบริขาร มีอาหาร มีเสื้อผ้า มีที่อยู่ มียารักษาโรค ที่เราถือว่าเป็นปัจจัย มีบริขารที่เกี่ยวข้อง มีสิ่งที่เราใช้อยู่ประจำกันสำคัญๆ อย่างนี้ เป็นต้น เราก็รู้ว่าไอ้สิ่งเหล่านี้ คือที่ยังไม่พ้นมันได้ เรายังจะเกี่ยวข้องมันอยู่ แต่เมื่อเราจะเกี่ยวข้องมันอยู่ เราก็จะทำความพ้นได้ เราจะดับเป็นดับโลกได้เหมือนกัน อันนี้ซ้อน ฟังให้ดีนะซ้อน เมื่อกี้นี้บอกแล้วว่าวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่นอกตัวเราจะเป็นวัตถุที่เต็มไปด้วยวัตถุ เป็นแบบโครงสร้าง ตีละเม็งละครกันอยู่อย่างไรก็ตามแต่ หรือจะเป็นวัตถุเป็นแท่งเป็นก้อน นอนเด็งตายนิ่งๆ อยู่ก็ตามแต่ เดี๋ยวค่อยขยายความกันอีกทีนึง แต่ถ้าเราเอาใจของเราไปเกี่ยวข้องมันอยู่ ผูกพันมันมา มาสัมพันธ์กัน เราอยากได้ อยากจะได้มาสัมผัสทางหู ทางตา จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือว่าอยากรู้มันชัดๆ ไอ้รู้ให้ได้ยังไง รู้ยังไงก็ไม่รู้เท่าจะได้สัมพันธ์เอง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจพร้อมเนี่ย มันอยากจะเข้าไปสัมผัส ไปร่วมกระทบ ไปร่วมรู้ ร่วมเห็น ร่วมได้ ได้รูป ได้รส ได้กลิ่น ได้สัมผัส ได้เสียง พร้อมสรรพเลย มันอยากได้อย่างงั้นล่ะมันจะได้รู้มากที่สุด รู้แต่แค่ปัญญา ใจอ่านหนังสือเขาบรรยาย มีรูป ดูมีอะไร ดูไม่พอ จะต้องดูให้มันได้ครบกับของจริง สัมผัสทั้งรส ทั้งกลิ่น ทั้งอะไรให้หมดนั้น เรียกว่าเรามีความอยาก ที่นี่เมื่อมาถึงขั้นที่ว่า เมื่อเราเอง เรารู้วัตถุถึงขนาดนั้นแล้ว ถ้าเราอยากจะพ้นอีกชนิดหนึ่ง พ้นที่สูงกว่าอีกชนิดหนึ่งแล้วล่ะก็ แม้แต่ของนั้นน่ะ จะเห็นอยู่ จะได้ยินอยู่ จะได้รสอยู่ จะได้สัมผัสทางกายอยู่ก็ตาม อย่างที่เรายกตัวอย่างเช่นปัจจัย 4 ของเรานี้ หรือบริขารบางอัน เรายังจะต้องพ้นไม่ได้ ยังพ้นไม่ได้ เพราะมันจะต้องเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราอยู่เนี่ย แต่เราก็จะสัมพันธ์มันอย่างที่เรียกว่าสัมพันธ์ โดยไม่มีโลก ดับโลกลง หรือเรียกว่าเหนือโลกได้ด้วย เราจะดับโลก หรือว่าจะเหนือโลก หรือว่าจะไม่ให้มันเกิดความสัมพันธ์นี้ได้อย่างไร เราจะไม่ให้มันเกิดความสัมพันธ์นี้ได้ ก็โดยเราจะต้องรู้สิ่งหนึ่งที่ท่านเรียกว่า นาม คือ สัญญาและใจ สัญญาและใจ สัญญาและใจของเราเนี่ย เป็นบทบาทพลังงานที่มันยืนยงคงอยู่ในโลก เป็นบทบาทที่มันยืนยงคงอยู่ในโลก ที่มันดับโลกไม่ได้ หรือว่ามันอยู่เหนือโลกไม่ได้ ก็เพราะว่าใจเนี่ย ยังอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่เป็นวัตถุ หรือสิ่งที่นอกกายของเรา เรายังอยู่ใต้อำนาจของมัน มันยังมีอำนาจผลัก มันยังมีอำนาจดูด เรายังไม่มีใจของเราหรือสัญญากับใจของเรายังไม่มีอิสรภาพอย่างแท้จริง ใจของเรายังจะต้องไปเเกี่ยวต่อ แหมไอ้รส รส อย่างนี้ มันก็ยังไม่ได้แล้ว ถ้าเผื่อว่าไม่ได้มาสัมพันธ์มาสัมผัสมันก็ยังโหยๆ หาๆ ถ้ายิ่งโหยๆ หาๆ อยู่ละก้อ เขาก็ยิ่งเรียกว่าว่า อาวรณ์ หรืออาลัย ยิ่งผูกพัน นั่งจะอยู่ที่นี่แล้วเอาแล้วอยาก โอ๊ย จิตมันไปคิดถึงนั่นแล้ว อยากจริง บางทีคนติดกาแฟ ก็อยากกินกาแฟจริง โว้ย ให้เปรี้ยวปากเปรี้ยวคอ ให้พะอืดพะอม ให้มันทุรนทุราย ให้เดือดร้อนอะไรๆ ก็ตามแต่ อย่ากระนั้นเลยเราทนอยู่ไม่ได้ แล้วจงไปกินกาแฟเถิด มันก็ดึงเอาตัวดูด อำนาจของกาแฟ ดูดเอาตัวเราทั้งตัว ไปกินกาแฟจนได้ หรือหากาแฟมาใส่ปากโดยวิธีใดๆ ก็ตามแล้ว แล้วก็กินมันเข้าไป มันสัมผัสทางลิ้น ทางรส หูตา แหม กลิ่นกำลังชง นี่โอ๊ยชงแทบจะหกเลย ถ้าเวลาไหนกำลังกระหายจัดๆ มันยังไม่เสร็จสักที จะรีบๆ ๆ มันเสร็จๆ มันก็ร้อนๆ ร้อน ๆ ก็รีบคนๆ ๆ แหมมันร้อน เขาคนยังไม่ได้ เดี๋ยวปากพอง คนๆ ก็จะรีบซดทันทีละ เพราะอาการที่ติดกาแฟ อยากกาแฟ อ่ะถ้าบอกว่าจะติดกาแฟ อยากกาแฟ ก็คงจะนึกสภาพออกยาก คนติดบุหรี่ ติดเหล้า อ่านี่เราเห็นชัดๆ ติดบุหรี่ ติดเหล้า ติดยาเสพ ติดถ้าใครเคยเห็น คนติดยาเสพติดเข้าไปเลยนี่ แหมทีนี้มันอยากมันเร่งมันเร้า มันถึงขนาดฆ่า อย่าว่าแต่วิ่งไปเอาอันนั้นมาใส่ให้ปาก หรือว่ามาเสียบเลย มามาสัมผัส สัมพันธ์ มัน ขนาดปั่นเร่าๆ ๆ เลยรีบร้อนเลยทีเดียว เพราะความกระหาย เพราะว่าสิ่งนั้นเหมือนมันจะตาย ถ้ามันอยู่นอกตัว ถ้ามันไม่ได้สัมพันธ์ มันไม่ได้สัมผัส ถ้าโลกนี้มันขาดการติดต่อกันอย่างนั้นนะ ไม่ได้ มันจะตายทันที มันจะตาย ถ้าเกิดการสัมพันธ์ขึ้นมา เกิดการสัมผัสขึ้นมามันดูดแรงเหลือเกิน มันมีอำนาจมาก มันมีอำนาจมาก เหตุที่เกิดก็เพราะอะไรก็ยังเป็นหลงสิ่งเหล่านั้นอยู่ หลงสิ่งเหล่านั้นอยู่ ว่ามันมีรูป มันมีรส มันมีกลิ่น มันมีเสียง มันมีสัมผัส หรือ มันมีอำนาจอะไรอันหนึ่งที่จะไปทำปฏิกิริยากับข้างในร่างกายก็ได้ด้วย ไปทำปฏิกิริยากับเลือด กับประสาท กับอะไรก็ตามแต่ข้างใน ซึ่งมันไปทำการสัมพันธ์และก็สัมผัสกระทบกับในเนื้อในกายเลย อีกทีนึงมันก็เพราะมันเป็นได้นะ มันไปทำให้เลือดวิ่งเร็ว เลือดวิ่งช้า มันไปทำให้ประสาทส่วนนั้นตึงเครียด ประสาทส่วนนั้หย่อนคลาย อะไรต่ออะไรต่างๆเนี่ยจนกระทั่งไปทำให้ประสาทหยุดไปเลยก็ได้ เจริญ เขาใช้ต่างๆ หรือว่าพวกเคมีธาตุต่างๆ พวกนี้มันสามารถที่จะเอาไปทำปฏิกิริยากับเนื้อหนังมังสาหรือเส้นข้างในนี้ได้จริงๆ ด้วย ได้ เพราะงั้นเวลาเรารับเข้าไปข้างในร่างกายมันก็ไปทำกับข้างใน เกิดการสัมผัส เกิดการสัมพันธ์กัน กระตุกกระตักอยู่ข้างในอีก ก็ทำให้เราอยู่ในสภาพที่เรามีความรู้สึกมีความรู้สึก มีความรู้สึกในอาการหนึ่ง ที่เป็นอาการที่เราเคยยึดเคยถือ เมื่อได้สูบเฮโรอีนเข้าไป ก็มีอาการหนึ่งที่เปิดธาตุเฮโรอีนนั้นเข้าไปทำปฏิกิริยากับข้างในร่างกาย พอไปทำปฏิกิริยาข้างในร่างกายแล้ว มันก็จะมีเซลล์ต่างๆ หรือประสาทต่างๆ ในร่างกายของเราพลังงานต่างๆ หรือที่เราเรียกว่าวิญญาณมันเดินทาง มันอะไรๆ มันก็จะถูก มันก็จะถูกตัดตอน หรือมันจะถูกทำลาย หรือว่าถูกปล่อย ถูกปิดมีทั้งปล่อยมีทั้งปิดไปตามเรื่องตามราวของมัน ไปตามอำนาจของธาตุเคมีจะไปทำปฏิกิริยากับสิ่งเหล่านั้นและยิ่งเรามีใจมีจิต โน้มน้อมปล่อยไปให้มันทำโดยดี โดยอะไรแล้วเรียบร้อย อำนาจของยามันก็แรงพอด้วย แล้วก็เราก็จะไปสู่สภาพจิตที่มันจะไปอยู่ในภพนั่นแหละ ที่ถูกอำนาจประสาท อำนาจอะไร อะไร ที่มันไปทำเคมีเข้าแล้ว ทำปฏิกิริยาเข้าแล้ว แล้วมันก็ต้อน ถ้ามันติดตรงนี้มันก็ไม่ให้ไป ถ้ามันเปิดตรงนี้มันก็ให้ไปตรงนี้ มันก็จะเดินไปอยู่แต่จะภพที่มันเป็นไปได้ ก็อยู่ตรงนั้น เมื่อจิตของเราป้อนเข้าไปอยู่ในภพ นั่นแหละเราเรียกว่าภวะ เขาเรียกว่า ภวะ หรือเรียกว่าภพในโลกใหม่ พวกที่ติดยาเสพติดจึงคือพวกที่ติดโลกใหม่ เป็นอาการของจิตลมๆ แล้งๆ ที่มันมีมันๆ ๆ มันไม่มีในโลกนี้หรอก จิตอยู่ในภพใหม่ โลกใหม่อันนึง บางทีมันก็ว่างๆ เบาๆ ดี จิตมันไม่คิดมาก แต่จิตมันก็ผ่อนลืมสิ่งที่จะต้องคิด ลืมสิ่งที่ควรจะเอามาวุ่นวายอะไรต่ออะไร เพราะว่าจะไปกินเหล้าก็ดี ประสาทมันก็ตึงเครียดแล้วมันก็ผลักดันความสนใจไปหาทางอื่น บางสิ่งบางอย่างก็ทำได้น้อยลงบางสิ่งบางอย่างก็ไม่ยอมให้ทำ เพราะแม้แต่ประสาทจะทำให้โน่น ทำไอ้นี่ ไม่ค่อยอยากทำแล้ว บางทีมันก็ไปทำ พอมันไม่อยากทำอันนี้มันก็ไปทำอันอื่น มันกำลังกาย กำลังพลังงานมันมีในตัว มันก็ไปทำไอ้ที่มันอยากจะทำ มันก็สบายใจ ไอ้สิ่งที่ไม่อยากจะทำมันกวนใจของเรา มันทุกข์มันทรมาน มันก็เลิกพักหยุดไป มันก็เลยทำให้อยากจะไปกินเหล้า อยากไปสูบฝิ่น อยากจะไปสูบกัญชา อยากจะไปสูบอะไรที่มันจะเป็นเครื่องไปทำให้ปฏิกิริยาของร่างกายของเราเนี่ย หยุดส่วนหนึ่งแล้วก็ ทำในอีกส่วนหนึ่ง แล้วจิตก็เลยติดในลักษณะที่ไปยึดถือพวกนี้ เราจะสังเกตได้ ถ้าเกิดว่าคนใดที่ไม่มีข้างใน เรียกว่าจิตใต้สำนึก อยากพูดแต่ไม่ได้พูด ก็มักจะไปหายาพวกนี้กิน พอกินแล้วมันก็ปิดส่วนหนึ่ง แล้วก็ปล่อยส่วนหนึ่ง อีกส่วนที่ว่าตัวเมื่อความไม่กล้าก็ได้หรือว่าสิ่งที่มันไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ แล้วก็ไปยึดว่า ถ้าเผื่อว่าอย่างนี้แล้วก็จะพูด พอไปกินเข้าแล้วธรรมดาไม่ค่อยได้พูด พอกินเหล้ามาพูดจ้อเลย อ่าก็สบายดี สบายใจจริงๆ มันติดข้างในอยากพูดนะแต่ตัวเองไม่รู้ว่าตัวเองอยากพูด ไม่ใช่อยากพูดเท่านั้นอยากจะร้องเพลง อยากจะทำไอ้โน่น อยากจะทำไอ้นี่ อยากจะมีไอ้โน่นอยากจะมีไอ้นี่ ก็มีไปเรื่อยๆ ปิดส่วนนั้น แล้วก็เปิดส่วนนี้ มันก็ออกไปทำ มันจะไปทำอยู่อย่างนั้นแหละ เป็นภพที่รู้ได้ยาก หรือเป็นโลกอีกโลกหนึ่งที่รู้ได้ยาก เรียกว่าภวะภพหรือรูปภพ อรูปภพ แล้วเรียกว่า รูปภพ อรูปภพ หรือ รูปโลก อรูปโลก เราเรียกโลกเหมือนกัน เรียกรูปโลก หรือ อรูปโลก นี่เป็นภพอีกภพนึง ผู้ที่ไปกินเหล้ากิน กิ่นฝิ่น สูบฝิ่น สูบกัญชา สูบเฮโรอีน หรือแม้แต่ผู้สูบบุหรี่เนี่ย ปุ๋ย ปุ๋ย ก็เพลิน สบายนี่อีกภพ ภพนึง มันติดยึดอยู่กับภพเพลินๆ นั่นแหละ มันสบายใจ ไปถามกันเถอะทุกคนสูบบุหรี่ มันสบายใจ แหมมันโปร่ง มัน อะไรก็ไม่รู้ สบายอะไรของเขาเนี่ยอยู่ตรงนี้ แล้วเขาก็ไม่รู้คืออะไรแต่เขาก็รู้ว่ามันสบายมันดี แหมมันเพลินอะไรก็ไม่รู้ มันโปร่งมันอะไรต่ออะไรไป นั่นเป็นส่วน ส่วนที่เป็นจุดที่เขาไม่รู้อย่างชัดเจน นอกกว่านั้น นอกกว่านั้น ก็มีภพที่เรียกว่า เป็น กามภพ หรือ กามโลก อีก กามโลก ก็คือ สัมผัสนี่แหละ ได้กลิ่น แหมสูบเฮโรอีน ได้กลิ่น มันนี่ก็หือ ไปติดเข้าแล้วก็ กลิ่นหอม บุหรี่นี่ควันโอ้โหกลิ่นหอมฉุย เวลาดูดแล้วกลิ่นก็ขึ้น แต่เวลาดูดกลิ่นบุหรี่นี่ประหลาด เวลาได้กลิ่นของคนอื่นสูบมันไม่ยักกะหอมอ่ะนะ แต่เวลาตัวเองสูงนี่มันรู้สึกว่ามันหอม แต่ไปได้กลิ่นของคนอื่นสูบ ผ่านของคนอื่นมา มัน น่าดู แต่ตัวเองสูบ ความละเอียดอยู่ที่นี่ แหมมันหอมมันชื่นอะไรก็ไม่รู้ เกล็ดกลิ่น ได้กลิ่นได้รส ซ่าๆ อะไรไปอย่างนั้นแหละ ซ่าๆ ข้างในมีควัน มีอะไร มันไม่เห็นมีอะไร มีแต่เผาใบยา ใบอะไรก็ใบ อีกหน่อยเขาจะเอากระดาษมาให้ไม่สูบกัน เดี๋ยวเขา กำลังคิดค้นกันอยู่เนี่ย ต่อไปก็จะผสมเอากระดาษนี่แหละมาดัดแปลงอะไรก็ได้เหมือนทำบุหรี่ แล้วก็สูบกันมันจะได้ไม่เปลืองใบยา แล้วก็จะผสมใบยาบ้างเล็กน้อยแล้ว ก็จะทำรสชาติไปตามที่ปรุงเลย ก็ทำได้เคมีเอารูป รส กลิ่น ของมันอย่างนี้ๆ แล้วก็ใส่ในนี้ เดี๋ยวนี้ก็ พวกวิทยาศาสตร์เขาเก่งมาก เดี๋ยวนี้เขาปรุงเลย เขาบอกไม่ต้องไปเสียเวลาปลูกใบยา ใบเยอ อะไรให้ยุ่งยากอะไรเลย เดี๋ยวนี้ เพราะว่าธาตุพวกนี้เขารู้แล้วมีธาตุอะไรต่ออะไร ต่ออะไร ๆ ๆ ๆ บ้าง เขาก็รู้ว่าธาตุพวกนี้มีมากที่ไหน เขาก็ไปเอาจากที่นั่นมาแล้วก็มารวม รวม รวม กัน แล้วก็ปรุงเป็นธาตุพวกนี้ ผสมลงไปในใบกระดาษนี่เอง ให้มันจุด จุดไฟติดเท่านั้นเอง ให้มันซึมหมุนจุดไฟติดอยู่เท่านั้นเองแล้วก็เอาพวกธาตุเคมีพวกนี้ผสมลงไปจะเป็นบุหรี่และต่อไปและเขาก็จะทำได้ดีตรงที่เรียกว่าให้ได้ใบยาหรือในใบยา เนี่ย มันมีธาตุนิโคตินซึ่งมันทำพิษกับร่างกาย ตอนนี้เขาทำบุหรี่ให้พวกนี้สูบแล้วตอนนี้เขาไม่เอาแล้ว ธาตุนิโคติน เขาก็สกัดทิ้งหมดเลย ต่อไปนี้คนจะสูบบุหรี่โดยไม่มีธาตุนิโคติน แล้วก็จะได้มีแต่กลิ่นรส สัมผัสอะไร ต่ออะไรพวกนี้ ซึ่งเขาจะเอามาใส่ลงไปในผสมลงไปในใบกระดาษเนี่ย แล้วเขาก็จะม้วนมาขายก็สบายๆ เลย อีกต่อไปในอนาคตก็จะสูบบุหรี่กันแบบนี้ ซึ่งไม่มีอะไรเป็นรูป กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมดาและยึดภพ ได้เพลินที่โลก โลกนึง ซึ่งเป็นรูปโลก อรูปโลก ที่ตัวเองไม่รู้เลย ไม่รู้ ถ้าไม่เรียนทางธรรมะ ทางพุทธศาสนาอย่างแท้จริงแล้ว จะไม่เข้าใจภพนี้เลย ภพนี้อย่างแท้ แน่นอนเลย ถ้าใครรู้ถึงอันนี้แล้ว เสร็จแล้วก็ ปัดโธ่เอ๊ย ไปท่องเที่ยวมันอยู่ทำไม ถ้ารู้ได้ มันจะไม่ต้องเที่ยวมันอยู่ทำไมไอ้ภพอย่างนี้ อย่างนี้ ไอ้รูป รส กลิ่น เสียงอะไรๆ นี่ อย่างคนที่เคยสูบ อย่างท่านเคยสูบเป็นไง เพลินดีใช่มั้ย ใช่มั้ย หรืออยู่ในโลกไหนตอนสูบเนี่ย มีโลกอะไรบ้าง มีกามโลกไหม มีใช่มั้ย สัมผัส สัมผัสรส อะไรนี่นะ นอกจากกามโลก รูปโลก อรูปโลก รู้จักไหมที่พูดถึงนี่ รู้แล้วใช่ไหม นี่อย่างนี้นะ ถ้าคนที่รู้เข้าใจแล้วว่า เราเรียนกันมา รูปโลก อรูปโลก หรือว่า รูปภพ แรูปภพ ที่เป็นจิต เป็นจิตเนี่ยไปสร้างภพ ยึดอยู่ แหมไอ้เนี่ย พอสัมผัสไอ้นี่ปั๊บถึงนี่เลย ถึงกันเลยติดต่อถึงกันปั๊บ สบาย หยุดอยู่ตรงนั้น แล้วก็เพลิน นอกนั้นก็มีกามโลก มีรส มีกลิ่น มีสัมผัส อะไรต่ออะไรของเรา ได้รับนี่หมุนเวียนไปด้วยประกอบ เหมือนกับนั่งดูหนังนี่เพลินที่ในใจด้วย และตาก็เห็นรูปสวยๆ หูก็ได้ยินเสียงเพลงเพราะๆ อะไรต่ออะไรด้วยแล้วใจก็ว่ามโนภาพเพลิน ไปตามหนัง ไปตามอะไร ต่ออะไรเนี่ย ไอ้ที่เพลินไปตามหนังอะไร เราเรียกว่า รูปโลก อรูปโลก รูปโลก และ อรูปโลก ซึ่งมันมี image หรือว่ามันมีจิตที่สร้างจินตนาการความคิดฝันตามว่าเขาไปซ้อนๆ ๆ เข้าไปด้วย ไอ้พวกนั้นแหละคือ รูปโลก และ อรูปโลก บางทีก็ซ้อนกันไปเป็นภาพพจน์อะไรต่ออะไรขึ้นไปเลยทีเดียว ดูไป ดูไป ตาจะได้เห็นสี หูได้ฟังเสียง มันยังไม่มีหนังกลิ่นเท่านั้นน่ะ แล้วก็ไม่ได้เอาลิ้นไปเลียไอ้ที่จอหนัง มันก็เลยมันมีแต่ทางตากับทางหู นะดูหนังอย่างนี้เป็นต้นก็ เพลิน แต่ว่าเสียเงินเอ้า เสียเงินเอ้า คนมันก็หลอกเอ้า หลอกเอ้า หลอกไปเรื่อย ก็สัมพันธ์กันอยู่ด้วย หนังก็มีฤทธิ์กับเรา เครื่องเสพติด เครื่องกิน ก็มีฤทธิ์กับเรา อบายมุขต่างๆ ทั้งหลาย ทั้งแหล่ที่เคยพูดมาแล้ว เดี๋ยวจะพูดซ้อน ตอนนี้จะพูด ขอพูดตรงที่เรียกว่า เราจะทำสภาวะที่ควรพ้นได้ แม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive