Copy of 170207 ศีล10-พ่อท่าน-แดนอโศก
เนื้อหาในไฟล์
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ถ้าเราได้มอบกาย มอบจิตของเรา แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ แด่ นามธรรม ที่เราเรียกว่าพุทธะ เป็นคุณงาม ความดี สิ่งหนึ่ง ไม่มีตัวไม่มีตน แต่เป็นสิ่งที่ยังโลกไว้ ให้มันเจริญงอกงาม ให้มันเป็นไป จะตั้งอยู่ด้วยดี เรากล่าวถึง 3 ครั้ง การที่เราจะเป็นผู้ที่ขึ้นไปสู่พุทธะ หรือจะเป็นผู้ที่มีคุณงามความดี อันจะยังโลกไว้ได้นั้น เราก็จะต้องมีการปฏิบัติ การที่จะปฏิบัติไปสู่คุณงามความดี เราก็ยึดถือสิ่งที่เรายังรู้บ้าง ยังไม่ชัดก็ดี หรือรู้บ้างแล้วชัดมากแล้วก็ดี ที่เรียกว่าพุทธะ นั้น ถือสิ่งนั้นเป็นที่พึ่ง เป็นที่นำเป็นที่ยึดถือ แล้วเราจะถือพระธรรมคำสอนซึ่งรู้มาโดยตรง ด้วยการถ่ายทอดทิ้งไว้ในทางใดๆ ก็ตามจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง จากผู้ที่เป็นพระสงฆ์สาวก ได้นำมาขยายความ หรือว่านำมาบอกกล่าวแก่เราก็ดี เราก็จะเอาพระธรรมนั้นมาปฏิบัติตน เพื่อที่จะเดินทางไปสู่ความดี เป็นผู้ถึงพุทธะ เป็นผู้มีความดีนั้น และเราก็จะเคารพผู้ที่ดีแล้ว ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติมาก่อนเรา ที่เรียกว่าสาวก หรือ สงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่ยึดถือ เป็นที่นำทาง เป็นผู้จะช่วยเกื้อกูลเราให้ไปสู่ความดีดังกล่าวแล้วนั้น ทั้งหมด กล่าวเป็นวาจา เป็นภาษาบาลีให้ครบ 3 ครั้ง
ณ บัดนี้ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ กล่าวซ้ำอีก ทุติยัมปิพุทธังสะระณังคัจฉามิ ทุติยัมปิธัมมังสะระณังคัจฉามิ ทุติยัมปิสังฆังสะระณังคัจฉามิ กล่าวอีกเป็นคำรบที่ 3 ตะติยัมปิ พุทธังสะระณัง คัจฉามิ พุทธังสะระณังคัจฉามิ ธัมมังสัตยาธิ สังฆังสะระณังคัจฉามิ
เราได้ยืนยันที่จะรับนับถือสิ่งที่เรี
อ่านต่อ
ยกว่า ไตรลักษณ์ หรือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่แน่นอนแล้ว ต่อไปนี้ก็รับเอาศีลที่ได้ขอไว้แล้ว อาตมาเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นผู้ที่ถ่ายทอดศีล นั้น อาตมาเองก็ได้เป็นปฏิบัติมาแล้วด้วยดี เข้าใจ เห็นแจ้ง ได้รับทราบ และรับความสำเร็จจากสิ่งที่จะปฏิบัตินั้นมาแล้ว ก็ขอให้เอาไปปฏิบัติตาม ณ บัดนี้
ติสรณะ คมนัง นิพพิตัง ปาณา ติปาตา เวรมณี นั่นเป็น ข้อที่ 1 ซึ่งเราจะต้องพึ่งไปรับ ก็เอาไปปฏิบัติปาณาติปาตา หมายความว่า เราจะต้องเป็นผู้ที่ รู้คำว่าชีวิต เราจะไม่พยายามที่จะไปทำให้ชีวิตของผู้ใด เขาได้รับทุกข์ทรมาน เราจะพึงรู้ทุกข์นั้นด้วยตนเอง จากชีวิตของเราด้วย ว่าเราเองก็รักชีวิตของเรา แม้เจ็บด้วยชีวิตเราก็ไม่ชอบ แม้เคืองด้วยชีวิต เราก็ไม่ชอบ ยิ่งมาทำให้เราตาย ถึงตายไปนั้น เราก็ยิ่งจะไม่ชอบเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อชีวิตของเราเอง เรายังรักออกปานนั้น ชีวิตของสัตว์อื่นใด ก็รักชีวิตของเขาเช่นเดียวกันกับเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ ในคำว่าชีวิตของแท้ แล้วอย่าไปทำให้ชีวิตของสัตว์ใดแม้เล็ก แม้น้อยแม้ใหญ่ แม้โต ก็อย่าทำชีวิตของเขาให้ตกตายไป ถ้าทำได้ถึงขั้นไม่ให้เขาเจ็บปวด ไม่ให้เขาได้รับทรมานได้ด้วย ก็ยิ่งเป็นการดีอย่างยิ่ง ถือว่าเราได้ทำเมตตา ให้เจริญเมตตาสัญญาขึ้นในใจของเรา เป็นผู้มีเมตตาในชีวิต ถ้วนทั่วในโลก เป็นอย่างดี จงหัด จงประพฤติ จงสำรวมตัว สำรวมกาย สำรวมวจี สำรวมใจ รู้ในอริยบททั้งหมด อย่าไปทำให้ชีวิตสัตว์ใดตกตายไป เป็นอันขาด นั่นคือ ศีลข้อที่ หนึ่ง
ศีลข้อที่สอง อทินนา ทานา เวรมณี ศีลข้อนี้เราจะปฏิบัติเพื่อที่จะให้เจริญทางจิตขึ้นไปสูงยิ่ง เมื่อเราเอง เราไม่ทำให้ชีวิตร่างกายของผู้ใดเขาตกตายไป ซึ่งเป็นการตายขั้นใหญ่ เป็นการตกตายไปถึงขั้นรูปอย่างโตใหญ่เห็นชัดว่า เจ็บปวดอย่างใหญ่โตแล้ว เราก็จะไม่ทำให้ใจของเขานั้นต้องเจ็บปวด หรือเรียกว่าตายลงอีก ใจนั้นละเอียด ยิ่งกว่ากาย ตายได้เร็ว ตายได้บ่อย ตายด้วยความทุกข์ได้มากกว่ากาย กายตายได้นานๆ ครั้งหนึ่ง แต่ใจนั้นจะตายได้อย่างมากมาย ตายแล้ว ตายเล่า เจ็บแล้วเจ็บเล่า ทุกข์แล้วว ทุกข์เล่า เราจะไม่ทำให้จิตใจของผู้ใดก็ตาม ให้เขาได้รับทุกข์ทรมาน เช่นเดียวกันกับเราเอง เมื่อเรายังมีความรัก เรายังมีความชอบ ความหวงแหนในสิ่งใดๆ ที่เป็นวัตถุก็ดี เป็นนามธรรมก็ดี ที่เรายังยึดเอาไว้อยู่ ผู้ใดจะมารัก มาฉก มาขโมย มาหยิบ มาพรากไปจากเรานั้น เราย่อมหวงแหน เจ็บปวดหัวใจ ไม่ชอบใจ นั่นแหละเราถือว่าใจของเราทุกข์ ใจของเราถึงตาย เราจะไม่ทำให้คนอื่นเจ็บปวดเหมือนเราเอง ถ้ารักของได้หวงแหนของใด ใครมาเอาใครมาแย่งพรากไปเราก็เจ็บก็ปวดทั้งนั้น เราจะไม่ทำให้เขาเจ็บปวดด้วยทางใจ ด้วยประตูคล้ายๆ กันแต่ละเอียดลึกยิ่งขึ้น พูดโดยภาษาธรรมดาว่า อยากไปลัก อย่าไปฉก ไปขโมยของเขา อย่าไปชอบ ไปโกงไปเอาของคนอื่นที่เขายังไม่อนุญาต เขายังไม่ให้เราด้วยศรัทธา หรือด้วยความเต็มใจ อย่าไปเอามา มันทำให้คนอื่นเขาทุกข์ เขาเจ็บปวดและเขาถึงตายในทางใจ ซึ่งละเอียดลึกซึ้งขึ้นอีก เราจะต้องเป็นผู้ไม่ทำทุจริตกรรม ในด้านที่จะเป็นโลภ เป็น โลภะ เอาของผู้อื่นมา เป็นอันขาด นี่เป็นศีลข้อที่สอง
ศีลข้อที่ 3 อพรหมจริยา เวรมณี ศีลข้อนี้ เป็นศีลที่ให้เราพึงประพฤติให้บริสุทธิ์หมดจด ถ้วนทั่ว ทุกประตู มีการประพฤติทุกอย่าง ที่จะถึงที่สูงที่สุด ที่บริสุทธิ์ที่สุด จะเป็นไปด้วย กาย วจี มโน เต็มไปด้วยประตูทวารทั้ง 5 หรือ แม้ประตูใจ ที่เรียกหัวประตู ตา หู จมูก ลิ้น กาย และประตูใจของเรานั้นทั้ง 6 ทวาร เราจะพึงปฏิบัติให้บริสุทธิ์ ให้หมดจด โดยไม่เป็นทาสกาย ไม่เป็นทาสด้านตา ด้านหู ด้านจมูก ด้านลิ้น หรือสัมผัสทางกายโดยตรง และจะไม่เป็นทาสทางใจให้ได้ด้วย แต่โดยเฉพาะศีลข้อนี้เป็นขั้นที่ยังไม่ละเอียด ลึกซึ้งนักก็ตาม เราก็หมายเอาทวารทั้ง 5 ที่เรียกว่าความใคร่ทางประตูทั้ง 5 เราจะไม่ให้มารบกวน ทำความกำหนัด ยึดถืออยากได้ใคร่มี เป็นอันขาด เราจะไม่เป็นทาสตัวเราเองด้วยทวารทั้ง 5 นั้น เป็นตัวบงการสั่งให้เราอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเอา ปฏิบัติให้บริสุทธิ์หมดจดลงไปให้ได้อยู่ในนามเราก็จะหมดภพชาติของกามภพ เป็นบริสุทธิ์ส่วนหยาบซะก่อน ทำให้ได้นี่คือข้อ 3 ดังนี้
ศีลข้อที่ 4 มุสาวาทา เวรมณี ศีลข้อนี้ให้พึงระวังทางกายเพิ่มเติมขึ้นไปอีก โดยกำหนดลงไปจำเพาะที่ด้าน วจีกรรม คือ ด้านปากคอที่เราจะพูด จะจา ออกมานั้นจะต้องเป็นไปโดยสุจริตทั้งหมด ทั้งมวลอย่าไปพูดให้เป็นทุจริต แม้ทุจริตอย่างหยาบคาย ขั้น โกหกมดเท็จ อย่างที่รู้ชัด เห็นชัด เราก็ไม่ทำ อย่างหยาบคาย เช่น พูดหยาบ พูดคำที่ไม่เป็นที่นิยมของคน ของสังคม โดยลำดับ ผู้ที่มีความรู้ ผู้ที่มีสังคมอันสูง เขานับว่า เป็นคำที่มันกระด้าง มันหยาบ มันคาย มันเป็นคำต่ำ คำที่ไม่น่าจะพึงพูด พึงปล่อยออกมา เราก็จะต้องระมัดระวังด้วย หรือ แม้อย่างภาษาที่จะละเอียดเข้าไปโดยการพูด เป็นการส่อเสียด เชิงให้เกิดการแตกแยก มีการทำให้กระทบผู้นั้น ผู้นี้ มีการอยู่กันอย่างไม่ดีด้วย เราเองเป็นผู้ปล่อยภาษาออกไปทำให้เกิดการแตกแยก เกิดการทะเลาะ วิวาทกัน โดยผู้อื่นหรือโดยเราเองก็ตาม ทีเรียกโดยภาษาว่า ส่อเสียด เราก็จะไม่พูด นำความข้างโน้น มาพูดข้างนี้ นำความข้างนี้ มาพูดข้างโน้น ให้เกิดการไม่ชอบใจ และเกิดการทะเลาะวิวาทนั้น เราไม่ควรจะพูด จะต้องพยายามระมัดระวังปากคอ แม้พูดที่สุดให้เป็นการพูดดี ไม่พูดเพ้อเจ้อ จะต้องพูดให้เป็น ศีล พูดให้เป็น ธรรม พูดให้เป็นประโยชน์ พูดให้ได้ อรรถะ สาระ ที่เป็นไปเพื่อความดีงาม ตลอดเวลาได้ ต้องพึ่งเรียนรู้ ระมัดระวังประมาณในคำพูดที่เราจะปล่อยออกมาจากปากให้ดียิ่ง ศีลข้อนี้เป็นการรัดรอบลงไปให้ระวังเรื่อง วจีกรรมให้ถึงที่สุด
ศีลข้อที่ 5 สุรา เมรยะ มัชชะ ปะมา ทัฏฐานา เวรมณี ศีลข้อนี้เป็นศีลข้อที่ 5 ซึ่งเป็นศีลรวมในระหว่างศีล 5 ข้อใหญ่ๆ นั้น มีรายละเอียดลึกซึ้งถ้วนทั่ว เป็นศีลที่จะให้ปฏิบัติถึงขั้นจิตวิสุทธิ ให้จิตบริบูรณ์หมดจดหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เข้าใจในเรื่องที่เราไปติดจะยึดอันเดียวว่าอุปทาน เป็นกิเลสตัณหา ส่วนลึกไปทั้งหมดที่เราจะเข้าใจต่อวัตถุ ต่อ นามธรรม ทั้งหลาย ที่เราได้หลงเรียกว่าโมหะ ที่เราไม่รู้เรียกว่า อวิชชา แล้วเราก็ไปหลงใคร่ หลงติด หลงยึด เป็นทาสสิ่งเหล่านั้นอยู่ ทั้งรูปธรรม และนามธรรมทั้งหลาย โดยที่สุดแม้อย่างหยาบ หยาบ เราไปติดไปยึดในสิ่งที่เป็นภัย เห็นได้ชัดตั้งแต่ของเสพติด ที่ทำให้เรามัวเมา เป็นไปอย่าง เป็นภัย เป็นพิษ อย่างยาเสพติดร้ายกาจ น้ำเมาต่างๆ ที่ทำให้สติของเราไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สติของเราควบคุมไม่ได้ ถ้าไปเสพยาเสพติดแล้ว จิตของเราก็จะเสพภพ เสพชาติ จิตของเราก็จะไม่มี อันเป็นเพื่อที่จะนึกคิด หรือ รู้ตัว รู้ตนว่า เราควรจะได้พิจารณาธรรมะอะไร รู้โลกอื่นก็ไม่รู้ เพราะจิตไปเสพติดอยู่แล้วด้วยยาเสพติดนั้น มันทำปฏิกิริยากับประสาทของเรา เราก็จะไปติดภพ ติดชาติ แม้น้ำเมา แล้วทำให้ประสาทของเรา กินเข้าไปแล้วก็บังคับมันไม่ได้ ก็ฉันเดียวกัน เราไปติดทั้งภพ และมันแสดงผล จนกระทั่งออกฤทธิ์ให้เราควบคุมแม้ร่างกายของเรา ก็ควบคุมไม่ได้ เราก็ไม่บังควรที่จะเสพ จะติด ละเลิกออกมา เป็นขั้นหยาบ หรือ แม้สิ่งที่เสพติดขั้นละเอียดเข้าไปอีก จะเป็นยาเสพติด ของเสพติดที่ไม่เป็นประโยชน์อันพึงบังควรที่จะไปเสพ ติดมัน เช่น หมากพลู บุหรี่ ยานัตถ์ อะไรต่างๆ เราก็ไม่ควรจะไปเสพติด เลิก ละ มาให้ได้ เป็นขั้นต่อไป ขั้นละเอียดเข้าไปอีก เราจะไม่ติดอะไรทั้งหมด ทั้งมวล แม้ ลาภ ยศ สรรเสริญ เราก็จะไม่ติด และแม้กามคุณทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็รวมอยู่ในนี้ด้วย เราจะไม่ติดทั้งหมด ทั้งกามคุณทั้ง 5 ที่สุด และที่สุด ที่เรายังติด จึงยึดอยู่เป็นส่วนละเอียด สุขุมคัมภีรภาพมากที่สุด ในด้านจิตใจ เราก็ยังเสพติดในสุขต่างๆ สุขในโลกียะก็ตาม หรือ แม้สุขที่ได้มาโดยธรรม เป็นสุขทางโลกุตระ เป็นสุขอันสงบ เบา ว่าง สันติ ซึ่งเป็นสุขอันดีอยู่นั้น เราก็จะไม่หลงติดมัวเมาเป็นที่สุด เช่นเดียวกัน เราจะรู้ว่าสุขก็คือสุข ทุกข์ก็คือทุกข์ แล้วเราก็ไม่ติดสุข ไม่ติดทุกข์ หรือไม่โกรธทุกข์ ไม่รักสุขให้ได้จริงๆ ศีลข้อนี้โดยนัยละเอียดเป็นศีลที่ลึกซึ้งไปถึงขั้นจิต อันบริสุทธิ์ทั้งหมด ถ้าพึงปฏิบัติได้เป็นขั้นๆ ตั้งแต่หยาบก็จะได้กุศล ให้ความสูงของจิตตามลำดับ และขั้นกลางก็จะได้กุศล ในขั้นกลาง เราสูงขึ้นจึงตามขั้นกลาง ถ้าได้ละเอียดสุด เป็นที่สุดในขั้นปลายถึงจุดที่สุทธิ ดังกล่าวแล้ว บริสุทธิ์หมดจด ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่ยึดมั่นในสุข ไม่ยึดมั่นในทุกข์ รู้จิตอันเป็นทาส ที่เกิดด้วยเหตุและปัจจัยประกอบกันปรุงแต่งอยู่เท่านั้นเอง รู้วิญญาณว่ามันเกิดได้ด้วยปัจจัยเท่านั้นเอง แล้วเราก็ ละ วาง ปล่อยไปตามกาลอันควร ไม่เสพติด แม้แต่วิญญาณ ปฏิเสธทุกขเวทนา สุขเวทนา อย่างใด คือ เป็นทุกข์ทรมานด้วยจิตที่มันเป็นทุกขเวทนา ไปรัก ไปชอบ ไปรื่นเริง เพลิดเพลินติดยึดอยู่กับสุขเวทนา เราก็ไม่พึงยึด แม้ที่สุดติดยึดกับอุเบกขาเวทนา เป็นจิตที่สุขที่สุดเป็นทางโลกุตระ ถ้าเมื่อมีปัญญาเข้าร่วมด้วย ถ้าอุเบกขาโดยไม่มีปัญญาร่วมด้วยนั้นเป็นโลกียะ เป็นการวางเฉย โดยที่เราไม่มีความรู้ตัว ไม่มีสติ ไม่เป็นไปโดยอัตโนมัติ อย่างนั้นไม่ถือว่าโลกุตระ อุเบกขาใดที่เรามีสติครองตน มีปัญญารู้อยู่ว่า เรารู้ว่าเราเฉยอยู่ ก็การได้ ละ วาง ปลด ปล่อยจิต ไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้จิตหรือ วิญญาณธาตุ หรือ นามธรรม และไม่ติดทั้งรูปธรรมด้านนอก ทั้งใหญ่ทั้งเล็กทั้งละเอียดอย่างไรเราไม่ติด เราก็เป็นผู้หมดสิ้นได้ถ้วนทั่ว ศีลละเอียดในข้อที่ 5 นี้ ก็คือใส่ใจ ประพฤติ ปฏิบัติให้ได้ตามลำดับให้เป็นที่สุดได้
ศีลข้อต่อไปเป็นศีลขยายเป็น ปริวรรติ รอบที่จะทำความ ซับ ซ้ำ หรือเป็น ศีลที่จะกำชับ กำชา ขยายความละเอียด ให้มันเป็นบท เป็นบาท กระจายความเพิ่มขึ้นโดยแท้ ก็เป็นศีลที่ซ้ำอยู่ในศีล 5 ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว ก็จะอธิบายโดยสังเขปซ้ำไปให้ฟังด้วย รับเอาภาษาไปซะก่อน
ข้อที่ 6 วิกาละ โภชนา เวรมณี ศีลข้อนี้ท่านให้ระมัดระวังไม่ให้เราไปติดจะยึดกันเองให้รู้ความจริงในสิ่งที่เราจะต้องร่วมสัมพันธ์สัมผัสอยู่หรือเรียกว่าร่วมใช้เป็นโภคะ เป็นเครื่องบริโภค อุปโภค จะเป็นการกินเข้าไปในร่างกาย จะเป็นการ จะเป็นการเอามาร่วมใช้ในการสังเคราะห์นอกกาย รับนอกหรือรับเข้าไปข้างใน เรียกว่าอุปโภค กับ บริโภค เราก็จะต้องประมาณและรู้ตามควร พึงใช้เพียงเพื่อจะสังเคราะห์ร่างกาย ตัวตนมีตั้งอยู่เท่านั้น การกินเราก็ต้องระมัดระวัง ในเรื่องการกิน ไม่ได้กินโดยหลงกิน เพราะติดรส ติดรูป ติดกลิ่น ติดสัมผัสต่างๆ เราก็ไม่กินด้วยสิ่งเหล่านั้น เรากินเพราะรู้ความจริง ตามความแท้จริงว่า เราจะเอาธาตุต่างๆ เข้าไปสังเคราะห์ในร่างกายของเรา ให้มันตั้งอยู่ ไม่กินเล่น ไม่กินเพื่อมัวเมา ไม่กินเพื่อติดรส ติดชาติ ไม่กินเพื่อให้มันใหญ่มันโต ให้มันเป็นไปเพื่อความอัครฐานอะไร เราก็จะไม่กินด้วยวิธีเหล่านั้น เราจะรู้ว่าอาหารที่เราบริโภคเข้าไปข้างในนั้น ก็เป็นเพียงธาตุ ทั้งนั้น มันย่อมมีรส มันย่อมมีรูป มันย่อมมีกลิ่น มันย่อมมีสัมผัสโดยธรรม แต่เราจะไม่ติดใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั้น โดยธรรม ต้องรู้เป็นผู้รู้ และเป็นผู้ประมาณ อย่าเป็นผู้ให้มาก ต้องให้แต่เพียงพอดี หรือ น้อยบ้างเล็กน้อย ก็ดีกว่าที่เราจะเป็นโลภมาก เครื่องอุปโภคต่างๆ เป็นเครื่องใช้ไม้สอย เป็นเสื้อผ้า เป็นเครื่องนุ่งห่ม โดยปัจจัย ก็มีที่อยู่ด้วย เป็นที่อยู่ก็ดี หรือเป็นบริขารต่างๆ ที่เราเคยใช้ร่วมด้วย เราเป็นนักบวชแล้ว เรามีบริขารต่างๆ อันมี บาตร เป็นต้น มีดโกน มีเครื่องใช้ที่ประกอบยังชีวิต จะพอสมควรนั้น เหล่านั้น เราก็จะไม่โลภมาก เราจะไม่หลงในรูป ในรส ในกลิ่น ในเสียง ในสัผัส เช่นเดียวกัน เราจะปฏิบัติ หรือจะใช้แต่เพียงให้มันน้อย เราจะเดินเบา ไม่แบก ไม่หาม ไม่ยึดไม่ถือไว้มาก เราจะใช้แต่เพียงพอดี และไปหาน้อย ถ้ามีน้อย เราก็ทนได้ รู้จัก สันโดษ รู้จัก สันตุฏฐี รู้จักหยุด รู้จักพอ และรู้จัก ปวิเวกะ สงบ รำงับอยู่ แม้มันจะไม่มี เราก็จะเป็นผู้ระงับ ไม่โวยวาย ไม่ดิ้นแส่ อย่างนี้เป็นต้น เราต้องรู้ในเครื่องอุปโภค และบิโภค ให้เข้าใจแท้แล้ว พึงปฏิบัติลดลงมาให้น้อย ให้เป็นผู้รู้จักเริ่มต้น ตั้งแต่ อ้า เราจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ อัปปิจฉะ เป็นผู้มักน้อย อย่ามักมาก เป็นผู้พยายามใช้แต่น้อย บริโภคแต่น้อย เป็นผู้รู้จัก สันตุฏฐี หรือ สันตุฏบิ คือ สันโดษ อันแท้จริง รู้จักความพอดี และพอแล้ว เป็นผู้มี ปวิเวกะ เป็นผู้สงบ รำงับมากที่สุดไม่มี ก็ไม่ดิ้นแส่ ดังกล่าวแล้ว และเป็นผู้ที่รู้จัก อสังสัคคะ ไม่พึงหลงเอามาประกอบด้วยหลงว่า จะเอามาเสพเป็นสุข หรือเป็นสวรรค์ เราจะไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องด้วยประตูนั้นเป็นอันขาด รู้ธาตุแท้ ถ้าจะรับมาก็เพียงเพื่อทำในร่างกายและตั้งอยู่ได้ในโลกและจะสังเคราะห์ตนเพื่อจะละกิเลส ตัณหา อุปทาน หรือเพื่อที่จะยังชีวิตอยู่ เพื่อประกอบประโยชน์ เป็นเหตุผล ประโยชน์ทั้งหลายแหล่ เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นในโลกของเขา ช่วยเขาไปอย่างนี้ก็จะเป็นผู้ที่มีประโยชน์อันแท้จริง จงกระทำให้ได้มีวิริยะอย่างเต็มที่เรียกว่า วิริยารัมภะ คือ มีความพากเพียรอย่างถูกตรง เป็นสัมมาทิฏฐิ อย่าไปพากเพียรในประตูอื่น ต้องพากเพียรในประตูนี้ รู้ให้จริง พากเพียรให้ตรง อย่า ไปพากเพียรในทางที่กลับกันเสีย ไปเป็นโลกิยะอย่างนั้น ไม่ควร
ศีลข้อต่อไป นัจจะ คีตะ วาทิตะ วิสูกะ ทัศนา เวรมณี ทัศนา ศีลข้อนี้ท่านก็ให้ระวังเรื่องกามอีก โดยการที่จำเป็นลงรูป รูปเหล่านี้จะเป็นรูปของการแสดงท่าทางของผู้คน หรือของอะไรก็ตามแต่ จะเป็นการแสดงท่าทางอย่างหยาบที่เรียกว่าละเม็งละคร กระโดดโลดเต้นอย่างที่เขาแสดงกัน และก็หลอกล่อกัน เพื่อที่จะให้ไปหลงเพลิดเพลิน เป็น นันทิยะ เป็นกิเลสตัณหาที่ไปติดไปยึด ก็ดี เราก็ไม่ไปหลง หรือ แม้ท่าทางที่ละเอียดอื่นๆ ที่เขาแสดงเพื่อที่จะแสดงบทบาท ด้วยความมุ่งหมายเพื่อแสดงอำนาจ เพื่อแสดงความเพลิดเพลิน เพื่อแสดงสิ่งใดๆ โดยละเอียด ลึกซึ้งเข้าไป ซับซ้อนเราก็ต้องพึงรู้ให้ได้ ให้ทันว่า เขาไม่ได้มีเจตนา เพื่อที่จะทำให้เรานั้น รู้ในท่าทาง อันเป็นความสงบ เป็นความ ละ คลาย เป็นความสุภาพ แต่เป็นท่าทางที่ปั้น ให้มีรส มีชาติ เพื่อที่จะให้เราไปติด ไปยึด ในความใหญ่ก็ตาม ในความเพลินก็ตาม เราจะต้องละ แม้ที่สุดในด้านเสียง เป็นภาษาที่เปล่งกล่าว เป็นคำพูด คำจา ออกมาเป็น คีตะ และคีตะนั้นก็เป็นไปเพื่อให้ความ เพื่อให้เราหลงในความคล้องจอง ความไพเราะ ความติดยึด มีรส มีชาติ เราก็จะต้องรู้ในเนื้อหาสาระ ในความติดยึดในรส ในชาติของภาษาด้วย มันเป็นสิ่งที่ยังเป็นไปเพื่อความใคร่อยาก มีเนื้อหา อัตตะ วาทะ เท่านั้นเอง เป็นตัวตนของเพียงภาษา เราจะต้องเข้าใจว่าภาษานั้น พึงเพียงแต่เปล่งออกมา เพื่อที่จะให้เรารู้ เนื้อความ ให้เป็นสื่อความหมาย ที่เราจะพึงหยั่งความหมายของมันเข้าไปสู่สภาวะธรรมที่แท้ แล้วเราจะพึงปฏิบัติให้ถึงสภาวะธรรมนั้นให้ได้เท่านั้น ภาษาก็เป็นสมมติ ไม่ใช่ของจริงที่เราจะไปติด ไปยึดถือ ไปเพลิน แม้ที่สุดในรสชาตินั้น เป็นสิ่งที่ดีเข้าใจให้ได้ใน คีตะ ที่ต่างๆ จะพึ่งพึ่งกล่าวอยู่ ก็เพิ่งกล่าวได้ในภาษาที่ดี จึงเรียกว่าพระธรรม คำสอน เป็นภาษาเป็น อนุศาสตร์ เป็น อนุศาสนีย์ ที่จะพึ่งเอามานำปฏิบัติเพื่อไปสู่สภาวะธรรมดังกล่าวแล้ว เราก็พึงเข้าใจให้ได้ จงรู้เนื้อหากิเลสจะประกอบไปอยู่ในภาษานั้นให้ได้ อย่าไปติดไปยึด ยิ่งเปล่งเสียงออกมาเป็น วาทิตะ เป็นเสียงดนตรีการ ซึ่งมีแต่สำเนียง ลีลาสูงต่ำ แผ่ว โหย หรือ กระแทก กระทั้น ที่ทำเป็นเชิงของดนตรีการ เป็นของคำที่เราเรียกกันว่าเพลงก็ดี ซึ่งเป็นกิเลสอันชัดเจนที่ทำให้เราติดในรส ในชาติของเสียงเหล่านั้น จะทำด้วยปาก หรือทำด้วยเครื่องมือ เป็นเครื่องไม้ เครื่องทอง เครื่องหนังเครื่องอะไรก็ตามแต่ เราก็จะต้องรู้เท่า รู้ทันว่า สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะพึงควรยึดติดเลย ไม่ได้ให้ประโยชน์อันใดแก่เราเลย ต้องละ ต้องเว้น ต้องเลิกขาด อย่าเสพติด หรือยึดในเรื่องดนตรี ในเรื่องเสียง สำเนียงลีลาที่ร้อยกรอง ก็เอามาประดิด ประดอย ตกแต่ง แล้วก็หลอกล่อกันในโลก เพื่อให้เราติดเสียง ติดสำเนียงเหล่านั้น ต้องละ คลาย สิ่งเหล่านี้ เราจะต้องปฏิบัติเพื่อให้เข้าใจ ให้รู้ ให้เห็นแจ้ง ว่าแม้แต่การเสพติดในรูป ติดในภาษา ติดในเสียงก็เป็นข้าศึกแห่งใจของเรา เรียกว่า วิสูกะทัศนา อย่าไปรับรู้ รับเห็น อย่าเสพติดที่เป็นกิเลสเหล่านั้น ให้ได้
ศีลข้อต่อไป ข้อที่ 8 มาลาคันธะ วิเลปะนะ ธาระณะ มัทนะ วิภูษณะ ฐานา เวรมณี ศีลข้อนี้โดยเนื้อหาสาระก็ไม่ให้เราถูกยึดสิ่งที่เป็นกามอีกเช่นเดียวกัน มาลาก็เกี่ยวกับรูป เกี่ยวกับรูปสวย จะเป็นสวยอย่างสิ่งที่มาร้อยขึ้นมาเป็นพวง เป็นรูป เป็นหมู่ เป็นหมวด หรือ แม้ดอกไม้ที่มันร้อยตัวมันเองมาโดยธรรมชาติ มีกลีบ มีใบ มีเกสร มีกลิ่น ที่รวมอยู่ในนั้นเสร็จ เรียกว่ามันหลอกเราด้วยสี ด้วยรูป ด้วยทรงนั้น เรียกว่า รูป คันธะนั้นหมายถึงกลิ่น เราก็จะรู้เท่าทันรูป รู้เท่าทันกลิ่น วิเลปะนะ เครื่องที่เป็นวัตถุใดๆ ที่เราเอามาประกอบร่างกาย มาพอก มาทา มาฉาบ มาโฉบ อะไรที่ร่างกายของเรา เป็นการสัมผัสทางกาย เราก็ต้องสู้ให้ได้ มัทนะ สิ่งที่จะนำมาตกแต่งกับตัวเรา หรือเอามาใช้ในตัวเรา มาโภคะ เรียกว่า มาอุปโภค ในตัวเรานั้น เราก็จะรู้ว่า สิ่งที่จะเอามาประกอบกับร่างกายเรานั้น ไม่ใช่เอามาเพื่อความตกแต่ง ไม่ใช่เอามาเพื่อความประดับประดา ให้มันเป็นสิ่งที่ก่อด้วยเป็นรูป ก่อด้วยกลิ่น ก่อด้วยรส ก่อด้วยเสียง ก่อด้วยสัมผัสอะไรขึ้นมา เป็นเรื่องของกามตัณหา เราจะไม่พึงกระทำ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเป็นผู้ที่ทรงไว้ด้วย ความพิจารณา จะทรงอะไรไว้ในตัวของเรา ที่เรียกว่า ฐาระณะ เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิ่งใด เราก็จะทรงไว้แต่เพียงพอประมาณ เพื่อยังชีพไว้โดยควร ไม่ใช่ประกอบไว้ด้วยกิเลส ตัณหา หรือเครื่องเฟ้อ เครื่องที่มากเกินขอบเขต เกินขอบเขตของความเป็นชีวิตที่มีตั้งอยู่ได้โดยประหยัด โดยมัธยัสถ์ โดยไม่เปลือง จะทรงไว้แต่สิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นฐานะ เรียกว่า วิภษณะ ฐานา ซึ่งเป็นฐานะแห่งการที่จะมายก มาทำให้ใหญ่ มาทำให้สวย มาทำให้งาม มาทำให้ฟุ้งไปด้วยกลิ่น มาทำให้เป็นไปโดยฐานะ ที่เป็นกามคุณ กามตัญหา ประกอบอยู่ในร่างกายของเรานั้น เราจะไม่ทำฐานะนั้นให้แก่ตน เราจะเป็นผู้มีฐานะอันบริสุทธิ์ ที่มีจิตตั้งมั่น ประกอบไปด้วยปัญญา เข้าใจสิ่งที่เรียกว่ากิเลสแท้ กามก็ดี ภพก็ดี กิเลสทางกาม ซึ่งบอกแล้วทางประตูทั้ง 5 และกิเลสในภพที่เป็นศัตรูทางใจ ที่เราไปขอยึดอยู่ก็ดี เราจะเป็นผู้ที่เข้าใจฐานะนั้น และทำจิตของเราให้เป็น อธิฐานะ คือจิตที่ยิ่ง เป็น อธิจิต เป็นจิตตั้งมั่นลงเป็นฐานอันยิ่ง ไม่ใช่ฐานอันที่ไม่ได้ถึงรอบ เป็นเลอะ เป็นฐานที่โต เป็นฐานที่ใหญ่ ประกอบไปด้วยความฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ เหล่านั้น เราจะพึงไม่ทำ จะต้อง ละออก คลายออก หน่ายออก เจียนออกให้ได้ สิ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ก็รวมเป็น 3 ทั้งสิ้น
แม้ที่สุดในข้อที่ 8 อุจจาสยนะ มหาสยนา เวรมณี อุจจาสยนะ มหาสยนะ เวรมณี สิ่งนี้ก็ให้เว้นขาด คำว่า เวรมณี คำนี้หมายความว่าให้เว้นออกมา ให้ละออกมา ให้ขาดออกมา สิ่งที่ใหญ่ ที่จะรองรับเรา โดยการเป็นแท่น เป็น ตั่ง เป็นเตียง เป็นที่นั่ง เป็นที่ปู หรือแม้ที่สุด มันจะรองรับด้วยฐานะใดก็ตาม ที่เป็นสิ่งที่รองรับร่างกายเรา หรือใจเรานั้น จะต้องไม่หลงในความใหญ่ของมัน เราอย่าไปหลงว่าความใหญ่นั้น จะทำให้เราเองใหญ่นั้น ไม่ถูก เราต้องประมาณ ในความพอเหมาะพอดี เป็นเพียงเป็นตั่ง เป็นที่รอง ที่รับ เป็นที่นั่ง ที่นอน เป็นที่ปู ที่ลาด หรือแม้แต่ที่รับเราไว้ทั้งร่าง เป็นบ้าน เป็นช่องอะไรก็ตาม เราจะต้องดูให้พอเหมาะ พอเจาะ พอสมควร ไม่ใช่หลงในความใหญ่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยเหล่านั้น เราจะต้องรู้ให้ความพอดี ทำความพอดีให้ได้มัน หรือแม้ตัวเราเองก็จะไม่หลง ในตัวเราเอง ทำตัวเราเองให้ใหญ่ แล้วจะเอาตัวเราไปวางไว้ที่ใด ก็จะต้องเป็นที่ที่จะต้องให้มันใหญ่ไปตามตัวเรา ในฐานะกลับกันเราจะต้องดูตัวเราให้เล็กลงเสมอ ให้น้อยลงเสมอ เป็นผู้มี นิวาโต เป็นผู้ที่มีการถ่อมตน ทำตนให้เล็กลงเรื่อย ไม่ยกตัวยกตน ไม่จองหอง พองขน ไม่ทำตนให้ใหญ่ เรียกว่า นิวาโต เราจะต้องเป็นผู้ทำอย่างนั้น หรือ มหา มหาสยนา แม้แต่เราเองเราไม่ให้สิ่งที่มารองรับเราใหญ่ และเราเองเราก็ไม่ทำตัวใหญ่ เพื่อที่จะให้ไปรองรับ ตัวเอง ให้ผู้อื่นมารองรับเราเป็นที่ใหญ่อีกด้วยประการทั้งปวง ที่สุดแม้แต่จิตของผู้อื่น ที่เขาจะกระทบรับจากเราไป โดยเราขยายความใหญ่ของเราออกไป ด้วยอาการก็ตาม ปฏิกิริยาก็ตาม ด้วยคำพูดก็ตาม ยกความใหญ่นั้นไปทับถมให้คนอื่น เป็นผู้ไปรับ รองรับความใหญ่ของเราด้วยการแสดงกิริยา อาการ อิริยาบท ดังกล่าวนั้นแล้ว ทั้งเป็นรูปธรรม นามธรรมอะไรก็ดี เราไม่พึงมันควรแสดงออกไปให้คนอื่นเขารับความใหญ่อันนั้น เป็นอันขาด เพราะมันหนัก การรับความใหญ่นั้น มันหนัก ใครก็ไม่อยากรับ เราเองก็ต้องรู้ความจริงให้ได้ว่า เราเองจะไปแบกความใหญ่ ทั้งหลายแหล่ไว้นั้น ก็ไม่ควร มันเป็นภาระและเป็นภาระอันหนักด้วย จะต้องเป็นผู้รู้ถึงความใหญ่ ที่โลกหลง เราเองไม่ไม่หลงความใหญ่นั้นให้ได้อย่างแท้จริง ศีลข้อนี้กำชับกำชา ทั้งเรื่องความใหญ่ทั้งหมด ทั้งมวล ให้เข้าใจทั้งรูปธรรม และนามธรรมของความใหญ่ให้ได้
ศีลข้อสุดท้าย ชาตะ รูปะ รชตะ ปฏิคคหณา เวรมณี ศีลข้อนี้ ก็ให้เป็นผู้ที่รู้โลกีย์ รู้โลก ว่าโลกนี้นั้น เขายึดถือสิ่งที่เป็นรูป เมื่อรูปใด มันเกิดขึ้นมาแล้ว มีตัว มีตน มีค่าในทางโลกที่เขาตีราคากันขึ้น เรียกว่า ชาตรูป หรือ รูปที่ได้เกิดแล้ว เป็นตัวเป็ตนอย่างใหญ่ในราคา มีค่าที่เขาหลงยึดกัน เราก็ต้องรู้ให้เท่าทัน รชตะ เป็นสิ่งที่ได้เกิดเช่นเดียวกัน ชตะ แปลว่า เกิด รชตะ ก็เป็นสิ่งที่ได้เกิด เป็นรอง ชาตะรูปลงมาอีก ก็ให้รู้ความเกิดที่ใหญ่แล้ว หรือที่รองลงมาเหล่านั้น มีค่ามาก หรือมีค่ารองลงมา เช่น ทอง เราเรียกว่า ชาตรูป สิ่งที่รองลงมามีค่า รองกว่าทอง ถูกลงมาเป็นนาค เป็นเงิน ก็เรียกว่าสิ่งที่มีค่ารองลงมาที่โลกเขาหลง ถ้า เพชร เป็น ชาตรูป พลอยก็เป็น รชตะ เป็นสิ่งที่มีค่าสูง มีค่ารองกันลงมาดังนี้ บ้านหินอ่อนราคาสูง เป็น ชาตรูป บ้านที่สร้างด้วยอิฐปูนที่มีราคารองลงมาใหญ่โตปาน ปาน กัน อะไรพวกนี้ ก็เรียกว่าเป็นสิ่งที่มีค่า ที่โลกเขาตีราคาเรื่องศุง เรื่องต่ำ เป็นลำดับ ลำดับ อยู่ซึ่งเป็นรูปวัตถุในโลก เราจะต้องรู้เท่าทันให้ได้ สิ่งใดที่เป็นรูปแล้ว ที่มีค่าทางโลกแล้ว เราพึงสละออกจากตัว อย่าไปรองรับไว้ อย่าไปเอามายึดมาถือไว้ ปฏิคคหณา หมายความว่าเป็นที่รองรับ ตัวเราเองจะไม่เป็นที่รองรับ ไม่เป็นที่ที่จะพึงพัก พึงแบก พึงหาม สิ่งเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive