สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจคืออะไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจคืออะไร พ่อครูว่า...อาตมาพูดแย้งเทวนิยม แต่ไม่ได้ตีทิ้งนะเพราะว่าเป็นของต้องมีคู่โลก แต่มันเป็นเทวะ อย่าง GDP เขาไปอธิบาย ว่าคือ รายได้องค์รวมภายในประเทศ แต่ไปเอาเปรียบเอาสินค้าไปขายให้ได้กำไรจากต่างประเทศมากๆแล้วบอกว่ารวมเป็น GDP ของประเทศไทย ซึ่งคำว่าโดเมสติกมันหมายถึงภายใน คนที่มี GDP รายได้องค์รวมเจริญของพวกเรา เช่นชาวอโศกไม่ได้กำไรจากภายนอก เราเสียสละให้แก่ภายนอก อันนี้ GDP แท้ของเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์แท้ที่ถูกต้อง แต่ที่เขาพูดกันเป็นความผิดเพี้ยนไปเพราะเอาของต่างประเทศมาเป็นรายได้ของตนเอง ภายในประเทศ คุณเอาของข้างนอกไปเอาเปรียบเอารัดจากต่างประเทศเก่ามันก็เป็นสมบัติผลัดกันชม คุณเก่งก็แย่งชิงมาได้มาก แล้วมาพูดเล่นๆว่าเป็น GDP ซึ่งมันไม่ใช่เป็นของภายในของคุณ แต่ของชาวอโศกเป็น GDP แท้ ประเด็นนี้คนก็เข้าใจยากแม้แต่ดรทางเศรษฐศาสตร์ฟังแล้วจะไม่เข้าใจ ขอให้อย่าทุจริตและลดความได้เปรียบมาให้ได้มากๆ นายทุนมักจะเอาเปรียบซึ่งมันเป็นบาป 1. อย่าทุจริต 2. ลดความได้เปรียบลงมาบ้าง เท่านั้นแหละที่อาตมาขอแถมจากคุณเปลวสีเงิน ขยายความเพิ่มเติมว่า รวยนี้เป็นอย่างไร รวยอย่าง CP เป็นนักธุรกิจที่เขาพยายามจะทุจริตให้น้อย และสร้างประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้น สร้างงานให้มากขึ้นยิ่งๆขึ้น ก็ช่วยสังคม นี่นิยามสั้นๆของอาตมา 2. รวยแบบทักษิณ หรือนักธุรกิจนักการเมืองที่พยายามทุจริตให้มาก ต่างกันกับ CP อาตมาว่าอาตมาใช้คำเหมาะควรแล้วนะ คิดว่าไม่ผิดหรอก ทักษิณสร้างประโยชน์ตนให้มากสร้างงานให้น้อยลงทำลายสังคม ก็ฝากไว้ให้พิจารณากันแต่ละคน 3. รวยแบบเจริญ หรือนักธุรกิจ แนวเดียวกัน ในสายมอมเมา ขอภัยแม้แค่สายคาราบาว เป็นธุรกิจในสิ่งที่เป็นพิษอันนี้ทำลายสังค
อ่านต่อ
ม ตกลงสามคนรวยนี้เข้าใจแล้วนะ สองคน อาตมาวิจัยว่าทำลายสังคม ส่วน CP นี้เทียบกันดูก็ให้ CP อยู่ในฐานะดีกว่าเพื่อน ที่ความรวยก็ไม่ใช่เรื่องน่าอิจฉา ความรวยไม่ใช่เรื่องน่าอิจฉาเลย คุณเปลว เขาทิ้งไว้ แต่เมื่อเทียบกับความจนแล้ว ความจนนี่แหละประเสริฐ โดยเฉพาะจนทีมีวรรณะ 9 จนอย่างที่มีคุณธรรมคุณวิเศษ อย่างนี้น่ายกย่องเชิดชู อย่างนี้สิคุณจะอิจฉาเขาไหมล่ะ จนอย่างที่เราเป็น คุณจะอิจฉาเขาไหม แต่ไม่ควรอิจฉาควรจะมาทำความเข้าใจทำไมพวกนี้มาจน ถ้าพวกที่เขาไม่มีปัญญาเขามองพวกเราว่าจน เขาไม่มีปัญญารู้ว่าจนนี้ดีเขาไม่ได้ริษยาหรอก เขาจะดูถูกซ้ำเติมว่าเป็นพวกจน แต่ถ้ามีปัญญาดีจะพยายามมาเข้าใจว่าทำไมมาจน ถ้าเขาเข้าใจแล้วแม้แต่เขาริษยาคนที่ดีกว่าและเป็นคนจนแบบนี้ มันดีกว่าคุณไปริษยาคนที่เป็นคนไม่ดี อย่างนั้นโง่ตายชัก เช่น อธิบายกลับ ไปริษยาคนรวยไม่ดีหรอก ไปริษยาคนจนนี่สิ ดีกว่า ไปริษยาคนรวยทำไมให้เขารวยให้เข็ด หากไปริษยาคนจนแบบดักดานคนโง่ขี้เกียจขี้คร้านสํามะเลเทเมา อันนี้ไปริษยาอีกก็โง่ตายชัก เรื่องความรู้ความเข้าใจพวกนี้ ก็ขอสรุปคำว่า เศรษฐกิจ อีกทีหนึ่ง นิยามคำว่าเศรษฐกิจของอาตมา เศรษฐกิจคือ การสะพัด การเดินทางของผลผลิตกับแรงงานทางกายทางสมอง เกิดผลกับสังคม ถ้ามันดีก็คือทำให้สังคมดีถ้ามันไม่ดีก็คือทำให้สังคมไม่ดี คุณจะตีราคาผลผลิตแรงงาน ให้เป็นเงินเป็นกระดาษชำระ หนี้ได้ตามกฎหมายก็เรื่องของคุณ คุณรู้จักกระดาษชำระไหม ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย อาตมาเรียกสั้นๆว่ากระดาษชำระ ซึ่งเป็นเรื่องจริง พวกเราธนบัตรเหมือนกระดาษชำระ แต่มันใช้หนี้ได้ตามกฎหมายก็ใช้ไป ก็เหมือนกับเราจำเป็นต้องใช้กระดาษชำระนั่นแหละ อาตมาก็ไม่ได้ใช้กระดาษชำระเท่าไหร่ใช้มือ ขออภัย ไม่พูดต่อ เดี๋ยวจะรู้สึกไม่ดี กระดาษชำระอาตมาไม่ถนัด ไปสถานที่ที่ส้วมบางแห่งเขาไม่ได้ใช้น้ำล้างก้นเขาก็ให้ใช้กระดาษชำระอาตมาก็จำเป็นต้องใช้ เขากลัวจะใช้น้ำแล้วเลอะพื้นที่ เขาก็ใช้กระดาษชำระ เราก็ต้องใช้กระดาษชำระตามเขา มันไม่สนุกเลย ก็ทวนอีกที คำว่าเศรษฐกิจคืออะไร เศรษฐกิจคือการสะพัดการเดินทางของผลผลิตหรือแรงงานทางกายทางสมอง ของใครก็แล้วแต่แล้วไปเกิดผลทางสังคม ให้พัฒนาให้เจริญขึ้น เรียกว่าเศรษฐกิจดี ถ้าไปเกิดผลทางสังคมให้สังคมไม่เจริญก็เป็นเศรษฐกิจไม่ดี ให้เกิดการเดินทางของแรงงานทางกายทางสมองตีราคาเป็นกระดาษชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย คุณก็เอากระดาษชำระมาเป็นตัวกลางเป็นตัวแทนไปสะพัด ก็ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องใช้ในมนุษยชาติ ใครจะไปตีทิ้งธนบัตรมันตีทิ้งไม่ได้ จนคนฉลาดแกมโกงอย่างสหรัฐอเมริกา ได้พิมพ์กระดาษชำระออกมาเรียกมันว่าดอลลาร์ มันเป็นกระดาษชำระ ถ้าเผื่อว่าคนในโลกปัจจุบันนี้เอากระดาษชำระที่ชื่อว่าดอลล่าร์นี้ คืนไปแลกเอาค่าของมันจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐก็ขายประเทศทั้งประเทศมาให้ก็ไม่พอ เพราะมันไม่มีค่าอะไรเลย แล้วสิ่งที่เป็นหลักประกันของธนบัตร พูดจริง ของสหรัฐตอนนี้กลวง ไม่มีทุนรับประกัน เช่นทองคำ หรือบ่อน้ำมันเป็นต้น หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะเป็นทรัพย์สมบัติของประเทศจริงๆ มันไม่มี มันพิมพ์กระดาษเงินดอลลาร์โดยใช้อิทธิพลในสังคม ให้อัตราเงินดอลลาร์มันไม่มีค่านั้นจริงแต่มันเก่งสามารถสร้างอำนาจทำให้ราคาเงินดอลลาร์สูงได้ อาตมาว่าพวกเรานี่ต่อไป ดูการจัดการของเงินหยวนกับเงินดอลลาร์ เงินบาทเราไม่ต้องไปแข่งเขาหรอก บาทเราเป็นผู้น้อย ขึ้นภูดูเสือกัดกัน เงินนี่นะ มันทำให้เกิดงาน และเกิดการแลกสิ่งที่กินใช้ ให้แก่ชีวิต เท่าที่คนโง่มากจะบำรุงกิเลสตนเองให้อ้วน ก็ซวยเองเท่านั้นแหละ มันเป็นสิ่งแทนอันหนึ่ง ถ้าคนโง่กับมัน มันจะทำให้คุณซวย แต่ถ้าเข้าใจว่ามันคือกระดาษที่บอกราคาเป็นตั๋วแลกเงิน บอกค่าราคาที่คุณเทียบอัตราราคา ใช้ในประเทศ ค่าของเงินโดยสภาวะจริงๆไม่เท่ากันแม้แต่ในแต่ละจังหวัดแต่ละประเทศ ต้องไปอ่าน เพลงอาริยะ ของอาตมาที่ว่า ค่าของเงินบาทกับร้อยบาทไม่เท่ากันหรอก ระหว่างเศรษฐีกับยาจก
เพลงชีวิต หมายเลข ๙
ถ้าสิ่งใดยิ่งน้อย และ หายาก แล้วรู้สึกว่า สิ่งนั้นยิ่งมีค่า และมีอำนาจสูง เช่น "เพชร" เช่น "เงิน" ของกระยาจก ณ โลกนั้น ก็คือ โลกียะ หรือ แดนปุถุชน !
ถ้าสิ่งใดยิ่งน้อย และหายาก แล้วรู้สึกว่า สิ่งนั้นยิ่งมีค่า และ มีอำนาจสูง เช่น "ความโลภ" เช่น "เงิน" ของมหาเศรษฐี ณ โลกนั้นแหละ คือ โลกุตตระ หรือ แดนอริยชน !
แต่ถ้าสิ่งใดยิ่งมีมากในตน และ ยิ่งสะสม แล้วรู้สึกว่า สิ่งนั้นยิ่งมีค่า และ มีอำนาจสูง เช่น ความโลภ เช่น ความโกรธ เช่น เงิน เช่น เพชร ฯลฯ ณ โลกนั้น ยิ่งคือ โลกันต์ หรือ แดนแห่งความทุกข์ชัด !!
โลกแท้ๆ เป็นอยู่ด้วยความพอดี แต่ "ค่า" ที่จิตของคน ได้ตีราคาให้กับสิ่งต่าง ๆ ว่า มาก-น้อย สูง-ต่ำ นั้น มันคือ อำนาจจิต ที่หลอกหลอน และจิตที่ช่างคิดเปรียบเทียบ ด้วยวิญญาณผีๆ เท่านั้นดอก แท้จริงความมีอยู่สมดุลภายในโลกนั้นๆ มันเท่ากัน และ เท่าเดิม
"ความอยาก" และ "การตั้งหน้าสะสม" เป็นต้นเหตุแห่ง การตีราคาทางจิต ถ้า "ความอยาก" และ "การสะสม" นั้น เพียงพอดี พอเหมาะแก่อัตตภาวะแล้ว รู้จัก "หยุดอยาก" และ รู้จัก "แจกจ่ายเผื่อแผ่" "ราคาแห่งจิต" นั้น จะสูง "ค่าแห่งวิญญาณ" นั้น จะบริสุทธิ์
แต่ถ้าแม้ผู้ใดก่อ "ความอยาก" และ "การสะสม" เกินขอบเขตแวดวงแห่งตน ผู้นั้น คือ ผู้ลดค่าของทุกๆ สิ่ง ทั้งวัตถุ ทั้งจิต และวิญญาณ
เงินหนึ่งบาทของขอทาน มีราคาเดียวกันกับ หนึ่งบาทของมหาเศรษฐี แต่ "ค่า" ของมัน ไม่เท่ากันเลย ใน "จิต" ของคนทั้งสอง
เงินพันบาท อาจจะแลกกับ เรี่ยวแรง-ศักดิ์ศรี และ แม้ชีวิตของ "คนจน" ผู้หลงค่าของเงินได้ อย่างไม่กลัวนรก แต่… มันจะไม่มีอำนาจเยี่ยงนั้นเลย ที่จะแลกเอาชีวิต-ศักดิ์ศรี หรือ แม้เพียงเรี่ยวแรง ของ "มหาเศรษฐี" ผู้ตีราคาของเงิน กับศักดิ์ของตนอยู่เสมอ ทว่า "ค่า" ของมัน เท่ากัน และ เท่าเดิม จริงๆในโลก !
และเงินล้านบาท ไม่อาจแลกกับ ชีวิต-ศักดิ์ศรี และ แม้เรี่ยวแรง ของ "คนจน" ผู้ไม่หลงค่าของเงิน
แต่...เงินบาทเดียว อาจจะแลกกับ เรี่ยวแรง-ศักดิ์ศรี และ แม้ถึงชีวิต ของ "มหาเศรษฐี" ผู้งกเงิน จนตาบอด ใจมืด ก็ย่อมได้
เมื่อนั้น "ค่า" ของ "จิต" ของคนทั้งสองต่างกันยิ่ง ! ผู้ไม่โลภ ไม่หลง เท่านั้น ที่จะเห็นค่าอันแท้ๆ จริงๆ ที่ เท่ากัน และ ไม่เท่ากันนี้ ได้
"จิต" ของคนต่างหาก ที่เห็นเงินร้อยบาท มี "ค่า" ต่างกัน ผู้เห็นเงินร้อยบาทมีค่าต่ำ หรือ เล็กน้อย ก็คือ... ผู้มีวิญญาณผี หรือคือ คนโง่ที่หลงตน ว่า เป็นเศรษฐี
และ ผู้เห็นเงินร้อยบาทมีค่าสูง ก็คง ยังคือ... ผี หรือ คนโง่ที่ยังหลงตน ว่า เป็นกระยาจก หรือ ผู้กระหาย อยู่อีก นะแหละ !
เงินร้อยบาท ย่อมมีค่าเที่ยงแท้ สมดุลดังเดิมเสมอ ในโลกที่เขาสมมุติกัน !
ว่าแต่ผู้มี เงินร้อยบาทนั้น รู้จัก "ความพอดี" หรือ "ความเพียงพอ" อันสมดุลที่แท้จริง ใน "ชีวิตแท้ๆ " ของตนเอง แล้วหรือยัง ?
หรือว่า ท่านก็ยังคือ "ผู้ใฝ่หาหลงเสพย์" และ "เผาผลาญ" ที่ ไม่รู้จักจบทั้งวัตถุ ทั้งวิญญาณ แล้วก็ตั้งหน้าสะสมกับเขาด้วย ผู้หนึ่งในโลก ! !
๒ เมษายน ๒๕๑๕... สมณะโพธิรักษ์
สมณะฟ้าไท ..สรุปจบ 621026_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เลิกอิจฉาคนรวยกันเถิด