สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน จรณะและวิชชาพาออกจากถ้ำ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน จรณะและวิชชาพาออกจากถ้ำ คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2 ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย [30] พระผู้มีพระภาคตรัสว่านรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย. พ่อครูว่า…คำว่าปิดบังไว้แล้วคืออภิชฌาวิสมโลภะ แต่คุณไปนั่งหลับตาปฏิบัติ คนอื่นไม่ได้รู้ด้วย ก็คือการปิดบังไว้แล้ว ทั้งกาย วาจา ใจ นรชนนั้นก็เลยหมักอยู่กับแบคทีเรียเชื้อโรคกิเลสแตกตัวมากมายเลย กิเลสคือเครื่องหมักดองในอาสวะของคุณมันแตกตัวขยายตัวน้ำหมักกิเลสของคุณเจริญมาก ก็หยั่งลงในที่หลง หัวจิ้มดิ่งในทางที่หลงๆๆๆๆๆ ไม่มีทางไปทางที่ถูกเลย 1. ผู้ที่คิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องไปเข้าป่าก็ผิดแล้ว ก็ไกลจากวิเวก 2. แล้วก็ไปคิดว่าการนั่งในถ้ำหลับตาคือการฝึกปฏิบัติธรรมอีกก็ยิ่งผิด ไม่มีภายนอกเลย ก็ห่างไกลจากวิเวกไปอีก กายวิเวกไม่จำเป็นต้องเอาร่างกายที่มีสัมผัส 6 นี้ออกไปจากผัสสะ บันไดขั้นแรกก็ไม่มีแล้ว แต่คุณนึกว่าโดดเก่งโดดไปขั้นที่ 2 ที่ 3 เลย ขาถ่างเลย โดยสัจจะของพระพุทธเจ้าและคุณทำไม่ได้ แต่คุณก็จะดันทุรัง ฟังอาตมาให้ดีจะได้มาดันสุรังมาทางดี เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นที่นรชนละไม่ได้โดยง่าย ท่านตีทิ้งเลย กาม คุณยังไม่ได้เริ่มต้นเรียนเลย ไม่ได้เริ่มบันไดขั้นต้น แต่ก็หอบร่างที่มีกิเลสมาก ปิดบังไว้แล้วก็หยั่งลงในที่หลง ก็โมฆบุรุษทั้งแท่งเลย ก็พูดฝากสายลมไป กับความมืด ว่าออกป่าก็ควรเลิกได้ หลับตาก็เลิกได้ ปฏิบัติธรรมสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าไม่ใช่แบบ เดียรถีย์ พระพุทธเจ้าสอนมาผ่านไปสองพันห้าร้อยกว่าปีก็เลยเสื่อมกลายเป็นเหมือนก่อนยุคพระพุทธเจ้า อาตมามา
อ่านต่อ
รับงานยุคนี้ อาตมาว่ามันหนักกว่ายุคพระพุทธเจ้า ในยุคของพระพุทธเจ้า เป็นเดียรถีย์ที่หนักไปทางเทวนิยม แต่ยุคนี้มันมีอะไรอีกเยอะแยะ เช่นบริโภคนิยม อบายมุขนิยม ทุนนิยม ฟุ้งซ่านนิยม หนักกว่าของยุคพระพุทธเจ้า เพราะว่าค่านิยมของโลกสมัยนี้กับค่านิยมของสมัยพระพุทธเจ้าเขาไม่มีรสนิยมพิสดารอะไรมากมาย สังขารโลกยุคโน้นกับยุคนี้มันปรุงแต่งกันหนัก ยุคนี้หนักกว่าอาการยุคพระพุทธเจ้า อาตมาจึงต้องซ้ำซากตลอดเวลา สม.กล้าข้ามฝัน ส.แสนดิน แหม่มพราวพุทธเล่าว่า...วันก่อนมีชาวศรีลังกาคนหนึ่งชื่อ Dr. Kalinga มาเยี่ยมชมพุทธสถานของเรา เขาได้รับมอบหมายจาก The International Buddhist Confederation (องค์กรชาวพุทธนานาชาติ)ให้ศึกษาว่าจะใช้สื่อสารอย่างไรในการเผยแพร่ศาสนาพุทธ + ช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของศาสนาพุทธเปลี่ยนแปลง เพราะคนรุ่นใหม่มีความรู้สึกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนางมงาย
และเหตุที่เขามาเยี่ยมสันติอโศกก็เพราะ เขาต้องการจะศึกษาตัวอย่างของชุมชนชาวพุทธสำหรับทศวรรษที่ 21
ตอนแรกเขาคิดว่าสันติอโศกคงจะเป็นชุมชนที่สงบและอยู่ห่างไกลเมือง แต่พอมาแล้วกลับกลายเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกับคนเมือง มีทั้งธุรกิจและโรงเรียน ซึ่งเขามองว่า นี่คือชุมชนตามอุดมคติของเขาเลย เพราะการปฏิบัติธรรมไม่ใช่การปลีกวิเวกไปนั่งสมาธิอยู่ในป่า หรือการทำพิธีกรรม หรือไสยศาสตร์อย่างที่ชาวพุทธทุกวันนี้
แหม่มได้เปิด Asoke at a Glance ให้เขาชม เขาบอกว่าเดือนมีนาคมปีหน้าจะมีสมาชิกของ The International Buddhist Confederation จากหลายประเทศ ประมาณ 60 คน มาเยี่ยมสันติอโศก เขาอยากให้เปิดสารคดนี้ให้พวกนั้นดูเพราะ "อธิบายเกี่ยวกับสาธารณโภคีกับบุญนิยมได้ดีมาก"
นอกจากนี้เขายังขอสารคดีของเราเอาไปลงใน website ของเขาด้วย
พ่อครูว่า…อาตมาจึงต้องแก้ความเห็นนี้ที่บอกว่าพระปฏิบัติคือพระออกป่าและต้องนั่งหลับตาสมาธิ เรียกว่า 99.99% เลยนะ 1.กายวิเวกเขาเข้าใจว่าต้องหลีกไปอยู่ป่า 2.จิตวิเวกคือต้องทำสมาธินั่งหลับตา ที่จริงการปฏิบัติจิตวิเวกก็ไม่ต้องไปนั่งทำ แต่ทำทุกเวลาอานาปานสติทุกลมหายใจเข้าออก แม้ว่าทำอาชีพอยู่ ทำการงานทุกอย่างอยู่ คุณกำลังพูดอยู่ คุณกำลังคิดอยู่ ก็ทำจิต อ่าน ให้รู้จักเวทนาในเวทนาเป็นกรรมฐาน มันจะมีกายกับจิต เวทนาเป็นตัวกลาง เวทนาเป็นเจตสิก ต้องเรียนรู้เวทนา เพราะความสุขความทุกข์หรือโลกุตระ มันอยู่ที่เวทนา ไม่มีเวทนานั้นไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ พรหมชาลสูตร ก็อาตมาได้เอามาอ่านขยายความ ท่านจะกระเตื้องไหมหนอ อาตมาย้ำแล้วย้ำอีก ว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ไม่ใช่อาตมาพูด ล. 9 ข. [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ส.เดินดินว่า...พวกเราอยู่ใกล้แม่น้ำมูลแล้วน่าจะเข้าใจมูลสูตรได้ดี หากไปเดินริมมูนสูดอากาศดีๆก็จะมีความยินดีได้ พ่อครูว่า...ใช่ ท่านเดินดินพูดไม่ผิดหรอก ก็ในมูลสูตรมีฉันทะ มีความยินดีเป็นมูล ถ้าการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ คุณไม่มีตัวแรกจริงๆเลยของมูลสูตร คือไม่มีความยินดี น้อยคนจริงๆจะมาศึกษาศาสนาพุทธอย่างยินดี คนที่เป็นคริสต์จะมาศึกษาศาสนาพุทธก็เพื่อความรู้เพิ่มเติม ความรู้ทางศาสนา เขาก็ศึกษาศาสนาพุทธรู้จักศาสนาพุทธดีบางคนก็กลายเป็นศาสตราจารย์เลย เราเป็นชาวพุทธ เราคล้ายเป็นคนหลงเทิดทูนศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นมาฟังก็จะรู้สึกว่าหลงตัวหลงตนยิ่งใหญ่อะไรต่างๆนานา อาตมาว่าเป็นธรรมชาติศาสนาคริสต์เขาก็หลงในพระเจ้าของเขา ว่ายิ่งใหญ่จริงๆมันเป็นสัจจะหนึ่งของความคิดเห็นที่จริงเท่านั้นเอง นอกจากคุณจะไม่ศรัทธาสิ่งนั้น คุณจะมีใจยินดี คุณจะมายินดีในศาสนาพุทธบ้าง ถ้าเขาเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดมีเหตุมีผลมีหลักฐานหาสัจจะจากความจริงอยู่ เขาจะย้ายจากศาสนาอื่นมาอยู่ศาสนาพุทธ ซึ่งก็มีให้เห็น เรื่องเปลี่ยนศาสนา มันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็มีบ้าง คนศาสนาพุทธ ไปเข้าศาสนาอื่นก็มีเยอะแยะง่ายด้วย เพราะว่าศาสนาพุทธะอิสระเสรีภาพทุกอย่างแต่ก็เป็นไปไม่ว่ากัน ไม่มีคอกกั้น ให้อิสรเสรีภาพมากที่สุด ศาสนาอิสลามดูเหมือนจะมีประชากรมากที่สุดนำหน้าศาสนาคริสต์ไปแล้วในโลกตอนนี้ ส่วนศาสนาพุทธมีจำนวนน้อยกว่า ยิ่งพุทธที่เป็นโลกุตระยิ่งมีน้อยใหญ่เลย เพราะว่ามันไม่ง่าย ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วว่า ผู้ที่จะเข้าสู่โลกุตรธรรมได้ เท่ากับเอาเล็บนี้จิกลงไปในดิน ได้ดินเข้ามานิดเดียว เทียบกับดินทั้งปฐพี มันน้อยกว่ากันมากเลย อาตมามาเกิดยุคนี้เอาโลกุตรธรรมาประกาศอธิบายได้พวกคุณมาเท่านี้ก็โพธิรักษ์เอ๋ยทำไมมีกุศลขนาดนี้ มีคนมาสนใจมีคนมานั่งฟังเกิน 5 คน ทุกวัน แม้แต่อาตมาลืมตาขึ้นมาตอนเช้าเดี๋ยวก็มานั่งล้อมเกิน 5 คน นั่งเก้าอี้ก็พูดธรรมะไป อย่าว่าแต่ตอนตื่นเลยตอนนอนก็อยู่กับธรรมะ คือมันไม่รู้จะอยู่กับอะไร มันอยู่กับธรรมะมันก็สบายดีแล้วมันก็เจริญดีทบทวนธรรมะ อย่างนอนนี่ยิ่งสบายทบทวนธรรมะไป ตอนหลับก็หลับ ไม่หลับก็ทบทวนธรรมะไป ก็ได้รายละเอียดที่เคยลืมไป บางอย่างดึงขึ้นมาไม่ได้ก็ดึงขึ้นมาได้เอาออกมา อธิบายเอาไว้ แต่ก่อนอาตมาต้องลุกมาโน้ต เดี๋ยวนี้ก็ปล่อยมันจำได้ก็จำได้ จำไม่ได้ก็จำไม่ได้ บางอย่างที่ละเอียดลึกซึ้งมันก็หลุดง่าย แต่ไม่เป็นไรสักวันหนึ่งก็คงขึ้นมาได้มีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสอันนี้แล้วก็มีเถรวาทะ ส่วนใหญ่จะเป็นของพระสารีบุตรอธิบายไว้ต่อเป็นข้อ 31 เป็นต้นไป
[31] คำว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้วมีความว่าทรงตรัสคำว่า เป็นผู้ข้องไว้ก่อน. ก็แต่ว่าถ้ำควรกล่าวก่อน กายเรียกว่า ถ้ำ. คำว่า กายก็ดี ถ้ำก็ดี ร่างกายก็ดี ร่างกายของตนก็ดี เรือก็ดี รถก็ดี ธงก็ดี จอมปลวกก็ดี รังก็ดี เมืองก็ดีกระท่อมก็ดี ฝีก็ดี หม้อก็ดี เหล่านี้เป็นชื่อของกาย. พ่อครูว่า...คำว่าข้องเป็นคำกิริยาเสริมระหว่างคำว่า คุหะยัง(ถ้ำ) และคำว่า สัตโต(สัตว์) คือสัตว์ผู้ข้องอยู่กับถ้ำ นรชนทุกวันนี้คือผู้ข้องทั้งนั้น แล้วข้องอยู่ในไหนก็คือคุหะยัง คือถ้ำ คำว่ากายเรียกว่าถ้ำ จบเลยนะ ข้องนี้แปลว่าผู้ไม่หลุดพ้น เพราะอะไร เพราะมีกิเลสมาก ปิดบังไว้แล้ว แล้วก็ยัง ขออภัยแปลให้ชัดๆ หน้าด้านนั่งอยู่ได้ นั่งทับอยู่ตรงนั้นแหละ ตรงที่หลุมนรกของเน่าของหมักหมม ไม่พอ หยั่งลงในที่หลง ตัวจิตยังทิ้งดิ่งในที่เน่านี้อีก นี่คือคำขยายคนที่ไกลจากวิเวก ก็เพราะกามทั้งหลายในโลกไม่เป็นอันที่นรชนละได้โดยง่าย ก็เพราะคุณหนีจากกามมาก่อน ซึ่งมันล้างได้โดยง่ายที่ไหน มันไม่ง่าย บอกแล้วบันไดขั้นต้นคุณก็ยังไม่ได้เลย คุณปีนให้ขาฉีกก็ขึ้นไปไม่ได้คุณต้องไปตามลำดับอันน่าอัศจรรย์ เพราะฉะนั้นคุณทำผิดลำดับอันน่าอัศจรรย์นี้แล้วคุณก็เป็นโมฆะไปเลย อาตมาเอาพระไตรปิฎกมาเปิดเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักเลย แต่เขาปฏิบัติอย่างเป็นลำดับขั้นตอนเละเทะไปใหญ่ หากอ่านทั้งหมดของสูตรนี้ จะพบว่าศาสนาพุทธทั้งหมดอยู่ในสูตรนี้ ต้องศึกษาให้เข้าถึงวิชชา 8 จรณะ 15 ให้สมบูรณ์แบบ ทำอย่างไร? ก็ขอสรุปว่าที่ท่านอธิบายในคุหัฏฐกสุตตนิทเทสก็รวมวิชชาจะระณะสัมปันโน ไว้
ขอยืนยันว่าศีล สมาธิ ปัญญา หรือ นี่เป็นการศึกษา 3 ของศาสนาพุทธมีเท่านี้แหละ ศีล สมาธิ ปัญญา ไตรสิกขาก็คือจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีอื่นเลย เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดไม่เริ่มต้นด้วยศีล คุณก็ปฏิบัติผิดแล้วตั้งแต่ต้น เพราะว่าไม่ได้เริ่มที่บันไดขั้นที่ 1 คือศีล แล้วยิ่งคุณไปปฏิบัติ ยึด ปัณกปฏิปทาคือ ข้อปฏิบัติที่ผิดอีก 3 แต่ต้อง ปฏิบัติ อปัณกปฏิปทา 3 คือข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด เพราะคุณไปเข้าป่าหลับตาปฏิบัติไม่มีสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไปหาอาจารย์ในป่าเก็บผลไม้ในป่ากิน ไม่มีสิ่งอุปโภคบริโภคที่มีในโลกนี้ทั่วไปแต่ไปอยู่ในป่ามีแต่ต้นหมากรากไม้เสือสิงห์ มันไม่มีเครื่องอุปโภคบริโภคที่จะประมาณโภชเนมัตตัญญุตา แล้วไปนั่งหลับตาปกติก็ไม่มีชาคริยานุโยคะ ก็โมฆะตั้งแต่ศีล ไม่มีการปฏิบัติ อปัณกปฏิปทา 3 เลย ก็ไม่ได้ปฏิบัติจรณะ 15 ศรัทธาคุณก็มิจฉาศรัทธาไปเชื่อลัทธินอกรีต ลัทธิออกป่า ลัทธิไปนั่งหลับตา ลัทธิถือเทวนิยม ลัทธิจะเป็นได้ปฏิบัติแค่ทิฏฐิ 62 ได้แค่อดีตกับปัจจุบันจะไม่มีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิเลย คือต้องมีปัจจุบัน จึงจะมี ทิฏฐธรรมนิพพาน ไปทำที่ในอดีต อนาคตไม่ได้ ก็จะได้อย่างที่ท่านตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร คำว่าไม่มีปัจจุบันก็ยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าอดีตไม่ใช่ความจริง อนาคตก็ยังไม่ใช่ความจริง ความจริงมีในปัจจุบันเท่านั้นสำหรับมนุษย์ คุณสัมผัสต้องมีเวทนาจริงๆ คุณไปนั่งหลับตาไม่มีเวทนาที่ไหนให้ปฏิบัติ ไม่มีผัสสะเวทนาก็ไม่เกิด แค่ความรู้ที่ว่าไม่มีผัสสะไม่มีเวทนาให้ปฏิบัติหรือต้องปฏิบัติเวทนาเป็นฐานแห่งการปฏิบัติในพรหมชาลสูตร ท่านใช้คำว่าฐาน หรือฐานะ มันจึงหมดสิ้นไม่เหลือเลยศาสนาพุทธ อาตมาก็มาให้สติแก่ผู้ที่หลงทิศทางเหลือเกิน ก็มาเข้าสู่พวกเรา ที่มีสัมมาทิฏฐิแล้วไม่ออกป่าไม่หลับตาปฏิบัติ แต่ลืมตาปฏิบัติ คำว่าปัญญาอีกคำหนึ่ง ในมหาจัตตารีสกสูตร ข้อ 258 ท่านยืนยันว่า ปัญญาจะเกิดได้ต้องมีองค์ 6 ปัญญาปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ จะมีได้ ต้องมี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ มัคคังคะ คือ ต้องมีมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติในขณะมีการงานอาชีพอยู่ ปฏิบัติได้ทุกกรรมกริยากัมมันตะ ปฏิบัติได้ขณะมีวาจา แม้แต่ในการขบคิด ก็ต้องขบคิดด้วย แต่การไปนั่งไม่ให้ขบคิด ทำไมถึงทำได้อย่างย้อนแย้งกับพระพุทธเจ้า เมื่อทำมิจฉาทิฏฐิไปแล้วตั้งแต่ต้น ไปนั่งหลับตาเป็นมิจฉาทิฐิตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าเป็นประธานในมรรคมีองค์ 8 องค์แห่งมรรค จะต้องมีสัมมาทิฏฐิที่เป็นประธานจึงจะปฏิบัติสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ได้ หรือทำอาชีวะที่หยาบกว่าเพื่อน เลิกมิจฉาอาชีวะได้ก่อนเลย ในมหาจัตตารีสกสูตรท่านตรัสไว้ชัดเจน มิจฉาอาชีวะ 5 เขาสอนกันที่ไหนในวงการศาสนาพุทธ ไม่สอน ไม่มี มีพูดบ้างมิจฉาวาจาทั้ง 4 แต่มิจฉาอาชีวะ 5 เขาไม่ค่อยพูดกัน การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร)
ตั้งแต่ลาภแลกลาภ อยู่ในวงการศาสนาพุทธเขาทำงานเอา ลาภแลกลาภทั้งนั้น มีรัฐบาลตั้งเงินเดือนให้พระด้วย เขาตั้งเงินเดือนให้พระเลย ตั้งแต่สังฆราชยันพระระดับล่าง มันไปกันใหญ่ นี่คือลาภแรกลาภ พาชาติทั้งชาติ ร่วมมือกันทำลายละเมิดคำสอนพระพุทธเจ้าหมด การที่พระมีเงินเดือนนี้ เขาไปเรียกเลี่ยงว่า นิตยภัต ก็คือเงินเดือนนั่นแหละ ซึ่งมันเสื่อมจนไม่รู้จะว่าอย่างไร แม้แต่ไม่ได้รับเงินเดือน พระที่ไม่ได้รับเงินเดือนก็มีก็เป็นพระลูกวัดเป็นพระชาวบ้านไปไม่ได้บริหาร ไม่ได้รับเงินเดือน แต่ก็ทำงาน เอาลาภแลกลาภ เช่นการเทศน์ก็รับเงินค่ากัณฑ์เทศน์ ไปกิจนิมนต์ไปสวดก็ได้ซอง ให้น้อยก็ว่าเจ้าภาพอีก คือยังยินดีในรายได้ในสิ่วดงแเปลี่ยน ไม่พ้นลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา เป็นมิจฉาอาชีวะ พวกเราอย่าว่าแต่สมณะเลย แม้แต่ฆราวาสเรายังทำงานไม่เอาลาภแลกลาภทำงานฟรี อยู่กันอย่างสบาย มาอยู่ในชุมชนชาวอโศกต้องทำงานฟรีกันทั้งนั้น ซึ่งรู้กันเป็นวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเล็กหรือใหญ่มาอยู่ในนี้ทำงานไม่ได้รายได้ให้หรอกทำงานเอาผลผลิตรายได้เข้ากองกลางหมด เราทำได้ตรงตามคำสอนศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า ข้อสูงสุด นิปเปสิกตา แปลว่ามอบตนในทางผิด ก็คือ แม้อย่างพวกคุณนี่ มาอยู่ที่นี่ก็ทำงานฟรี เสร็จแล้วก็ออกมาทำงานข้างนอก นั่นแหละนิปเปสิกตา ไปรับใช้ ยิ่งพวกเลอะเทะไปหาพวกอบาย มิจฉาวณิชชา ก็เป็นการมอบตนในทางที่ผิด คุณสะอาดได้แต่คุณเองยังไม่แข็งแรงพอ จะต้องไปพึ่งพาอาชีพ ที่ยังไปมอบตัวในทางที่ผิด นอกจากคุณเอา ลาภแลกลาภ คุณก็ยังไปส่งเสริมที่เขาปฏิบัติไปเชื่อทุนนิยมบางทีเป็นอบายมุขด้วย อย่างนี้เป็นต้น อันที่ 3 เนมิตกตา ท่านแปลเป็นไทยว่า ตลบแตลงคือยังไม่แน่ไม่นอนยังเสี่ยงอยู่ ก็คือผู้ที่เริ่มต้นปฏิบัติให้เกิดความมั่นคงให้เกิดความแน่นอน ให้เกิดความเที่ยงแท้ โดยปฏิบัติตามธรรมะพระพุทธเจ้า แต่คนปฏิบัติไม่ถูกปฏิบัติไม่เข้าใจ เช่นปฏิบัติ มีศีล แล้วปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาให้เกิดวิมุติ แต่ทุกวันนี้ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาไม่ได้เกิดวิมุต เพราะไม่ได้เกิดการปฏิบัติศีลสมาธิที่สัมมาทิฏฐิ ปัญญาจึงไม่เกิด อธิปัญญาไม่เกิด การถือศีลก็ปฏิบัติตามจารีตประเพณี ไปเข้าวัดไปรับศีล พระก็ถือว่าตัวเองมีศีล ก็มะยังภันเต ศีล 8 ศีล 5 ไปตามจารีตประเพณี ไม่เข้าใจว่าปฏิบัติศีลจะต้องมีการสัมผัสทั้ง 6 มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6โภชนมัตตัญญุตามีชาคริยานุโยคะ การปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 ข้อ ไปนั่งหลับตาก็ไม่ใช่การปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 ข้อนี้ อปัณกปฏิปทา เขาไม่ได้เน้นเรื่องนี้เลย ให้มีสัมผัสเป็นปัจจัย มีศีล มีการประมาณในการอุปโภคบริโภค อ่านกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ถ้าคุณเข้าใจกายกับจิต แยกกายกับจิตได้อย่างลึกซึ้งแล้วทำใจในใจของคุณได้ลึกซึ้ง ทำได้เป็นมรรคผลเลย คุณแยกกายในกายแยกจิตในจิต หรือแยกกายแยกจิต สามารถที่จะไม่ให้จิตมันเกิดในกาย ในกายทำใจในใจ(มนสิการ)ให้จิตของคุณเป็นพีชธาตุ มีธาตุจิตรู้คุมเป็นโลกุตระเลยให้จิตมันมีอภิสังขารปรุงแต่งอยู่อย่างพีชะ ถ้าจิตของคุณทำให้เกิดพีชธาตุได้ถาวรเลยคุณเป็นพระอรหันต์ เป็นธาตุอุเบกขา ยิ่งปฏิบัติฌาน 4 ได้อย่างโดยไม่ยากไม่ลำบากเลยนั่นแหละคุณบรรลุพระอรหันต์ อาตมาเคยเป็นเถระในยุคนั้นมาในยุคนี้เป็นสยังอภิญญา อาตมาไม่ได้อุตริมนุสธรรมที่มีในตนขอยืนยันว่ามีในตนเอามายืนยันประกาศมาพูด ที่อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาเป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) มีหลักฐานคืออาตมาอธิบายสัมมาทิฏฐิ 10 นี้ได้และพาพวกคุณปฏิบัติตามสัมมาทิฐิด้วย สมาธิที่ได้มรรคผล สัมมาทิฏฐิ 10 ที่เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).
ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ มารดา มี (อัตถิ มาตา) บิดา มี (อัตถิ ปิตา) สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257)
ทุกวันนี้ศาสนาพุทธของเถรสมาคมสำนักใหญ่ถ้าไม่มีลาภยศสรรเสริญโลกียสุขจะอยู่ได้ไหม ก็ไม่ได้ แต่ชาวอโศกอยู่ได้ เข้าใจฐานะการอยู่อย่างรู้ สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ สรุปแล้ว อยังโลโก ปโรโลโก เขาก็ไม่รู้ว่าโลกอื่นที่มียังมีโลกโลกุตระอยู่นะ คำว่าอื่นมีอีกคำคืออัญญา จะรู้โลกอื่นต้องมีอัญญธาตุ อย่างอัญญาโกณฑัญญะที่เกิดธาตุรู้ขึ้นเป็นคนแรกในโลก เกิดจิตเข้ากระแส มีปัญญามีธาตุรู้อันยิ่ง อัญญาสิวตโภโกณฑัญโญ พระพุทธเจ้าจึงอุทานอย่างนี้ ผู้อยู่ในโลกีย์ไม่มีปัญญาหรอกมีแต่เฉโก ปัญญาของพุทธนี้ เป็นความรู้อันยิ่งที่ไม่ใช่ความรู้แบบโลกีย์ที่เขารู้กันทั่วไปมันเป็นความรู้อีกชนิดเลย แค่นี้ก็ต้องแยกให้ชัดเจนรู้ให้ได้ หากแยกแยะไม่ชัดเจนรู้ไม่ได้ก็ไม่มีทางที่จะเดินต่อ ไม่มีทางที่จะปฏิบัติธรรมให้บรรลุไปหาโลกุตระได้ ที่อาตมาต้องเน้นโลกุตระก็เพราะว่ามันเป็นเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ ถ้าไม่มีโลกุตระมันก็วนเวียนอยู่กับดีกับชั่วก็ไม่มีปัญหา คนที่จะสอนความดีความชั่วคนที่จะสอนโลกียะ พยายามให้ละความชั่วปฏิบัติความดี ศาสนาไหนเขาก็สอน ก็ไม่ต้องอาศัยพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แล้วสอนหรอก สอนให้ทำดีตามสังคมเขาสมมุติ ว่าอย่างนี้เขาถือว่าดี โดยเฉพาะกฎหมายแต่ละประเทศบัญญัติไว้ว่าดีอย่างไรก็ดีตามกฎหมายอย่าไปผิดกฎหมาย แม้แต่วัฒนธรรม ของแต่ละประเทศอย่างนั้นเขาถือว่าดีแต่ที่นี่บอกว่าไม่ไหวทำอย่างนั้นไม่ได้ ในการแสดงออกอย่างนั้นอย่างนี้วัฒนธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ต้องเอาอะไรมาก วัฒนธรรมของไทย ลูกอย่าไปเล่นหัวพ่อแม่ แต่ทางโน้นเขาไม่มีปัญหาเลยเขาไม่ถือสา จะสังคมตะวันตกลูกจะเล่นหัวพ่อแม่ก็ถือว่าเป็นความสนิทสนม อย่างนี้เป็นต้น แต่วัฒนธรรมไทยลูกมาเล่นหัวพ่อแม่ไม่ดี เพราะฉะนั้นทุกวันนี้หลวมๆ ลูกมาเล่นหัวพ่อแม่ได้ แต่โบราณไม่ได้ ขอสรุปเข้าเป้าคือ เราต้องพยายามปฏิบัติตนให้บรรลุโลกุตรธรรมให้มากจนคนตาบอดเห็นได้ มันถึงจะทำให้มนุษย์ทางโน้นเขาว่าอย่างนี้เหรอ ตอนนี้มันยังเลยอาตมาถึงว่าตายเลย ส.เดินดินสรุปจบ 621025_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิบัติวิชชาจรณะพาออกจากถ้ำ