สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิของพระพุทธเจ้าต้องมีอปัณกธรรม 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิของพระพุทธเจ้าต้องมีอปัณกธรรม 3 สมาธิของพระพุทธเจ้าคือ จิตที่ตั้งมั่นสั่งสม ปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้วก็ได้ผลสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสจริงๆ ถึงขั้นไม่มีอาสวะถอนอาสวะสิ้น จิตสะอาดก็ตกผลึก อเนญชา ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อนุรักขณาปธาน เป็นจิตที่ตั้งมั่นสมบูรณ์แบบ จิตที่เป็นสมาธิคือจิตที่เป็นผลจากการปฏิบัติวิชชาจะระณะสัมปันโน และวิชชา 8 จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นพุทธคุณของศาสนาพุทธ เป็นของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องตรัสรู้วิชชาจะระณะสัมปันโน ไม่อย่างนั้นไม่มีสมณะ 4 เหล่า ไม่มีมรรคผลนิพพาน จิตที่เป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา สิ้นอาสวะเป็นฐานอุเบกขา เป็นฌานที่ 4 จิตที่สะอาดตกผลึกสั่งสมแข็งแรงตั้งมั่นเป็นสมาธิที่สมบูรณ์แล้ว สมาหิโต เป็นจิตที่ถูกต้องปฏิบัติได้จริง มีสมณะเราองค์หนึ่งอาตมาตั้งฉายาว่า สมาหิโต อย่าหลงตนว่าสมาหิโตแล้วหลงยึดมั่นถือมั่นโดยไม่ทำตนไม่พยายามตรวจสอบ สอบทานความจริงของตนเองให้ได้ นี่ก็เตือนสติ ท่าทางท่านจะเอนเอียงไปทางหลงไป ถ้าไม่หลงก็ดี ก็เตือนไว้ หลงได้จริงๆ จะเสียแน่ จะบ้าเอาด้วย สัมมาสมาธินี้คุณจะต้องรู้จักว่าสมาธิของพระพุทธเจ้า ต้องมี อปัณกธรรม 3 ถ้าคุณปฏิบัติไม่มีสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โภชเนมัตตัญญุตาชาคริยานุโยค เป็นการตื่นไม่ใช่การหลับ ตื่นลืมตาไม่ใช่ไปหลับตา 3 ข้อนี้ก็เห็นผิดกันแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ศาสนาพุทธสมาธิที่เกิดจาก 3 ข้อนี้ไม่มี ไม่ใช่ของพุทธ ปฏิบัติ 3 ข้อนี้จึงจะเกิด สัทธรรม 7 เกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา สั่งสมเป็นฌาน 4 และวิชชา 8 เมื่อเกิดฌาน 4 และวิชชา 8 เป็นอาสวักขยญาณที่เป็นวิชชาสุดท้าย หมดมีญาณที่สิ้นอาสวะเกลี้ยง จิตอย่างนั้นจึงตกผลึกเป็นจิตที่ อเนญชา ควบแน่นเป็
อ่านต่อ
นจิตที่แข็งแรง อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา นี่คือสมาธิของศาสนาพุทธต้องมีศีลต้องมี อปัณกธรรม 3 จึงเกิดสัทธรรม 7 ฌาน 4 วิชชา 8 หลับตานั้นไม่มีอปัณกธรรม 3 โมฆะจากศาสนาพุทธ ปฏิบัติผิด ศรัทธาที่เกิด คุณสัมผัสแล้วยังเกิดกิเลสคุณก็มีความละอายว่ากิเลสที่ยังมีอยู่ เมื่อปฏิบัติได้สูงขึ้นก็ โอตตัปปะ เลิกละเว้นได้ จึงเกิดพัฒนาการเป็นพหูสูต คือ พาหุสัจจะ เป็นผู้ที่พัฒนามีความจริงมากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นเช่นนั้นยืนยัน คุณละอายกิเลสคุณเกิดกิเลสแล้วก็ฆ่ากิเลสด้วยความเพียร จนกระทั่งเป็นผลเป็นพหูสูต ไปเรื่อยๆ ได้ผลอย่างนี้ก็ยิ่งมีวิริยะสติปัญญาแข็งแรงจริงจัง เป็นอิทธิบาท 4 มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีวิริยะสติปัญญามีอินทรีย์พละ ศรัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญา ในจรณะ 15 ไม่มีคำว่าสมาธิเพราะว่าสมาธิเป็นผลของ จรณะ 15 วิชชา 8 หากปฏิบัตินอกจากจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีสมาธิของพุทธเกิด สรุปเป็นศีลสมาธิปัญญาก็เป็นกระบวนการที่สั้นลง ก็คือจรณะ 15 วิชชา 8 สมาธิไปนั่งหลับตาเป็นเรื่องนอกรีต อ้างอิงหลักฐานจากพระไตรปิฎกนั่งหลับตาไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ตั้งแต่พรหมชาลสูตร ไม่มีปัจจุบันชาติไม่มีทิฏฐกาละ หลับตามีแต่อดีตกับอนาคตมันมีแต่สัญญาก็ได้แต่ความรู้ในสัญญา ปัจจุบันมันต้องลืมตาแล้วมีสัมผัส มีจักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลกแสงสว่าง จึงจะเกิดปัญญาแท้ แต่การบอกว่าไปนั่งหลับตาอย่าไปนึกคิดอะไรแล้วปัญญาจะเกิดขึ้นเองอย่าไปนึกคิดอะไร การนึกคิดนั้นนั้นปัญญาเกิดขึ้นไม่ได้ ความคิดของอาจารย์บูรพา ผดุงไทย เขียนอยู่ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ก็ได้แต่น่าสงสารพากันผิดได้บาป อาจารย์บูรพาก็ไม่น่าจะเป็นคนที่ไม่มี ปรโตโฆษะ หากว่าฟังอาตมาจะได้มีโยนิโสมนสิการ จะได้รู้ว่าที่ทำกันอยู่นั้นเป็นการทำใจในใจที่ผิดนะ สมาธิที่เกิดจากการทำในใจที่ผิด นั่งสะกดจิตก็เป็นแบบนี้ เดียรถีย์ ไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นสมาธิ แต่มันเป็นแบบมิจฉาทิฏฐิ หากว่าโยนิโสมนสิการไม่ได้ คุณไม่เกิดประโยชน์ ไม่เป็นอะไรได้เลย หากไม่เข้าใจโยนิโสมนสิการอย่างสมาธิที่แท้ คุณจะไม่สามารถปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ เพราะว่าโยนิโสมนสิการจะเป็นข้อที่ 7 ของแสงอรุณทั้ง 7 คือคุณต้องพบมิตรดีสัตบุรุษก่อน คุณรู้เองสู่รู้ไม่ได้ โลกนี้คุณต้องหาสัตบุรุษให้ได้ อัตถิโลเก ขออภัยอาตมาเป็นสัตบุรุษไม่ได้พูดว่าตัวตนแต่ยืนยันความจริง ควรปรโตโฆษะได้ เพราะอาตมาอธิบาย แสงอรุณ 7 หากตีทิ้งอาตมาก็เข้าใจสัมมาทิฏฐิทั้ง 10 ไม่ได้ แล้วก็จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ให้เกิดสัมมาสมาธิไม่ได้เพราะว่าสัมมาทิฏฐิเป็นประธานของมรรคมีองค์ 8 สมาธิจึงเป็นผลจากการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ในมหาจัตตารีสกสูตร พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติตั้งแต่สัมมาทิฏฐิเป็นองค์ประธาน แล้วจะมีสัมมาสติสัมมาวายามะเป็นองค์ห้อมล้อมสัมมาทิฏฐิ เพื่อไปปฏิบัติสังกัปปะ วาจา กัมมันตะอาชีวะ กำลังทำอาชีพกำลังทำการงานกำลังพูดจากำลังนึกคิดอยู่ก็ปฏิบัติได้ไม่ใช่หยุดนึกคิด แล้วก็ให้มีจิตที่พยายามมีวิปัสสนาญาณ คือญาณรู้เห็นแยกธรรมะสอง ในขณะที่มันมีเหตุปัจจัย มีผัสสะเป็นปัจจัยมีกายเวทนาจิตธรรม แต่นั่งสมาธิหลับตาไม่มีกายภายนอกมันก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะไปปฏิบัติธรรมอะไรได้เริ่มต้นเข้าใจกายแต่เพียงภายนอก ทั้งๆที่กายต้องมีภายนอกและภายในด้วยขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้ แต่คนตัดทิ้งเอาแต่กายภายนอกและจิตอยู่ภายในสมาธิก็เอาแต่จิต แต่สมาธิของพระพุทธเจ้ามีทั้งจิตทั้งกาย เป็นองค์ธรรม 2 เทวธัมมา พากเพียรปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 จึงจะเกิดพระอริยบุคคล บุคคล 4 บุคคล 8 ได้ ไม่เช่นนั้นมันไม่เกิดมันไม่มีมันไม่เป็น โยนิโสมนสิการ แปลว่าการทำในใจอย่างถูกต้องลงไปถึงที่เกิดเหตุ ถึงหทยรูป จับอาการจิตได้ แยกแยะกิเลสออกมาได้ แยกได้ถูกต้องแล้วกำจัดกิเลสได้ เช่นคุณทำทาน คุณตามจิตคุณไม่ได้ คุณทำทานตามจารีตประเพณีแล้วก็บอกว่าจะได้บุญ แต่คุณทำใจในใจอย่างไรก็ทำทานแล้วเปล่งอะไร ขอให้มีได้สมบัติสวรรค์ ทั้งร่ำรวย อายุ วัณโณ สุขัง พลัง ซึ่งมันยังมีความหวังยังมีการต้องการสิ่งตอบแทนจะได้ ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ สมณะฟ้าไท สรุปจบ 621023_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สมาธิของพุทธเป็นผลจาก จรณะ 15 วิชชา 8