660329 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอน 1 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
660329 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอน 1 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53004.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1P1_Po1t2kTeDv3RioO6WG8dHAICJeTIU/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1hFQsLs37L0xiSecxT0zeEsmOF66uvsd0/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/92hUPjXTcaM และ https://fb.watch/jzYtuos5Ek/
สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 29 มีนาคม 2566 วันขึ้น 8 ค่ำเดือนห้าปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เทศนาที่ชั้น 3 อาคารศูนย์สูญ วันก่อนได้ฟังพ่อครูพูดถึงคนเราตกเป็นทาสของเงินๆทองๆ มีอุปมาของท่านดาไลลามะไว้อย่างน่าคิดว่า มนุษย์เรานี้ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อที่จะให้ได้เงินมา ทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่ได้หลับได้นอน ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อให้ได้เงินมา แล้วก็ต้องยอมสูญเสียเงินตราเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ และเฝ้าเป็นกังวลกับอนาคตจนไม่มีความรื่นรมย์กับปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นจริงๆคือเขาไม่ได้อยู่กับปัจจุบันหรือแม้กระทั่งอยู่ในอนาคต เขาดำเนินชีวิตเสมือนหนึ่งว่าเขาไม่เคยมีวันตาย และเขาก็ตายอย่างไม่เคยมีชีวิต เหมือนคนปัจจุบันดิ้นรนหาเงิน ถามว่าหาเงินไปทำไมก็เพื่อส่งไปธนาคาร กู้มาเยอะแยะ ส่วนแก่ตัวมาก็กู้เงินมาเพื่อส่งโรงพยาบาล ชีวิตนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง หาเงินเพื่อส่งธนาคารกับส่งโรงพยาบาล ก็เลยตายอย่างไม่เคยมีชีวิต เห็นบางคนร่ำรวยในเมืองไทยที่รวยมากๆ คุณโทนี่คิดว่าจะกลับมาติดคุกหลังการเลือกตั้ง เพราะเขาเทียบเคียงว่า ผ่านมา 6-7 ปีอยู่ต่างประเทศ เสมือนกับติดคุกใหญ่ ที่ติดคุกใหญ่เพราะว่าไม่ได้ไปอยู่กับลูกกับเมียกับครอบครัวเลย ดังนั้นถ้าจะมาต
อ่านต่อ
ิดคุกเล็กก็คิดว่า หลังเลือกตั้งก็จะมาได้ แต่คุณจตุพรบอกว่าคุณพูดอย่างนี้มา 7-8 ครั้งแล้ว คุณโกหกมา 7-8 ครั้งแล้วจะมาโกหกต่อ แต่ที่เขาว่าชีวิตเขาติดคุกก็น่าจะติดเหมือนกัน เงินหลายแสนล้านที่โกงไป ไม่เคยทำให้เขาอยู่กับปัจจุบันหรือมีชีวิตน่ารื่นรมย์เลย เขาพยายามเอาเงินมาปล้นประเทศไทยแสวงหาอำนาจให้ได้ร่ำรวยต่อไปอีก ชีวิตของเขาดิ้นรนยอมเสียสุขภาพทุกอย่าง ยอมเสียสุขภาพทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน คนรวยก็จะทำทั้งความเลวและความโง่เป็นความไม่รู้จบ วันนี้เรามาเรียนเศรษฐกิจโลกุตระเพื่อให้วิ่งไปหาเศรษฐกิจที่รู้จบ จะได้ช่วยเหลือคนอื่นได้อีกด้วย พ่อครูก็พูดทุกมุม ทั้งเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และการเมืองเพื่อให้แต่ละชีวิตรู้ความจบของแต่ละชีวิต วันนี้เราคงจะได้มาฟังสัจจะจากพ่อครูต่อ ขออาราธนาพ่อครูครับ พ่อครูว่า... เจริญธรรมทุกคน SMS วันที่ 27 มี.ค. 2566
เงินที่ได้มาโดยสุจริตไม่เบียดเบียน มีหรือไม่ _ดวงกมล ก้อนทอง · เงินที่ได้มาอย่างไม่เบียดเบียนและสุจริตมีได้ไหมเจ้าค่ะ เพราะโลกียะยังต้องใช้อยู่เจ้าค่ะ พ่อครูว่า... เข้าใจนึกจนกระทั่งอาตมา ต้องคิดเหมือนกันนะว่าเงินที่มันได้มาอย่างไม่เบียดเบียนและสุจริตนี้มีได้ไหม เพราะโลกียะยังต้องใช้อยู่ ที่จริงโลกุตระเขาก็ใช้เงิน แต่ว่าเขาก็ใช้อย่างสบายแล้ว ไม่ต้องไปกังวลเรื่องเงินมากนักไม่ต้องไปวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ คนโลกุตระอย่างสังคมชาวอโศก เป็นคนที่เห็นอดีตเป็นเครื่องชี้ทุกข์ เป็นคนที่เห็นอดีตเป็นเครื่องชี้ทุกข์ และก็ไม่กังวลกับอนาคต อยู่กับปัจจุบันที่สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ เอ๊.. จริงไหมนี่ อาตมาพูด เป็นลมๆแล้งๆ ฝันเพ้อไปหรือเปล่า ...โยมว่าจริง สังคมไหนหนอเป็นอย่างนี้ สังคมหมู่กลุ่มมนุษยชาติ ชุมชนที่มีอย่างนี้มีด้วยหรือ ..โยมว่ามี มีอยู่ที่ไหน อยู่ที่ชาวอโศก เป็นสิบๆแห่งหลาย 10 แห่งอยู่ ที่นี้เงินที่ได้มายังไม่เบียดเบียนและสุจริตนี้มีได้ไหม มี ท่านเรียกโดยศัพท์วิชาการว่า ลาภที่ได้มาโดยธรรม ลาภธัมมิกา คือ เรามีสิทธิ์ในข้าวของ ที่จะเอาไปแลกเปลี่ยนหรือขายให้ได้เงินแลกเปลี่ยนมา ของนั้นเป็นของเราโดยสิทธิของเราอย่างแท้จริง ไม่ได้ไปเกี่ยวโยงคนนั้นคนนี้ แม้แต่จะเป็นญาติพี่น้อง เป็นญาติโกโยติกา มันชัดเจนว่าเป็นอิสระของเราเด็ดขาด เราก็ขายได้ เงินนั้นได้มา 1. ขายได้ และต้องขายอย่างอย่าไปเอาเปรียบ ถ้าจะเป็นความสุจริต ต้องอย่าไปเอาเปรียบ ขายเท่าทุนและต่ำกว่าทุน เงินนั้นจะสุจริต ถ้าคุณขายเกินทุน ไม่สุจริตแล้ว ฟังให้ดีๆ จะมีคนทำไหมอย่างนี้ ... มี คนที่ขายอย่างนี้ได้ก็เพราะว่า เราทำงานนี่นะ อย่างชาวอโศกเราปฏิบัติ เราขายของไป ของที่ขายเราผลิต หรือแม้แต่เราไปซื้อของคนอื่นมาก็ตาม เราไม่ได้คิดค่าแรงงาน ดีไม่ดีเราไม่คิดค่าโสหุ้ย แล้วเราก็ขายไป ขายขาดทุนหรือขายเท่าทุน นี่เป็นเงินสุจริตได้แน่นอน จะว่าไปแล้วมีเสียสละอยู่ในนั้นแล้ว นี่เป็นการพิสูจน์คนว่า คนอยู่ในโลกนี้จะเสียสละค่าแรงงานของเราโดยเราไม่คิดเลย นี่แหละคือของแท้สุจริต คนขยันมาก สร้างสรรค์ผลผลิตได้มากๆ หรือว่ามีคุณภาพดีๆ แต่เราขายของที่ราคา แทนที่จะโก่งราคาแพงเพราะของเราดี..ก็ไม่ เราขายราคาอย่างต่ำกว่าราคาตลาดด้วย นี่คือนักเศรษฐกิจชั้นหนึ่ง หรือนักเศรษฐกิจชั้นสูง ระบบทุนนิยมคิดไม่ออกหรอก เขาจะไม่ประพฤติอย่างนี้ เขาก็รู้นะพูดจริงๆเขาก็ไม่ได้โง่จนกระทั่งไม่รู้ว่าอันนี้มันดี ที่จริงมันไม่ใช่ดีเท่านั้นนะ มันเป็นการลดกิเลสตัวตน ลดกิเลสการเห็นแก่ตัวอย่างแท้จริงด้วย แต่เขาคิดเรื่องอย่างนี้ไม่ออก เขาไม่เห็นคุณค่าของการลดกิเลส ลดความเห็นแก่ตัว เขาไม่เห็นว่าอย่างนี้ราคาแพง การลดกิเลสได้หรือการไม่เห็นแก่ตัวนี้ราคาแพงกว่าอย่างนับไม่ถ้วนเลย ในความเป็นชีวิตมนุษย์ที่เกิดมา จะรู้หรือเปล่า ยิ่งมีความรู้ถึงขั้นมีปรมัตถธรรม อ่านจิตตัวเองได้เลยว่า เราลดลงได้ตามที่เราเข้าใจไหม จิตของเรารู้เลยว่าเราได้ลดกิเลสและเราได้เสียสละ เราขาดทุนของเราให้แก่สังคม ขาดทุนของเราคือเราได้ จะเรียกว่ากำไรก็ได้จะเรียกว่า “ได้” ก็ได้ เราได้ประโยชน์เราได้สิ่งที่ควรได้ ถ้าคนเข้าใจอย่างนี้ ชีวิตมีหวังนิพพาน จริงนะ มีหวังนิพพานเลย ไม่ใช่มีหวังแบบธรรมดาง่ายๆ
อ่านรูปนามจากสติปัฏฐาน 4 จนถึงโพธิปักขิยธรรม _แว๋ว อำนาจ · ลูกพยามเรียนรู้อ่านรูปนามสติปัฏฐาน ๔ อยู่แทบทุกขณะค่ะ วิบากลูกยังเยอะค่ะ ขอเพียรปฏิบัติอยู่ข้างนอกก่อนนะคะ พ่อครูว่า... จะปฏิบัติอยู่ข้างนอกหรือปฏิบัติอยู่กับหมู่กลุ่มชาวอโศกก็ตาม ถ้าปฏิบัติถูกต้อง เข้าใจทฤษฎีของพระพุทธเจ้า วิธีการที่ถูกต้อง คุณใช้คำว่า พยายามเรียนรู้ อ่านรูปนาม แล้วก็มีคำว่าสติปัฏฐาน 4 ก็ขอขยายคำว่า รูปนามกับสติปัฏฐาน 4 ให้เข้าใจกันขึ้นอีก แถมให้ รูป คือ สิ่งที่สัญญา เจตสิกของเราอันหนึ่ง มันทำงานกำหนดรู้ ฟังให้เข้าใจเป็นพื้นฐานดีๆนะ รู้รูปที่เห็นด้วยตา รูปที่ได้ยินด้วยหู รูปที่ได้กลิ่นด้วยจมูก รูปที่ได้รสทางลิ้น รูปที่มีกายสัมผัส เรียกว่า โผฏฐัพพะ สัมผัสภายนอก เราก็รู้รูปนั้น คนที่มีประสาทครบทั้ง 5 ทวาร ได้สัมผัสกับรูปภายนอก แล้วก็เกิดรูปภายใน รูปภายในก็เป็นนามธรรมของเรา นี่คือรูปนาม คนจะต้องรู้รูปนาม คนรู้รูปนามคือคนที่รู้จักวิญญาณ ถ้าคุณเองคุณคิดไม่ออก ไม่มีความรู้ คุณก็จะแยกรูปแยกนาม หรือแยกภายนอก แยกภายในไม่ออก เรียกว่า 2 อย่าง แยกไม่ออกก็เรียกว่า อายตนะที่อวิชชา มันรวมอยู่ในนั้นเป็นหนึ่ง เป็นอายตนะที่อวิชชา เพราะฉะนั้นผู้ใดที่สามารถแยกรูปแยกนามออก และก็แยกสิ่งที่มันเป็นอายตนะนี่แหละ มันมีทั้งภายนอกมีทั้งภายใน เชื่อมกันอยู่ต่อกันอยู่ไม่ได้ขาดจากกัน พอมีตาสัมผัส รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ภายนอกแต่ละคู่แต่ละคู่ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน เป็น 2 แล้วคุณก็สามารถที่จะไม่งมงายกับ 2 นี้มั่วเลยเป็น1 ไม่งมงายแล้ว มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สามารถมีประสิทธิภาพเลยแยกออก ว่าอะไรเป็นภายนอกอะไรเป็นภายใน อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม ลึกเข้าไปกว่านั้นผู้มีสติปัฏฐาน 4 จะพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ฟังให้ดีนะต่อเนื่องกันนะ มีความรู้รูปนามแยก 2 สภาวะ แยกภายนอกภายในออกแล้ว ก็จะมาพิจารณากาย คำว่ากายต้องมีทั้งภายนอกและภายใน คนที่เข้าใจว่า กายมีแต่เพียงภายนอกไม่มีภายใน มิจฉาทิฏฐิ คนที่เข้าใจว่ากายมีแต่ภายในไม่มีภายนอก ยิ่งมิจฉาทิฏฐิหนักเลย กายมี 2 สภาวะเสมอ และคำว่า กาย นั้นจะต้อง ภายในหรือจิตวิญญาณ จิต มโน วิญญาณ เป็นประธาน สำคัญที่ประธาน และไม่ขาดกันนะกับภายนอก ไม่ขาดกับวัตถุภายนอกที่เราสัมผัสอยู่ด้วย เมื่อเข้าใจกายแล้ว แน่นอน คำว่าภายนอกกับภายใน ต้องมี 2 ใช่ไหม เมื่อกล่าวว่ากายในกาย มันก็ต้องมีกายนอก โดยปริยาย ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เมื่อคุณมีใน คุณก็ต้องมีนอก คู่กันเสมอ เมื่อสัมผัสกายแล้วจึงพยายามเน้นเข้าไปหาใน ในเชื่อมต่อโยงเข้าไปตัวที่จะเรียนรู้ต่อคือ เวทนา คือความรู้สึกหรืออารมณ์ เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถแยก กายิกเวทนาได้ แยกเจตสิกเวทนาได้ เวทนามี 108 อันนี้เป็นคู่ที่ 1 มี 2 แยกได้ กายกับจิตไม่ได้แยกกัน แต่ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์บริบูรณ์ มีภูมิปัญญาสามารถมีสติสัมโพชฌงค์ สามารถมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ฝึกเรียนภาคเรียนสัมผัสแล้วแยกได้ เมื่อแยกออกแล้วเวทนาในเวทนา รู้แล้วว่าเวทนาแยกได้เลยว่ามันมีเวทนาแท้กับเวทนาเก๊อีก แล้วเวทนาเก๊นั้น แยกเข้าไปอีกถึงจิตในจิต เพราะทำไมมันเก๊ มันต้องมีอะไรมาทำให้เก๊ ก็คือจิต จิตอวิชชา จิตโง่ๆ จิตที่ไปหลงราคะ โทสะ โมหะ ไม่รู้จักการทำให้ราคะลดหรือไม่มี โทสะลดหรือไม่มี โมหะลดหรือไม่มี ตามหลัก เจโตปริยญาณ 16 ไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ ไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่รู้เจโตปริยญาณ 16 ไม่มีสิทธิ์ที่จะบรรลุอรหันต์ ไม่มีสิทธิ์ คุณจะรู้ชัดเจนเหมือนอย่างอาตมาพูด ตามตำราตามหลักคำสอนพระพุทธเจ้าเลยนะ อาตมารู้ชัดรู้ความรู้ทุกตัวละเอียด แม้คุณไม่รู้ได้เก่งเท่ากับอาตมา คุณก็ต้องแยกแยะได้อย่างน้อยตระกูล 3 กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ แล้วสามารถรู้มันบ้าง มันไม่คมไม่ชัดมันไม่แม่นเท่าไหร่ก็ตาม แต่รู้ถูกตัวมันบ้าง แล้วเวลาปฏิบัติคุณก็ทำราคะให้มันลดได้ ทำให้โทสะ ทำให้โมหะมันลดได้ เป็นลำดับไป ตามที่ท่านไล่ เจโตปริยญาณ 16 ซึ่งมีแต่ละคู่ๆ ไปตั้งแต่ สังขิตฺตํจิตตํ วิกขิตฺตํจิตตํ มหัคตะ อมหัคตะ สอุตระ อนุตระ สมาหิตะ อสมาหิตะ วิมุติ อวิมุติ ผู้สามารถบรรลุพยัญชนะความหมายของมันได้ เข้าใจแล้ว แล้วสามารถปฏิบัติ ภาษาก็รู้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่รู้ภาษาดีพอ มันละเอียด คุณก็ทำละเอียดไม่ได้ อรหันต์ไม่ใช่ได้แค่หยาบๆ อรหันต์ต้องละเอียด เพราะฉะนั้นต้องมีโพชฌงค์ 7 สำคัญ มีโพธิปักขิยธรรม 37 ถูกต้องบริบูรณ์ แล้วคุณต้องมีโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 เป็นหลักแกนใหญ่แล้วก็ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ด้วยอิทธิบาท เวลาปฏิบัติก็ใช้สัมมัปปธาน 4 สังวรปธาน ปหานปธาน สังวรปธานคือ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ต้องสำรวมสังวรณ์อินทรีย์ 6 นะ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา แล้วก็แยกมีธัมมวิจัยแยกกิเลสได้ ประหารกิเลสได้เป็นปหานปธาน พากเพียรประหารกิเลส ผลถึงจะเกิดเรียกว่า ภาวนาปธาน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วก็ภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ มันมิจฉาทิฏฐิแท้ นั่งภาวนาพุทโธเป็นมิจฉาทิฏฐิแท้ ไม่ได้มีสัมมัปปธาน 4 เพราะฉะนั้นจะปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ไม่ได้ ไม่มีกาย นั่งหลับตาแล้วกายไม่มี ไม่มีเวทนาจะเชื่อมไปหาจิตไปหาธรรมะไม่ได้ ไม่มี อิทธิบาท 4 พากเพียรหลับตา แล้วก็บอกว่านั่งจนก้นแตกก็แตกตายฟรีๆด้วย ไม่ได้มรรคได้ผลอะไรเลยด้วย นอกจากไม่ได้มรรคได้ผลแล้วยังได้อวิชชา ได้มิจฉาทิฏฐิ ติดไป ตายไปแล้วก็งมงายลงนรกไป นรกก็คือที่ไม่ผุดไม่เกิดง่ายๆ ไปรับวิบากที่มันเป็นวิบากที่ไปสร้างอะไรต่ออะไร ทุกข์ๆร้อนๆไปในภพไหนก็แล้วแต่ แม้แต่เกิดมาเป็นคน ได้ร่างคน ก็จะทุกข์ร้อนเป็นนรก ตายไปแล้วก็ไม่ต้องไปคิดว่าไปลงนรกแบบไหน แต่มาเกิดเป็นคนก็มีวิบากที่มันผิดพลาด มันเป็นผลวิบากบาป คนที่เอาแต่นั่งหลับตาไม่ได้สัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ไม่ได้มีประโยชน์คุณค่ากันกับมนุษย์ นั่งเอาเปรียบเอารัดกินสิ่งที่เขาเอามาถวาย เหมือนกินเหล็กแดงเผาไฟ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนั้น เหมือนกินเหล็กแดงเผาไฟ อย่างน้อยต้องมาสัมผัสๆแล้วตัวเองจะได้เรียนรู้ 2. ก็ได้เกี่ยวได้ข้องกับผู้อื่นเขา ให้เขารู้เขาเห็นว่าเราเองเรามีความรู้ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้ามีสัมมาทิฏฐิ พอพูดได้บ้างอธิบายได้บ้าง สัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไร ก็ต้องพอพูดพออธิบาย แม้พูดอธิบายไม่ได้ ก็พยายามพากเพียรศึกษาให้ตัวเองมีความรู้ ไม่อย่างนั้นก็จะไปอธิบายภาวนาปธานผิด ภาวนาคือ การเกิดผล แล้วไปอธิบายเป็นเหตุ สังวรปธาน ปหานปธาน ได้ผลแล้วจึงอนุรักขนาปธาน ปธาน แปลว่าพากเพียรปฏิบัติ พากเพียรสังวรแยกแยะกิเลสประหารกิเลสให้ได้ พอได้ก็คือเป็นภาวนาเป็นผลเกิดได้เป็นภาวนาเสร็จก็จึงจะเป็นการสะสม อนุรักขนาปธาน ไปเข้าใจผิดเพี้ยน เอาเหตุไปเป็นผล เอาผลไปเป็นเหตุ ภาวนาเป็นผลดันเอาไปเป็นเหตุ แล้วเมื่อไหร่คุณจะเสร็จ คือเอาหัวเดินต่างตีน เอาผลไปเป็นเหตุ นี่คือความเข้าใจผิดที่น่าสงสารมาก พวกนั่งหลับตา ทำไมอาตมาเอาแต่ตีพวกนั่งหลับตา เพราะสงสารเขา เขาเอาจริงเอาจังมากมายเลยนะ เอาชีวิตทั้งชีวิตตั้งแต่เล็ก บวชมาตั้งแต่เป็นเณรจนเป็นพระ จนกระทั่งแก่ตายเปล่า แล้วหลงว่าเป็นอรหันต์อีก ตายๆๆ เหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส มันอย่างมหาบัวสายหลับตาจนต้องอุทานเหมือนพระพุทธเจ้าว่าฉิบหายแล้วหนอ..มหาบัว แล้วเมื่อไหร่ถึงจะเกิด ไอ้คำว่า “ไม่ผุดไม่เกิด”นี้ดูดีนะเหมือนเป็นอรหันต์ แต่ไม่ใช่ไม่ผุดไม่เกิดคืออยู่ในนรกไม่รู้กี่ขุม จนกว่าจะมาเกิดใหม่มาเรียนรู้สัมมาทิฏฐิใหม่ เพราะไม่ได้สัมมาทิฏฐิเลย อาตมาพูดแล้วเหมือนกับถล่ม ไปกล่าวไปว่าเพราะมันเสื่อมจริงๆ ศาสนาพุทธมันเสื่อมไปหลงหนักจริงๆ อาตมาก็บารมีน้อย พูดกับเขา เขาก็ไม่ค่อยเชื่อไม่ค่อยจะฟัง เพราะว่าอาตมามาคราวนี้โลกุตรธรรมมันเสื่อมไปจากคนชาวพุทธ คณะใหญ่ก็เป็นคณะเสื่อมแล้วเขาก็ไปเชื่อคณะใหญ่กัน ยึดถือกันทั้งสายบ้านสายป่า แยกกัน ที่จริงสมัยพระพุทธเจ้าเขาไม่มีสายบ้านสายป่า เขาก็มีสายบ้านอย่างเดียว คนออกป่าท่านก็เก็บมาจากป่า พระพุทธเจ้าลิงลมอมข้าวพองไปอยู่ในป่า เสร็จแล้วพ่อท่านรู้ตัวก็ค่อยๆออกจากป่าเข้าเมืองมา ก็จากป่าสู่เมืองไม่ได้ให้ไปป่า _สู่แดนธรรม... ส่วนมากพระองค์จะจำพรรษาอยู่ในวิหารของอนาถบิณฑิกะเศรษฐี พ่อครูว่า... ก็มาพบกับลูกเศรษฐีพระสยะ ก็ไปหาพราหมณ์ทั้ง 5 ที่ออกป่า แล้วก็มีเพื่อนพราหมณ์อีก พากันเข้าบ้านหมดเป็น 150 องค์ จนเป็น 500 องค์ ท่านไม่ได้ไยดีกับการอยู่ป่าเลย ท่านลิงลมอมข้าวพอง อยู่ป่าไป 6 ปี ลิงลมอมข้าวพอง คือเมาอยู่กับโลกเขาครอบงำ ขนาดพระพุทธเจ้ายังเสียเวลา 6 ปี แล้วโพธิรักษ์นี่ โอ้โห นาน ไปเล่นไสยศาสตร์อยู่ 8 ปี แต่ไม่ได้ออกป่าออกเขา ซึ่งไปบ้างไม่กี่เดือน แต่ไม่ได้เก่งกว่าพระพุทธเจ้านะ พูดไปแล้ว เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านี้ สติปัฏฐาน 4 อธิบายต่ออีกให้จบว่า เมื่อคุณรู้รูปนามแล้ว คุณก็แยกรูปแยกนาม ภาวะ 2 ได้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม คู่สำคัญก็คือโลกุตระกับโลกียะ เป็นภาวะ 2 สำคัญ ธรรมในธรรม เป็นสภาพที่ทรงไว้ซึ่งโลกีย์เราก็ออกจากโลกีย์ เนกขัมมะออกมาเป็นโลกุตระ ออกมาได้หมดตัวเลย ออกมาได้ทีละลำดับ เพราะฉะนั้น สติปัฏฐาน 4 จึงเป็นการปฏิบัติธรรมแท้ๆของพระพุทธเจ้า ของศาสนาพุทธ ถ้าคุณเข้าใจสติปัฏฐาน 4 พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ไม่แยกกัน เนื่องต่อกันอยู่ตลอด และต้องมีกาย ลืมตามีกายมีภายนอกเป็นหลัก กำจัดกิเลสภายนอกที่ หยาบเรียกว่า กามคุณ 5 ได้แล้ว แล้วคุณก็อยู่เหนือกาม เหลือกิเลส รูปภพ อรูปภพต่อไป ท่านแบ่งเป็น 3 อย่างง่ายๆคือ กาม รูปภพ อรูปภพ ดำเนินปฏิบัติอยู่เรียกว่า อวจร อยู่ในกามาวจร ก็ลดกามได้หมด คุณก็เหลือรูปาวจร ลดกิเลสในรูปาวจร ก็ยังมีตาหูจมูกลิ้นกาย แต่อยู่เหนือกามแล้ว ลดรูปได้หมดอีก ก็เหลืออรูปาวจร ละเอียดไปอีก แต่ไม่ได้ไปหลับตาอะไร ลืมตา แล้วก็ลดกิเลส ในอรูป ได้หมดเกลี้ยง สมบูรณ์แบบ ก็จบ อธิบายอันนี้ต่อให้จบแล้ว ถ้าอธิบายต่อไปก็ต้องเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 ทั้งใช้เมื่อสติปัฏฐาน 4 และสัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ก็คือ คุณต้องโถมความพยายามทุกอย่าง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา แล้วจึงจะเกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 เกิดคุณภาพ ของคุณธรรมที่คุณจะได้ ไม่ว่าจะเป็นศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เพราะฉะนั้นคำว่า สมาธิ อยู่ตรงที่อินทรีย์หรือพละนี้ จึงไม่ใช่สมาธิหลับตา สมาธิลืมตาก็อธิบายมาตั้งแต่ต้น แล้วก็จะเกิดความเชื่อ เข้าใจ ตัวศรัทธา คุณก็จะมีวิริยะ มีสติแข็งแรงขึ้น เจริญขึ้น มีกำลังอินทรีย์ และมีปัญญาเป็นตัววิชชาที่จะเป็นยาดำอยู่ไปทั้งหมดเลย อินทรีย์เจริญขึ้นจบเรียกว่าพละหรือผล พละ 5 หรือ พละ 8 (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... โพธิปักขิยธรรม 37 ถ้าไล่เรียงไป ง่ายๆคือ สะ สะ อิ อิ พะ พะ มะ พ่อครูว่า... เป็นโลกุตระ 37 ท่านตรัสว่าอันนี้เป็นโลกุตรธรรม 37 เพราะฉะนั้นก็อธิบายให้กันฟังแล้วก็พยายามฟังดีๆ ถ้ารักจะเอาธรรมะและอาตมาก็ย้ำแล้วว่า เกิดมาเป็นคนไม่ได้ธรรมะโลกุตระนั้นเสียชาติเกิด เกิดมาไม่ได้โลกุตระแล้ว แถมกิเลสหนาขึ้นไปอีก แต่ละชาติๆ น่าสงสาร นะ คนมีเยอะในโลก ยิ่งสายเทวนิยมนี้น่าสงสาร ซับซ้อนร้ายกาจขึ้นทุกวัน จะเห็นความต่างของชาวอโศกกับชาวเทวนิยมทั้งหลาย แม้แต่ในเมืองไทย ก็ต่างกันจนกระทั่งเขาหาว่าพวกเราเป็นคนบ้าๆบอๆไปทำลายศาสนาเขา อาตมาก็ไม่รู้จะสงสารอย่างไร มันสุดสาคร สุดสินสมุทรจริงๆ สุดสงสารสุดสาคร สุดสินสมุทร
_แดง สารคาม · ที่บ้านน้ำมีน้อยค่ะ จึงปลูกผักได้น้อยค่ะ แห้งขอด อากาศร้อนมากเลยค่ะ
_ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ ลูกได้เห็นพ่อท่านเปิดเผยเพชรที่เป็นโลกุตระหลากหลาย เช่น เพชรในเรื่องของ ศีล สมาธิ ปัญญา เพชรเรื่อง การเมืองเศรษฐกิจการปกครอง ลูกได้ติดตามอยู่ เพชรได้ฉายส่องประกายอันสูงส่ง ทำให้อโศกของเราเรืองรุ่ง เป็นไปตามสัจธรรมครับ ขอให้พ่อท่านบริหารร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงครับ กราบนมัสการขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า... ผู้ที่เข้าใจที่อาตมานำธรรมะพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย มาอธิบายนี้ ก็เห็นว่าเป็นของมีค่า เป็นเพชรยิ่งกว่าเพชร ไม่ว่าจะเป็นเพชร ศีลสมาธิ ปัญญา หรือเพชรมาเข้าใจการเมือง เศรษฐกิจ การปกครอง เป็นเพชรที่ฉายส่องประกายสูงส่ง ก็เป็นของคุณซึ้งซื่อ วิเชียร ที่เข้าใจ ก็ศึกษาให้ดีๆ แล้วก็ใช้ภาษากำกับสิ่งที่เราเข้าใจ ก็ต้องรู้ให้ได้ถึงสภาวะ องค์ประกอบของความหมาย ที่เราเข้าใจนั้นๆให้ได้ แล้วปฏิบัติได้ ได้ศีล ได้สมาธิ ได้ปัญญา ได้ความเป็นการเมือง ความเป็นเศรษฐกิจ การปกครอง จนกระทั่งเราได้อย่างสมบูรณ์แบบมีเนื้อหา อย่างกับเพชรฉายส่องแสงแวววาวเลยก็ดี
ไม่สะสมเงินทองข้าวของแล้ว สุดท้ายต้องมาอยู่กับสาธารณโภคี _พอใจ รักดี · ตั้งแต่ฟังชาวอโศกมา ทำให้รู้ว่าเงินก็แค่สิ่งสมมุติเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนสิ่งของ เท่านั้น ทุกวันนี้ดิฉันไม่คิดจะสะสมเงินทอง ไม่คิดจะสะสมสิ่งของแล้วเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... อ้าว บรรลุธรรมแล้ว รอรับ สักวันหนึ่งคงมาแล้ว คุณพอใจ รักดี จะไปไหน คุณไม่สะสม ก็จะอยู่สาธารณะโภคี ไม่สะสมแล้วข้าวของเงินทองไม่เอาแล้วจะอยู่คนเดียวก็ตายลูกเดียว คือมันได้เหมือนกันนะคุณไม่ใช้เงินทองคุณไม่สะสมเลย แล้วสิ่งของคุณก็ไม่สะสม แล้วคุณจะเป็นอย่างไร ถ้าเผื่อว่าคุณวันนี้มันเจ็บปวดทำอะไรไม่ได้ แล้วคุณจะทำอย่างไร คือละเอียดๆแล้วมันไม่ได้หรอก ศาสนาพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเป็นศาสนาแห่งสังคม ศาสนาที่จะต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่ เป็นฝูง มีกายมีจิต กายคือองค์ประชุม กายคือหมู่คือฝูง กายไม่ได้มีเดี่ยว กายต้องมี 2 ขึ้นไป อย่างนี้เป็นต้น
_ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าฯ จากรายการ "ปรับทุกข์ ปลุกธรรม" เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ดิฉันประทับใจอย่างยิ่ง ที่พ่อครูแสดงความคิดเห็นว่า น่าจะมีการมอบ เครื่องอิสริยาภรณ์ ให้กับ "กสิกร"(คนฉลาด) เพื่อเป็นการให้คุณค่ายกย่องเชิดชู ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคม กราบขอโอกาสเรียนเสริมว่า คนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่น่าได้รับการยกย่องเชิดชู ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังความสะอาดปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมในสังคม ก็คือ "พนักงานเก็บขยะ" ซึ่งเป็นงานที่ไม่พึงประสงค์ของคนส่วนใหญ่ น่าจะเป็นอาชีพที่ได้รับการตอบแทนที่มาก รวมทั้งได้รับสวัสดิการทางด้านสุขภาพที่ดีค่ะ พ่อครูว่า... ถ้าสังคมเจริญถึงขั้นมองเห็น แล้วให้เกียรติ จะตั้งตระกูลเหรียญตราหรือเครื่องอิสริยาภรณ์อีกตระกูลหนึ่งสำหรับกสิกร สำหรับคนเก็บขยะ คนรักษาความสะอาด ซึ่งเป็นคนชาวบ้านชาวบ้าน ไม่ใช่ไปให้แต่คนที่เป็นข้าราชการ คนที่เป็นนายทุนใหญ่ๆ ถวายเงินเยอะๆ อาตมาว่าเป็นข้อคิดที่น่าคิดมาก
_อีกประเด็น ที่พ่อครูได้กรุณาชี้แนะ คือการทบทวนการ"จบกิจ"ของลูกๆชาวอโศก ดิฉันได้ทบทวน การจบกิจ ในเรื่อง"เงินทองของมีค่า"ของตัวเอง สรุปได้ว่า จบแล้วจริงๆค่ะ เพราะสั่งสมความเบื่อหน่าย ความเบาสบายจากเครื่องประดับที่มีค่า ที่ใส่แล้วรู้สึกหนักคอ เกะกะนิ้ว แม้แต่นาฬิกาที่ใช้ในการทำงาน ก็จะรีบถอดเมื่อหมดเวลาทำการ จากหนักข้อมือ มรดกที่เป็นเงิน แจกจ่ายเจือจานให้แก่พี่น้องที่ยังเวียนว่าย ท้ายสุดเงินคนแก่ ก็ยกให้กับพี่สาวผู้มีพระคุณ เบาสบายจริงๆค่ะ และรู้สึก มั่นใจ มั่นคงใน"สังคมสาธารณโภคี"เป็นที่สุดค่ะ พ่อครูว่า...พูดถึงสาธารณโภคีแล้ว อาตมาภาคภูมิใจมาก พูดย้ำไม่รู้กี่ทีแล้ว ว่าอาตมามาในยุคนี้ เอาสาธารณโภคีของพระพุทธเจ้า มาทำให้เกิดปรากฏการณ์จริงขึ้นมาได้ในสังคมมนุษย์ยุคนี้ พูดจริงๆ เถอะ ใครจะหาว่าอาตมาหลงละเมอเพ้อพกตัวเองก็ตาม มันยิ่งใหญ่นะ มันยิ่งใหญ่ตรงที่ว่าในยุคพระพุทธเจ้าทำได้เฉพาะในหมู่สงฆ์ ข้อจำกัดอาตมาก็เคยพูดไปแล้ว แต่ยุคนี้มันไม่ใช่ยุคพระพุทธเจ้า มันคนละยุคคนละ กาละ เทศะ ฐานะ ยุคนี้ไม่ใช่สมบูรณาสิทธิราช ไม่มีนายทาส และทุกคนมีสิทธิเสรีภาพสมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นจึงทำให้คนมาอยู่ในชุมชนสาธารณโภคี เป็นฆราวาสได้สำเร็จ ไม่ใช่อาตมาอวดเก่ง แต่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามายืนยันกับโลกคนละยุคกาละเท่านั้นเอง ได้สำเร็จ มันสุดยอด สาธารณโภคีนี้ เพราะฉะนั้น ในเทวนิยม สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ทำให้เกิดสาธารณโภคีไม่ได้ จบด็อกเตอร์มาร้อยใบก็ทำไม่ได้ จากเทวนิยม จากต่างประเทศ ต้องศึกษาของพระพุทธเจ้าจึงจะทำให้เกิดสาธารณโภคี จะเข้าใจสาธารณโภคี ทำให้เกิดสาธารโภคีได้สำเร็จ เมื่อสำเร็จก็เกิดชุมชนหมู่กลุ่มที่เป็นสาราณียธรรม 6 คุณก็จะอยู่กันอย่างสบายมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภ ได้มาโดยทำก็เอาเข้ากองกลาง ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ใครบรรลุสูงสุดก็จบในตัวเองไม่บรรลุก็ทำต่อ แต่เข้าใจแล้วก็อยู่สบายจะไม่ไปไหน จะอยู่กับหมู่นี้ กราบขอบพระคุณพ่อครู พ่อผู้ให้กำเนิด"จอมยุทธ โลกุตระ"ทุกคน ด้วยเศียรเกล้าฯค่ะ ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม พ.29 มี.ค.2566:7.00น. พ่อครูว่า... มีจอมยุทธโลกุตระไหมนี่ มี สำนักเสี้ยวลิ้มซ๊ก พรรคกระยาจก นี่จริงๆ
_ฝากประชาสัมพันธ์ ช่วงงานศิษย์เก่านี้ ขณะนี้มีศิษย์เก่าชุมนุมอยู่ในราชธานีอโศก ตั้งจุดรับสมัครสมาชิกพรรค อยู่ที่อาคารบวร บริเวณหน้าเรือ เจิ้นเทิ่น ศิษย์เก่าทั้งหลาย ผู้ที่ควรจะสมัคร ถ้าใครไปเป็นสมาชิกพรรคอื่นๆอยู่แล้วต้องลาออกก่อนนะ ถึงมาสมัครได้ ถ้าไม่ลาออก สมัครซ้ำซ้อนนั้นโมฆะทั้งคู่ ไม่ได้ ถ้าใครยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคไหนเลยก็เชิญ พวกเราคนน้อยก็พูดไปแล้วก็มาช่วยกันหน่อย ตั้งพรรคสัมมาธิปไตยขึ้นมา เพื่อที่จะดำเนินอยู่ในสังคม สังคมไทยนี่แหละเข้าไป เพื่อที่จะยืนยันให้มันมีความเป็นจริง กับพฤติกรรมปฏิบัติให้มันเป็นเรื่องราว เพราะว่าเราอยู่ในสังคมนี้ ก็ทำตามสังคมนี้ไป
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอน 1 เข้ามาสู่เรื่องเศรษฐกิจที่อาตมาพูดอธิบายอยู่ อาตมาไปค้นเจอ เศรษฐกิจที่เขียนเอาไว้ถึง 45 ประเด็น 45 ข้อ อาตมาก็เลยเอามาดูอีก ก็เลยขยายต่อไปอีกเป็น 47 ประเด็น ก็น่าจะได้เอามาทบทวนอธิบาย ที่สำคัญคือมันมีความคิด แล้วก็ปฏิบัติ แล้วก็เกิดผล ความคิดความเห็นความเข้าใจแล้วก็ปฏิบัติจนเกิดผล มันก็มีอยู่ 2 พวกใหญ่ๆ คือโลกียะกับโลกุตระ หรือพวกเทวนิยม ที่มีความรู้ทางธรรมะแบบเทวนิยม ซึ่งมันไม่ออกมาหาโลกุตระเลย มันไม่ทวนกระแส มันไม่หมดอัตตานั่นเอง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive