660313 GDP แบบพุทธสุดจบกิจ รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 14 ที่สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660313 GDP แบบพุทธสุดจบกิจ รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 14 ที่สันติอโศก https://www.boonniyom.net/53012.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1RIDljojVHqF__gm5M84H98IH4FQPvzBzhCZvCHHrIw8/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1ooIsya26g5SRyCuAXGsY1xdoDwUcLJVb/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/fbjX1YfZxRU และ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/626454905970115
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พลังสัมประสิทธิ์พิสูจน์อายุยืนได้จริง พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคนวันนี้วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม 2566 แรม 7 ค่ำเดือน 4 ปีเถาะ อาตมาก็ยังแข็งแรงดี แต่ก่อนนี้อาตมายังหนุ่มแน่นเป็นพระแล้วล่ะ เป็นสมณะ วนเวียนอยู่ที่ห้องภาพสุวรรณ ไปพักที่ห้องภาพสุวรรณ เห็นโยมพ่อของท่านสิริเตโช โยมพ่อของท่านซาบซึ้ง นอน ประเดี๋ยวกลางวันก็เห็นนอน ซึ่งเราไม่ได้นอนกลางวัน เรายังหนุ่มแน่น ทำไมเอาแต่นอนเราก็นึกอย่างงั้น พอมาถึงเวลานี้เรามาถึงวัยนี้ อ้อ เป็นเช่นนี้ อ๋อ… นะ นี่แหละ สังขารร่างกายมันไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าตรัส ก่อนจะปรินิพพานก็ตรัสว่าเธอทั้งหลาย ทุกสรรพสิ่งย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา มันจริงที่สุด อาตมาพยายามพากเพียรแล้วนะ พยายามพากเพียรใช้สัมประสิทธิ์ช่วยจริงๆ อาตมาใช้ความรู้ที่มีจากพระพุทธเจ้านี่แหละ อาตมาเป็นคนไม่มีความรู้ ไม่ใช่เป็นนักการศึกษา ศึกษาน้อยมาก ชาตินี้ในความรู้ทางโลกีย์ทางโลก อาตมาไม่ค่อยได้ศึกษาเลย ก็มีความรู้ทางโลกเขาน้อยมาก แต่อาตมามั่นใจว่า อาตมามีความรู้ทางธรรมแบบพระพุทธเจ้า มากพอ มั่นใจ ว่า อาตมาทำได้ถูกตรงตามของที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ แม้ว่าอาตมาจะยังมีความรู้ไม่สมบูรณ์แบบเท่า แต่ว่าแนวทางทำมาจ
อ่านต่อ
นถึงระดับ อาตมาก็บอกหมดแล้วว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ซึ่งมันเป็นความมีภูมิธรรมของอาตมาเอง และอาตมาก็เอามาแสดงความจริงเท่าที่อาตมามี 40-50 ปีมาแล้ว หลายคนไม่เชื่อตอนแรกๆ เดี๋ยวนี้ก็ชักพอคลี่คลาย เอ๊.. น่าจะมีความจริงบ้าง หรือ หลายๆคนเห็นว่า เออ..จริงนะ แล้ว หลายคนก็มา ที่มาน้อย และอาตมาก็มั่นใจว่า ที่มานี้ไม่มีใครถูกหลอก ที่มานี้มาอย่างอิสระเสรีภาพทุกคน ตัดสินด้วยตัวเองจริงๆ ทั้งๆที่กระแสสังคมที่ครอบงำส่วนใหญ่ส่วนมาก เป็นแบบที่ชาวส่วนใหญ่กระแสหลักเขาพาเป็น มันตรงกันข้ามกัน ปฏิโสตังที่อาตมาพามาปฏิบัติประพฤติ แต่ก็ยังมีคนมีจำนวนที่พอใช้ ทุกวันนี้ถือว่าพอใช้
เอาอันนี้ก่อนก็แล้วกัน
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พรรคการเมืองของชาวอโศกชื่อพรรคสัมมาธิปไตย _กราบนมัสการและะเจริญธรรมพี่น้องทุกท่านครับ ขออนุญาตประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม เรื่อง การสมัครสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตย ครับ
ท่านที่สนใจสมัครเป็นสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตย ติดต่อได้ที่ ชุมชนชาวอโศกหรือแพทย์วิถีธรรม ภาคกลาง : ทนายรินไท ๐๘๘-๕๕๔-๗๑๐๔, แรงผา ๐๘๓-๔๐๘-๕๕๗๗, ดั่งทรายฟ้า ๐๘๑- ๒๐๘-๒๒๑๑, อุ่นไอธรรม ๐๙๘-๔๑๒-๖๒๓๑ ภาคอีสาน : มั่นแม่น ๐๘๖-๔๐๒-๗๑๙๙, ดินดอน ๐๙๓-๐๗๑-๔๒๖๔, เอมอร (ขวัญดินไพร) ๐๘๖-๓๒๘-๖๔๔๐, ภูเพียรธรรม ๐๙๔-๑๙๑-๒๔๙๖ แพรลายไม้ ๐๘๘-๕๕๔-๘๒๓๙, เพ็ญแสงฟ้า ๐๖๔-๘๓๒-๕๓๘๑ ภาคเหนือ : สุเมธ พรหมรักษา ๐๘๔-๐๔๗-๘๖๒๖, มั่นศีลขวัญ ๐๘๑-๘๘๕-๘๕๗๒ ภาคใต้ : รวม (ดีทุกแดน) ๐๘๘-๗๗๒-๙๘๗๐, ฟางฝน ๐๘๙-๘๕๓-๗๑๖๒ พ่อครูว่า... ก็ขอพูดถึงพรรคทางการเมืองก็ถือว่าเป็นพรรคของชาวอโศก พักการเมือง เป็นพรรคชาวอโศกเราชื่อพรรคสัมมาธิปไตย อาตมาเองเป็นคนแนะให้ตั้งขึ้น แต่ก่อนก็มีพรรคการเมืองของเราแต่ก็เลิกไปแล้ว อาตมาก็มาเห็นกลับว่า เอ๊.. มันควรจะต้องมี ก็เลย ให้กลับมาตั้งขึ้นใหม่ ก็ตั้งขึ้นมา ก็ได้ชื่อใหม่เป็นพรรคสัมมาธิปไตย เพื่อที่จะไปกับโลกเขา ตามแนวคิด หรือ อุดมคติอุดมการณ์ที่เรามี ว่า ความเป็นประชาธิปไตย อาตมาใช้คำว่าประชาธิปไตยไทย หรือ ประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้า อาตมาใช้คำว่าอย่างนั้น ประชาธิปไตยไทยหรือประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้า อาตมาเชื่อมั่นเป็นอย่างนั้น ซึ่งมันเป็นประชาธิปไตยแบบโลกุตระ คนจะเข้าใจอย่างนี้ได้ยากซึ่งเราก็ต้องเริ่มทำ ค่อยๆทำไป ซึ่งอาตมาเห็นว่า กลุ่มของแพทย์วิถีธรรมเขานี่ เขามีคนที่มีไฟ และเป็นกลุ่ม จับตัวกันแน่นเป็นเอกีภาวะที่แข็งแรงดี เขาจะนำพาไปได้ ก็เชื่อว่าจะมีผลต่อสังคมมากกว่าที่เราได้ทำมาแล้ว ซึ่งมันมีนัยยะสำคัญที่ต่างกัน ก็คิดว่า ทำไป เราอยู่ในสังคมยังไม่ตาย
SMS วันที่ 5-12 มี.ค. 2566
_กิตติมา เอกมาไพศาล· กราบนมัสการท่านสมณะ และสิกขมาตุ ด้วยความเคารพเจ้าค่ะ ..... เป็นคนเมืองเหมือนกันเจ้าค่ะ แต่ก่อนคิดว่าการปลูกต้นไม้มันยาก สกปรก เหนื่อย เปลืองเงิน และอื่น ๆ อีกมากมายสารพัดเหตุผลที่จะไม่ปลูก แม้พ่อครูจะพูดจนหอกหักหลายร้อยเล่ม แต่ใช่ว่าจะสูญเปล่า เพราะมันเกิดการ osmosis แล้ว จนถึงจุดเติมเต็มคือได้เห็นสิกขมาตุที่อายุเยอะแล้ว แต่ยังขยันที่จะปลูกผัก ปลูกต้นไม้ ปลูกต้นไม้ที่กินได้ ลูกได้ขยับทำกสิกรรมแล้วเจ้าค่ะ เมื่อได้มาอยู่บ้าน ตจว. ปลูกอยู่ปลูกกินตามอัตภาพของร่างกายและฉันทะที่กำลังสะสมให้เพิ่มพูน ผลจากการทำกสิกรรม ร่างกายของลูกมีความแข็งแรงขึ้น ได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ รู้สึกตัวเองมีคุณค่า ได้กินของจากสวนของเราเอง ประหยัดเงิน นอกจากนี้ยังเหนี่ยวนำให้ผู้สูงอายุในบ้านขยับมามองว่าเราทำอะไร แทนที่จะอยู่กับทีวี และเริ่มช่วยเรารดน้ำพืชผักเมื่อเรามาวัด แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ลูกทำ ก็เพื่อเตรียมความพร้อมในการไปอยู่ที่บ้านราช เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ระหว่างทางเราก็ขัดล้างกิเลสของเราไป ผ่านผัสสะที่เกิดรอบตัวเรา กราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพอย่างยิ่ง สมณะ และสิกขมาตุ เจ้าค่ะ พ่อครูว่า... เอ้าดี ขอให้เสร็จสมประสงค์เร็วๆ _บัวดาว พรมเลิศ· ภูมิใจเหลือเกินที่ได้เกิดมาได้มาเจอพ่อครูได้ฟังธรรมที่พ่อครูนำมาอธิบายธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ให้แก่โลกได้น้อมนำมาปฏิบัติให้เกิดมรรคผลในตัวเองค่ะ พ่อครูว่า... เอ้า… คนนี้ก็เข้าใจตัวเองมีมรรคมีผลดี
_จรรยา ประเสริฐ·ดิฉันแม้มีโอกาสได้ดูแลแม่ แต่ก็ช่วงท้ายของชีวิตเขา มาสำนึกได้ก็สุดท้ายของชีวิตเขาแล้วค่ะ กราบสาธุทุกคนที่ดูแลบุพการี ส่วนการใส่บาตร ไม่ใส่เงินค่ะ ถ้าพระต้องการแต่เงิน จะไม่ใส่เลยค่ะ เพราะรู้ดีว่ามันบาปค่ะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทุกคนตายแล้ว ถ้ายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ก็ต้องกลับมาเกิดอีกแน่นอน _สว่างแสง ขวัญดาว·น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ วันนี้ลูกมีคำถามของสามีที่ลูกไม่สามารถตอบได้ค่ะ สามีเลิกเหล้า บุหรี่ กาแฟได้ กำลังพยายามเลิกเล่นหวย สามียังไม่เข้ามาปฏิบัติธรรม สามีไม่เคยฟังเทศน์ ลูกเปิดพ่อครูไว้ เขาก็ฟังผ่านๆไม่เคยมานั่งฟัง แต่เขาก็ให้ลูกถือศีล 8 ค่ะ เขาเป็นลูกจ้างขนขยะของเอกชน เขามีคำถามว่า "เฮาเมื่อตายแล้วได้เกิดยุเบาะ หรือว่า ตายแล้วเอาไปเผาแล้วก็เผาเลย บ่ได้เกิด" น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... เรื่องนี้แม้สามีจะไม่ฟังธรรมะ อาตมาก็ตอบ อาจจะไหลไปตามสายลมเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาบ้างหรอก ผ่านหูก็ยังดีนะ ประเด็นแรก ตอบเลยว่า คนเราเมื่อตายแล้ว ทุกคนไม่ว่าศาสนาไหนด้วย ศาสนาใดก็ช่าง..ทุกคน เป็นคำตรัสยืนยันและอาตมาก็เห็นจริงด้วย เพราะอาตมาเกิดแล้วเกิดอีก รู้จักการเกิดชาติที่แล้วชาตินี้ น่าจะมาเกิดมาในชาตินี้มีอะไรมาแต่ชาติก่อน อาตมาไม่เคยมีอาจารย์เรื่องทางธรรมและมาแสดงออกทางธรรมะไม่น้อย หลายคนก็ถือว่าเป็นเพชรเป็นพลอยเป็นทองคำเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นคนทุกคนตายแล้ว ถ้ายังไม่บรรลุอรหันต์ต้องเกิดทุกคน เกิดอีกทุกคนตามกรรมวิบาก ไม่ใช่ตายแล้วเอาไปเผาแล้วก็เผาเลยไม่เกิดอีกไม่มีอะไรต่ออีก มีแน่นอนถ้ายังไม่บรรลุอรหันต์ และประเด็น 2. แม้ผู้บรรลุอรหันต์แล้ว มีสิทธิ์ตายแล้วแยกธาตุตัวเองออกไปเป็นดินน้ำไฟลม ทำ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อย่างที่เรียกว่า ไม่ให้จับเกาะกลุ่มกันอีกเลย จิตสลายเป็นดินน้ำไฟลมได้เลย อันนี้ไม่เกิด แต่ พระอรหันต์ที่บรรลุแล้ว สามารถที่จะไม่เกิดก็ได้ แต่จะเกิดก็ได้ และ การเกิดอันนี้แหละ เกิดมาบรรลุอรหันต์แล้ว มาเกิดในชาติต่อๆมา 1. จะไม่ทำบาปหรือไม่ทำความชั่วเลยในชาติต่อๆไป จากนั้นจะอีกกี่ชาติก็ตาม ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ ล้านชาติก็จะเป็นพระพุทธเจ้าก็ล้านๆชาติ เป็นโพธิสัตว์จากเป็นพระอรหันต์ไป จะไม่ทำบาปไม่ทำอกุศลเลย ทำแต่ดี สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) เพราะ สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) เพราะได้ชำระกิเลสที่เป็นเหตุแห่งการทำชั่ว ทำบาปหมดไปแล้ว การชำระกิเลสของพระพุทธเจ้านั้น นอกจากจะไม่ทำชั่ว ทำบาปซึ่งเป็นโลกียะแล้ว ยังเป็นโลกุตระที่ไม่สุขไม่ทุกข์ด้วย จิตกลางๆ จิตรู้จักสุขรู้จัก จิตโลกที่เป็นกิเลสลงมายาลงสุขลงทุกข์ แต่ผู้เป็นพระอรหันต์แล้วรู้ชัดเจนในเรื่องความยึดถืออุปาทาน หมดจบ ไม่สุขไม่ทุกข์เรียกว่า อทุกขมสุข ตามภาษาบาลี เพราะจิตสะอาดจากกิเลสแล้ว สจิตตปริโยทปรัง เป็นอุเบกขาซึ่งมีองค์ธรรม ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อาตมาสรุปมา 5 ประเด็น ที่จริงมีมากกว่านั้นพระพุทธเจ้าท่านขยายไว้ 5 ประเด็นนี้ก็ชัดครบดีแล้ว ปริสุทธา เพราะจิตบริสุทธิ์และจะบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ถ้ายิ่งบำเพ็ญเป็นปริโยทาตา จิตจะประภัสสรมากขึ้นผ่องแผ้วมากขึ้น และจะตกผลึกเป็น มุทุภูตธาตุ มุทุเป็นจิตที่มีทั้งปัญญาและทั้งศรัทธา มันมีทั้ง 2 สาย 2 อย่าง เต็มขึ้นเจริญขึ้น พัฒนาขึ้นมีภูมิธรรมเป็นโพธิสัตว์สูงขึ้นๆนั่นเอง สูงขึ้นจนเป็นพระพุทธเจ้าได้ อย่างนี้เป็นต้น
_ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม· ก่อนเป็น"ชาวอโศก" ถูกหล่อหลอมฝังแน่นว่า"ภาวนา"คือการนั่งหลับตา บริกรรมคำว่า"ภาวนาพุทโธๆๆๆ..."ตามลมหายใจเข้าออกค่ะ...ณ บัดนี้เข้าใจแจ่มแจ้ง เป็น"สัมมาทิฏฐิ" จากพระนิยตะโพธิสัตว์เจ้าพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่พร่ำสอนและ ตกผลึกเป็นนิยามในวัน"มาฆะบูชา"นี้ว่า "ภาวนา คือ การกำจัดกิเลสสำเร็จผล จิตสะอาดผ่องใส เป็นอรหันต์" ชัดเจนยิ่งสุดค่ะ กราบขอบพระคุณ กราบนมัสการพ่อครู ด้วยเศียรเกล้าฯ
_ประดับ อินทร์แป้น· เห็นด้วยกับพ่อครูในเรื่องนักการเมือง ไม่ว่าของประเทศไทยหรือของต่างประเทศ ต่างเข้ามาเป็นนักการเมือง ก็เพื่อแสวงหาอำนาจเพื่อที่จะได้เงินเยอะๆมากๆ แล้วใช้เงินต่ออำนาจแล้วๆเล่าๆวนอยู่อย่างนี้เป็นวัฏจักรตลอดไป บนความทุกข์ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ของประเทศและประชาชน...พวกเขาไม่สนใจบาปบุญคุณโทษ! สนในใจเพียงอย่างเดียวคือเงินและอำนาจเท่านั้น ...นี่แหละสันดานของนักการเมือง!
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน คนเราจะเสแสร้งทำดีไปตลอดชีวิตทุกชาติเลยจะเป็นไรไป _แก้วใจเพชร· ขอโอกาสกราบนมัสการพ่อครูและท่านสมณะเจ้าค่ะ อ๊ะว่าจะกลับบ้านเยี่ยมแม่สองสามวัน ก็กลายเป็นไปอยู่ตั้ง 18 วัน แม่อยู่กับหลานน้อยๆ แต่การกลับบ้านครั้งนี้ อ๊ะว่าขนาดยังไม่ถึง 5,000 ปี ภาพที่เห็นก็ประจักษ์ใจจริงๆแต่ที่สัมผัสได้ในหมู่บ้านตัวเองและบ้านอื่นๆ มันเป็นกลียุคชัดมากๆ 1. เยาวชนหนุ่มๆหรือผู้ชาย จับกลุ่มต้มกัญชา กระท่อมกันดื่ม ไม่ช่วยงานต่างๆของหมู่บ้าน มีแต่คนแก่คนเฒ่า 2. เด็กยังไม่อนุบาลทุกบ้าน เล่นมือถือกันทุกคน และชักดิ้นชักงอเมื่อไม่ได้เล่น ไม่ดั่งใจก็เตะตีตายาย และวาจาหยาบคาย 3. เด็กอายุ 10 ปี แต่งงานมีสามีกัน และไม่สนใจเรียน /เด็กวัยรุ่นผู้หญิง หาเงินเรียนด้วยการไปบ้านวัยรุ่นชาย อย่างเปิดเผย โดยที่ครอบครัวก็พูดไม่ออก 4. กินขนมเป็นอาหาร ไม่ทานผัก 5. ชาวบ้านวัยรุ่น ผู้ชาย /ผู้ใหญ่มีอาการมือเท้าอ่อนแรง เป็นอัมพฤตกันส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่เคยเป็นนักฆ่าวัวควายหมูหมา 6. มีแต่เด็กและคนชรา อยู่บ้าน ที่รอวันตาย เพราะวัยรุ่นเอาลูกหลานมาให้ตายายแก่ๆเลี้ยง 7. สิ่งที่ดีขึ้นคือ แต่ละบ้านปลูกพืชผักสวนครัว กันทุกบ้าน พ่อครูว่า...อันนี้ดีมากเลย ปลูกไว้กินได้ 8. การเมืองลดการร้อนแรงขึ้น เมื่อก่อนพ่อแม่พี่น้องอ๊ะอยู่คนละสี อ๊ะกลับบ้านไม่ได้ แม่กลัวจะถูกพี่ๆเขาฆ่าเอา เพราะเคยกลับแล้ว โดนถือมีดขู่เพราะอ๊ะมาอยู่กับอาจารย์และพ่อครู ปัจจุบันชาวบ้าน ศรัทธาอาจารย์พ่อครูและอาจารย์หมอเขียว เกือบทั้งหมู่บ้าน เพราะเดี๋ยวนี้ดูจากเฟช ข่าวคราว แต่ไม่มีเวลาฟังธรรม แต่รู้ว่าทางนี้ถูกต้องแล้ว ชาวบ้านยอมรับแล้ว รอบนี้เลยต้องอยู่ยาว ทำสวน กสิกรรม เป็นกำลังใจให้แม่ และชาวบ้าน แต่ใจอ๊ะก็มีติ่งทุกข์นิดๆเจ้าค่ะ ว่า อยากให้ท่านได้สิ่งดี แต่รู้ว่าฝืนวิบากกรรมกันและกันไม่ได้ จะรู้ขีดกุศลและอกุศล ของเราและเขา เวลาจะช่วยท่าน มันได้มากกว่านี้ไม่ได้ เราก็มีกำลังเท่าที่มี ….ฝืนไม่ได้ แต่ก็พอใจที่ชาวบ้านท่านก็รู้จักพ่อครูกันหมด พ่อครูว่า... อาตมาเคยคิดว่า คนจะค่อยๆยอมรับที่อาตมาพาทำไปเรื่อยๆเพราะว่า ธรรมโมหะเวรักขติ ธรรมะจาริง ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม สจฺจํ เว อมตา วาจา สัจจะมันเป็นเรื่องจริง พูดอย่างไรก็จริงไปเรื่อยๆ ถึงวันที่จะต้องยืนยันความจริง _ก็เลยเข้าใจชัด ทำไมเราต้องเชื่อมช่วยโลก ถ้าเราลดกิเลสได้มาก มีองค์ประกอบที่ดี มีหมู่กลุ่ม มีกุศล และอื่นๆ ก็จะมึแรงพลัง ช่วยตนเองและผู้อื่นได้ กราบรายงานพ่อครูเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ… พ่อครูว่า... อันนี้หมายถึงว่า กลุ่มคนที่มาปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะถ้ามาปฏิบัติโลกุตรธรรม แล้วก็จะเกิดผลอย่างที่เราเป็น แล้วก็จะมารวมเข้าไปเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นๆโตขึ้น พฤติกรรมพฤติการณ์ของพวกเรา มันก็จะเป็นพลังงานกระจาย แผ่ออก ให้คนเห็นได้ง่าย เห็นได้ชัด เห็นได้เร็ว อาตมาทำไมจึงพยายามที่จะรวบรวมพวกเราเข้าเป็นหมู่เป็นกลุ่ม เพราะเหตุนี้เอง เพราะฉะนั้นผู้ใดเข้าใจรีบๆมา มารวมตัวกันให้เป็นกลุ่มหมู่ ถ้าหากว่าหมู่บ้านเรามีเป็น1,000 คนขึ้นไป สันติอโศกมีเป็น 1,000 ราชธานีอโศกมีสัก 2,000 บาท โอ้โห…ฝันไปไกลมากเลย ที่อื่นก็มีกันคนละ1,000 - 2,000 อย่างนี้ รับรองประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีพลังของโลกุตรธรรมกระจายแพร่ออกไป สู่สังคมประเทศชาติ แล้วจะเป็นประเทศที่เป็นเมืองพุทธ เมืองโลกุตระ ประเทศโลกุตระที่ต่างประเทศเขามีไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะตะวันตกเทวนิยม เขาจะมีไม่ได้ง่ายๆ ประเทศไทยทุกวันนี้ มีผู้นำเป็นคนซื่อสัตย์ไม่คดไม่โกง ปัจจุบันนี้แหละ ซื่อตรงต่อการช่วยเหลือประชาชน ทำงานมีความคิดลึกและก้าวไกล วิสัยทัศน์ก้าวหน้า ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่พรรคแก่พวกกว่าประชาชน อาตมาเป็นผู้มองเองนะ ผิดถูกอาตมาก็รับผิดชอบ จะมาบอกผู้ที่นำตามชื่อก็คือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต่างจากคนที่เขาไม่มองอย่างนี้ เขาอาจจะไปรู้เกร็ดเล็กเรื่องลับเบื้องหลังเบื้องลึกอะไร อาตมาจะไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังเท่าเขา แต่เท่าที่อาตมารู้ อาตมาเห็นตัดสินอย่างนี้ แม้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีเบื้องหลังเบื้องลึกอะไรพวกนี้ ซึ่งมันก็เป็น background ของเขาใช่ไหม เป็นคนดี แต่ infront ของเขา ข้างหน้าของเขา ทำอย่างที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้ อาตมาเคยพูดว่า คนที่เสแสร้งประพฤติตนหลอกคนทั้งหลายเขาว่า เป็นคนดี เชิญ จงประพฤติหลอกคนทั้งหลายให้เป็นคนดีให้จริงนะ เชิญประพฤติไปเลย หลอกคนทั้งหลายไปจนตายไปอีกกี่ชาติก็ทำอย่างนี้ไปตลอด ฟังให้ชัดๆ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เข้าใจสัจธรรม ผู้ไม่มีที่ตั้งของความจริง ไม่มีที่ตั้งของความรู้ความฉลาด พูดเป๋ๆไป๋ๆ ไม่เห็นจะเกิดความก้าวหน้าพัฒนา ไปคิดว่าเขาประพฤติตนหลอกว่าเป็นคนดีปะหน้า ก็ประพฤติเป็นคนดีไปสิ ปะหน้าไปนี่แหละจนตาย มันจะเสียหายอะไร จะบอกว่าคนจริงใจ คนเลวต้องแสดงเลวจะบ้าเหรอ คำว่า เสแสร้ง คำว่า ดัดจริต ทำตนเป็นคนดี มันเป็นภาษาเลว แต่เนื้อแท้คุณเอาจริงๆสิ มันเป็นของดี จะไปพูดภาษาว่า คนชั่วก็ต้องชั่วออกมาสิถึงจะจริงใจ..จะบ้าหรือ ตัวเองไม่ได้ปรับปรุงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ทำอะไรเลย แม้คุณจะเสแสร้ง แม้คุณจะฝืนทำดี คุณก็ฝืนไปเรื่อยๆ เสแสร้งไปเถอะ ให้ยาวนานจนตายนั่นแหละ เพราะฉะนั้นอาตมาว่า ทุกวันนี้นี่ มีผู้นำเป็นคนซื่อสัตย์ไม่คดไม่โกงซื่อตรงต่อการช่วยเหลือประชาชน ทำงานที่มีความคิดลึกและก้าวไกล วิสัยทัศน์ก้าวหน้าไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นจะพรรคพวกมากกว่าประชาชน แค่นี้ก็ดีพอแล้วสำหรับผู้นำประชาชน ผู้นำประเทศ คนที่เขามีจินตนาการ มีแนวความคิด โต่งไปในทางคนดีของเขาต้องดี๊ดีๆสวยๆหรูด้วยนะ แต่มันหาไม่ได้ หรือ จะบอกว่าหาได้ยากก็เอา อาจจะพอมีแต่ยาก คนขนาดพลเอกประยุทธ์ อาตมาว่าก็หายากแล้วนะ แต่คนไปเอาจุดด้อยจุดบกพร่องหรือว่าจุดเฟคนิวส์ต่างๆ เดี๋ยวนี้ สื่อ มีเดีย มันเฟคกัน มันโกหกกัน มันไม่ซื่อไม่ถูกต้องมันทำกันเยอะ แล้วคนก็กดอ่าน กดอ่านวันๆนั่งอ่านแต่พวกนี้ บ้าๆบอครอบงำทางความคิด แล้วคุณก็ไม่สามารถจะไปเช็คได้ว่าที่เขาพูดนี้มันเป็นเฟคนิวส์หรือเปล่า มันโกหกหรือเปล่า มันเจตนาจะดิสเครดิตต่างๆนานา คุณตรวจสอบหรือเปล่า ไม่หรอก ฟังไป แล้วมันก็เยอะด้วย คนที่เขาไม่ต้องไปทำอย่างนั้น ไปทำมาหากินสามัญเขาก็ไม่มานั่งกดอะไรพวกนี้หรอก เพราะฉะนั้นในการมองของคน มองกันก็ทุกคน ต่างคนต่างแต่ละคนก็ยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม ส่วนคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย ก็มองกันไปได้คนละแง่มุม อาตมาลองร่าง เศรษฐกิจหรือที่เขาสรุปกันที่ว่าเป็นตัว GDP อาตมาก็เลยอยากแสลนกับเขาหน่อย ทั้งๆที่เราไม่มีความรู้เลย แต่อาตมามั่นใจว่า อาตมามี GDP แบบพุทธ ที่อาตมายืนยันแบบนั้นก็คืออาตมาพาพวกเราชาวอโศกมาปฏิบัติธรรม มี GDP แบบพุทธแล้ว ยืนยันได้ มีแล้ว ทั้งๆที่คนที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเมืองนอก แต่เป็นชาวอโศกก็มี ส่วนคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเมืองนอกก็ดีอยู่แล้วเป็น Domestic อยู่แล้วภายในประเทศ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน GDP แบบพุทธที่เห็นแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมหรือผู้ยังนับถือพระเจ้า พ่อครูว่า... เขาไปเรียนจบด็อกเตอร์มาจากต่างประเทศเป็นพวกเทวนิยมทั้งนั้น น่าจะจบมหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาในเมืองไทยที่ประสาทปริญญาพุทธศาสนาหรือเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ขออภัยเถอะที่ต้องพูดความจริง ก็ยังไม่ได้เข้าใจโลกุตระธรรมอย่างสมบูรณ์แบบอะไร เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เศรษฐกิจ ที่จะรายงานตัวเลข GDP แบบพุทธได้ อาตมาลองแสลนดู ที่พูดต่อไปนี้มันเกี่ยวพันทางเทวนิยมเยอะ ทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อนว่า คำว่า “พระเจ้า”นั้น เราไม่ได้หมายถึง GOD ที่ชาวเทฺวะนิยมเคารพนับถือ กันอย่างสูงยิ่ง สำหรับ GOD หรือ“พระเจ้า”ของชาวเทฺวนิยมทั้งหลายที่บูชาเคารพนับถือนั้น เราก็ให้ความเคารพอยู่เช่นกัน เพราะ GOD อันหมายถึง“วิญญาณ”หรือ “พระเจ้า”หรือ“พระศาสดา”ที่ทรงคุณงามความดีแท้กันทุกพระองค์ เราย่อมเคารพพระผู้มีคุณธรรมอันสูงส่งไม่ว่าจะเป็นชาติเชื้อใดแน่นอน แต่“พระเจ้า”ในที่นี้ที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ หมายถึง เรื่อง“เงินๆทองๆ” ที่เป็น “วัตถุ”แท้ๆ ซึ่งคนไปหลงงมงายวุ่นวายเอาเป็นเอาตายอยู่ที่“เงินๆทองๆ”กัน โดยนับถือเงินทองเป็น GOD ยิ่งชีวิต และความรู้ความเห็นที่อาตมาแสดงออกไปนี้ เป็นความรู้ของอาตมาที่ไม่ใช่แบบโลกียะที่อาตมามีน้อยนิดจริงๆ ซึ่งเป็นความเห็นเฉพาะของอาตมา ที่อาตมาเชื่อว่าเป็นแบบโลกุตระ จึงแน่นอนว่า มันย่อมผิดเพี้ยนไปจากผู้รู้เศรษฐศาสตร์ผู้มีครู มีอาจารย์ มีตำราเรียนมากันแน่ยิ่งกว่าแน่ “เศรษฐศาสตร์” คือ “ภาวะแห่งความเป็นจริง” ที่เป็น “สัจธรรม” ทาง “จิตวิญญาณ” ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องของ “เงินๆทองๆ” ที่หลงสูงหลงมากไปด้วย “ตัวเลข” หรือนับกันแต่ “จำนวนของตัวเลขที่แข่งกันสูง แข่งกันมาก” เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคณะเศรษฐศาสตร์ในโลกก็รายงานกันแต่ตัวเลขเป็นสำคัญ มันต้องสำคัญกันที่“จิตวิญญาณ”จึงจะดีแท้ แต่ถ้าแม้น“จิตวิญญาณ”หลงเงินๆทองๆกันหนักหนา หนักหน้ากันอย่างที่เป็นๆกันอยู่ รับรองเด็ดขาดว่า เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ“ไม่เสร็จ” ไม่“จบกิจ” ขอแวะหน่อยหนึ่งว่า ชาวอโศกนี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบกิจแล้วแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสร็จ มาสำรวจได้เลย เสร็จอย่างไร จบกิจอย่างไร มาเรียนรู้เอา โดยความหมายคำว่า เศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจของสังคม ชาวอโศกไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ ไม่มี ยกตัวอย่างเช่น ชาวอโศกนี่ กู้เงินกันไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเลย ในโลกเขาทำไม่ได้ เราไม่ได้ใช้คำว่ากู้ แต่เราใช้คำว่าเกื้อแล้วเงินที่เกื้อไป ไม่ได้ใช้คำว่าหนี้แต่เราใช้คำว่าเงินหนุน เงินที่อุดหนุนช่วยเหลือกัน อย่างปฐมอโศก กู้เงินจากกองกลางเอาไปซื้อที่ดิน 50 ล้าน ไม่ต้องเสีย ดอกเบี้ยสักบาท เอาเงินสดไปจ่ายด้วย เขาบอกมีด้วยหรือ จ่ายเงินสด เดี๋ยวนี้ไม่มี มีแต่เช็คเด้ง แถมเราก็บอกว่า มีก็กู้มาจากกองกลางไม่ใช่ของปฐมอโศกเองหรอก โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เขาก็ตาตั้งอีกมีด้วยหรือกู้เงินตั้ง 50 ล้านแล้วไม่เสียดอกเบี้ย เขาก็งงอีก เราก็บอกมี เออ.. โลกนี้ทุกวันนี้ยังมีอย่างนี้ด้วยหรือ นี่คือกลุ่มคนประหลาดของโลก เห็นไหม? แล้ว พวกเราเสแสร้งหรือเปล่า... ไม่ได้เสแสร้ง ทำด้วยความเข้าใจมีปัญญาบริสุทธิ์ เกื้อกูลกันช่วยเหลือเฟือฟายกัน แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ทุกคนมีจิตวรรณะ 9 ที่อาตมา ภูมิใจมากเลยที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเผยแพร่ให้พวกเราได้ศึกษาปฏิบัติกันมีผลสำเร็จถึงขั้นมีสาราณียธรรม 6 แล้ว พวกเราเกิดคุณธรรม มีวรรณะ 9 แค่นี้ อาตมา ก็ไม่รู้จะพูดยัง เพราะมันวิปลาสหลงผิดไปแล้ว เขาไม่รู้ตัวกันเลยหรือว่า เขาหลงบูชานับถือ“วัตถุเงินทอง-ตัวเลข”ที่หลงจำนวนตัวเลข”กันหนักหนาสาหัส อันไม่ใช่ “วิญญาณ”หรือ“ธาตุรู้”หรือ“จิตใจ” หรือ“พระเจ้า”กันเลย มาเจาะลึกวินิจฉัยกันให้ละเอียดๆดูทีรึ? ว่า อะไร? ตรงไหน? ที่มันหลงกำหนดหมายผิดๆเพี้ยนๆกันอยู่ จะได้รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง รู้จบใน“ความถูกต้องถ่องแท้ของความหลงผิดนั้น”กันเสียที อาตมาได้ข้อความต่อไปนี้ มาจาก“กูเกิ้ล”.... คำว่า GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product หรือแปลเป็นไทยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แปลจากไทยเป็นไทยอีกที คือ การที่นับรายได้ที่เกิดขึ้นจากในประเทศเท่านั้น ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็ตาม โดย GDP ประเทศไทย จะนับการคำนวณเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น แต่ถ้าเป็นคนไทย แล้วมีรายได้ที่ต่างประเทศ ไม่นับ อันนั้นเรียก GNP : Gross National Product ที่จะนับเฉพาะรายได้จากคนไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ประเทศใดในโลกนี้ก็ตาม เขาแถมคำว่า GNP : Gross National Product มาให้อีกด้วยนะ! ยิ่งใช้คำว่า GNP : Gross National Product นั้นแหละยิ่งเน้นหมายเจาะลงไปที่“เฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นของตนเองในชาติตนเองแท้ๆเท่านั้น” มันก็ยิ่งชัดเจนว่า เศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะไม่มี“โลกุตระ” เศรษฐศาสตร์แบบพุทธที่เป็น“โลกุตรธรรม”นั้น แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะหรือแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาว“ทุนนิยม”สากลทั่วไปที่มีนัยสำคัญลึกล้ำมาก แต่คนเห็นว่า“สุดโต่ง”เกินไป และเชื่อว่า ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นประโยชน์ต่อคน ต่อสังคม ต่อโลก สากลคนทั่วไปเข้าใจกันตามที่ลอกมาจากที่ท่านผู้รู้ทางเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมแปลกันไว้ ดังที่ยกมาอ้างอิงไว้ข้างบนนั้น ถ้าพินิจเข้าไปให้เข้าถึงความหมายที่ตรงเนื้อหาแท้จริงแล้ว มันกลับเพี้ยนไปจากความเป็นจริงของเนื้อหาแท้จริงที่เป็นกันอยู่ ซึ่งมีนัยสำคัญอยู่อย่างยิ่งยวดทีเดียว เริ่มประเด็นที่ 1 นั่นคือ เศรษฐศาสตร์แบบโลกุตระของพุทธ ถ้าระบุลงไปว่า Domestic ที่แปลว่า ภายในประเทศ ก็จะ“ไม่นับ”เอา“ผลผลิต”ที่ขายได้รายได้จาก“ต่างประเทศ” หรือ“ไม่นับ”เอาที่คนไทยในต่างประเทศไปมีรายได้อยู่ในประเทศอื่นเขาแล้วส่งเข้ามาให้เราในประเทศ ปนเปกันหรอก เรา“ไม่นับ”รวมเอาที่เป็น“รายได้”ที่ได้จากภายนอกประเทศ อันไม่ใช่“รายได้”ที่ได้จาก“ผลผลิต”ที่ผลิตจาก“ภายในประเทศโดยเฉพาะเท่านั้น”มารวม คำว่า “รายได้ที่เกิดภายในประเทศ”นั้น ต้องไม่รวมเอา“รายได้”ส่วนที่ได้จากต่างประเทศเข้ามารวมด้วยเลย ไม่ว่าจะเป็น“รายได้”จากสินค้าที่ไม่ใช่ผลผลิตของไทย หรือจากคนไทยที่ไปได้รายได้จากต่างประเทศเลย ก็ให้เอาเฉพาะที่เป็น“รายได้ภายในประเทศ”ที่ได้จาก“ผลผลิตภายในประเทศไทย และขายกันระหว่างคนไทยในประเทศไทยเท่านั้น” ที่นับเป็น“รายได้มวลรวมภายในประเทศ” คือ เอาของ“คนไทยที่ผลิตเองขายกันเองในประเทศไทยเอง เป็นรายได้“ทั้งเงิน ทั้งผลผลิตเฉพาะของคนไทยเองเท่านั้น”จริงๆ “ความแตกต่าง”ของแนวคิดทาง“เศรษฐศาสตร์”ของทุนนิยม หรือที่ยังเป็นแบบ“โลกียะ”ทั่วไปในโลกสากลกับแบบ“โลกุตระ”ของ“พุทธ”ที่เป็น“บุญนิยม” มีเฉพาะของพุทธนั้นมีนัยสำคัญหลายประเด็น ตามประเด็นที่ 1 ที่สาธยายมานั้น ก็คือ ทั้งๆที่ท่านนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมกำหนดหมายว่า “รายได้มวลรวมที่เกิดข
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive