660406 พ่อครูเทศน์ภาคค่ำ เรื่อง กาย งานปลุกเสกฯ#45 ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660406 พ่อครูเทศน์ภาคค่ำ เรื่อง กาย งานปลุกเสกฯ#45 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/52999.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1ywnXjZ7rv--aObMGSaimwhZ26Bdf_36Y/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1Fdk9m0XwX9H_I_yxupjwJG_FqttQvzZm/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/nvKimPtnHU4 และ https://fb.watch/jKvPSNZlIg/
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อานิสงส์ฟังธรรม 5 ประการในงานปลุกเสกฯ พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน 2566 แรม 1 ค่ำ เดือน 5 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เราก็เริ่มคุยกันพูดกันเรื่องที่ควรจะคุย ควรจะพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมะหรือเป็นเรื่องการเป็นอยู่ของชีวิต ปลุกเสกฯก็ดี พุทธาภิเษกฯ ก็ดี ก็คือเรามาพยายาม อาตมาก็พยายามเทศน์ พวกเราก็พยายามมารับฟัง ทำให้มันเป็นธรรมะ ถ่ายทอดธรรมะ สาธยายธรรมะกันออกมา ให้ได้เข้าใจยิ่งๆขึ้น ยิ่งๆขึ้น 46 ปี ใช่ไหม 45 ครั้ง ครั้งนี้ครั้งที่ 45 เราทำปีละครั้ง ก็ 45 ปีผ่านมาแล้ว 45 ปีนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ไปแล้วนะ 45ปีท่านก็พอแล้ว ท่านไม่ไปถึง 46 แต่เรายังต้องทำต่อไปอีก 46 ก็ต้องต่อ ยังไม่ตาย ถึงอาตมาตายพวกเราก็ทำต่อได้ สมมุติว่าอาตมาตายปีนี้ ปีหน้าก็มีกันอยู่ ผู้ใดนำพากันอยู่ก็ทำต่อไม่มีปัญหาอะไร สืบทอดกันไป เพราะมันเป็นวิธีการที่จะได้เสริมความรู้ความเข้าใจ ความละเอียดละออของธรรมะพระพุทธเจ้านี้ ซึ่งแหม..มันละเอียดจริงๆ อาตมายิ่งเขียนยิ่งคิด เห็นความละเอียดลึกซึ้งครบถ้วนบริบูรณ์ ขนาดอาตมายังรู้ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์เท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ยังเห็นความมากมายหลากหลาย ครบถ้วนจริงๆเลย ที่พูดออกมา พูดออก
อ่านต่อ
มา สาธยายออกมาๆ มันออกมาจากที่อาตมาเองเข้าใจและเห็นจริง เห็นยังไงเข้าใจยังไงก็เอามาพูดให้พวกเราฟัง พวกเรารู้สึกว่ามันมีอะไรที่ละเอียดลึกซึ้ง ฟังธรรมมีอานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการขึ้นเรื่อยๆไหม 1.ได้ฟังสิ่งใหม่ที่มีใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ 2. เข้าใจยิ่งขึ้นๆๆๆ 3. ขจัดความสงสัย ขจัดสิ่งที่มันข้องจิตข้องใจให้หมดไปๆๆ 4. ทิฏฐิก็ตรง ตรง ตรง ตรง ตรงขึ้น เพราะฉะนั้นสัมมาทิฏฐิที่จะตรง ตรง ตรง ตรงจนกระทั่งมันไม่มีเป๋เลยได้ ไม่ใช่บอกว่าสัมมาทิฏฐิแล้ว พ้นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ครั้งเดียว แนวเดียว ทีเดียวเลย ไม่ใช่ ไม่พอ เพราะฉะนั้นปัญญาของพระพุทธเจ้าข้อที่ 2 จึงต้องไต่ถามแล้วไต่ถามอีก แต่สำหรับพวกคุณมาฟังอาตมาบรรยายแล้วบรรยายอีก อาตมาไม่เบื่อ ใครจะเบื่อก็ช่างศีรษะใคร ของใครของมัน แต่อาตมาไม่เบื่อจะอธิบาย บางคนฟังแล้วอาจจะเบื่อก็ช่างสิ ตัวใครตัวมัน ศีรษะใครศีรษะมัน
SMS SMS วันที่ 3-4 เม.ย. 2566 _Khmer Bokador : เขมร โบกาดอร์ · ประยุทธเป็นพระโพธิสัตว์เหรอครับท่าน พ่อครูว่า... ก็ดูไป ดูไป จะได้รู้พฤติกรรมทางกายวาจาใจว่า มันมีอะไรที่ไม่เหมือนคนสามัญธรรมดา มีความพิเศษ คุณจะได้ศึกษาเรียนรู้อันนั้นด้วยปัจจัตตังด้วยตัวคุณเอง
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความฝันฟุ้งเป็นอุปาทานใช่หรือไม่ _คำถามจากลูกที่ยังมีปัญหา : ลูกมีปัญหาว่า ตอนหลับ มีอาการได้ยินเสียงเด็กผู้ชายพูดคุยเกี่ยวกับการหาที่เกิด แล้วบอกว่าในนี้เกิดไม่ได้ มันเป็นอุตุ มันไม่มีการปฏิสนธิ แต่เขาอยากหาที่เกิด และมีอีกเสียงเป็นเสียงผู้หญิงบอกว่าร่างนี้เขาฝึกบำเพ็ญอุโบสถศีล เสียงเด็กพูดแค่ศีล 5 ได้ไหม เสียงผู้หญิงพูดอีกว่า กรรมสโกมหิ กรรมทายาโท กรรมโยนิ กรรมพันธุ กรรมปฏิสรโน อย่ายุ่งกับเขาเลยปล่อยให้เขาได้บำเพ็ญเถอะ ...มีอีกหลายเรื่องแต่ลูกจำไม่หมด เยอะมาก พอลูกรู้ตัว ใจเต้นแรง มีอาการกลัว เกิดขึ้น ส่งผลให้รู้สึกตัวไม่อยากเจอแบบนี้ อีกใจหนึ่งระลึกถึงคำสอนของพ่อครูว่า ตอนหลับไม่ใช่ความจริง ตอนลืมตาเปิดนั่นแหละความจริง ก็ปล่อยใจมันคลาย เสียงพูดคุยก็ยังมีอยู่ เป็นเรื่องใหม่เกิดขึ้นมาอีก พอมีสติก็เป็นตัวดูเฉยๆ มันก็หายไป มีอาการแบบนี้ บ่อยๆเกือบทุกครั้งที่หลับจะมีเสียงรบกวนตลอด ลักษณะแบบนี้ มันเป็นอุปาทานในจิตของลูกใช่ไหมคะ? หรือว่า มันเป็นตัวอุธธัทจะที่ฟุ้งเกิดขึ้นมาเพื่อให้ลูกได้ล้าง ตัวยึดพวกนี้ ออกจากจิตวิญญาณให้มันสัมมาทิฏฐิด้วย จรณะ 15 วิชชา 8 มีอาการแบบนี้จะชัดขึ้นเมื่อลูกเข้าค่ายอุโบสถศีลออนไลน์ 3 วัน และยังมีเสียงของท่านสมณะ สิกขมาตุ กลุ่มพี่น้องอุโบสถศีล ส่งผลให้มีความตั้งมั่นในศีลมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นตอนหลับ พ่อครูว่า... เสียงพูดคุยที่เกิดขึ้นมันเป็นสัญญา ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์บอกว่า สัญญาความจำนี่แหละมันไม่หายไปจากจิตง่ายๆ บอกว่ามันเป็นอุปาทานก็ถูกต้อง มันเป็นความยึดถือที่เห็นว่าอย่างนี้มันจริง มันยังยึดถืออยู่ มันจริงหรือมันยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเราอยู่ เพราะฉะนั้นมันก็เลยติดอยู่กับตัวเรา เกี่ยวเกาะอยู่กับตัวเราประหวัดไปถึงมัน จิตประหวัดไปถึงมัน แล้วก็มีวนเวียนอยู่ยังไม่หายยังไม่คลาย ยิ่งมีอาการรู้สึกว่ามันดี มันน่ามีน่าเป็น หรือมันอร่อย มันก็จะยิ่งนึก ยิ่งจะอยู่กับเรานานและแน่น เพราะฉะนั้นก็พยายามเลิกอาการอย่างนี้ ให้จิตมันคลายมันปล่อยแต่ไม่ต้องถึงกับไปกดข่มมัน ต้องทำความเข้าใจให้แจ้ง ทำปัญญาให้แจ้งว่า มันเกิดเป็นอย่างนี้กลายเป็นเรื่องต้องเกี่ยวข้องพัวพัน ต้องมีร่วมกันอย่างนี้ไปปรุงแต่งอย่างนี้ เราก็มาเรียนรู้อันนี้กัน เมื่อเรามีปัญญาเข้าใจ มันมาก็ช่างมันเถอะเราอย่าไปเอาใจใส่มัน อย่าไปเกี่ยวข้องกับมัน มันเป็นสัญญาผ่านไปแล้วมันก็ก่อให้สุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์เท่านั้นแหละมันก็คือความรู้สึกนึกคิดเป็นความจำเป็นความรู้สึกนึกคิด เป็นความปรุงแต่งเรียกว่าเจตสิก 3 เวทนา สัญญา สังขาร มันก็มีเท่านั้น มันก็ฟุ้งอยู่กับใจเรา เป็นอุทธัจจะก็ใช่ มีได้ถึงแม้ในภาวะตื่น และยิ่งเป็นได้ในตอนหลับ หลับแล้วยังมีการระลึกถึง เราได้ปฏิบัติประพฤติอย่างนี้ แบบนี้นะอยู่ในศีลออนไลน์ ควบคุมการระมัดระวังกาย วาจา ใจ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นประโยชน์ ดีกว่าไปฝันฟุ้งซ่าน ระลึกฟุ้งซ่าน ตอนนอนหลับ
_ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ ขอโอกาสถามพ่อท่านครับว่า พระสกทาคามีได้ปฏิบัติศีล 8 ส่วนพระอนาคามีต้องปฏิบัติ ศีล 10 เป็นต้น พระอรหันต์ในระดับที่ 4 นั้นต้องปฏิบัติ ศีล 43 ทุกข้อหรือไม่ครับ กราบขอบพระคุณพ่อท่านด้วยความเคารพสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า... ปฏิบัติไปบรรลุก่อนศีลครบ 43 ข้อก็ได้ สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พ้นกามคุณ 5 เข้าหาสาระแท้ของชีวิต _จรูญลักษณ์ ทองเกสร : กราบนมัสการ พ่อท่านเจ้าค่ะ ลูกกำลังปฏิบัติตามคำสอนฯ ไม่กินอาหารที่มีเนื้อสัตว์มา13 ปีกว่าแล้ว ปล่อยผมให้มีหงอกโดยไม่ย้อม ไม่ใส่เครื่องประดับมามากกว่า 10 ปี เรื่องเงินที่ได้มา พยายามสะพัดออกโดยการบริจาคผู้ยากไร้ ให้ของตามเหมาะสม ช่วยเหลืองานโดยเป็นจิตอาสา ทำงานเกินเวลา โดยเข้างานก่อนเวลาและเลิกงานหลังเวลาวันละ 1-3 ชม.เเละอื่นๆตามสถานการณ์ที่เอื้อให้ปฏิบัติตามหลักคำสอนฯ พ่อครูว่า... ระวัง over time จะทำเกินทำมาก ประเดี๋ยวมันมากไปมันก็จะเกินขอบเขตต้องระมัดระวัง ทำตามพอดีๆ รู้จักพักรู้จักเพียรให้พอดี พวกเราที่รายงานผลหรือพูดถึงสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติประพฤติแล้วเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเอง พูดมาอธิบายมารายงานมาให้อาตมาอ่าน มันก็สะท้อนให้เห็นว่าอาตมาบรรยายธรรมะนี่นะ มีผล ทำให้พวกเรานี้เข้าใจ ว่าชีวิตมันจะดำเนินไปอย่างไร จะดีขึ้นอย่างไร ประเสริฐอย่างไร และก็พยายามทำไปเรื่อยๆ พฤติกรรมพฤติการณ์ที่พูดมาก็แสดงให้เห็นว่าเป็นความเจริญก้าวหน้า เป็นคนมีประโยชน์คุณค่า รู้จักเลิกรู้จักปล่อยวางสิ่งที่มันเสียเวลา แรงงาน ทุนรอน ก็เลิกไป อะไรที่มันดีกว่านั้น เอาเวลา แรงงานทุนรอนที่ได้คืนมาเอามาทำสิ่งเหล่านี้เหล่านี้ จนกระทั่ง อาตมามาเน้นให้พวกเราทำพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพราะฉะนั้นผลผลิตหรือผลที่เน้นขึ้นมา ที่เห็นเอามาโชว์ เอามาอวดมาอ้าง ดูสินี่เป็นผลไม้มาก จะมีไม้ที่เป็นใบแล้วก็กินใบอีกเยอะ เยอะกว่านี้ อันนี้ไม้ที่มันมีผลก็เอาผลมันมาเท่าที่ได้ ดูสินี่ ยาวไปมีหมด มะมี่ มะโม มะแตง บักอึ บักเงาะ บักกล้วย บักขาม ก็มีสารพัด มีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์ อาหารเป็นหนึ่งในโลก เพราะฉะนั้นพวกชาวอโศกนี่ อาตมาจึงเห็นว่า มันบริบูรณ์ด้วยเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ ที่เป็นสิ่งที่อาศัยใช้สอยในชีวิต ที่สำคัญเป็นหนึ่งในโลกอยู่รอด อาหารเป็นหนึ่งในโลก เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่ ยารักษาโรค ก็เป็นรองลงไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราก็ไม่ได้ขาดแคลน ปฏิบัติธรรมตามพระพุทธเจ้าแล้วพวกเราก็บรรลุผลสาระสำคัญของชีวิตก็อุดมสมบูรณ์ แล้วเราก็ยิ่งเข้าใจต่อไปเลยว่า ความไปหลงว่า เพชรนิลจินดา เครื่องประดับเครื่องพอก เครื่องทา หลงอบายมุขมันเป็นสิ่งที่จะต้องไปเสียเวลาทุนรอนแรงงานกับมันเราก็เลิกมาได้เรื่อยๆ แต่ก่อนนี้ไร้สาระมากเรานี้โง่เดี๋ยวนี้เลิก นี่แหละคือวิมุติ คือความหลุดพ้น ที่ยืนยันได้ตามพระอนุสาสนีตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่หลุดพ้นแล้วจิตก็เป็นเทวดา เป็นทิพย์ หลุดพ้นอย่างนู้นอย่างนี้ มันไม่ใช่ มันมีรูปมีนาม มีภาวะปรากฏการณ์ มีพฤติกรรมในชีวิต หลุดพ้นมาจากโลกอบาย หลุดพ้นมาจากโลกกามารมณ์ กามคุณ ที่ไปติดยึดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กามคุณ 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เราสัมผัสแล้วแต่ก่อนจีจ๋า รูปสวยต้องสัมผัสๆเสพรสสวย เสียงก็ต้องได้รับสัมผัสๆกับเสียง ไม่ได้ยินเสียงไม่มีเสียงที่เราติดเรายึดไม่อร่อยก็รู้สึกว่ามันขาดอะไร จิตไม่มีชีวิตชีวา จิตขาดสิ่งที่เราต้องการก็ลดลงๆ เรื่องกลิ่นก็ไม่กระไร เรื่องรสทางลิ้น โอ้โห..มาก รสทางลิ้น ติดนาน ติดละเอียดติดหลายแบบหลายมุมหลายแง่กว่าจะหลุดพ้น จะรู้สึกว่ารสพวกนี้มันก็เป็นอย่างที่มันเป็น เปรี้ยวก็เปรี้ยว เค็มก็เค็ม หวานก็หวาน ขมก็ขม มันก็เป็นรสของมันอย่างนั้น แล้วเราก็ไม่ได้ไปชื่นใจ ไปผลักไปดูดกับมัน รู้ความจริงตามความเป็นจริง รู้ว่ามันจำเป็นสำคัญมันขมหน่อยก็กิน มันเป็นธาตุที่จำเป็นที่ควรจะต้องกินหรือว่าจะต้องกิน เขาเอามาให้ไม่มีอะไร มีแต่อาหารขมๆก็ต้องกินมันทั้งขมๆนี่แหละ มีแต่อาหารจืดๆก็กินมันทั้งจืดๆ มีแต่อาหารหวานๆก็กินมันทั้งหวานๆนี่แหละ แต่มันก็มีหลายอย่างอยู่หรอก ไม่ใช่มีอย่างเดียวทีเดียว เราก็ไม่ได้ไปเลือก เห็นความสำคัญในความสำคัญว่า กินอาหารอันนี้ จะเค็ม จะเปรี้ยว จะหวานก็แล้วแต่ มันมีธาตุที่ควรจะต้องได้รับเข้าไปในร่างกาย เราก็รู้ก็เข้าใจ _สู่แดนธรรม... มีคนรายงานว่าผลไม้นี้มาจากไหนบ้าง เงาะมาจากวังจันทน์พฤกษา แตงโมริมมูลโดยกลุ่มศรีโคตรบูรณ์ กล้วยจากสวนพวกเราหลายๆสวน ฟักทองจากสวนปู่เถา ผมฟังพ่อท่าน ผมได้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า การวิมุติหลุดพ้นของชาวอโศกมีรูปธรรมชัดเจน ไม่เหมือนการบรรลุที่ยังเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ละเมอเพ้อพกเป็นภพเป็นชาติ แต่การบรรลุของพวกเรานี้ถึงแม้จะหลุดพ้นจากรูป เราก็มาสร้างรูปให้เกิดเป็นเศรษฐกิจ การสอนธรรมะที่มีประโยชน์ของพ่อท่าน โลกน่าจะต้องการมากนะครับ พ่อครูว่า... ใช่ มันไม่งมงาย มันรู้จักประโยชน์คุณค่าหรือความไร้ประโยชน์และไร้คุณค่า นอกจากไร้ประโยชน์คุณค่าแล้วยังเพ้อพกละเมอไป มันยิ่งมีความจริงว่ามันเป็นนิรมานกาย เป็นสิ่งที่สร้างลมๆแล้งๆแล้วไปหลงใหลว่าเป็นทิพย์ เป็นสิ่งวิเศษอะไรต่ออะไรไปเป็นเรื่องลึกซึ้งของจิตวิญญาณที่สามารถเป็นได้ไปโน่นเลย มันก็เลยยิ่งไม่ได้ประโยชน์ไม่ได้คุณค่า และเพ้อเจ้อหลงใหลเลอะเทอะ หนักเข้าเป็นบ้าได้
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เรียนรู้ความเป็นกายในเรื่องเศรษฐศาสตร์ พ่อครูว่า... อาตมากำลังขยายความเรื่องกาย ซึ่งคำว่ากายนี้มีตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสุดท้ายจบ ต้น กลาง ปลาย เช่น รู้จักกายอย่างสัมมาทิฏฐิแล้วก็มาปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 เริ่มต้นด้วยกาย กายนอกแล้วก็มีกายในกาย แล้วเข้าไปหาภายในไปเรื่อยๆ เป็น เวทนา จิต ธรรม ลึกเข้าไปจนสามารถทำจิตเจตสิกต่างๆให้มันเป็นธรรมะที่เป็นโลกุตระลึกซึ้ง ลึกเข้าไปเจริญเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 ขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยฐานสำคัญคือโพชฌงค์กับมรรคมีองค์ 8 นั่นก็เต็มสูตร 7 หลักในโพธิปักขิยธรรม 37 สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ครบ นี้เป็นโลกุตรธรรม 37 ในศาสนาพุทธ พวกเราเรียนและเข้าใจ เอาไปปฏิบัติ เกิดมรรคเกิดผล อาตมาขอยืนยันว่าชาวอโศกเรานี้เรียนรู้ธรรมะเกิดมรรคเกิดผล จนกระทั่งเป็นจริง มีคนหลุดพ้น มีคนเข้าใจปล่อยวางเรื่องรักโลกียะจนกระทั่งขั้นหยาบ จนกระทั่งสูงขึ้นสูงขึ้นละเอียดขึ้น แล้วชีวิตที่ มีเรื่องโลกีย์ในโลก โลกกับเรื่องการติดๆในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสลดลง จึงมาอยู่รวมกันเป็นคนกลุ่ม สังคมหมู่กลุ่ม ที่เป็นสาราณียธรรม 6 มาอยู่รวมกัน มีชีวิตร่วมกัน มีชีวิตดำเนินไปด้วยกัน เหมือนพี่เหมือนน้อง จริงๆแล้วอาตมาว่ายิ่งกว่าพี่กว่าน้องเลย เพราะมันมีภูมิธรรมละเอียดลึกซึ้งสนิทใน เนียนใน มันไม่มีภาวะที่มันแบ่งตัวตน มันสลายตัวตนได้มากจริงๆ มันจึงอยู่กันได้เป็นมวลครอบครัวนี้ใหญ่ด้วย แล้วก็ไม่แย่งไม่ชิงอะไรกัน แบ่งกันกินกันใช้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ใครบกพร่องใครขาดใครเหลือก็เกื้อกูลเจือจานกัน มันจึงเป็นพฤติกรรมที่มี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีสาธารณโภคี มีผลผลิตก็มารวมกันไม่ไปเสียเวลาผลิตสิ่งที่ไร้สาระ พวกเราเป็นคนที่กอบกู้เศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติสังคม นี่แหละคือการพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้ ไม่ได้ไปหลงใหลเศรษฐกิจบ้าๆบอๆ ไปสำคัญที่ตัวเงิน แล้วก็เลยไปหลงใหลตัวเงินตัวทองกัน ไปหลงใหลที่รายได้ตัวเลขของเงินกัน มันไปใหญ่ การเจริญของเศรษฐกิจการเจริญของชีวิตมนุษย์คือการเจริญไปทางโน้น นี่แหละเข้าใจเศรษฐศาสตร์แบบเทวนิยม แบบขาเดียว แบบโง่ๆ มันไปกันใหญ่เลย แล้วทั้งโลกเขาเข้าใจอย่างนี้กัน ในเมืองไทยนี้มีผู้เข้าใจเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์แบบของพระพุทธเจ้าคือชาวอโศกนี้ชัดเจน จึงมามีเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจแบบพระพุทธเจ้า ก็ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ นี่แหละคือคนบรรลุเศรษฐศาสตร์ บรรลุเศรษฐกิจจริงแท้ ไม่ได้ไปเที่ยวเป็นผู้ที่จะเป็นภาระของกลุ่มหมู่สังคมอื่น พวกเราอุดมสมบูรณ์ มีพออยู่พอกิน เหลืออยู่เหลือกิน แจกจ่ายเกื้อกูลผู้อื่นไป นี่คือคนที่สร้างเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เอื้อเฟื้อเจือจานแก่สังคม เพราะสังคมมีกิเลสมันก็มีแต่ตะกละตะกลามไม่พอ วัตถุแท่งก้อน ทรัพย์สินเงินทองก็ไม่พอกอบโกยกัน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสก็ไม่พอ เสพย์แล้วเสพย์อีกเสพย์แล้วก็จัดจ้านขึ้น พวกเราเข้าใจแล้ว รสคือรส รูปคือรูป กลิ่นคือกลิ่น เสียงก็คือเสียง จบ มันไม่ได้ปรุงแต่งเพิ่มเติมอะไรมากมาย นี่เป็นการกอบกู้ความโง่ กอบกู้สิ่งที่มันทำให้เสียเวลา แรงงาน ทุนรอนไป คืนมาได้ นี่คือการทำงานเศรษฐกิจที่กอบกู้ความโง่ กอบกู้ความสูญเสียคืนมาได้ นี่เป็นเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าที่อาตมาพาทำ แต่เศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ของทางเทวนิยมของทางตะวันตกต่างประเทศ ที่เป็นความรู้ของศาสดา ขาเดียว ศาสดา รู้แต่เรื่องภายนอก เรื่องวัตถุ ไม่รู้เรื่องจิตที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ที่สูงที่สุด เจริญที่สุดก็คือ คนจะมาเป็นคนมีวรรณะ 9 วรรณะหรือ the classes เป็นคนชั้นสูงมี 9 ขั้นอย่างพวกเราถือว่าเป็นคนมีวรรณะ 9 จริงเลี้ยงง่าย สุภระ ข้อที่ 1 แล้วก็มานั่งฟังธรรมเพิ่มความเจริญแล้วๆเล่าๆให้เจริญขึ้นเรื่อยๆ สุโปสะ บำรุงง่าย พัฒนาให้เจริญขึ้นง่าย อัปปิจฉะ เอาแต่น้อย จนกระทั่งถึงฐาน 0 ก็ได้ สันโดษ หรือสันตุฏฐิ ใจพอ มัน 0 มันก็พอ มี 5 บาทก็พอ 10 บาทก็พอ 100 ก็พอ ใครที่มีความจำเป็นจะต้องมีเงินถึง 100 ถึง 1,000 ก็เอาขนาดนี้ พอก็คือ ไม่ไปเพิ่ม ไม่ไปแย่งชิงกับใครมาอีก มีส่วนเกินสัมผัสง่ายๆ ไม่ติด ไม่หวงแหน ไม่ขี้เหนียว กระจายเผื่อแผ่กันไป นี่คือความสำเร็จของนักเศรษฐศาสตร์หรือนักเศรษฐกิจที่สูงสุด สำเร็จถึงขั้นจบกิจ เศรษฐกิจที่จบกิจ จบคือ หมดตัวตน หมดกิเลสที่จะต้องเพิ่ม มีแต่สร้าง มีแต่ผลิต แล้วตัวเองก็อาศัยใช้สอยในสิ่งที่แรงงานที่เราทำ ความรู้ที่เราทำ ซึ่งมีเหลือมีเกินพอที่เรากินใช้ จึงเป็นคนมีกำไร จึงเป็นคนมีประโยชน์ เหลือ ก็สละประโยชน์ สละกำไรนั้น ให้แก่คนอื่นๆไป ซึ่งโลกเขาไม่สละ เขาจะเอามากกว่าที่ตนเองทำได้ด้วยซ้ำ ตัวเองมีคุณค่า ค่าของคุณภาพหรือประสิทธิภาพของตนได้สัก 100 บาท คุณก็จะเอาให้เกิน 100 บาท ขี้โกงเขา หาทางหาวิธีการที่จะเอาเปรียบเอารัด ด้วยวิธีซับซ้อนมาก ทุนนิยมสามานย์ แล้วเขาก็ทำได้สำเร็จ แล้วโลกเขาก็ใจทฤษฎีแบบนั้น พวกนี้เป็นเรื่องยืนยัน ชี้บ่งว่าเป็นคนเจริญทางเศรษฐศาสตร์ เจริญทางเศรษฐกิจ เพราะมันมีสมบัติมาก มันรวยมันเก่ง ที่ทำได้มากอวดอ้างเขาแล้วเอามาโชว์ โชว์แต่เงินทองนับกันไม่หวาดไม่ไหวก็เอาแปลงเป็นเพชร เป็นทองเป็นเครื่องอะไรตั้งราคา ในที่สุดเสื้อราคา 10 บาทถึง 20 บาทมันตั้งราคา 100 บาท คนโง่ก็บอกว่าข้ามีเงินซื้อ 100 บาท ทั้งๆที่ราคาทุนมัน 10 บาทอะไรอย่างนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ราคามันเป็นพันก็ขายเป็นหมื่นเป็นแสน คนโง่ก็ซื้อมาโชว์ว่า นี่ไง ฉันใส่เสื้อราคาหมื่น ราคาแสน ใส่แล้วมันเหาะได้หรือเปล่าวะ มันก็เหาะไม่ได้แต่ก็ถูกหลอกไป คนฉลาดคนโง่ก็หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ คนฉลาดโกงก็หลอกคนโง่ที่รวย ก็เป็นอย่างนี้ หมุนเวียนแล้วเกิดการสะพัด คนฉลาดที่โกงก็ได้ เขาก็อยู่กับระบบโกงกับระบบโง่นี่ แต่ชาวอโศกเรานั้นไม่แย่งรวย เข้าใจจน เข้าใจสร้างสรรค์ขยันเพียร ไม่ได้เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ได้เป็นคนดูดาย สร้างสรรค์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่า สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์คุณค่าไร้สาระ เลิก เอามาสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่า จึงเป็นผู้ที่เข้าหาสาระแก่นสารของชีวิตของสังคมมนุษยชาติ นี่คือผู้เจริญเศรษฐศาสตร์ คนเหล่านี้รู้จักองค์ประกอบ รู้จักสิ่ง 2 คือกาย รู้จักจิต ที่ร่วมกันอยู่คือกาย
วกกลับมาถึงกายต้องมี 2 อย่าง ต้องมีทั้งภายนอกภายใน มีแต่ภายนอกอย่างเดียวไม่มีจิตวิญญาณเข้าไปเกี่ยวไม่ใช่กาย เพราะ ฉะนั้นถ้าเข้าใจผิดแค่นี้ก็เป็นโมฆะ หรือไปหลับตาไม่มีภายนอกเลยก็มิจฉาทิฏฐิอีก ผิด กายต้องมี 2 ข้างนอกข้างในร่วมกันอยู่เป็นอายตนะ ตลอดเวลาเสมอๆๆๆ แล้วก็วิจัยภาวะ 2 ใน 1 ภาวะ 1 ใน 2 อันนี้แหละ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ตัวที่จะทำอย่างสำคัญจริงๆคือ เวทนา คือความรู้สึก เพราะฉะนั้นความรู้สึกนี้มันมีสุขมีทุกข์ นี่แหละคือโลกุตระธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ ว่าถ้ามนุษย์เราเรียนรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องเวทนานี้ อันประกอบไปด้วยเรื่องกาย ประกอบไปด้วยอัตตา ที่เที่ยวไปวุ่นวายเกี่ยวก่อให้เป็นกาย แล้วเป็นข้างนอกออกไปเรื่อยๆ เรียกว่าโลก กว้างขึ้น โลกมันไปเกี่ยวไปผูกไปพัน น้อยๆแคบๆก็กว้างขึ้นกว้างขึ้นจนเลยออกนอกโลกไปเป็นเจ้าโลกเลย ข้าจะต้องมีอำนาจยิ่งใหญ่เป็นผู้เผด็จการหมด เพราะฉะนั้นในความรู้ความเป็นของชาวเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจเทวนิยม ศาสดาเทวนิยมทั้งหลายจึงมีแนวโน้มแนวเน้นแบบนี้หมด ไม่มีมาเข้าใจอย่างที่อาตมาอธิบาย แม้แต่ในประเทศไทยก็ยังมีส่วนเชื้อที่จะเหลือไม่เข้าใจโลกุตระบ้าง แต่จะหมดแล้วถ้าอาตมาไม่ฟื้นขึ้นมานี้ หายไปเลยนะ จบ 22 เพราะฉะนั้นเราจบกิจของเศรษฐศาสตร์ ดูแลการอภิบาลการเลี้ยงดูกัน เศรษฐศาสตร์ก็มีการสร้างทรัพย์ศฤงคาร สร้างที่อยู่อาศัยกินขึ้นมาได้ แล้วก็แบ่งแจกเกื้อกูลกันไป ชาวอโศกสำเร็จจบกิจทั้งเศรษฐศาสตร์จบกิจทั้งรัฐศาสตร์ เพราะเข้าใจกายเข้าใจจิตอย่างสมบูรณ์แบบ กายคือการเกี่ยวข้องจิตคือตัวเรา ตัวเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เราจะมีปัญญามีธาตุรู้ที่เข้าใจวิจัยอะไรออก มีธรรมวิจัยสัมโพชงค์สมบูรณ์แบบ รู้ละเอียดลออจึงสามารถที่จะร่วมปรุงแต่งเป็นอภิสังขาร ปรุงแต่งสิ่งที่ควรปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยตาม กรอบ ของสังคมแต่ละกลุ่มแต่ละกลุ่มอย่างพอเหมาะ อย่างพวกเรานี้เหลือเฟือในเรื่องอาหารการกิน ถึงขั้นไปแจกเขาได้อยู่ ไปทำออกให้ข้างนอก ปลูกข้างถนนไปให้คนเขาได้เก็บกินเพราะเราอยู่ในของเรานี้กินเหลือเฟืออยู่แล้วส่งผลผลิตไปวางศาลาปันสุขก็ทำอยู่แล้ว ปลูกเข้าไปให้เก็บเอง เด็ดเอง มันขี้เกียจนัก มีคนมองว่าอย่างนี้ก็ทำให้คนเขาขี้เกียจสิ.. ก็ให้มันขี้เกียจไปสิอยากจะโง่ไม่มีปฏิภาณทำไม บางคนเขาก็ทำ ทำไมเราทำเป็นเราก็ทำได้ทำไมเราไม่ทำจะเสื่อม ทำอะไรกันนักกันหนา คนฉลาดจะได้คิดคนโง่ก็แล้วไปเถอะมันโง่ก็ต้องโง่ไปสิ แต่จะเอาเปรียบเอารัดมีกิเลสเห็นแก่ตัวกันไป จะไปรับผิดชอบเขาได้อย่างไร ไอ้คนมันโง่ เราก็ให้คนได้คิดเหมือนกับเราทำการขายตลาดอาริยะต่ำกว่าทุน คนก็บอกว่าแบบนี้ทำให้คนเห็นแก่ตัว เห็นกันได้ตอนแรกมันก็ใช่ ตอนหลังมันมีภาวะซับซ้อน ชาวอโศกมาเสียสละแล้วเราจะไม่ขี้โลภหรือความละอายก็จะเกิดขึ้นความสำนึกเกิดขึ้น เขาก็เปลี่ยนจิตของเขาเองว่าเราไม่ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ขี้โลภเหมือนกัน เดี๋ยวนี้ไม่แย่งไม่ซิงไม่ขี้โลภเหมือนเก่า แต่ก่อนนั้นมาจองคิวอะไรกัน เวียนเทียนกัน เดี๋ยวนี้ก็สำนึกเกิดขึ้น นี่คือความเจริญของจิตที่เขาสำนึกและเขาก็เปลี่ยนแปลง อย่างนี้แหละเป็นผล ไม่ใช่ไปบังคับให้เขาหยุดให้เขาเจริญให้เป็นอย่างนี้ไม่มีบังคับ เป็นอิสระเสรีภาพ คุณพัฒนาจิตของคุณให้เจริญเองเลย นี่คือการสร้างเศรษฐศาสตร์ สร้างให้คนรู้จักปฏิบัติกิจที่เป็นเศรษฐกิจที่ เป็นโลกุตระ เป็นเศรษฐกิจที่วิเศษ เพราะฉะนั้นในความเป็นเศรษฐกิจของชาวอโศกในโลกตะวันตก จบด็อกเตอร์มา 5 ใบ 10 ใบก็ไม่มีอย่างนี้ เพราะเกิดจากจิตเป็นประธานมีปัญญา รู้พอ รู้จบ มีวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ)เพ่งทำลายกิเลส มันยังเหลือสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ก็ขัดเกลาตนเอง กาย วาจา ใจ มีหลักเกณฑ์ให้ปฏิบัติที่สูงขึ้น มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) สุดท้ายเป็นคนไม่สะสมเหมือนพวกเรา สร้างสรรค์ไป ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา สบายๆ สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจก็มีแต่ความเกื้อกูล ช่วยเหลือเฟือฟายกันไป ทุกคนก็มีแต่เพิ่มพูนการเสียสละ ชีวิตสุดท้ายปลายเปิด ชีวิตคนนี้มีแต่พัฒนา ความเสียสละๆๆๆ จนกระทั่งเสียสละได้อย่างสุดยอด อย่างเจ้าชายสิทธัตถะเกิดมา มีวัง มีเวียง มีสมบัติ เกิดมารู้ตัวว่า เราต้องเป็นพระพุทธเจ้านี่ก็หนีเลยเดินออกมาเฉยๆเลย สมบัติพัสถาน ทั้งอำนาจบาตรใหญ่ ทรัพย์สินเงินทองก็หนีออกมาเฉยเลย เลิกเลย มาถอดเครื่องทรงแบบกษัตริย์ออกมา นุ่งห่มผ้าห่อศพ ผ้าบังสุกุล เดินเท้าเปล่า แต่ก่อนฉลองพระบาทเป็นทองคำ สมัยโบราณเป็นทองคำจริงๆ มาเดินพระบาทเปล่าเฉยๆเป็นสุขุมาลชาตินะพระพุทธเจ้า แน่นอนเท้าบางแน่ แต่ท่านก็มีบารมี ไม่มีปัญหา อย่างนี้เป็นต้น คือมันไม่ใยดีไม่แยแสแล้ว สมบัติโลก พอรู้ตัวก็ไม่เอาแล้ว อย่างอาตมาไม่ต้องถึงพระพุทธเจ้า พอรู้ตัวแล้วก็ไม่เอา มาทางนี้เลยแล้วก็พาพวกคุณมาจนได้ จนสำเร็จด้วย ซึ่งมันเป็นทฤษฎีที่ชาวเทวนิยม ชาวโลก ชาวโลกียะเขาบอกว่าอะไร ว่ามาจนยังไง แล้วมันซับซ้อนเป็นสิริมหามายา มาจนทำไมมันรวยๆ มันเอาแต่แจก ทำไมมันรวยได้ไง ดูที่นี่อะไรๆก็ดูอุดมสมบูรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือเครื่องใช้ดูสิทำให้คนมาเล่นมาอาศัยมากินมาใช้ จ่ายนะ เครื่องเล่นทั้งหลายก็จ่าย แล้วแถมจ่ายค่าไฟทุกวัน รวมแล้วหลายแสนต่อเดือน ในบ้านราชเรานี่ ตั้งแต่มาใหม่ๆก็มีคนมาทำงาน จนเดี๋ยวนี้มีคนงานมาอาศัยทำมาหากินตั้งแต่เรามาอยู่ก็หลาย 10 ปีแล้ว เขาก็ทำมาหากินจนกระทั่งตั้งหลักตั้งฐานะของเขาได้ เยอะแยะไป รวยกว่าพวกคุณ รวยกว่าพวกเรา พวกเราเป็นนายทุน เป็นคนจ่าย แต่ทางโน้นเขารวยกว่าพวกเรา _สู่แดนธรรม... เขามีรถแทรกเตอร์ พ่อครูว่า... มีทุกอย่างมีสมบัติพัสถาน พวกเราก็มีแต่รถส่วนกลาง มันดูแล้วมันสลับ แต่พวกเราไม่สับสน เราชัดเจนแล้ว เราเต็มใจยินดีอย่างนี้ พวกนั้นเขาจะต้องอาศัยติดยึดอยู่ ก็เป็นไป เราไม่มีปัญหาอะไร นี่คือความรู้ของมนุษย์ นี่คือความสำเร็จ ความรู้ของมนุษย์ ความสำเร็จที่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมโลกเขา แล้วเราเป็นตัวประโยชน์ เป็นอายะ พหุชนหิตายะ เป็นคนมีประโยชน์ ที่แท้จริง พหุชนะคือมวลประชาชน คือมี อธิปไตย 3 แล้วก็มี อายะ 3 อธิปไตยก็คือมวลประชาชน ประชาธิปไตยคืออธิปไตย 3 แล้วประชาชน พหุชนะ มวลประชาชน มีประโยชน์คุณค่าที่อาศัย ประโยชน์คุณค่าที่ทำให้คนสุขสงบ หิตะประโยชน์ พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ประโยชน์ที่จะกระจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive