660419 ตอบปัญหาผ่าการเลือกตั้ง 2566 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์33 KB
วันที่แก้ไข20 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

660419 ตอบปัญหาผ่าการเลือกตั้ง 2566 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/52992.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1LIb1tBuITCePajwHzLntRfJzmC_6hgp0/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1Ke9TuYdKMHwkUqjtmCuL7PwcV5NbgnVS/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/Aw-57cBLo8Y และ https://fb.watch/j-Gj5h7Ni5/

สมณะฟ้าไท... วันนี้วันพุธที่ 19 เมษายน 2566 แรม 14 ค่ำเดือน 5 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เราเพิ่งเสร็จงานตลาดอาริยะครั้งที่ 42 ไป ทำมา 40 กว่าปี ตอนเริ่มต้นทำที่สันติอโศก มีคนไม่กี่คนมาขายของ แล้วก็ย้ายไปที่ปฐมอโศก คนมาไม่เท่าไหร่ จนทุกวันนี้คนมามืดฟ้ามัวดินใช้เวลา 40 กว่าปี ซึ่งโลกุตระอาจจะไม่หวือหวาฟู่ฟ่า แต่ว่าค่อยๆไต่ระดับขึ้นไป เป็นการขายราคาขาดทุนโลกีย์แต่กำไรอาริยะ ความคิดอย่างนี้ถ้าไม่ใช่พระโพธิสัตว์ทำไม่ได้หรอก เพราะว่าทางโลกมีแต่จะอยากได้เอาเปรียบกันทั้งนั้น แต่นี่คิดกลับตาลปัตรกับทางโลก อาหารจานละ 1 บาทตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ 40 ปี ไม่มีขึ้นราคาเลย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าวัตถุดิบอะไรจะขึ้นไม่เกี่ยว 1 บาทอย่างเดียวเรื่อยไป ไม่รีบร้อนแต่เร่งเครื่องตลอดเวลา ไม่หวือหวาแต่มั่นคงยาวนาน คนก็ค่อยๆรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ เท่าที่อยู่กับพ่อครูมาจะเห็นลักษณะอย่างนี้ โลกุตระจะไม่หวือหวาแต่มั่นคง ทำอย่างเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนตอนไปชุมนุมพ่อครูให้โศลกว่า ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ พ่อครูว่า... SMS วันที่ 17-18 เม.ย. 2566 _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกกลับมาจากไปร่วมงานที่บ้านราชแล้

อ่านต่อ

วค่ะเมื่อวันที่ 16 เม.ย. พอถึงบ้านก็ได้พบแม่และพบสามีที่กลับมาจากทำงานขนขยะที่กรุงเทพ ได้พบลูกสาวลูกชายด้วยค่ะ พอตกค่ำเราก็นั่งล้อมวงคุยกัน ลูกก็ถามว่า"ข่อยไปบ้านราชมาหลายมื่อ ทุกคนคิดจั่งใด๋" แม่บอกว่า"แม่นบหาพ่อครูทุกมื่อ ขอบารมีพ่อครูให้แม่บ่เป็นหยัง ลูกสิได้อยู่ส่อยงานพ่อครูจนจบงาน ลูกกลับมาแล้วแม่ดีใจแฮง แม่บ่เป็นอิหยังเลย บ่ป่วยเล้ยย" ส่วนสามีก็บอกว่า"เจ่าอยู่พุ้นอย่าห่วงหน้าห่วงหลัง ข่อยอยู่ทางนี้ข่อยสิเบิ่งลูกเบิ่งแม่เอง" ส่วนลูกสาวก็ว่า" หล่าคิดฮอดอิแม่แฮง"สำหรับลูกชายก็ถามว่า" งานปลุกเสกเป็นจั่งใด๋ ได้เอาพระไปปลุกเสกนำบ่"ลูกก็ตอบว่า" บ่แม่นแบบนั้น คือเอาคนมาฟังเทศน์ปลุกเสกคนให้เป็นพระ คือจั่งปลุกเสกคนกินเหล้า คนเล่นการพนัน คนกินเนื้อสัตว์ ให้มาเซากินเหล้า เซาเล่นการพนัน เซากินเนื้อสัตว์ จั่งซี่" ลูกชายก็พยักหน้า ลูกก็เล่าบรรยากาศตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเข้านอนของงานปลุกเสกและงานตลาดอาริยะให้ทุกคนฟัง สุดท้ายลูกก็สรุปให้ทุกคนฟังว่า "เกือบ30ปีมานี่บ่เคยออกบ้านนานเท่านี่ กะมีครั้งนี้หละที่ไปปฏิบัติธรรมและกลับมาด้วยความสบายใจเพราะทุกคนเข้าใจ ข่อยกะขอบคุณทุกคนที่อนุญาตให้ไปบ้านราช" ลูกมากราบเรียนพ่อครู น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

ปฏิบัติธรรมไม่หาเงินแต่ชอบยืมเงินแล้วไม่จ่ายหนี้ถูกต้อง _Ampika Chung เอมพิกา ชุง · นมัสการเจ้าค่ะ มีเพื่อนไม่กินสัตว์ ไม่หาเงิน ไม่ใช้เงิน แต่พอเดือดร้อนไปยืมคนอื่นจนเป็นหนี้ แต่เขาก็ปลงได้ด้วย ไม่เดือดร้อนว่าตนเป็นหนี้เป็นสินคนอื่น แบบนี้เรียกว่าปลงได้ และไม่ต้องทำกิน ไม่ขายและบอกไม่ชอบเงิน แต่ทุกครั้งเดือดร้อนต้องยืมเงินคนอื่นบ่อย ๆ (เหตุเพราะชินจากการเคยรับ จากการให้ทานจึงนอนรอโอกาส สักวันคงมีคนนำมาให้ แบบนี้ถือว่าปฎิบัติธรรมมองบวก จนไม่เดือดร้อนกับเจ้าหนี้ต้องฝึกทำจิตแบบไหนคะ) จึงจะทำได้แบบนี้ค่ะ พ่อครูว่า... ก็ต้องทำความฉลาดทำความรู้ให้ได้ก่อนว่า ไอ้คิดแบบนี้ทำแบบนี้ มันจะเข้าท่าหรือ ไปยืมเงินแล้วก็เฉย ทำไม่รู้ร้อนรู้หนาว แล้วไม่ใช้หนี้คืนด้วย จะทำได้ไง เพราะฉะนั้นก็ต้องทำความเข้าใจให้แจ้งว่า ที่ทำอยู่อย่างนั้นมันไม่ถูก ไม่ถูกต้อง ทำเข้าไปวันหนึ่ง ถ้าไปเจอเจ้าหนี้ที่โหดๆ..ตาย มันมาเอาตายเลย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่คืนแบบนี้นานเข้า มันก็เอาตายเท่านั้นเอง ก็ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่ามันไม่ถูกต้อง คิดอย่างนั้นทำอย่างนั้นไม่สอดคล้องแม้แต่สมมุติสัจจะของโลกก็ไม่ถูก ยิ่งปรมัตถ์แล้วยิ่งไม่จริงใหญ่เลยแบบนั้นเรียกว่า มันขี้โกงเขา ไปเอาของเขามาแล้วไม่ใช้คืน มันเป็นเรื่องของสามัญ สังคมโลกเขาง่ายๆ ตื้นๆ จะไปถือเป็นปรมัตถ์ ทุกอย่างไม่ใช่ของใคร ทุกอย่างเป็นสมมุติทั้งนั้นอะไรอย่างนี้ คุณจะตีกินแบบนั้นไม่ได้ มันจะซับซ้อนสลับสับสนวุ่นวายตาย ใช้ไม่ได้

โลกุตระจะไม่ยินดีในการเที่ยวแต่ยินดีในการสร้างอาหารเผื่อโลก _พลังเพ็ญ คำด้วง · ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ละเอียดสุขุมลึกซึ้งอย่างยิ่ง (เรื่องอบายมุขที่พ่อครูอธิบาย แค่มีความยินดีที่ต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยเยอะ) ก็ถือเป็นอบายมุขขั้นละเอียด ทำให้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นค่ะ เกิดปัญญามากขึ้น กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... เป็นอบายมุขขั้นละเอียดคือเป็นสิ่งที่ไม่ดี อบาย ถ้าใส่คำว่า มุขะคือเป็นหัวหน้า ยิ่งใหญ่ สำหรับเราที่ยังมีจิตที่ยังมีการฟูใจ คนชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยเยอะ เราก็ยินดี แล้วไอ้ความยินดี มันก็มีองค์ประกอบ ยินดีที่เขามาเที่ยวเมืองไทย ตื้นๆก็ยินดีที่เขามาเที่ยวเมืองไทย แต่องค์ประกอบที่มาเที่ยวเมืองไทยก็จะมีว่า ในด้านวัตถุ เขามาเที่ยวเมืองไทยก็เอาเงินมาจ่าย เอาเงินมาใช้สอยในเมืองไทย อันนี้ก็เป็นเรื่องของโลกสากล คิดว่า อันนี้เป็นเศรษฐกิจ อันนี้เป็นรายได้ ที่คนต่างชาติเข้ามาแล้วก็นำเงินเข้ามาแล้วเอามาจับจ่าย เอามาใช้ เอามาสะพัดออก มาให้แก่คนไทยได้รับเงิน จากการซื้อขายของกินของใช้อะไรก็แล้วแต่ มันก็เกิดการเป็นบทบาทของโลก คนทั้งโลกก็มีเรื่องซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยอัตราเงินทอง จนกระทั่งมันสนิทเนียน จนกลายเป็นเรื่องที่เขายึดว่าสำคัญที่สุดที่จะใช้ ในการยังชีพ เพราะฉะนั้นในโลกสามัญปกติธรรมดาๆ ก็มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน สร้างผลผลิตขึ้นมาแล้วก็ขาย เอาเงินมาซื้ออย่างอื่นที่เราไม่ได้ผลิต เราผลิตอันนี้แล้วก็ไปซื้ออย่างอื่นที่เราจำเป็นต้องกินต้องใช้ต้องอาศัยอย่างอื่น สลับไป มันก็เป็นการยังชีพไป ทีนี้ถ้าคนที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีก จนกระทั่งไม่ต้องไปพึ่ง ไม่ต้องไปพึ่งพาเงินของคนอื่น อีกเลย หรือให้ชัดๆก็คือ ไม่ต้องไปพึ่งเงิน ไม่ต้องไปพึ่งธนบัตรอีกเลย เรามีชีวิตอยู่กับปัจจัย เช่น ปัจจัย 4 ปัจจัย 4 คืออาหาร ข้าว ผ้า ยา บ้าน อาหารการกิน พืชพันธุ์ธัญญาหารแล้วก็เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค แล้วก็ที่พักที่อาศัย ที่พักที่อาศัย อย่างเราชาวอโศกไม่ต้องยึดว่าเป็นบ้านของเรา มีบ้านส่วนกลาง แม้คนที่มาสร้างบ้านในส่วนกลางนี้ก็จนกระทั่งไม่ยึดว่าเป็นบ้านของเรา ใครจะมาอาศัยร่วมก็ได้ เพราะว่าบ้านก็อยู่ได้หลายคน อย่างนี้เป็นต้น เราก็พึ่งพาอาศัยกัน บ้านไม่ต้องมีของตนเลย ก็อาศัยพึ่งพากันไปได้ ยาก็มีของส่วนกลาง อย่างบ้านราชที่โฮ่งปัว ผ้านุ่งก็เบิกใช้กับกองกลาง ก็มีเบิกได้ อาหารการกินยิ่งมีส่วนกลาง แต่ละวันแต่ละวันก็เก็บขึ้นมาช่วยกันปลูกช่วยกันใช้ทุกวัน กินไปหมดไป แล้วก็อุจจาระออกไป ทิ้งไป มันก็ต้องปลูกต้องเก็บทุกวัน อันนี้เป็นเรื่องหนักต้องทำงานสำคัญเรื่องอาหารการกิน กวฬิงการาหาร เรากินพืชพันธุ์ธัญญาหาร อุดมสมบูรณ์ เราก็สร้างจนกระทั่งเป็นปกติสามัญ ซึ่งอาตมาก็ยังพยายามจะเร่งรัดพัฒนาให้พวกเราลงมาเป็นชาวไร่ ชาวสวน ชาวกสิกรกัน ไปปลูกพืชผักกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะถ้ามากแล้วเราก็มีหน่วยสะพัดแจกจ่ายออกไป เชื่อว่ามีที่แจกจ่าย จะขายบ้างเพื่อที่จะได้อะไรแลกเปลี่ยนมาอย่างถูกๆจริงๆ แจกได้อยู่แล้ว มันมาก ทุกวันนี้เราก็ยืนยันว่าเราพอแจกได้อยู่ ขายถูกเราก็ขายได้อยู่ แล้วยิ่งทุกวันนี้พวกเราเข้าใจ แล้วก็มาช่วยกันทำให้มากยิ่งขึ้นๆ แจกออกไปอีก ขายให้ถูกลงไปอีก นี่คือความเจริญ ยิ่งแจกได้มากยิ่งถูกลงไปอีก เห็นไหม เศรษฐศาสตร์ของชาวโลกุตระ ทิศทางแนวโน้มของความเจริญกับทิศทางแนวโน้มของความเจริญโลกียะของทุนนิยม มันตรงกันข้ามกันเลยเห็นไหม แล้วเห็นจริงๆอย่างที่ว่านี้ด้วยนะ เห็นจริงอย่างนี้ไหม เรายิ่งทำอย่างนี้ได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปเห็นจริงเฉยๆ มาลงมือทำสิแล้วมันจะได้มากยิ่งๆขึ้น เพื่อการให้เห็นทิศทางของสัจธรรมที่ว่า เจริญจริงๆ ความเจริญที่เป็นโลกุตรธรรมแท้ๆ เรายิ่งได้เสียสละ เพิ่มพูนการเสียสละ ตัวสุดท้าย ใน อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ (พ่อครูคันจมูก ตัดออก) การไปยินดีในสิ่งที่ได้มา จนกระทั่งเราเห็นชัดเจนว่าสิ่งที่ได้มามันดี มันไม่เสียหาย เราก็อย่าไปให้เกิดจิตฟูขึ้นมาถือเป็นอุปกิเลส ของอาริยะชนชั้นสูง ชั้นละเอียด รู้ความจริงตามความเป็นจริงแล้วก็ วางใจ มุทิตา เห็นว่าก็ดีแล้วก็วางไม่ต้องมีจิตฟูใจ มุทิตา แล้วก็อุเบกขา มุทิตา คือ มันรับรู้ในทันทีทันใดนั้นว่าอันนี้มันควรแล้ว แม้เรื่องไม่ควร เราก็รู้มีปฏิภาณซ้อนว่าอันนี้บกพร่องอยู่นะไม่ควร จะต้องปรับปรุงให้มันดี แต่อันนี้ดีแล้วควรแล้วก็มุทิตาดีแล้ว แล้วก็อุเบกขา ใจของเราก็เข้าใจอย่างนี้ ทำใจในใจของเราได้อย่างนี้ อย่างชำนาญอย่างเร็วอย่างได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากใน ฌานทั้ง 4 นี่แหละเป็นอาการของจิตเจตสิกของผู้ที่ ฝึกดีแล้วก็จะเป็นอย่างนี้

_สมุห์เอิบ คชรัตน์ · สาธุๆ กับรายการพุทธศาสนาตามภูมิ จากพระครูปิติวิริยคุณ วัดชูนวลรัตนาราม สงขลา

ตายแล้วไม่เน่าจิตจะอยู่อย่างไร การแยกกายแยกจิตที่แท้ _เมตตา โพธิสุทธิ์ · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพบูชายิ่งค่ะ ลูกมีข้อสงสัยเรื่อง “กาย” ที่ยังเข้าใจไม่ชัดแจ้ง อยากจะเรียนถามพ่อครูในเรื่องที่ว่า คนที่มีกายและจิต (คนที่มีชีวิต) จะต้องทิ้งร่างของตนตอนตาย สิ้นลมหายใจ แต่ผู้ที่ยังอวิชชา มีอุปาทานจัด ยังไม่มีสัมมาทิฐิ จะไม่ยอมทิ้งร่างของตนตอนตาย เพราะยึดติดร่างของตนอยู่ว่าเป็นกาย จึงกลายเป็นศพที่ไม่เน่า แถมยังมีผมและเล็บงอกออกมาด้วยนั้น ลูกมีข้อข้องใจว่า ในความเป็นจริงมีโอกาสเป็นไปได้เช่นนี้หรือค่ะท่าน ในความเห็นของลูกมีความคิดว่า เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะจิตแยกออกจากร่างไปแล้ว จิตจะยังมีอำนาจไปบังคับควบคุมร่างนั้น ไม่ให้เน่าเปี่อยไปตามธรรมชาติได้อย่างไร จึงน้อมกราบขอคำอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องนี้ จากพ่อครูด้วยค่ะท่าน กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... เรื่องนี้ซับซ้อนลึกซึ้ง ตั้งใจฟังดีๆ จิตวิญญาณของคน เอาหยาบๆก่อน ปกติสามัญเลย คนที่ยังอวิชชา เมื่อตัวเองตาย สิ้นลม ขาดลมหายใจลง เป็นปกติสามัญตื้นๆของคนทั่วไป พอตายลงปั๊บ จิตวิญญาณเขาจะไม่มีในร่าง จะออกจากร่างไป จิตวิญญาณหรือจิตนิยามนั้นจะออกจากร่างไปเต็มรูปเลย ก็เหลือร่างที่เป็นซากศพ แล้วซากศพนั้นเมื่อไม่มีพลังงานใดเลยของจิตนิยามเหลืออยู่ที่ซากศพ ซากศพนั้นก็จะเน่า หรือแม้ว่าซากศพนั้น มันไม่มีความชื้นไม่มีน้ำ มันไม่มีอะไรมาก มันก็จะทำปฏิกิริยาเน่าช้า เน่าช้าจนกระทั่งบางทีไม่รู้สึกว่ามันเน่า มันจะค่อยๆแห้งลง แห้งลง แห้งลง ใช้เวลา ทีนี้ คนที่มีมิจฉาทิฏฐิ ว่านี่คือร่างของเรา ตายลง จิตวิญญาณควรออกจากร่าง แต่ไม่ออกยึดร่างเป็นของเรา คนๆนี้ส่วนมาก ที่จะยึดร่างของตนเองได้นั้น ก็คือคนที่ศึกษาเรียนรู้ คนไม่ศึกษาเรียนรู้ยึดร่างตัวเองไม่เป็น แต่คนที่มิจฉาทิฏฐินั้นจะศึกษาเรียนรู้สร้างความยึดสายหลับตายึดเก่ง ทำให้จิตวิญญาณเป็นความแน่นแข็ง ติดอยู่กับจิตวิญญาณได้เก่ง ก็จึงตายแล้วยึด เพราะฉะนั้นสายหลับตา สายเจโต พวกนี้จึงมีร่างของอาจารย์ที่ไม่เน่าเยอะ ฟังแล้ว แล้วไอ้การยึดร่างไม่เน่านี่ สัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ ... มิจฉาทิฏฐิ แต่เขาไปหลงว่าสัมมาทิฏฐิว่า นี่แหละวิเศษ นี่แหละประเสริฐ ว่ายอดว่าเก่ง เอาใส่โลงแก้ว เอาไว้กราบไหว้เคารพนับถือก็ยังมีอยู่เยอะ แต่แท้จริงทุกอย่างแล้วเมื่อมันได้ทุกอย่างลงตัวได้สัดส่วนพอเหมาะก็ต้องตาย ร่างกายตายก็คือตาย เช่น คนที่ไม่เข้าใจ คนที่ยังยึดร่างตัวเอง แล้วก็ไม่ยอมออกจากร่าง เมื่อไม่ยอมออกจากร่าง ยึดร่างตัวเองอยู่ ทั้งๆที่เป็นมนุษย์พืชแล้ว ข้างนอกไม่รับรู้สึกแล้ว ไม่มีกายแล้ว ไม่มีกายคือ ไม่มีเวทนา ไม่รับรู้สึกเลย จิต อยู่ในจิตเท่านั้นเป็นจิตระดับ พีชนิยาม เหมือนพืช แล้วทางหมอก็เรียก มนุษย์พืช ถ้ามนุษย์พืชนี้จะไม่มีเวทนา ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีจิตนิยามเป็นตัวตนแล้ว เป็นพืชแล้ว เพราะฉะนั้นเราฆ่าพืชโดยเราจะบาปไหม?... ไม่บาป _ป๋อง... จะเข้ากับ เมถุนสังโยคว่า ปรารถนาเป็นพระเจ้าหรือเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งแล้วยึดไว้หรือไม่ครับ พ่อครูว่า... จะตีความเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่มันต้องมีนัยยะสำคัญต่างกัน อันนี้เรากำลังพูดถึงสรีระ มันจะเน่าหรือไม่เน่า แต่อันนั้นมันยึดถือนามธรรมก็เป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง เป็นกาม เขาก็ยึดเป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง ตายแล้วต้องไม่พรากจากกัน จะต้องยึดเป็นเราอยู่นั่นแหละ ผูกพันกันต่อไปนั่นคือเมถุนสังโยค อันนี้กำลังอธิบายรูป อันนั้นมันเป็นนามธรรม ที่ยึดอยู่ ไม่พรากไม่จากกันไป ทั้งๆที่ควรจะพรากแล้วแต่ไม่พราก เพราะฉะนั้นเหตุปัจจัยที่กำลังอธิบายนี้เมื่อไม่พราก แล้ว มันจะมีดินน้ำไฟลมที่สังเคราะห์กันมากหรือไม่มาก แบคทีเรียเยอะหรือไม่เยอะ เมื่อมันไม่เยอะ มันก็ดูไม่เน่ามันก็เหมือนทำเนื้อตากแห้ง เนื้อย่างอะไรไปเรื่อยๆ มันก็ไม่เน่า มันก็ทำปฏิกิริยากันอย่างไม่ดุเดือดไม่เน่าฉุฉะอะไร มันละเอียดลอออย่างนี้ คนที่ศึกษาผิดก็ไปยึดถือผิดๆอย่างที่อธิบายไปแล้วสรุปแล้ว ว่า มันไม่ได้หมายความถึงความเก่งกาจเก่งกล้ามีความวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่มีหรอก แต่ก็งมงาย มีกันอยู่ทั่วไป ในศาสนาอื่นๆ จะมีหรือไม่มีจะโง่เหมือนศาสนาพุทธที่ยึดถือกันอย่างนี้หรือเปล่า จีนนี่ ยึดถืออันนี้กันอีกเยอะ ไทยก็ไม่เบาไม่น้อยกว่าเขา ยึดที่มิจฉาทิฏฐิอยู่ ก็พอรู้กันว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็ไม่ควร ตายแล้วจิตวิญญาณก็ควรทิ้งร่างไป แม้ที่สุด ร่างที่จะเป็นแค่พีชะอยู่ ก็ไม่ควรอยู่แล้ว เพราะมันไม่เป็นกายแล้ว จิตพิการแล้ว กายพิการแล้ว คือไม่มีกายมันก็พิการแน่ จิตไม่มีกายมันก็พิการ เพราะจิตมันต้องมีกาย จิตไม่มีกาย ในร่างที่คุณเองถือว่าเป็นกายของคุณ ที่จริง มันไม่ใช่กายของคุณแล้ว คุณไม่ได้รับรู้สึกภายนอกเลย ใครจะกระทบกระเทือนกระแทกกระทุ้ง คุณก็ไม่รับรู้สึก จิตของคุณอยู่ที่คุณ ถ้าคุณเกาะอยู่ที่ร่าง มันก็อยู่ในร่าง แต่มันไม่อยู่ในร่างหรอกเป็นจิตสัมภเวสี จิตของคุณที่เป็นมนุษย์พืชนี้ มันไม่อยู่ที่ร่างหรอก มันเป็นสัมภเวสีเหมือนนอนหลับ คุณนอนหลับจิต มันก็เป็นสัมภเวสีแล้วออกไปท่องเที่ยวเรียกว่า จิตท่องเที่ยว จิตล่องลอย จิตไม่มีที่เกิดไม่ได้รับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่รู้เรื่อง มีแต่จิตอยู่ในภพของมันเอง ถ้าใครเผาร่างกายนั้นทันที เผาในขณะที่ เป็นมนุษย์พืช ร่างนี้ก็ไม่รู้สึก ร่างนี้ก็ถูกเผาไป จิตก็ออกไปอยู่นั่นแหละ เพราะจิตไม่ได้เกาะกับกายแล้วไง นี่เป็นนัยยะที่ละเอียดที่อาตมามีภูมิรู้อธิบายสู่ฟังได้ สรุป ตรงนี้ก็ได้ว่า เรียนรู้จิตที่อยู่ในระดับ จิตนิยาม พีชนิยาม อุตุนิยามให้ดีๆ ที่พูดนี้มันอยู่ระดับครึ่งๆ ไม่เป็นอุตุนิยาม จะเป็น พีชนิยาม เล็บมันยังงอก ผมก็ยังยาว มันไม่รู้สึกเจ็บปวด มันไม่มีบาปไม่มีบุญ มันไม่ใช่เราแล้ว มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราแล้ว คำว่า เรา ของเราคือ เราต้องอยู่ครบทั้งกายและจิต รู้สึกเต็มๆ แต่พอมันออกมาเป็นเล็บที่เป็นชีวะ ยังเป็นพืช ไม่มีประสาทรับรู้แล้ว เล็บก็ตาม ผมก็ตาม ฟันหนังก็ตาม ผมก็หยาบ ขนก็เล็กละเอียด ฟันก็ยากกว่า หนังก็ยิ่งยากใหญ่มันละเอียด ก็อธิบายที่เล็บ เพราะฉะนั้นมันยาวออกมาไม่มีกายแล้วแต่คุณยึดว่าเป็นเรา ไม่เจ็บไม่ปวดแต่คนก็เจ็บปวด ผู้หญิงที่รักเล็บฉันสวย หักออกไปจะเป็นจะตายจะฆ่ากันว่า เล็บฉัน มันไม่ใช่ของฉันแล้วแต่คุณก็ของฉันของฉัน มันไม่ใช่ของเรา มันไม่ยึดมั่นถือมั่นหรอก ตัวมันเองตัวเล็กมันไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น แต่เราไปยึดมั่นถือมั่นกับเล็บ แต่เล็บมันไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นกับเรา มันไม่ใช่เราแล้ว มันหนีไปอย่างอื่นแล้ว อธิบายละเอียดให้ฟัง เพราะฉะนั้นคนที่แยกกายแยกจิตตรงนี้แหละ จากที่ พระพุทธเจ้า ท่านให้ศึกษาจาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อธิบายอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ หนังนี่อธิบายยาก ความไม่ใช่เรา ไม่ใช่กายเรา อันนี้แหละในขณะที่มีชีวิต เราทำสัมผัสกับอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราก็ทำใจในใจของเรากับสิ่งนั้นๆๆๆ ว่าไม่เป็นกาย ไม่เป็นเรา อันนี้จิตทำได้อย่างนี้แหละ เป็นผู้ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ไม่มีบาปไม่มีบุญ ผู้ทำใจในใจมนสิการใจของตนเองได้อย่างนี้ คุณก็จะไม่ยึด ถ้ายึดเป็นเราเป็นของเรา คุณก็เจ็บก็ปวด ถ้าไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา คุณก็ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่บาปไม่บุญ ได้อาศัยชีวิต เพราะที่จริงที่สุดแล้ว ทุกอย่างมันไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราเลย แต่สมควรจะยังชีพต่อไปหรือไม่สมควรที่จะยังชีพของเราต่อไปเลย หรือมันขาดจากตัวเราไปแล้ว เล็บมันห่างมันขาดจากตัวเราไปแล้ว ก็ต้องเข้าใจความจริงสิว่า ไม่ใช่ของเราแล้วนะ ผมมันยาวไม่ใช่ของเราแล้วนะ เพราะฉะนั้นภิกษุผมมันยาวหน่อยก็โกน ไม่มีปัญหาอะไรมันไม่ใช่เรา เล็บก็ยาวก็ตัด ใครอยากจะไว้ยาวที่จะใช้ประโยชน์บ้างก็ไว้ไป ถ้าไม่ใช้ประโยชน์อะไรแล้วก็ไม่ต้องไว้ ประเด็นสำคัญก็อยู่ที่ว่า ยึดเป็นเราหรือไม่ยึดถือเป็นเราของเรา ติดตามต่อไปเพราะเรื่องกายยังมีความลึกซึ้งซับซ้อนมาก ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ เริ่มต้นต้องเข้าใจคำว่า กาย อย่างสัมมาทิฏฐิ ใน สักกายทิฏฐิ พ้นความเข้าใจผิดว่า กายไม่ใช่หนึ่งเดียวนะ กายต้องมี 2 ต้องมีนอกมีในนะ นี่เป็นหลักเกณฑ์อย่างหยาบข้างต้น ถ้าเข้าใจผิดตั้งแต่ว่ากายนี้ไม่มี 2 มีแต่ข้างนอกอันเดียวหนึ่งเดียวคนนี้แหละมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นคนที่กลัดกระดุมเม็ดแรกผิดมิจฉาทิฏฐิตั้งแต่สักกายทิฏฐิ ไม่มีหวังจะเป็นอรหันต์เพราะว่ากระดุมเม็ดอื่นมันก็จะผิดหมด เพราะฉะนั้นจะไปพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิดในจิต ธรรมในธรรม ซึ่งเป็นอิทัปปัจจยตาต่อ คุณทำต่อไม่ได้ ก็เมื่อกายคำต้นผิด จะไปพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา ซึ่งเป็นกายที่ละเอียดตามเข้าไปหานามธรรมข้างในเรื่อยๆ จิตในจิต ธรรมในธรรม คุณผิดตั้งแต่ต้น กลัดกระดุมเม็ดแรกผิดมันก็ผิดไปหมด ก็จะพิจารณาเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ผิดไปด้วยไม่ออก เมื่อตั้งแต่กายพิจารณาไม่ได้แล้ว คุณจะปฏิบัติหลักเกณฑ์ใด ในทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะฉะนั้นผู้ที่พิจารณากายในกาย สัมมาทิฏฐิ ได้แล้วเวทนาก็มีจิตลดกิเลสได้ ก็ยังต้องไปตรวจ ว่าคุณปฏิบัตินั้นจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายไปตลอดหรือเปล่า คือปฏิบัติวิโมกข์ 8 มีกายไม่หลุดไม่หายไปด้วยตลอดหรือเปล่านะ เพราะฉะนั้นถ้าปฏิบัติธรรมะไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คุณไม่มีทางที่จะบรรลุอรหันต์ เพราะฉะนั้นในบุคคล 7 ไปแปล น เหวโข ในปัญญาวิมุติ บุคคลที่ 6 ไปแปลว่าไม่ได้สัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกายนั้นก็แปลผิด แท้จริง นเหวโข ไม่ได้แปลว่า ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะผ่านระดับ 5 กายสักขี มีกายเป็นหลักฐานอยู่แล้ว ทำอาสวะสิ้นบางอย่างได้แล้ว พอเป็นบุคคลที่ 6 ปัญญาวิมุติ อาสวะสิ้นหมด นับเป็นอรหันต์ได้แล้ว สายปัญญาจะไปถึงปัญญาวิมุติ ก็จบกิจแล้วเป็นอรหันต์แล้ว ส่วนสายศรัทธาต้องเป็น อุภโตภาควิมุติ คือศรัทธา ทำได้แล้ว แต่ไม่มีปัญญารู้จบ ต้องไปมีปัญญาเสริมให้อีก 1 ตัวเป็น อุภโตแปลว่าสอง ต้องมีทั้งศรัทธาและปัญญาเติมเข้าไปเต็ม จึงจะเป็นผู้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายที่อาสวะสิ้น เป็นพระอรหันต์ สายศรัทธาจึงช้ากว่าปัญญาวิมุตเป็นบุคคลที่ 7 ปัญญาวิมุตเป็นบุคคลที่ 6 อุภโตภาควิมุติ เป็นบุคคลที่ 7 ต้องเติมปัญญา แต่บุคคลที่ 6 มีศรัทธาเป็นแกนแล้วพอแล้วรู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน ชัดเจนมาแล้วตั้งแต่ต้น พอมีปัญญาก็สรุปตัวเองได้หมด จบกิจก่อน รายละเอียดพวกนี้ไปเดาไม่ได้นะ เดาแล้วมืด วนเลย สับสนเลยนะ เดาไม่ได้ ต้องมีสภาวะจริงๆจะพูดได้พอ พระอรหันต์ที่ไม่รู้ละเอียดไม่มีปฏิสัมภิทาญาณ ก็จะอธิบายไม่ได้เหมือนอาตมา อาตมาเป็นสายปฏิสัมภิทาญาณโดยตรง แล้วก็เรียนรู้ปฏิบัติฝึกฝนมาจนถึงทุกวันนี้อธิบายรายละเอียดได้อย่างนี้แหละ ใครจะอธิบายได้อย่างอาตมาทุกวันนี้ สาธยายไปถึงขั้นเวทนา 108 แจกละเอียด อุปาทายรูป 24 รูป 28 เกี่ยวข้องกับนามธรรม 5 อย่างไร สังเคราะห์กันยังไง ถึงขั้นไหน อาตมาก็ไม่ได้อธิบายบ่อยๆ อธิบายขั้นต้นเมื่อไปถึงขั้นโน้นค่อยอธิบายอีก

_สนอง นิละกุล : สภาวะจิตจากการไปบ้านราชฯครั้งนี้รู้ว่าอากาศร้อนมากนอนไม่เต็ม จิตปั่นป่วนอยู่บ้างเรื่องบ้านเมืองพ่อบอกว่าปท.มันไม่ใช่ของเราคนเดียว มิตรดีบอกว่าพ่อ.เอาอย่างไรเราก็เอาตาม ก็จบลง เราไปเอาธรรมะยังไม่เข้าใจกายในกายแจ่มแจ้งครับ พ่อครูว่า... เห็นไหมกายในกายไม่ใช่ง่ายๆ คุณสนองก็ยังไม่เข้าใจชัด ก็ติดตามฟังเอา

_ป้าเปิ้ล เชิญชม • มี 5 บ.ก็อิ่มได้ เหมือนย้อนไปในอดีต สมัยคุณตาคุณทวดเลยนะ พ่อครูว่า... เงินมีค่าสูง 5 บาทก็อิ่มท้องได้ ซื้ออย่างละบาท ได้กินตั้ง 5 อย่าง อิ่มแปล้เลย ชามละบาทๆๆ 5 บาท มันต้องอิ่มแน่เลย ถ้าเป็นอาตมากินไม่หมดหรอก 5 ชาม ทุกวันนี้ต้องพยายามกินอาหารให้ได้พอ สมณะฟ้าไท... ช่วยไม่ให้เงินเฟ้อด้วยครับ พ่อครูว่า... พวกเราเป็นพวกรักษาเศรษฐกิจของประเทศสังคมได้จริงๆชั้น 1 เลย

เปรียบเทียบการเป็นนายกฯ คุณทักษิณกับพลเอกประยุทธ์ _ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม · กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง การหาเสียง เพื่อเอาคะแนนในการเลือกเพื่อจะได้คะแนนให้ได้มาซึ่งนำมาเพื่อตัวเอง และพรรคตนเอง ถ้าเป็นการเมืองโลกุตตระ จะไม่เป็นเช่นนี้ เอาสมมุติมาใช้ เงินอนาคตมาใช้ ไม่อยู่กับปัจจุบันต้องมาดูของจริงที่อโศกเรา กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า... มันยังยากอยู่ ก็วิจัยนิดหน่อยก็แล้วกัน พวกหาเสียงจะเอาเงินอนาคตมาใช้ แถมเป็นเงินดิจิตอลอีกต่างหาก ไอ้เงินดิจิตอลคือเงินอยู่ในตัวเลขลอยลมอยู่ในอากาศ เอาตัวเลขมาล่อจะให้คนละ 10,000 บาท ทำไมคนเรา โดยเฉพาะคนไทย เอาละประเทศอื่นเขาจะหลอกกันจะหลงเชื่อก็เรื่องของเขา เขาจะฉลาดตามเขา แต่คนไทยทำไมต้องฉลาดน้อยเหมือนเขา อาตมาละเว้นคำว่าโง่ ทำไมต้องไปฉลาดน้อยเหมือนชาวเทวนิยม ที่เขาไม่เข้าใจเศรษฐกิจแบบโลกุตระแบบไทย บังคับไม่ได้หรอกคนจะฉลาดน้อยก็ฉลาดน้อย เพราะฉะนั้นคนฉลาดน้อยกับคนฉลาดจริงๆแบบโลกุตระ อันไหนมีมากกว่ากัน คนฉลาดโลกุตระก็ต้องน้อยกว่า เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องหลอกคนที่ฉลาดโลกียะ ฉลาดแบบทางโลกๆ เขาก็ต้องหลอกคนพวกนั้น เขาก็จะได้คะแนนเสียงมา เพราะฉะนั้นคะแนนเสียงที่หลอกกันได้ แล้วก็มาอวยกันมาให้กัน มันไม่ใช่ความจริงเลย มันไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเป็นประชาธิปไตยมวล ประชาธิปไตยปริมาณ ประชาธิปไตยไม่ได้เข้าหาแก่นสารสาระที่แท้ แต่มันก็ไปเรื่อยๆ เมืองไทยก็เจริญขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้อาตมาขอวิจัยต่อนิดนึงว่า โพลต่างๆ เขาก็โพลไปกับคนที่ยังเข้าใจแบบโลกียะเยอะๆ ผลออกมาโพลก็จะต้องเป็นแบบนี้เช่นโทรบอกว่าเมืองไทยได้เบอร์ 1 มามากเลย เบอร์ 2 นี้จะได้คือพลังประชารัฐ หรือ ภูมิใจไทยจะได้มา เพื่อไทยต้องเบอร์ 1 เบอร์ 2 พลังประชารัฐหรือภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ จะอยู่อันดับที่ 4 ที่ 5 นู้น ตามโพลที่เขาวัดโดยค่านิยมของตัวเลข หรือยังสับสน สาระกับตัวเลข ตัวหลอกกับตัวจริง คนที่ทำงานจริงๆ ชัดๆ ทำสาระกับมวลมนุษยชาติ ทำเพื่อประชาชนจริงๆมีความรู้ความสามารถ มีปรากฏการณ์จริง มีผลงานจริง ก็รู้อยู่ เพราะมันได้พิสูจน์ใหม่ๆสดๆนี้เลย พรรคเพื่อไทยก็ดี คณะที่ทำอยู่แล้วก็ดี ก็คือฝ่ายหนึ่ง ที่เป็นฝ่ายที่ยังไม่สมบูรณ์แบบกับอีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายสมบูรณ์แบบกว่า ก็คือฝ่ายทักษิโนมิคกับฝ่ายพลเอกประยุทธ์ แบบพลเอกประยุทธ์กับแบบทักษิณ มีหมู่ใหญ่ๆอยู่ 2 หมู่เท่านั้นเอง ฉะนั้นตอนนี้ก็จะเลือก 2 ค่ายใหญ่ๆนี่แหละ ตัดสินกันให้ดีๆนะ อาตมาก็ไม่สามารถพยากรณ์ได้เหมือกนัน ก็ยังไม่ได้เลือกจริง อาตมาไม่สามารถไปตัดสินได้ว่าอะไรจะมา แต่ใครทายใจอาตมาได้ไหมว่า อาตมาอยากให้อันไหมมา...ได้ ว่า รทสช มา อยากให้ รทสช เบอร์ 22 มาชนะการเลือกตั้ง แน่นอน อาตมาก็อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่อาตมาก็ไม่สามารถไปบังคับความเห็นความเชื่อ ซึ่งคนก็พยายามครอบงำทางความคิด propaganda หาเสียงแข่งกันอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะผ่านวันที่ 14 พฤษภาคมค่อยมานับแต้มกัน ว่าแล้วจริงๆมันจะออกผลกันว่าอย่างไร ซึ่งโดย ถ้าจะบอกว่า ผลที่ควรจะเป็น อาตมาก็มีเหตุผลเพียงพอ มีหลักฐานมีที

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน