ทำอย่างไรใจจะไม่ฟุ้งซ่าน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทำอย่างไรใจจะไม่ฟุ้งซ่าน _ทำอย่างไรให้ไม่ฟุ้งซ่านครับ พ่อครูว่า... ฟุ้งซ่านนี้เป็นนิวรณ์ตัวหนึ่งอยู่ใน 5 กิเลสทั้งหมดพระพุทธเจ้าสรุปลงไว้ที่ 5 ตัวนี้ กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา อีหลักอีเหลื่อ ครึ่งๆกลางๆ งงๆงวยๆ ไม่สำเร็จสงสัยอยู่นั่นแหละ ตัววิจิกิจฉาคือตัวที่โง่ไม่เสร็จ โง่ไม่จบ ฉลาดไม่สมบูรณ์ วิจิกิจฉาคือตัวจบถ้าพ้นวิจิกิจฉาได้ก็คือจบ เพราะฉะนั้นก็คือ 4 ตัวนี้แหละคือกิเลสหลัก กิเลสกาม พยาบาท คือกิเลสหยาบ ภายนอก กิเลสรวมใหญ่ทั้งหมด ส่วนกิเลส ฟุ้งซ่านกับ ถีนมิทธะ คือ กิเลสละเอียดภายใน ทีนี้ถ้าคนที่ปฏิบัติธรรม ไม่ทำกิเลสภายนอกก่อน ถ้ากิเลสฟุ้งซ่านกับ ถีนมิทธะ ถีนมิทธะ คือกิเลสจับตัวเป็นก้อนแล้วมันก็โง่ ซึม และกิเลส อุทธัจจะกุกกุจจะ คือกิเลสเชิงสายฟุ้ง มันก็ฟุ้งไปมากขึ้น มากขึ้นเพราะไม่มีอะไรควบคุม ไม่มีภายนอกควบคุม คนที่ลืมตา ตื่นมามีตาหูจมูกลิ้นกาย จะเรียกว่า มันควบคุมก็ได้ จะเรียกว่ามันดึงเอาเราไป ตามันก็ดึงเราไป จะต้องไปรับรู้สนใจทางตา หูมันก็ดึงเราไปให้เราไปสนใจกับเรื่องหู จมูก ลิ้น กายทั้ง 5 ทวาร มันก็ทำให้เราครบทั้งภายนอกภายใน แล้วก็เป็นคนตื่น แต่คุณหลับเข้าไป มันไม่เป็นคนชาคริยะ หรือชาคระ มันเป็นคนหลับเป็นคนอยู่ในภพ เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นการง่ายที่คุณจะโง่ มันจึงเป็นการง่ายที่จะถูกกิเลสตัวเองทับถมเข้าไป ไม่ว่าจะทับถมให้มันมีความมากขึ้น ความเจริญขึ้น เจริญของกิเลสนะ ถีนมิทธะ ก็ตาม อุทธัจจะกุกกุจจะ ก็ตาม เพราะฉะนั้นคนที่ไปนั่งหลับตา ปฏิบัติธรรม สะกดจิต คุณก็จะอยู่กับ ถีนมิทธะ กับ อุทธัจจะกุกกุจจะ เพราะคุณตัดกามกับพยาบาทที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภายนอกนี้ออกไปเสีย ที่จะมีแรงดึงให้คุณตื่น คุณรับรู้ความจริง ที่มีปัจจุบัน สัมผัสตาหู จมูก ลิ้น
อ่านต่อ
กายนี้มันเป็นปัจจุบันทั้งจิตเต็มๆ มีปัจจุบันทั้งกิเลสที่เกิดตัวแท้ แต่คุณตัดไม่มีตัวจริงข้างนอก มันเป็นกิเลสจำไม่ใช่กิเลสจริง มันเป็นกิเลสเก่า พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรว่า เป็นกิเลสในอดีตกับกิเลสในอนาคต ไม่มีกิเลสในปัจจุบัน ไม่มีกิเลสจริง มันเป็นกิเลสลำลอง มันเป็นกิเลสของตัวคุณที่คิดฟุ้งซ่าน อดีตก็ฟุ้งซ่าน อนาคตก็ฟุ้งซ่านอย่างเดียว มันเป็นภพของตัวเองเท่านั้น มันไม่เกี่ยวกับความจริงที่มันจะเกิดปัจจุบันนี้มันมีใหม่ อันนี้คุณมีเท่าไหร่ คุณก็เก็บมาไม่หมดหรอกในความจำ แล้วคุณก็ขยำขี้ในขี้ไม่รู้กี่กองไปเก็บมาหมด จากอดีต แล้วขี้นี่นะยังไม่ได้เกิดจริง คุณฟุ้งซ่านเป็นอนาคต ขี้ใหม่ที่คุณฟุ้งซ่านนั้นคิดเอาเองเป็นขี้ใหม่ ยังไม่เกิดของจริงทีเดียว แต่คุณก็พยายามจะติดใจในอนาคต แล้วคุณก็จะออกมาเป็นตัวจริงในตาหูจมูกลิ้นกาย ให้มันครบเท่านั้นเอง คุณก็ไปสร้างอยู่ในอนาคต ขยำอยู่กับอดีต แหม.. สรุปแล้วนี่นะ มันไม่ใช่วิธีที่จะเรียนรู้กิเลสจริงๆ แล้วก็ทำให้มันลดลงไปทีละอันๆๆ แล้วมันจะหมด เหมือนคุณมีขวด มีน้ำอยู่ในขวดมีตะกอน คุณจะเอาตะกอนออก คุณก็หลับตา เอาไปอยู่ในที่มืด แล้วคุณก็จะหยิบฝุ่นออกให้ได้หมดมันจะหมดไหมเล่า มันต้องมาอยู่ในที่สว่าง แล้วต้องขยายความยืดความกว้างของมันออกให้เห็น มันถึงจะจับได้ดี จับได้ เอามันออกได้หมด เพราะฉะนั้น การไปนั่งหลับตาเท่ากับจับฝุ่นในที่มืดออก และไม่ใช่คุณจับฝุ่นในที่มืดหรอก คุณหลงว่าคุณมืดหนักเข้าไปกดข่มเข้าไป มันก็ดิ้น ทำให้มันตกตะกอนแน่นๆๆๆเข้าไป แล้วคุณก็นึกว่ามันหมดแล้ว คุณเก่งที่คุณทำให้ตะกอนมันนิ่งหยุดได้ แล้วคุณก็มาหลงในน้ำใสข้างบน เพราะคุณเองคุณจม มันโง่ไม่รู้กี่ชั้นไม่รู้ การไปหลับตาทำนี้เป็นโมฆบุรุษ ที่อาตมาไม่รู้จะพูดอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านว่า คนที่ไปนั่งหลับตาไม่ได้ เพราะในยุคนั้นมันเป็นยุคที่คนโง่หลับตากันเกือบหมด ถ้าท่านไปด่าเหมือนอย่างทุกวันนี้ท่านจะไม่ได้คนมาปฏิบัติธรรม แต่อาตมาไม่ใช่อยู่ในยุคพระพุทธเจ้าก็พูดไม่รู้กี่ทีแล้ว ยุคที่มีศาสนาพระพุทธเจ้าประกาศความจริงอันนี้มาหมดแล้ว แล้วจะไปหลับตาให้เป็นโมฆะ มันโง่หนัก เพราะฉะนั้นอาตมาพูดได้เต็มที่ พระพุทธเจ้าพูดเต็มที่ไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีคนมาเป็นลูกศิษย์เลย แต่อาตมานี้คัดเอาคนฉลาดมา คนที่โง่หรือคนที่ไม่มีทางที่จะรับโลกุตระได้ เขาไม่มาหรอก อาตมามาทำงานนี้ อาตมามาเก็บตกผู้ที่มีบารมี คนไม่มีบารมี ยากมาก เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าคนศาสนาอื่นที่มาเข้ากับอโศก มาเปลี่ยนศาสนามาอโศก อาตมาทำไม่ได้ มีที่ไหน ไม่มี น้อยมากเลย มีอยู่เหมือนกันแหละแต่อาตมาไม่อยากนับ เพราะว่ามันเทียบเปอร์เซ็นต์กันไม่ได้เลย มันน้อยมาก คนที่เป็นศาสนาอื่นแล้วมาปฏิบัติธรรมกับอโศก เพราะงั้นในธรรมะที่อาตมานำมาเปิดเผยนี้ จึงเป็นธรรมะที่พูดไปแล้วว่ามันเสื่อมจากสังคมพุทธ อาตมาไม่ได้สอนธรรมะโลกีย์เท่านั้น สอนโลกุตระ มันเสื่อมไปแล้วก็กอบกู้มันขึ้นมาได้อย่างยากเย็นแสนเข็ญเอาตมาก็พูดไม่รู้กี่ทีแล้วว่าภาคภูมิใจที่กอบกู้ขึ้นมาได้ ได้ประมาณนี้สำเร็จถึงขั้นสาราณียธรรม 6 เกิดสังคมชุมชนที่มาอยู่ด้วยกันนี้ ถึงขั้นมีสังคมสาธารณโภคี อยู่กันอย่างเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วต่างคนต่างก็ปฏิบัติธรรมของตนเองมีศีล มีทิฏฐิของตัวเองเจริญขึ้นไปตามลำดับ เสมอสมานกันอยู่ร่วมกันอยู่ในนี้ เท่านี้อาตมาก็ภาคภูมิใจแล้ว 660331 ตอบปัญหาให้ปัญญาค่ายยุวชนอโศกสัมพันธ์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก