วิธีจบกิจในเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องชีวิตที่เกิดมา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์21 KB
วันที่แก้ไข4 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

วิธีจบกิจในเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องชีวิตที่เกิดมา _กาสิโน...ฮาวาย...แดน paradisell! ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ประจําคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต้นปีที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบรายงานการศึกษากาสิโนถูกกฎหมายของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) การจัดเก็บรายได้และภาษีจาก ธุรกิจกาสิโนถูกกฎหมายฯ เนื่องจากเป็นเรื่องสําคัญ แต่สําหรับการเลือกตั้งคราวนี้ ยังไม่ปรากฏพรรคการเมืองใด แสดงจุดยืนเกี่ยวกับการมีธุรกิจกาสิโนถูกกฎหมายบนผืนแผ่นดินไทย กาสิโนถูกกฎหมาย ก็ไม่ต่างจากการพนันประเภทอื่น ซึ่งนักการเมืองมักใช้เป็นเครื่องมือหารายได้เข้ารัฐ แทน การขึ้นภาษีที่จะทําให้สูญเสียความนิยมจากประชาชน อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาที่ปรากฏในวารสารชั้นนําของโลก พบประเด็นสําคัญตรงกันว่า การจัดตั้งกาสิโนทําให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นเพียงในระยะเวลาสั้นๆ แต่ส่งผลร้ายต่อ คนจนมากที่สุด โดยภาษีจากการพนันมีลักษณะถดถอย(regressive) มากกว่าภาษีจากการบริโภค รายได้ของ ครัวเรือนที่ยากจนส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการส่งเงินเข้ารัฐผ่านการพนันประเภทต่างๆ ทําให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมรุนแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เมื่อพิจารณารายได้ของกาสิโนพบว่าส่วนใหญ่มาจากคนในท้องถิ่น รายงานสถิติผู้เล่นกาสิโน ในมาเก๊าโดย Macau Gaming Inspection and Coordination Bureau ระบุว่า แต่ละปีมีนักพนันเป็นคน ต่างชาติที่มิใช่เชื้อสายจีนเพียงประมาณร้อยละ 3-4 เท่านั้น นั่นแสดงว่า คนเล่นกาสิโนส่วนมากไม่ใช่คนต่างถิ่นหรือ ชาวต่างประเทศ กิจกรรมกาสิโนถูกกฎหมายจึงทําให้การพนันในสังคมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลถึงปัญหาสังคม อื่นๆ อาทิ ข้อมูลของ FBI ชี้ชัดว่า

อ่านต่อ

ในช่วง 3-4 ปี ภายหลังการนํากาสิโนเป็นกิจกรรมถูกกฎหมาย อาชญากรรมใน แต่ละพื้นที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 8-10 ชุมชนที่ตั้งอยู่ห่างจากกาสิโนไม่เกิน 10 ไมล์ มีอัตราการถูกยึดบ้านที่สูงขึ้น ไม่นับ รวมปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ ในขณะที่นักการเมืองหลายประเทศ นักการเมืองไทยเกือบทุกยุค พยายามผลักดันกาสิโนให้เป็นกิจกรรมถูก กฎหมาย แต่นั่นมิใช่...ฮาวาย...ดินแดน Paradise ที่ผู้คนจํานวนมากใฝ่ฝันต้องการไปเยือนสักครั้งในชีวิต ฮาวาย เป็นหนึ่งในสองรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีกฎหมายบัญญัติให้การพนันทุกชนิดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะ เป็นลอตเตอรี่ กาสิโน การแข่งม้า การพนันกีฬา บิงโก รวมถึงเรือสําราญที่จัดให้มีการเล่นการพนัน ก็ไม่สามารถ แล่นผ่านน่านน้ําฮาวายโดยเด็ดขาด การละเมิดกฎหมายอาจส่งผลให้ถูกจําคุก Daniel Inouye อดีตนักการเมืองยุคแรกและรัฐบุรุษของฮาวาย ผู้ได้รับเลือกตั้งให้ดํารงตําแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของมลรัฐ ต่อมาได้รับเลือกตั้งให้ดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตในปี พ.ศ. 2555 ประกาศจุดยืนอย่างแน่วแน่ว่า ผืนแผ่นดินฮาวายไม่เหมาะกับการ พนันทุกชนิด เพราะการพนันไม่ว่าประเภทใด จะดึงดูดนักท่องเที่ยว “ประเภทที่เราไม่ต้องการ” กล่าวคือ จะไม่ใช่ ประเภทคนคุณภาพที่มาพักผ่อนกับครอบครัว ชื่นชมธรรมชาติ รวมถึงรักษาไว้ซึ่งประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม แต่จะเป็นกลุ่มคนที่นํามาซึ่งความเสื่อมโทรมทางสังคมในหลายมิติ แม้ว่า Inouye เสียชีวิตไปกว่า 10 ปี แต่ อุดมการณ์ของเขายังมีอิทธิพลต่อชาวฮาวายจวบจนทุกวันนี้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) รัฐฮาวายได้ตั้งชื่อสนามบินนานาชาติโฮโนลูลว่า Daniel K. Inouye International Airport เพื่อเป็นเกียรติประวัติและเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึง ผู้ชื่นชอบและกลุ่มผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการพนัน รวมถึงนักการเมืองยุคต่อมา พยายามผลักดัน กาสิโนและลอตเตอรี่ ให้เป็นสิ่งถูกกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่า เป็นการสร้างรายได้ให้รัฐโดยไม่ต้องขึ้น ภาษี รวมถึงนําเม็ดเงินและงานใหม่ๆ มาสู่ระบบเศรษฐกิจฮาวาย ซึ่งมีรายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว แต่ไม่เป็น ผลสําเร็จ ชาวฮาวายในปัจจุบันยังยึดมั่นในอุดมการณ์ของ Daniel Inouye ที่ให้ความสําคัญกับสถาบันครอบครัว เหนือสิ่งอื่นใด สําหรับพวกเขาแล้ว หาดทราย น้ําทะเลสวยใส ธรรมชาติที่งดงาม คือมนต์เสน่ห์ของรัฐ ฮาวายคือ ทั้งหมดที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติ การมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนฝูงอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย การอยู่ร่วมกันใน สังคมอย่างสงบสุข ชาวฮาวายอยากให้คนทั้งโลกได้กล่าวถึงฮาวายในลักษณะเป็นสวรรค์เขตร้อนที่ทุกคนมาอาบแดด สมบูรณ์ แบบด้วยธรรมชาติ เป็นดินแดนศิวิไลซ์ไร้การพนันตราบนานเท่านาน...เช่นนี้แล้ว...คนไทย รวมทั้งนักการเมืองไทย ในยุค พ.ศ.นี้ อยากให้คนรุ่นหลังและชาวโลกได้จดจําประเทศไทยในรูปแบบใด...คําตอบอยู่ที่คนไทยทั้งชาติ หมายเหตุ: ภาพประกอบของผู้เขียนเมื่อครั้งเยือนรัฐฮาวาย ได้เห็นธรรมชาติ ที่อาจมิได้มีความสมบูรณ์งดงามเท่า ประเทศไทย แต่คนฮาวายก็เอาใจใส่ดูแลรักษาอย่างเต็มที่ เพื่อให้สิ่งดีงามอยู่คู่ฮาวายตลอดไป.. พ่อครูว่า... สิ่งที่ดอกเตอร์ชิดตะวันนำเสนอมานี้อาตมาเห็นด้วย 1,000% ไม่ใช่ 100% ไม่ควรที่จะให้เกิดการพนันสารพัด แม้แต่เล็กๆน้อยๆที่เขาเคร่ง ขนาดแข่งเรือเป็นการพนันก็ยังไม่ได้เลยดีมาก เพราะฉะนั้นก็คิดว่า น่าเอาอย่าง แต่ค่อยๆทำไป มันจะทำรวดเร็วรีบรัดก็คงไม่ได้ ก็ต้องไปเรื่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ มันจะทำได้ตรงที่คนต้องสร้างคน ต้องทำให้คน 1. เห็นความเลวร้ายของการไปติดการพนันที่เป็นเรื่องของอบายมุข เป็นนรกใหญ่ อบายมุขคือหัวหน้านรก นรกใหญ่ในภาษาพระพุทธเจ้า มันเป็นเรื่องเลวร้าย เป็นเรื่องต่ำ ที่สุดเรื่องอบายมุขไม่เป็นเรื่องที่ควรทำเลย 2. ให้คนพึ่งตนเอง ให้คนมารู้วิธีที่จะมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะคนไทย เมืองไทย อยู่ได้ด้วยการทำกสิกรรม กสิกรรมนี้ทำมาแต่ปู่ย่าตาทวด แล้วมีกสิกรในเมืองไทย 70-80% เดี๋ยวนี้ก็ยังมีมากอยู่อย่างนั้น เป็นกระดูกสันหลังของชาติ แล้วก็จะเป็นกระดูกสันหลังของชาติไปอีกนานเท่านาน เพราะเราอยู่ในโซนของแผ่นดินที่ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพิ่มจากการทำนาปลูกแต่ข้าว เพิ่มเป็นการพืชพันธุ์ธัญญาหารอื่นๆอีกขึ้นมา ให้มันได้อุดมสมบูรณ์ อย่างที่อาตมาเคยพูดมาหลายทีแล้ว ถ้าเมืองไทยเป็นเมืองที่เก่ง เก่งในเรื่องของกสิกรรม เป็นกสิกรแข็งขัน จริงๆ แล้วทำได้มีประสิทธิภาพ ทั้งมีพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ดี ให้มากๆ แล้วส่งไปขายต่างประเทศให้มันถูกๆ เป็นของดีราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ อย่างนี้ มันจะเป็นสิ่งที่ประเสริฐ จะเป็นสิ่งที่เลี้ยงโลก เป็นสิ่งที่สุดยอดแล้ว เพราะมันเป็นปัจจัยชีวิต อาหารนี้เป็นหนึ่งในโลก ในปัจจัย 4 อาหารเครื่องนุ่งห่มก็เป็นรอง ยารักษาโรคและที่อยู่อาศัย ปัจจัย 4 นั้น พระพุทธเจ้าสรุปไว้แล้ว อาหาร กวฬิงการาหาร อาหารคือสิ่งที่ใส่เข้าไปในปาก เคี้ยวกินเลี้ยงร่างนี้เป็นหนึ่งในโลก ชาติไหนชาติไหนทุกชาติ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังกินอาหาร เกิดเป็นสัตว์ขึ้นมาแล้วต้องกินอาหาร เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเลย ต้องเห็นความสำคัญ อาตมาพูดเอาไไปตั้งเยอะ ถ้าเผื่อว่าแม้แต่กสิกรชาวไร่ชาวนาก็ได้รับเหรียญตรา ได้รับความยกย่อง ได้รับความนับถือ สามารถจริง พากเพียรทำงาน กสิกรรมพวกนี้ให้ดีให้เจริญให้ได้มากๆขึ้น เพราะฉะนั้นประเทศไทยถ้าเร่งรัดพัฒนาเรื่องของอุตสาหกรรม ไทยเราก็ทำบ้าง แต่ไม่เก่ง เราก็เน้นสิ่งที่ดีสิ่งที่ควรของเราสิให้ยิ่งใหญ่ ยิ่งอาวุธแล้วไม่ต้องไปทำเลยเสียเวลา แล้วจะไปสร้างเครื่องปรุงแต่ง เครื่องประเทืองอะไรต่างๆนั้นเลิกเลย เป็นอบายมุขอย่างยิ่งเหมือนกัน เลิก แล้วมาสร้างสิ่งที่เป็นสาระแก่นสารพวกนี้ โดยเฉพาะกสิกรรม ถ้าเผื่อว่าดำเนินนโยบายตั้งแต่วันนี้ไป พากเพียร ผู้บริหารรับทราบไปแล้วเร่งอันนี้ไปให้ดี ให้ใช้วิธีบริหารซึ่งฉลาดกว่าอาตมาเยอะแยะ เคยบริหารมนุษยชาติสังคม อาตมาสอนเรื่องธรรมะ ชาตินี้อาตมาเน้นธรรม เพราะฉะนั้นเรื่องการบริหาร เศรษฐกิจไม่เท่าไหร่ แต่ทางธรรมะนี้อาตมามั่นใจ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าช่วยกันอย่างนี้ได้จะยอดเยี่ยม อาตมาก็เลยมีความเห็นเมื่อดอกเตอร์ชิดตะวัน เขียนมา อาตมาก็เลยมีความเห็นของอาตมาเป็น Comment ของอาตมาก็แล้วกัน ประเทศไทยจะให้เป็นประเทศที่มีสวัสดิการจากรัฐ เต็มที่เหมือนประเทศทางสแกนดิเนเวียน ตามที่ธนาธร หรือใครก็แล้วแต่ ที่ธนาธรเขาต้องการอย่างนั้นหรือ คนต้องให้รัฐเลี้ยงดูว่างั้นเถอะ เป็นภาระของรัฐเลยโดยการเก็บภาษีแพงๆสูงๆเข้ารัฐให้ได้มากๆ นำมาให้รัฐบาลแบกภาระรับจัดสรรเลี้ยงดูประชาชน ข้าราชการที่ทำหน้าที่ก็จะมีอำนาจ ถ้าเป็นเช่นนั้นนะ เพราะข้าราชการมีหน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากรให้แก่ประชาชน น้ำหนักก็จะไปอยู่ที่ข้าราชการมาก ประชาชนก็จะต้องตกเป็นเบี้ยล่างของข้าราชการที่ทำหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการเป็นอาริยบุคคล ก็ดีไป หรือเป็นอรหันต์ก็ยิ่งดี ไม่มีกิเลส ซื่อสัตย์ก็ดี แต่ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการมีกิเลส ไม่ซื่อสัตย์ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ หรือขี้โกง ประเทศจะเป็นยังไง อำนาจก็ตกอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐหรือว่าข้าราชการเต็มที่ มันก็ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยกันคนละขั้วเลย เพราะอำนาจไปอยู่ที่ข้าราชการ อำนาจไม่ได้อยู่ที่ประชาชน ผู้บงการมีอำนาจใหญ่เสียแล้ว ประชาชนต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการ ก็เป็นประเทศที่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นนาย ประชาชนเป็นทาส แทนที่จะเป็นประชารัฐ แทนที่ประชาชนมีอิสรเสรีเต็มที่ พึ่งตนเองให้ได้ ไม่เป็นภาระของรัฐให้ยิ่งๆ คนต้องทำตนให้ไม่เป็นภาระของรัฐให้ยิ่งๆ และสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สังคม เกื้อกว้างออกไปเป็นสามัคคีสังคมอบอุ่น คนนี้แหละช่วยกันเผื่อแผ่เกื้อกูล ถ้าจะพูดแล้วเหมือนชาวอโศกทำกันอยู่ ถ้าทำอย่างนี้กันจะอบอุ่น ก็ตามแบบของพระพุทธเจ้า คนที่จะเปลี่ยนประเทศไปจากสังคมอิสระ ให้เป็นสังคมที่มีข้าราชการเป็นนาย หยุดกันเสียเถิด อย่างที่ธนาธรพยายามจะกระทำ อย่างนี้เป็นต้น หยุดกันเสียเถิด ประเทศไทยทุกวันนี้ก็ดีที่สุดแล้ว อย่าพิสดารวิตถารคิดให้บ้าๆบอๆหนักออกไปเลย เรียนรู้สัจธรรมของพระพุทธเจ้าที่มีปัญญาที่เป็นโลกุตระกันให้ดีๆ มันสุดยอดประเสริฐไร้เทียมทานแล้ว ไม่มีทฤษฎีไหนที่จะวิเศษเท่าได้อีกแล้ว เป็นแต่ว่าโลกยุคนี้ คนเสื่อมจากพุทธศาสนากันไปจริงๆ คนไทยเมืองพุทธนี่แหละเสื่อมไปจากพุทธศาสนาที่เป็นโลกุตระ มีโลกุตรธรรมกันไม่ได้ มันจึงเกิดความทุกข์ เกิดความไม่สงบ ไม่สบาย ไม่อบอุ่น ไม่อิ่มเอม ไม่เกษมใส ไม่มีใจเกื้อกูล ไม่เพิ่มพูนการเสียสละกัน แต่ถ้าหันมาศึกษาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าให้สัมมาทิฏฐิ แล้วก็บูรณะให้เกิดโลกุตรธรรมกัน ในคนในสังคมไทยนี่ทำให้ได้จริงๆ เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ให้ดีที่สุดเลย เมืองไทยมีของดี มีเชื้อของทฤษฎียิ่งใหญ่คือของพระพุทธเจ้า มีโลกุตรธรรมอยู่แล้ว อันนี้แหละถ้าเผื่อว่า ได้ฟังที่อาตมาพูดนี้ก็ตาม คนที่รู้แล้วก็มาช่วยกัน มาผนึกกันสร้างอันนี้ อาตมาสรุปในเรื่องบรรยายธรรมะนี้มาหลายทีแล้วว่า ในคนที่เกิดมาเป็นคนแล้ว พระพุทธเจ้าศึกษาเรื่องคนกับสังคมเท่านั้น แล้วในความเป็นคนและสังคมคืออะไร คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดพฤติการณ์พฤติกรรม จนถึงขั้นมันโง่ฆ่ากันจะเป็นเจ้าโลก ใช้อำนาจบาตรใหญ่ แล้วก็สร้างอะไรต่ออะไรขึ้นมาให้มีอำนาจที่จะเป็นเครื่องต่อรอง สร้างอาวุธเป็นเครื่องต่อรอง ให้คนเห็นว่าอาวุธเป็นอำนาจใหญ่ที่จะยิ่งใหญ่ในโลก หรือว่าจะป้องกันตนเองได้อะไรก็แล้วแต่ สร้างเงินทองขึ้นมาให้มันหลงใหลกันไป สร้างเกม ขอเรียกว่าเกมการแข่งขัน เกมการอาศัย เกมอะไรขึ้นมาที่ไร้สาระหรือมันซับซ้อน ที่ทำให้คนไม่สำเร็จไม่จบกิจกัน คำว่า “จบกิจ” คำนี้จะได้อธิบายต่อๆไป ในเรื่องของเศรษฐกิจ รัฐกิจ สังคมกิจ คำว่า กิจ กิจการ การกระทำแล้วก็จบกันที่คำว่า “จบกิจ” จะได้ขยายความอันนี้ให้เข้าใจกันชัดๆเพราะสำคัญมากเลย ถ้าไม่เข้าใจคำนี้ซะแล้วมันไม่มีทางจบกิจ คำนี้เป็นคำของพระพุทธเจ้าที่คนไทยแปลจากพระบาลี _สู่แดนธรรม... กตัง กรณียัง พ่อครูว่า... กตัง แปลว่า เสร็จแล้วจบ กรณียังแปลว่า กิจ แปลเป็นไทยก็คือ จบกิจ ยิ่งใหญ่มาก จบกิจ คือ เลิกเลยไม่เป็นกิจเป็นการกับเราอีกแล้วในเรื่องนี้ บริบูรณ์สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นเรื่องที่เลวร้ายเราก็อย่าให้ไปทำเป็นกิจการงานเสียเวลาแรงงาน ทุนรอน ไปยุ่งกับมันอยู่ เลวร้าย ตั้งแต่การสร้างอาวุธมาฆ่าคน เป็นกิจการที่เลวร้ายที่สุด จนกระทั่งอาตมา ให้โศลกหรือม็อตโต้ว่า “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” ให้มันแรงออกไป เขาจะสำนึกกันหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เขายังไม่มีภูมิธรรมที่พอจะรู้ว่าแล้วอยู่กันอย่างไม่มีอาวุธแล้วจะอยู่อย่างไร คนก็มารังแกตายสิ ประเด็นนี้แหละคนไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่า เราป้องกันตนเองได้ด้วยคุณธรรม เรามีคุณธรรมเป็นอาวุธ เรามีความเสียสละเป็นอาวุธ เรามีภูมิปัญญาที่จะสร้างสิ่งที่เป็นสาระแก่นสาร ให้แก่คนอื่น ช่วยคนอื่น เรามีแต่ช่วย ไม่ฆ่า ไม่แกง ไม่ทำร้ายใคร ใครเขาจะฆ่าใครเขาจะแรงมา เราก็เข้าใจความเกิดความตาย ตายก็ตาย ถ้าเราได้ทำสิ่งที่ดีได้เป็นกรรมเป็นวิบากของเราไปแล้วมันไม่มีตกต่ำ ตายชาตินี้ชาติหน้าก็จะยิ่งเจริญขึ้น เจริญขึ้น มันยังไม่บรรลุอรหันต์ แม้บรรลุอรหันต์แล้ว รู้จักการตายการเกิดอีก แล้วก็เพิ่มภูมิธรรมให้สูงขึ้นไปอีกเป็นโพธิสัตว์ระดับสูง ที่อาตมาอธิบายไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องโลกุตรธรรมยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นโพธิสัตว์และรู้เรื่องนี้ดี และก็เป็นเรื่องที่จะเอามาพัฒนาลงไปให้แก่มนุษย์ กลับคืนมาจากที่มันเสื่อมมันสูญไปนานแล้ว แล้วเป็นกลียุคสุดท้ายแล้วที่อาตมามารักษาธรรมะโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้าของพระสมณโคดมนี้ 5,000 ปี นี่ถึง 2,500 กว่าปีมาแล้วมันก็เสื่อมขนาดนี้ อาตมาจะต้องมากอบกู้ นี่เป็นเรื่องจริงไม่ใช่พูดอวดดิบอวดดีอะไร ไม่ได้อยากใหญ่อยากดัง มันพูดยิ่งใหญ่เหลือเกินไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของมนุษยชาติที่ดีที่สุด จำเป็นที่สุด แล้วต้องทำสิ่งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อโอ้อวดไม่ได้ทำเพื่อให้คนอื่นหวังว่าฉันเก่ง ฉันรู้ ฉันยิ่งใหญ่ กิเลสเหล่านี้อาตมาไม่มี นี่มันซับซ้อนอย่างนี้ พูดไปก็หาว่าโกหกซับซ้อนไม่เชื่อหรอกว่าไม่มีกิเลส ด่าคนอย่างกับอะไรดี เขาก็ถือกันง่ายๆ คำว่า “ด่า”นี้อาตมาอย่างสุภาพไม่ได้พูดแรงอะไร คุณมีความผิดก็ถูกว่า แล้วอาตมาว่าแรง ว่าจริง ว่าตรง ว่าสั้นมันก็แรงเจ็บ แล้วคุณก็เข้าใจไม่ได้ว่าสิ่งนี้มันเป็นอย่างนี้แหละมันแรงกล้า เพราะฉะนั้นคุณสำนึกเมื่อไหร่คุณจะต้องรู้ว่า นี่ท่านด่าถูกนะ โขกหัวเราเลย คุณจะรู้สึกสำนึกละอายอย่างแรงกล้า กลัว นี่เรายังยึดถือ ท่านด่าให้เท่าไหร่เท่าไหร่มันก็ไม่ถูกเราเลย เหมือนกับถูกหอกแทง 100 เล่ม เช้า กลางวัน เย็น ไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทำไมมันจะแข็งมันจะด้านขนาดนั้น พยายามฟังดีๆแล้วจะได้ปัญญา สุสูสัง ลภเต ปัญญัง ฟังดีๆแล้วจะเกิดปัญญาเสียแล้วฉลาดรู้ว่า อ๋อ..นี่เรายึดถือสิ่งที่ไม่ดีว่าเป็นสิ่งที่ดี คนสำนึกอย่างนี้จะเกิดหิริ ดีไม่ดีหาว่าเราโง่ ตัวเองฉลาด หาว่าเรานี้ผิดแล้วมาทำลายสิ่งที่ถูก เช่น คนมาทำลายอาตมา เขาจะสำนึกรู้ว่าตายๆๆ ถ้าเขาเห็นจริงเกิดปัญญาปฏิภาณเห็นจริงก็จะรู้ว่าตายๆๆ จะต้องกราบขอคารวะขอสำนึกผิดจริงๆ เราทำไมถึงโง่ขนาดนั้น โดยเฉพาะมันซับซ้อน เราก็อยากได้ความรู้อันเป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าอันนี้แต่ตนเองโง่ไม่รู้จักโลกุตรธรรมไปเข้าใจผิดอย่างเดียรถีย์ไปไกล แล้วเมื่อเราเอาโลกุตรธรรมมาพูดอธิบายยืนยัน กลับหาว่าเราเป็นกบฏอีก เห็นไหมมันซับซ้อนอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นผู้ใดรู้ตัวสำนึกเมื่อไหร่แล้วก็จะ โอ้โห.. เห็นไหมคำว่า ละอายต่อสิ่งที่ตนเองโง่ ก็รู้ว่าตัวเองโง่อย่างจริงจังชัดเจนจะสะดุ้งเลยนะ ไอ้หยาขายขี้หน้า พันห้าหมื่นเบี้ย มันจะรู้สึกอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นที่อาตมาพาทำมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ มันได้ผล ของพระพุทธเจ้าทำให้พวกคนเกิดภูมิปัญญาเข้าใจโลกุตรธรรม ธาตุที่มาเป็นโลกุตรธรรม ธาตุ อัญญธาตุ ซึ่งแปลว่ามันเป็นสิ่งอื่นเลยที่โลกียะเขายังไม่มี ธาตุตัวนี้ จะเรียกว่าเป็น ธาตุแห่งจิตนิยามตัวที่ 1 ก็ได้เป็นความรู้ความฉลาด ตัวที่ 1 ที่เป็นแบบโลกุตระ อาตมาก็ได้อธิบายไปหลายทีแล้ว มี อัญญธาตุ ตัวเดียวคุณจะไม่รู้สึกอะไรมากหรอก แต่ก็จะรู้สึกว่าอันนี้แปลกนะ ดีนะ ชิมหน่อย สมมุติว่าเป็นของที่ลิ้มทางลิ้น ถ้าคุณเกิดยินดีในธรรมรสอันนี้ ได้รับ อัญญธาตุ อันนี้ไปแล้ว แต่ก่อนเรามีแต่โลกียะรส แต่นี่เกิดโลกุตระรส หน่วยแรกหน่วยที่ 1 เลยนะ อัญญธาตุ ถ้าคุณเกิดฉันทะใน อัญญธาตุ ตัวแรกที่เป็นรากเป็นมูลกาของมูลสูตร 10 ฉันทะเป็นตัวที่ 1 เกิดตัวฉันทะ ยินดี โอ้โห แปลกเว้ย แน่นอนคุณจะแสวงหาหรือตามหาหน่วยที่ 2 ใช่ไหม พอได้อีกหน่วยที่ 2 ก็จะบอกว่าใช่ อร่อย เป็นธรรมรส คุณก็จะแสวงหาหน่วยที่ 3 4 5 6 จนเลย 50 หน่วยขึ้นไปเป็น 60 70 คุณถึงจะกระเตื้อง กว่าจะอัญญา เป็นพหูพจน์ ก็คือธาตุรู้ ธาตุโลกุตระตัวนี้ พระพุทธเจ้าอุทานถึงว่าผู้ที่มี อัญญธาตุ ถึงขั้นอัญญา เป็นพหูพจน์จนเลย 50 60 ที่จะสอนโลกุตรธรรมได้แล้ว คนแรกของพระพุทธเจ้าคือ โกณฑัญญะ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็จะมาประกาศศาสนาในโลก ก็มีคนที่จะไปโปรด ไปหา อาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ตายไปหมดแล้ว ก็ไปหาปัญจวัคคีย์ต่อ เพราะว่าเคยศึกษามาร่วมกัน แล้วปัญจวัคคีย์เขาก็รู้นะ เพราะว่าโกณฑัญญะเป็นคนทำนายเลยว่าท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต แต่ไม่เชื่อเพราะเขาไปเชื่ออยู่ว่า จะต้องนั่งหลับตา จะต้องสะกดจิต จะต้องเอาอย่างเดียรถีย์ ทิฏฐิผิดๆ ยังเชื่ออยู่ในทิฏฐิผิด ยังไม่คลาย ยังไม่สามารถที่จะรู้ทิฏฐิใหม่ จนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ที่ตรัสรู้ก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไร พระพุทธเจ้ามีมาเป็นของเก่ามาถึงก็ระลึกได้ว่าเป็นของตนเองมี ก็เป็นพระพุทธเจ้าที่จะมาประกาศศาสนา ไม่ใช่ปฏิบัติ มีสัมมาสัมโพธิญาณเป็นโพธิสัตว์จนกระทั่งจบกิจเป็นอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วจึงอุบัติขึ้นมาเป็นมนุษย์ในโลก แล้วก็มีร่องรอยจนกระทั่งแม้แต่พราหมณ์ทำนาย 7 คน 7 รูปว่าจะต้องเป็นพระพุทธเจ้าองค์นี้แน่ ยิ่งโกณฑัญญะบอกเลยว่ามีคติเดียวไม่มี 2 คติ เป็นพระพุทธเจ้าคติเดียว อีก 6 องค์นั้นบอกว่ามี 2 คติถ้าอยู่ทางโลกก็จะเป็นเจ้าจอมจักรพรรดิ ถ้าไปทางธรรมก็จะเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าก็มาเอาทางนี้จริงไม่เอาแล้วไปเป็นเจ้าจอมจักรพรรดิ เพราะฉะนั้นเมื่อโกณฑัญญะมีอันนี้ พระพุทธเจ้าท่านมีสิ่งที่เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์สามารถหยั่งรู้จิตของโกณฑัญญะได้ ว่าคุณภาพของจิตโกณฑัญญะ มีอัญญธาตุ ที่จะรับรู้เรียนโลกุตรธรรมได้ก็จะบอกว่า อัญญาสิ วตโภ โกณฑัญโญ อุทานว่า โกณฑัญญะรู้แล้ว ท่านก็เทศน์อนัตตลักขณะสูตรต่อไป แล้วโกนธัญญะก็เป็นคนที่มีบารมีมาก่อนแล้ว ซึ่งเป็นอิสีติสาวกของพระพุทธเจ้า ตามบารมีที่จะต้องพร้อมมาช่วยกันที่จะสร้างศาสนา เพราะฉะนั้นจึงไม่ยากไม่ช้าไม่นานก็บรรลุอรหันต์ โกณฑัญญะบรรลุก่อนอีก 4 พราหมณ์ ก็บรรลุได้เป็น 5 รูป ก็อยู่ในป่ากันอยู่ทั้งนั้นตอนนั้นหลงทางไปอยู่ในป่า แต่ก็ไปเจอกันในป่า จนกระทั่งพระพุทธเจ้ารู้ตัวเองเสร็จแล้วก็สอนจนกระทั่งได้ 5 รูปเดินทางเข้ามา จึงมาเจอ ยสะมานพ ลูกเศรษฐีใหญ่ใส่รองเท้าทอง ยสะมานพก็มีบารมีเบื่อทางโลกแล้ว เบื่อหน่ายแล้วไม่มีทางออกทางรู้ บ่น โลกนี้วุ่นวายหนอ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าได้ยิน บอกว่าที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ ก็เลยบอกว่าที่ไหน ได้ยินพระพุทธเจ้าก็บอกว่าที่นี่ ซึ่ง พระยสะ ก็มีบารมี ฟังธรรมนิดๆหน่อยๆก็เป็นอุคติตัญญู ฟังธรรมประโยค 2 ประโยค สอนธรรมะ 1-2 กัณฑ์ก็บรรลุแล้ว พระยสะมีเพื่อนร่วมแก๊งเป็นเศรษฐีใหญ่ด้วยกันก็ไปนำหมู่มาอีก 55 ก็รวมเป็น 60 รูปแรกอย่างนี้เป็นต้น ตามประวัติก็รู้กันทั้งนั้น อาตมาก็เกือบๆจะลืมๆแล้วก็ฟื้นมาพอจำได้ตามเนื้อหา ที่อาตมาพูดไปก็ตามเนื้อหา มันก็เป็นสัจจะของมันขึ้นมา จนกระทั่งพระพุทธเจ้าท่านประกาศศาสนา จึงออกจากป่า อยู่กับพราหมณ์แล้วก็ยังอยู่ชายป่าด้วยนะพระยสะ พระพุทธเจ้าก็ได้ 60 รูปแรกเป็นอรหันต์แล้วก็ให้แยกไปคนละนิคม ไม่ใช่ให้เข้าป่านะ เราก็จะไปอุรุเวลาเสนานิคมอย่างนี้เป็นต้น นี่คือหลักฐานสมบูรณ์แบบว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาคนป่า แต่เป็นศาสนาคนเมือง จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นพุทธคุณของพระพุทธเจ้า รวมไว้หมดเลยในเรื่องของสูตรใหญ่ของธรรมะพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพุทธคุณ 9 เป็นวิชชาจรณะ สัมปันโน จึงเป็นสูตรที่บอกให้รู้ว่า เนื้อหาสัจธรรมแท้ของพระพุทธเจ้าคืออันนี้ เป็นทฤษฎีหลัก เพราะฉะนั้นคนที่มิจฉาทิฐิในการปฏิบัติ ศีลไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มี สัทธรรม 7 ก็ไม่มี ฌาน ก็เป็นมิจฉาฌาน เป็นฌานนอกรีต ไม่ใช่ฌานวิสัยไม่ใช่ฌานของพระพุทธเจ้า กลายเป็นฌานโลกียะ เดียรถีย์ ฌานนอกรีต ฌานโลกีย์ ความเป็นฌานที่ไม่สามารถจะใช้คำอื่นแยกออก เพราะถ้าแยกคำอื่นแล้วเขาจะไม่มีวันรู้จักคำว่าฌาน ในโลกียะก็ตาม เขาก็ใช้คำว่าฌาน ฌาน คือลักษณะของจิตชนิดหนึ่ง เป็นคุณภาพคุณธรรมของจิตชนิดหนึ่ง ที่สามารถมีพลังงานทั้งปัญญา ทั้งบุญ ฌาน มีทั้งปัญญาทั้งบุญ บุญคืออาวุธฆ่ากิเลส ปัญญาคือความรู้ เป็น 2 อย่าง ปุญญะกับปัญญา ที่จะใช้ในการปฏิบัติธรรมทั้งหมด ฌาน มีทั้งปัญญาและสามารถที่จะมีประสิทธิภาพ ฌาน 1 2 3 4 กิเลสตาย ประหารเสร็จ ไปตามลำดับ ฌาน 1 2 3 4 เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 อย่างสัมมาทิฏฐิไปนั่งหลับตาสะกดจิตไปเป็นฌาน อย่างนี้เป็นต้น หรือฌานลืมตา ก็ลืมตาสะกดจิตเหมือนกัน ไม่ได้เป็นฌานที่มีรายละเอียดของ จรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีทางที่จะบรรลุธรรม เพราะฉะนั้นคนที่นั่งหลับตาสะกดจิตปฏิบัตินี้ก็พูดย้ำไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเที่ยวแล้ว ว่าเลิกได้แล้ว มันโมฆะ มันเป็นเดียรถีย์ มันเป็นของเก่า มันเป็นของ มิลักขะ ไม่ใช่ของอาริยกะ เป็นของคนป่า คนเถื่อน ไม่ใช่ของคนเจริญ ไม่ใช่คนเมือง เลิกได้ แต่เขาไม่เชื่อง่ายๆ ก็ไม่เป็นไร อาตมาก็จะพยายามย้ำตรงนี้ไปเรื่อยๆนี่แหละ มีคนมาว่าด้วยซ้ำไปว่า ไปว่าเขาทำไม ขนาดว่าอยู่อย่างนี้ยังไม่โงไม่เงย ถ้าไม่แตะไม่ต้องเลยคุณก็จมลงไป อาตมาไม่ใจดำอย่างนั้นหรอก อาตมาสงสาร อาตมาเห็นใจ เขาอยากจะไปนิพพาน เขาอยากได้โลกุตรธรรม เขาอยากไปนิพพาน แต่ไปอย่างนั้นไม่มีทางได้นิพพาน มันจะไปทางไกลกันดารที่ไม่รู้เรื่อง ยิ่งแย่ใหญ่เลย ยิ่งกว่าเขาวงกต ยิ่งกว่าทางทุรกันดาร คุณก็ไม่รู้ทุกข์ วิ่งหาทุกข์ ไม่มีทางที่จะสามารถพาออกจากทุกข์ได้ แม้แต่ในภพลืมตาตั้งแต่อบายมุข ตั้งแต่กามภพ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ คุณก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องเลย เพราะฉะนั้น นัยยะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ละเอียดหมดเลย ตั้งแต่ให้รู้จักอนุปุพพิกถา ให้ปฏิบัติทาน ปฏิบัติศีลเป็นหลัก แต่มิจฉาทิฏฐิแล้วปฏิบัติทานก็ยิ่งสร้างภพชาติ อย่างทุกวันนี้ ปฏิบัติทานแล้วก็เป็นของได้เป็นกุศล ทานไม่ได้มีอานิสงส์ในการที่จะตัดกิเลส ทานแล้วก็ยังเป็นภพ หรือสะสม ตั้งแต่ สาเปกโข ปฏิพัทจิตโต สันนิธิเปกโข จนถึง ปริภุญชิตสามีติ ไว้กินชาติหน้าอยู่ในทานสูตรก็เอามาอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้กี่ที แต่พวกคุณไม่รู้จัก อาการ ลิงค นิมิต ไม่รู้จักอาการของจิต จิตมันมีอาการ มันเป็นกิริยาของจิต อาการมันก็ละเอียดกว่ากิริยาเป็นอาการของสาเปกโข มันเป็นอย่างไรคุณก็ต้องพยายามเรียนรู้ศึกษา ถ้ายังมีหวัง ความหวังมันเป็นอย่างไรภาษาไทย มันมีอาการ มันไม่ตัด มันต่อ นี่อย่าเอาไปแย้งกับลุงตู่นะ ลุงตู่เขาต้องไปต่อ แต่อาตมานี่ตัดนะ ฟังให้ดีเป็นปรมัตถ์นะ แต่อาตมาไม่ได้ขัดแย้งกับลุงตู่ เพราะโลกเขาก็ต้องต่อก็ต้องช่วยกัน แต่ไอ้เรื่องตัดกิเลสต้องตัดอย่างที่อาตมาพูด มันต้องตัด ถ้าไม่ตัด สาเปกโข มันยังเหลือเชื้ออยู่ถึงขั้นปฏิพัทจิตโต หมายถึงมันยังเหลือเชื้อติดต่อผูกพันอยู่ ก็ยังมากขึ้นกว่าสาเปกโข ยิ่งเป็น สันนิธิเปกโข ใส่เป็นคลังเลยเป็นนิธิเลย มันก็ยิ่งไปกันใหญ่สิ ยิ่งหลงผิดเลยเป็นเพราะเป็นภพเป็นชาติ เป็นโลกียทรัพย์ เป็นอะไร เอาไว้ เป็นนามธรรมของฉันของฉัน ของฉันจะได้พึ่งอันนี้แหละกินไปในชาติหน้าภพหน้า ดีไม่ดีอย่าว่าแต่กินให้ภพหน้าเลย แบ่งไปให้พ่อแม่ที่ตายไปแล้วได้อีก ไม่เข้าใจ กัมมัสกะ กรรมเป็นของของตนไม่เข้าใจแบ่งกรรมแบ่งวิบากกันได้อีก มันเป็นมิจฉาทิฏฐิกันไปใหญ่ มันก็ไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะฉะนั้นการสอนที่เถรสมาคมหรือมิจฉาทิฏฐิสอนกันอยู่ที่เสื่อมไปจากโลกุตรธรรมแล้ว ขออภัยอาตมาพูดความจริงไม่ได้พูดไปดูถูก แต่ท่านเป็นอย่างนั้นจริงๆอาตมาก็พูดความจริง ท่านอย่าถือตัวเลยฟัง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน