การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอน 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.64 KB
วันที่แก้ไข4 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอน 2 ความเห็นนี้ตามภูมิโพธิรักษ์ ส่วนใครจะเห็นด้วย และนำไปทำให้เกิดจริงก็อนุโมทนายิ่ง ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความเกรงใจว่า จะเป็นการสอนจรเข้ว่ายน้ำ เพียงแต่อาตมามั่นใจในสารสัจจะของพุทธศาสนาว่านี่เป็นเนื้อหาแท้ๆของพุทธธรรมและเชื่อมั่นว่าดีจริง ไม่เคยล้าสมัยเท่านั้น ไม่ได้อวดดีหรือหลงตนว่าตนถูก-ตนดีเหนือผู้ใดเลย เพียงแต่มั่นใจใน“วิชาการ”ของพระพุทธเจ้าจริงแท้ ข้อที่ ๑. การจะทำให้คนทั้งประเทศ ให้ไม่มีคนจนนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด โดยความแท้จริง ข้อ ๒. และยิ่งจะทำให้คนทั้งประเทศเป็นคนรวยไปทั้งหมด มันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ จึงไม่ควรคิด และไม่ควรพูดเลยในโวหารหรือวาทะอย่างนี้ ข้อ ๓. การพูดออกไปต่อสาธารณชนว่า คุณจะเป็นผู้ทำให้คนทั้งประเทศหายจนนั้น เป็นไปไม่ได้เลยในโลก ไม่ว่าคุณจะเก่งปานใด พูดเช่นนั้นจึงเป็นการคุยโต “สร้างราคา”ให้แก่ตนเอง เท่านั้น เพราะไม่มีใครหรอกในโลกทำได้ แม้แต่พระเจ้าก็มิบังอาจจะบันดลบันดาลให้เป็นเช่นนั้นได้ ถ้าทำได้พระเจ้าคงไม่ใจจืดใจดำปล่อยให้คนในโลกมี“ช่องว่างระหว่างคนจน-คนรวยกันเต็มสังคมโลกขนาดนี้”แน่ๆ ตามสัจจะของพุทธนั้นชัดเจนในความเป็นคน ว่า มีทั้งสมมุติสัจจะที่คนย่อมมีความรู้ความสามารถที่มากน้อยแตกต่างกัน และมีทั้งปรมัตถสัจจะที่คนย่อมมีวิบากของแต่ละคนที่ได้สั่งสมมา แล้วต้องใช้วิบากตามน้อย-ตามมากหรือมีสุข-มีทุกข์ ตามวิบากและตามปัญญาของตนจริง ข้อ ๔. ไม่มีใครเลยในโลกที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยทำให้คนทุกคนในประเทศหายจนไปทุกคนได้หมด มันเป็นไปไม่ได้ตามความเป็นจริง ใครๆก็เสกหรือบันดาลให้คนทั้งประเทศหายจนไม่ได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนหรือของสังคมให้ดีขึ้น ก็ไม่ควรแก้ด้วยการทำให้ตนหรือให้สังคมรวยขึ้นอย่างมาก จนถึงขั้นรวย

อ่านต่อ

ๆๆๆชนิดไม่มี ขีดจำกัดความพอ ที่เรียกว่า“พอเพียง” คนควรมีจุดแห่งความ“พอ” เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ต้องหยุดมีมากกว่านั้น เราสามารถขยันสร้างสรรค์ให้มากๆได้ เมื่อมีมากกว่าตนกินใช้ก็นำออกสละเจือจานเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น ย่อมเจริญยิ่งๆแน่นอน ข้อ ๕. ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการทำให้คนทั้งหลายเกิดปัญญารู้แจ้งรู้จริง มีความเข้าใจใน“ความจน” และคนผู้นั้นเขาตั้งใจทำตนให้เป็น“คนจน”ที่มีปัญญามีสมรรถนะอยู่ในสังคมได้ดีจริงๆ ความมีปัญญานั้นเป็นความฉลาดที่ประเสริฐพิเศษ เป็นความฉลาดของอาริยชน “ปัญญา”เป็นบัญญัติของพระพุทธเจ้าใช้เรียกความฉลาดแบบอื่น(อัญญะ) ซึ่งแตกต่างจากความฉลาดของปุถุชน อันคือ“เฉโก” ข้อ ๖. “ปัญญา”ที่ว่านั้นจะเห็นจริง เข้าใจจริงๆว่า ต้องเป็น“คนจน”ดีกว่าเป็นคนรวย ตนเป็นคนมักน้อยหรือกล้าจน หรือมีทรัพย์สินไว้ที่ตนน้อยๆ(อัปปิจฉะ) เพียงพอกินพอใช้(สันโดษหรือสันตุฏฐิ) ส่วนที่เหลือที่เกินก็รีบสะพัดออกให้แก่ผู้อื่นที่ควร ที่แร้นแค้นจะได้รับไป เขาจะได้หายขาดแคลน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้ เพราะเกิดการสะพัดออกไปสู่ผู้อื่น ไม่ใช่มีมากแล้ว ไม่รู้จักพอ ยังโลภกอบโกยมาเป็นของตัวไม่รู้จบ คอนเซพท์“เห็นแก่ตัว”อย่างนั้นไม่ควรมี ข้อ ๗. คนที่ฐานะดี คนที่มีความรู้ มีสมรรถนะ คนที่ขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ ย่อมพึ่งตนเองได้จริงแล้ว ไม่มีวันขาดแคลนง่ายๆเลย จึงควรเมตตา“คนจน”บ้าง ไม่ควรกักตุนไว้มาก ควรกระจายออกไปสู่คนที่น่าได้น่ามี น่ารับไปใช้ไปกินบ้าง สังคมก็จะได้รับการเฉลี่ยเผื่อแผ่แจกจ่าย มีกินมีใช้ด้วยกันทั่วถึง ผู้สละออกชื่อว่าเป็นคนมีประโยชน์ต่อผู้อื่นจริง เป็นสังคมอาริยะ เป็นสังคมศิวิไลซ์ สังคมเจริญแท้จริง 660403 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอน 2 ปรับทุกข์ปลุกธรรม #17 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน