ดับสังขารโลกในปฏิจจสมุปบาทได้อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ดับสังขารโลกในปฏิจจสมุปบาทได้อย่างไร อาตมาตั้งใจว่าจะอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทให้ฟังดีๆในวันมาฆบูชานี้ ก็ลองฟังมา เรื่องปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทเป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ตรัสรู้ไม่อุบัติความเป็นปฏิจจสมุปบาทไม่เกิด พระพุทธเจ้าตรัสรู้จึงมีปฏิจจสมุปบาทในโลกหรือมีอริยสัจ 4 ซึ่งในความไม่รู้ อวิชชา 8 นี้ อวิชชา 8 จะมี 1. ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2. ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3. ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) 4. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) 5. ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7. ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) 8. ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) พ่อครูว่า…เป็นห่วงที่เป็นปัจจัยแก่กันและกัน เริ่มต้นด้วยอวิชชา แปลว่าไม่รู้ คนที่ไม่รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีสภาวะของ 11 อย่างนี้แหละ เกิดอยู่ เริ่มต้นด้วยคุณอวิชชาเป็นอันแรกเลย เป็นความไม่รู้ ไม่รู้ในการปรุงแต่งเรียกว่าสังขาร ไม่รู้ในการปรุงแต่งของสรรพสิ่ง ความปรุงแต่งในสรรพสิ่งเริ่มต้น หยาบๆท่านเรียกว่ากายสังขาร ปรุงแต่งเป็นวจีสังขาร อยู่ในมโนสังขารหรือจิตสังขาร แต่ไม่รู้ว่ามันปรุงแต่งสังขารอยู่ คนเรียนรู้สังขารการปรุงแต่งแล้วสามารถมีโพชฌงค์ 7 มีสติสัมโพชฌงค์ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์แยกธรรมะ 2 ออก แยกกายแยกจิตแยกรูปแยกนาม แยกธรรมะ 2 แยกละเอียดไปถึงเวทนาในเวทนาเป็นต้น หรือแยกตัณหาออกจากเวทนาได้ แล้
อ่านต่อ
วก็รู้ว่า เวทนาก็เป็นสามัญของมนุษย์ที่มันมีตัณหาเป็นเจ้าเรือน มีตัณหาเป็นตัวที่เข้ามาปรุงแต่งสังขารปรุงแต่งจนกระทั่งกลายเป็นสังขารที่มี กาม กายสังขารที่มีปฏิฆะ แล้วก็เรียนรู้กิเลสกามกิเลสปฏิฆะ ล้างออกไปจนมันลดลง เหลือเป็นระดับกลาง ปลาย จนมันตายสิ้นเกลี้ยงได้ไม่เหลือเลย ท่านก็มีพยัญชนะในปฏิจจสมุปบาททั้ง 11 เมื่อเริ่มมีวิชชา รู้จักคำว่าสังขารมันปรุงแต่งกัน รู้ละเอียดขึ้น เป็นกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร แยกได้ แล้วสังขารต่างๆนี่แหละ มันปรุงแต่งกันอยู่ มีตัวธาตุรู้ที่เรียกว่าวิญญาณ วิญญาณเป็นธาตุรู้ที่เรียกองค์รวม วิญญาณก็ขันธ์ 5 กอง มีกอง รูป เวทนา สัญญาสังขาร มันประชุมกันอยู่เป็นกองเป็นขันธ์เป็นหมู่ ก็เข้าใจอาการของจิตเราเองที่มันเป็นหมวดเป็นหมู่ มันประชุมกันอยู่ ก็แสดงว่าไม่ได้อยู่อย่างเดี่ยวๆ ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์เกิดมานี้ คุณต้องรู้สิ่งสอง ถ้ารู้แต่สิ่งเดียวทำอะไรแต่สิ่งเดียวโดยไม่เข้าใจความเป็น 2 แต่คุณสามารถที่จะรู้หนึ่ง แล้วอีกหนึ่งคุณก็รู้สภาพรอง อีกอันหนึ่งเป็นสภาพหลัก มี 2 สภาพสภาพหลักกับสภาพรอง แต่ถ้ามันสภาพรองไปคบหากับมาร คบหากับผีร้าย ต้องรู้อันนี้แหละเป็นตัว กลิ เป็นตัวโทษตัวภัย ท่านให้เรียนตั้งแต่ภายนอกเรียกว่า กายกลิ ประชุมข้างนอกหยาบก่อน รู้กายกลิรู้โทษ แล้วก็จัดการรู้ให้ได้ว่าพวกนี้มันเกิดมาเป็นคนจริงๆมันต้องมีกาย แต่กายนั้น ไม่คบกับกลิแล้วรู้อาการทางจิตที่เป็นกลิอย่างไรเป็นโทษเป็นภัยอย่างไร แยกกิเลสชัดคือ กิเลสกามกับกิเลสปฏิฆะ กิเลสดูดกับกิเลสผลัก คุณรู้อาการของมันแล้วเรียนรู้จนกระทั่งรู้ว่ามันเป็นอาการที่เกินไป เป็นอาการที่เป็นโทษภัย ลดอาการของมัน ลดพลังงานของมัน ลดได้แล้วนี่ เราจะเป็นคนที่ไม่ต้องไปบำเรอไม่ต้องไปเสียแรงเสียเวลาเสียทุนรอน ต้องไปเผื่อเจ้านี่ เจ้านี่มันเป็นอาคันตุกะ เป็นพวกแฝงพวกปรสิต มันไม่ใช่ตัวเราเลย มันเป็นอันอื่นชีวิตอื่นพญามารอื่นมาแฝงในตัวเราจริงๆเราก็เปลืองไปกับตัวที่เราโง่เอง ให้พวกปรสิตมาดูดมาเกาะมาพึ่ง ที่จริงมันพึ่งเกินไป มันพึ่งเกาะเข้าไปข้างในนั่นแหละ ที่จริงผู้ที่ล้างตัวที่มันเป็นปรสิต พยาธิ หรือเป็นเชื้อโรค มันไม่ควรจะมีอยู่ที่เรา ก็เรียนรู้พวกนี้แล้วก็ มันเป็นตัวที่เจอปัญญาที่เป็นพลังงานที่เป็นไฟ เป็นยอดไฟเลยปัญญา ปัญญากับบุญนี่ตัวเดียวกัน บุญ เป็นตัวสุดท้ายเป็นตัวสำเร็จแล้ว แต่ตัวปัญญาเป็นตัวที่เหลืออยู่เป็นตัวทำงานอยู่แต่ถึงขั้นบุญเป็นนิพพานแล้ว ถ้าถึงขั้นบุญต้องสูญ นิพพาน แต่ปัญญานี้มี 2 มีทั้งรูปนาม ปัญญาเป็นเทวะ เพราะฉะนั้นเทวะที่ใหญ่ที่สุดก็คือปัญญา พลังงานจิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือปัญญาคือเทวะ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าปัญญานี้เป็นอุตตระ ปัญญาเป็นอาการความฉลาดที่อยู่เหนือโลกสามารถที่จะมีโลกหรือไม่มีโลก ไม่ใช่โรคนะ เราไปทำอะไรมันไม่ได้หรอกโรค พระพุทธเจ้าก็มีโรค แต่โลกท่านไม่มี แต่โรคา พระพุทธเจ้าก็ยังมีเรียกว่าพยาธิทุกข์ ทุกข์ขันธ์ แต่เราอยู่กับความปรุงแต่งของโลกที่ยังเกี่ยวข้องกันต้องทำงานร่วมกัน ต้องอนุเคราะห์กันต้องอนุโลมปฏิโลมต้องช่วยเหลือกัน เพื่อที่เราจะเป็นผู้ที่มีประโยชน์เป็นผู้ที่ไม่เป็นภาระ ไม่เป็นโทษไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่นเลย ชีวิตของคน พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่าเราจะทำตนอย่างไรให้เป็นคนที่ไม่เป็นโทษเป็นภัยกับผู้อื่น นอกจากไม่เป็นโทษไม่เป็นไรกับผู้อื่นแล้วต้องไม่เป็นภาระ แต่ไอ้ภาระนี้ มันถึงครั้งคราวก็จะต้องให้เขาช่วย อย่าสะดีดสะดิ้งมากนัก เช่น เด็ก มันเลี้ยงตัวเองไม่ได้ต้องเป็นภาระของผู้ใหญ่ต้องเลี้ยงดูแล ถ้าไม่เลี้ยงมันตายนะ สัตว์คนนี้ประหลาดเกิดลูกมาไม่เลี้ยงมันก็ตายแหงๆ สัตว์หลายชนิดถ้าพ่อแม่ไม่เลี้ยงก็ตาย ยิ่งเป็นคนแล้วไม่ได้เลย ลูกเลี้ยงตัวเองไม่เป็นเลย พอเกิดมาหากปล่อยทิ้งขว้างเหมือนเต่านี้ไม่ได้ สัตว์คนนี้เกิดลูกมาปล่อย ไม่เลี้ยงมันก็ตายง่ายๆ ต้องเลี้ยงเป็นภาระ หรือเจ็บป่วยก็ต้องเป็นภาระ ดูแลช่วยเหลือกัน แก่ไปก็ไม่ไหวแล้ว พึ่งตนเองก็ไม่ค่อยรอดแล้วเดินง่อกแง่ก ดีไม่ดีนอนติดเตียง ก็ต้องช่วยกันเอาภาระกัน เป็นคนต้องช่วยกันเอาภาระกัน สุดท้ายมันต้องตายจากกันจนได้ จะติดเตียงอย่างไร มันก็ไม่อยู่นิรันดรหรอก มันก็ต้องตายจากกันไม่ต้องไปแกล้งไม่ต้องไปอยากให้ตาย มันต้องถึงวาระขันธ์ของเขาสุดสิ้นวิบากของเขาสุดสิ้นก็ต้องตาย ไม่ต้องไปอยากให้ตาย แล้วก็ไม่ต้องไปอยากให้อยู่ ทุกวันนี้มันเกินธรรมชาติอยากให้อยู่ ควรตายนานแล้วก็ต่อท่ออาหารใส่ลมใส่อาหาร จริงๆแล้วมันไม่ใช่คนแล้วนะ ไอ้ธาตุข้างใน มันยังปรุงแต่งได้ เป็นพีชะ ให้อาหารให้ลมไป 2 อย่าง มันก็อยู่ได้เป็น 10 ปี 20 ปี 30 ปี 40 ปี 50 ปี โอ้โห เป็นภาระตาย นี่คือความเจริญทางแพทย์ ซวยๆ มันเกินขอบเขตมันก็ซวย ธรรมชาติเขาก็พอดีของเขา คนนี้ มันควรตายแล้วก็ตายไปมันก็พอดีตาย ที่จริงเป็นพืชนั้นพลังงานเป็นพืชมันหมดแล้วที่จะจองเวรจองกรรมไม่มีพยาบาท มนุษย์เหมือนกันแต่จิตวิญญาณมัน Drop มันตกลงพลังงานมันไม่ขึ้นแล้วมันจะทำงานอยู่แค่ระดับพืช ทีนี้คนมันมีเมตตาแม้ระดับพืชก็เลี้ยงไปเถอะมันก็ยังไม่ตาย ก็เลยเป็นภาระ รู้จักวิธีเลี้ยงไปจนกว่าจะหมดพลัง ไม่มีปัญหาอะไรพวกเราก็ต้องทำกันไปมันรู้มากก็เลยยากนาน ลำบากนาน รู้มากลำบากนาน เสร็จแล้วคนเรารู้ความพอเหมาะพอดี ความพอเหมาะพอควร คำว่าพอเหมาะพอควร ความพอเพียง ของในหลวง ร.9 คำตรัสคำพูดของแต่ละคนพูดออกมาเราจะรู้ได้ว่า อ๋อ ในหลวง ร.9 ท่านตรัสพวกนี้ เพราะท่านเป็นโพธิสัตว์จริงๆก็ต้องรู้ได้จริง อาตมาฟังแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา คนรู้จักเขตขีดของความสันโดษพอเพียงนี่คือสันโดษ รู้จักความพอ คำว่าความพอคำเดียวนี้ รู้จักคำว่าพอ แล้วผู้ที่สอนเศรษฐศาสตร์ หรือกำลังอย่าว่าแต่สอนเลย กำลังจัดการ เป็นผู้บริหารสังคมประเทศทางด้านเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ ถ้าสามารถรู้อันนี้ได้แล้ว นี่ไปเอาความรู้เศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์แบบโลกีย์มันไม่มีวันจบ แบบโลกีย์ เศรษฐศาสตร์ทุกคนจะต้องให้รวย ทุกคนจะต้องมีมากต้องให้ฐานะคนมีความเป็นอยู่ในระดับรวยเหลือกินเหลือใช้ ไม่ใช่พอนะ แต่เหลือกินเหลือใช้ แล้วมันมีพอหรือ มันเกินกินเกินใช้แล้วสุรุ่ยสุร่าย เอาอำนาจความมีมาก เอาไปข่มคนอื่น เอาไปซื้อคนอื่น เอาไปหาพวกจากคนอื่นถึงอย่างนั้นเลย เลยกลายเป็นเรื่องเป็นราวกลายเป็นมุมกลับจนเกิดคำพูดว่า ลัทธิทุนนิยม ทุนก็คือเงินทองที่ตัวเองมีเงินทองและมีวิธีการโครงการกองหุ้นต่างๆ แล้วเงินกองต่างๆ อยู่ในองค์กรต่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นวิธีเล่นหุ้น อะไรต่างๆนานา ลัทธิหุ้น หรือพวกประกันชีวิต มันเอาชีวิตมาเป็นเครื่องประกัน ประกันชีวิต พูดไปว่าตายไปแล้วจะได้เท่านั้นเท่านี้ ตายไปจะได้อะไรวะ นี่ประกันชีวิตคือโง่ จนกระทั่งว่าประกันชีวิตแล้วไม่ให้ตายถ้าตายแล้วจะได้เท่าไหร่ ได้มากด้วยนะ หลอกอย่างนี้ คุณจะประกันให้ตายหรือประกันไม่ให้ตายเพราะจึงมีการฆ่ากันเพื่อเอาเงินประกันชีวิต ซวยไหม พ่อแม่ประกันชีวิตไว้ ลูกก็บอกว่าดีเหมือนกัน ผัวประกันชีวิตไว้ เมียก็เอายาพิษไปให้ค่อยๆกิน แต่ผัวถ้าเกิดมีภูมิคุ้มกันต่อพิษเลยเก่งขึ้นเรื่อยๆ เมียเลยตายก่อน หรือผัวเอายาพิษให้เมียกินมีไหม ไม่ค่อยมี แต่เมียเอายาพิษให้ผัวมีเยอะ ยิ่งผัวมีประกันชีวิตแล้วโอ้โห เมียจะได้อยู่ ยิ่งเมียอายุน้อยผัวอายุน้อยก็อยู่ได้นาน ผัวไม่ค่อยทำกับข้าว
640226_พ่อครูเทศนาวันมาฆบูชา งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์