หมู่บ้านคนมีศีล อันเป็นโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
หมู่บ้านคนมีศีล อันเป็นโลกุตระ พูดถึงหมู่บ้านของคนมีศีลศีล ในเถรสมาคม เขาจะสร้างหมู่บ้านมีศีล จ้างก็เป็นหมู่บ้านไม่มีศีลไม่มีหรอก ได้แต่ปาก ไม่ได้หรอก ไม่เหมือนพวกเรา พวกเราประพฤติธรรมจริงๆ ถือศีล 5 จริงๆแล้วเป็นศีล 10 ด้วยอย่าว่าแต่ศีล 8 เลย มีศีล 8 ศีล 10 กันจริงๆและถือได้ด้วย เป็นสามัญ คนศีล 8 เป็นสามัญก็มีเยอะ คนศีล 10 เป็น สามัญก็มีเยอะ แล้วเป็นศีล 10 จริงๆยิ่งกว่าภิกษุที่อยู่ในเถรสมาคมด้วย ภิกษุในเถระสมาคมนั้นต้องเกินกว่าศีล 10 แน่ แต่ไม่มีทางหรอกศีล 8 ก็ยังไม่ได้ ยังเลอะเทอะอยู่เลย ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสพวกนี้ อะไรต่างๆนานา ในวงเถรสมาคมไปเอานิยายอะไร แต่พวกเราในฆราวาสโอเคไม่มีปัญหา ศีล 8 ได้ศีล 10 ยังได้เลย เรื่องพวกนี้มันจะมีสภาพว่า อนุโลมและปฏิโลม เราได้ก็เคร่งที่เรา อย่าไปเคร่งที่คนอื่น เราต้องอนุโลมคนอื่น ถ้าเราไม่รู้จักอนุโลมคนอื่นเราก็จะเป็นหมู่เล็กหมู่น้อย แคบ คนจะมาเข้ากับพวกเราไม่ได้เพราะพวกเรามันเคร่ง ขนาดอาตมาอนุโลมขนาดนี้ยังได้ขนาดนี้เลย เห็นไหม เพราะฉะนั้นมันต้องรู้จักอนุโลมปฏิโลม ตามสัปปุริสธรรม 7 ให้เข้าใจ แล้วเราก็จะได้ประมาณอย่างพอเหมาะพอดี พวกเรานี่ยินดีในสิ่งที่เรายังยินดีอาศัย ไม่ใช่ยินดีเพราะดูดดึงชื่นชอบ ยินดีเป็นความพอใจที่เป็นฉันทะ เป็นความยินดีในเกณฑ์ที่อาศัย อาศัย ถ้าไม่มีความยินดีเป็นมูลกา เป็นต้นรากเลย ปฏิบัติศาสนาพุทธไม่ได้ ต้องมีฉันทะ มีความยินดี ยินดีในเนื้อหาสาระยินดีในโลกุตรธรรม ยินดีในการปฏิบัติธรรมกับหมู่ แล้วก็มีหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี แล้วหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ก็มีหลายฐานะ โสดา ประมาณศีล 5 แม้ในนี้จะมีศีล 5 มากด้วย แต่จริงๆแล้วพวกเราศีล 5 มากแต่ศีล 5 ที่มากค่อนแก่ไปทางศีล 8 พวกเรานี่ เพราะฉ
อ่านต่อ
ะนั้นจะเป็นพวกที่มีคู่น้อย พวกมีคู่จะมีน้อย นี่พวกเรา จะเป็นคนโสดเสียเยอะ ลองถามตอนนี้ก็ได้ (โยมถามว่า.. โสดรอบสองหรือรอบหนึ่ง) โสดโดยไม่ต้องแต่งงานเลยทั้งชีวิต กับสองโสดที่แต่งงานแล้วเป็นหม้าย หรือหย่าก็แล้วแต่ หรือตายไปข้างหนึ่งก็แล้วแต่เป็นโสดอย่างนั้น ก็มีรายละเอียด ไม่เป็นไรถือว่า 1 แล้ว จะว่าตายก็แล้วแต่ หรือจะหย่าก็แล้วแต่ ถือเอาปัจจุบันเป็นหลักเป็นโสด เอาไล่มา ใครแน่ใจว่าตนเองถือศีล 10 ยกมือขึ้น ….มีคนเดียวยกมือ ไม่ติดใจในเรื่องเงิน อนาคามีไม่ติดใจในเรื่องเงิน แต่ก็ใช้เป็นสามัญในส่วนกลางสาธารณโภคี อาตมาอุตส่าห์พูดว่าพวกเราเป็นสาธารณโภคีไม่ใช้เงินมีเยอะแยะ แต่มีคนเดียว หน้าแตกหมอไม่รับเย็บเลย แต่คนเราก็ต้องใช้เป็นธรรมดาธรรมชาติ แม้แต่พระเขา เขาเป็นพระนะ เอาข้อปฏิบัติก็ยังมีเงินใช้ในสาธารณโภคีของพระของวัดเลย ไม่ถือเงินก็มีลูกศิษย์ลูกหาไปจ่าย สะพายย่ามสะพายกระเป๋าใส่ไป หากเล่นไม่แตะเงินเลย...แต่คุณเถาว์เข้าใจถูก เขาก็เอาเงินใช้ประโยชน์ แต่พวกเราเข้าใจเคร่งเกิน พาซื่อแบบนี้เยอะนะ ส่วนกลางเขามี ส่วนกลางเขาต้องมี แต่พระก็ตีกิน ไม่มีเงินไม่ได้ แต่เขาให้เงินเป็นส่วนกลาง มีไวยาวัจกรที่เป็นฆราวาสก็ว่าไป จะใช้ก็บอกฆราวาสเขา คุณไม่ต้องแตะเงินเลยเป็นพระไม่ต้องแตะเงินเลย แต่คุณเป็นฆราวาสจะไม่ใช้เอง ก็ไปกับเพื่อนให้เพื่อนถืออย่างนั้นมันก็แอ็คไป แต่หมายถึงว่าจิตใจเราไม่ได้ติด จริงๆ เงิน อยู่ในสังคมมนุษยชาติจะทำเป็นไม่ใช้เลยมันไม่ใช่ ถ้าเข้าใจพาซื่ออย่างนั้นมันไม่ได้เลย ขนาดคุณเถายกมือคนเดียว แต่คุณเถาก็ใช้เงิน เคยขออาตมาไปทำงาน ไปซื้อสายท่อมาทำน้ำตั้งเป็นพันเป็นหมื่นก็ยังเอาใส่ซองธนบัตรไป อาตมาก็ยังถือเงินไปให้เลย ก็เอาจากไวยาวัจกรไปให้เขา ที่จริงมันก็ไม่งามหรอกแต่พวกคุณก็เข้าใจกันแล้วอาตมาไม่ได้มีปัญหาในเรื่องเงินทองพวกเราไว้ใจ อาตมาไม่ได้มีความเสียหายในเรื่องเงินอาตมาก็บริสุทธิ์สะอาดไม่มีปัญหา ที่จริงอาตมาไม่ได้เจตนาจะมาเทศน์วันนี้ในเรื่องของพวกนี้ แต่ขี่ม้ารอบค่ายพูดถึงเรื่องพวกนี้ก่อน มาถึงพวกเรารวมกันปฏิบัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2527 อาตมาเริ่มจะทำชุมชน ก็รวมกันกับคุณจำลองนี่แหละ ไปหาที่ไปหาทางอะไรกัน เริ่มแรกบุกเบิกที่ปฐมอโศก พ.ศ. 2527 ปฐมอโศกเริ่ม พ.ศ. 2527 ก็เกิดเป็นชุมชนมา ตอนแรกก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำสาธารณโภคีได้สำเร็จ ในความหมายที่เราทำได้นี่แหละ ทุกวันนี้ก็เป็นสาธารณโภคี ผู้ที่เคร่งในนี้เป็นสาธารณโภคีก็ได้จริงๆไม่ต้องมีเงินส่วนตัวเลย จะใช้ก็บอกส่วนกลางเอาไปใช้เหลือก็คืน แล้วก็สบายอยู่ในนี้ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ จะซื้อข้าวของส่วนกลางบางทีเป็นแสนเป็นล้านก็ซื้อ เช่นซื้อโซลาร์เซลล์เป็นล้าน หรือซื้อเครื่องกลหนัก ราคาหลายล้าน อย่างนี้เป็นต้น ซื้อที่ดินอย่างนี้เป็นต้นก็เป็นธรรมชาติธรรมดา แต่ว่าสภาวะธรรมของจิตใจนั้น ไม่เป็นปัญหา แต่ในเรื่องรูปแบบพวกนี้ ก็ต้องอนุโลมพอประมาณ มารวมกันอยู่เป็นสังคมกลุ่มเรามีศีล 5 เป็นต้น ก็ต้องอนุโลมศีล 5 บ้าง อนุโลมศีล 8 บ้าง ศีล 10 บ้าง จะเคร่งที่ตนผ่อนปรนผู้อื่น ไม่ใช่เป็นสังคมไม่มีศีลเลย ถ้าต่ำกว่าศีล 5 เกินไปก็ยังไม่ให้เข้ามา แสดงออกจัดจ้านในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเกินไปไม่เอา อย่างนั้นมันน่าอาย เราก็ทำได้ก็อยู่ได้มาถึงทุกวันนี้ แล้วก็เป็นสังคมที่อาตมาว่าคนอื่นก็เข้าใจ แต่เขาทำไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเถรสมาคมทำอย่างอาตมาไม่ได้ง่ายๆหรอก เพราะว่ามันยาก ทำได้ก็จะดีนะ แต่ว่า ผู้นำเขาเองเขายังทำไม่ได้ ก็ต้องไม่ได้ก็ได้แค่นั้นเพราะ 2,500 กว่าปีมันแย่แล้ว มันแย่จนกระทั่งเข้าใจเรื่องโลกุตระไม่ได้ โลกุตระคืออะไร ความหมายที่ลึกซึ้งที่สุดก็คือ โลกุตระคือ ผู้นั้นมีปัญญา ปัญญาคือความรู้ ทุกวันนี้ ชาวพุทธยังไม่ค่อยมีปัญญา มีแต่เฉโก มีแต่ความรู้ความฉลาดแบบเทวนิยมแบบโลกีย์ ยังไม่ข้ามเขตของโลกุตระ ยังไม่ข้ามมาหาเขตโลกุตระ เพราะยังอ่านจิตตัวเองไม่ได้ ยังจัดการกับจิตตัวเองไม่ได้ได้รู้แต่บัญญัติภาษา นั่นน่ะมีเยอะแยะเป็นมหาเปรียญ 9 เป็นดร.ทางจิตวิทยา เป็นสมเด็จเป็นอะไรก็แล้วแต่ แยกจิตตัวเองไม่ได้ แม้ไปเป็นพระปฏิบัติ ไม่รับเงินรับทองนะ แต่ไม่มีใครรู้ว่า ก็เห็นพระกรรมฐานมีเงินพอตายแล้วเงินทองอยู่ในห้องมหาศาลเลย เพราะว่ามันซับซ้อนมันหลอกตัวเองด้วย ส่วนผู้ที่ไม่หลอกตัวเองแม้ดูเหมือนอย่างอาตมาไม่เคยปิดบังเลยก็รับเงิน เขาบริจาคมา อาตมาก็รับเห็นๆไม่ได้กระมิดกระเมี้ยน แต่อาตมาไม่ได้มีบัญชีของอาตมา ไม่เคยเอามากักตุนสะสมก็มีไวยาวัจกร กองสงฆ์ก็มีอยู่ตลอดเวลา เงินผ่านมือจริงๆไม่ได้ขาดมือเท่าไหร่หรอก เดี๋ยวก็มีมาบริจาค เพราะสงฆ์ ของอาตมาไม่รับเงินทุกองค์ก็เอามาให้อาตมาหมด ฆราวาสอยากให้อาตมามากกว่าสงฆ์องค์อื่น แต่ท่านได้มาก็เอามาให้อาตมาหรือเอาไปให้ไวยาวัจกร อยู่ใกล้ๆก็เอามาให้อาตมา หรือไม่อยู่ใกล้อาตมาก็ไปให้ไวยาวัจกรไม่ผ่าน ก็เพรราะสงฆ์เราไม่ได้รับเงินรับทองไม่ได้สะสมเงินทอง อันนี้อาตมาภูมิใจ ในภิกษุของชาวอโศก อย่าว่าแต่สงฆ์เลย แม้แต่สิกขมาตุ ก็มีศีล10 บริสุทธิ์ยิ่งกว่าพระ เจ้าคุณ ยิ่งกว่าสมเด็จ สิกขมาตุเราสะอาดเรื่องเงินทองกว่า ขออภัยที่พูดดูไปข่มเบ่ง แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆนี่คือสัจจะที่มันรู้จักความจริง จิตมันรู้ว่า มาบวชอะไร ก็ต้องมาล้างมาละ สิ่งของ เงินทองข้าวของ ลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วมันมีความเข้าใจจริงๆจนสามารถเลิกละได้ แล้วอยู่ตามฐานะพวกเราก็เข้าใจ ฐานานุฐานะกันและกัน จนอยู่กันได้เป็นสาธารณโภคีเป็นพี่เป็นน้อง สุดท้ายก็เป็นของส่วนกลางเป็นเงินส่วนกลาง อยู่ได้แม้กระทั่งกลายเป็นสังคมหมู่บ้านชุมชน ถึงขั้น มันซับซ้อน ซับซ้อนอย่างไร (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) มีถึงขั้นมีคู่ ศีล 5 นะ แล้วก็มีลูก แม้มีลูก เหมือนเป็นลูกสาธารณะ ใครก็เลี้ยง ปล่อยเลี้ยงกัน บางทีมา มันเหมือนลูกของญาติกันจริงๆ มันเหมือนญาติ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันลึกซึ้งเรื่องจิตวิญญาณมันลึกซึ้ง เด็กๆอยู่ที่นี่ไม่มีปัญหาหรอก เด็กเล็กเด็กน้อย แต่เด็กอ่อนก็อยู่กับพ่อกับแม่ก่อน บางทีเล่นได้มันก็ไป แต่ก่อนนี้ นิ่ม(ดอมไพร) มีเจ้าขนุน คะนิ้ง แม่ก็ไปทำงาน เช้า ปล่อยให้ลูกไปไหนก็ไม่รู้ ลูกสามคน เย็นกลับมา ก็บอกคะนิ้ง ขนุน กลับบ้าน เรียกหาลูกกลับบ้าน ลูกก็ใครเลี้ยงกันบ้างก็ไม่รู้ บางคนเข้าโรงเรียนบางคนไม่เข้าโรงเรียนก็วิ่งเล่นไป โรงเรียนก็อยู่ในนี้ โรงเรียนตอนนั้นก็มีสมุนพระรามกับอนุบาลก็ไม่ทีเดียว ใครก็เลี้ยงกันไป อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งพวกเรานี้มันเป็นไปโดยธรรม ศีล 5 น้อย ศีล 8 จะเยอะ คนที่ไม่ได้แต่งงานก็เออ พอใจจะมาอยู่ ไม่ได้เคยแต่งงานก็มาอยู่ที่นี่คนแต่งงานแล้วเกิดเป็นโสด คู่ตายไปหรือหย่ากันก็แล้วแต่ เข้าอยู่ชุมชนนี้ก็เข้ามาอยู่ ก็อยู่กันเยอะก็เลยกลายเป็นคนไม่มีคู่เยอะในชุมชนชาวอโศกเป็นคนไม่มีคู่เยอะ คนที่มีคู่มีน้อย วันสำคัญนี้ก็จะมีคนมาเยอะบ้าง เรื่องอย่างนั้นก็เป็นไปตามธรรมชาติของศาสนา ศาสนาพุทธเราของพระพุทธเจ้าท่านแบ่งแยกสิ่งเหล่านี้ ทั้งเรื่อง กาม ทั้งในเรื่องของลาภยศ ในเรื่องสภาพที่โลกเขา ยังเข้าใจไม่ได้พระพุทธเจ้าเข้าใจได้แล้วให้คนปฏิบัติดับกิเลสจนกระทั่งเป็นไปได้จริง กลายเป็นมนุษยชาติที่รู้จักกิเลส กิเลสโลกียะ กิเลสกามารมณ์กิเลสรูปราคะ อรูปราคะ อุปกิเลสต่างๆ สารพัดสารพันก็รู้จักการเลิกกันล้างออก จนกระทั่งสามารถรู้จักตัวอาการเรียกว่าตัวตน อาการของกิเลส แล้วก็รู้อาการนั้นๆ อ๋อ!.. อาการอย่างนี้เรียกชื่อมันว่าอย่างนี้ เช่นอาการอย่างนี้เรียกว่าราคะ อาการอย่างนี้เรียกว่าโทสะ อาการอย่างนี้เรียกว่าโมหะ ถ้าสามารถที่จะแจกไปอีก เป็นเจตสิกต่างๆ ว่าระดับหยาบ ระดับกลาง ระดับละเอียดลงไปไม่ว่าจะเป็นสายกาม สายโทสะ หรือสายโมหะ ก็มี หยาบ กลาง ละเอียด ลงไปๆ แยกทีละ 2 ทีละ 3 เปรียบเทียบกันทีละ 2 ทีละ 3 คำว่า ทีละ 2 ภาวะ 2 ที่ต้องเปรียบเทียบกันนี่แหละสำคัญเป็นคำใหญ่ที่ภาษาบาลีเรียกว่า เทวะ หรือ ดะเว ที่เขาอ่านกัน จะออกเสียงอย่างนั้น ถ้า ท จะมี ทฺ จะอ่าน ดะเว คือไม่อ่านเต็ม ถ้าอ่านเต็มก็เป็น เดวะ หรือดะเว ความเป็น 2 นี่แหละเป็นเรื่องที่เรียนรู้จบกระบวนธรรมเลย ถ้ารู้ 2 ทีนี้ ศาสนาเทวนิยมแยก 2 ไม่เป็น แล้วเทวนิยม เป็นเจ้าของเทวะคือจิตวิญญาณ กับ กาย คือ กายกับจิต เทวะ 2 คือกายกับจิต แต่คำว่า กายนี้ จะต้องหนักมาทางจิต มโน วิญญาณ ภาษาคำว่า กาย นี่ แม้เรียกว่ากาย ก็ต้องหนักเน้นมาทางจิต เพราะกิเลสมันอยู่ที่จิต กิเลสไม่ได้อยู่ภายนอกหรือวัตถุ วัตถุมันไม่มีกิเลสแม้แต่ พีชะ มันก็ไม่เป็นกิเลส โอ้โห! นี่เจ้าผักกาดใช่ไหมนี่ ผักกาดหอมหรือนี่ หัวมันใหญ่กว่ากะหล่ำปลีอีก พูดถึงเรื่องพืชพันธุ์ธัญญาหาร อาตมาก็ชื่นชมชื่นใจว่า พวกเรารู้จักว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลก แล้วก็สำคัญในสิ่งที่สำคัญ รู้จักสาระในสิ่งที่เป็นสาระ ก็ช่วยกันทำขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้มันเหมือนประชด ปลูกอะไรก็งาม ปลูกอะไรก็สวยหัวใหญ่หัวโตใบใหญ่ใบโต มันดูง่ายๆไปหมดเลยนะ คนไม่เคยปลูกก็สวยเมื่อมาปลูกที่นี่ แต่ปลูกที่บ้านไม่ได้อย่างนี้นะ ปลูกที่นี่พืชพันธุ์ธัญญาหารแต่ละอย่างมันอุดมสมบูรณ์มันสดมันสวยมันใหญ่มันงามมันโต ทุกอย่างมันน่ากินไปหมด นั่นก็เป็นเรื่องของผู้ที่รู้แล้วมาเห็นความสำคัญมาร่วมมือกัน อย่าว่าแต่ต้นใบพืชพันธุ์ธัญญาหารที่กินเลยนะ แม้แต่ไม้ที่ต้องมีดอก แม้แต่ที่สุดไม้ดอกที่ลูกมันไม่ได้เอาไว้กิน อย่างดอกมะลิดอกกุหลาบที่เอามาประดับก็งามใช้ได้ แต่พวกเราไม่ค่อยเอาเรื่องเอาราว มีบ้างคนที่เอามาปักปลูกบ้างนิดหน่อย ก็เลยมีบ้าง ก็ไม่เป็นไร คนที่อาศัยเรื่องนี้มีเล็กน้อย อาตมาทุกวันนี้เขาเอาดอกกุหลาบโรยข้าวแช่มาก็กิน อาตมาก็ฉัน ดอกดาวเรืองอาตมาก็ยังเคยฉันเลยมันเหม็นเขียว กุหลาบมันไม่เหม็นเหมือนอย่างดอกดาวเรือง ดอกเหลืองไม่หยุดดอกทองอุไรอาตมาก็กิน เอามาก็กิน เขาลองกันก่อนว่าฉันได้จึงเอามาให้อาตมา แต่ไม่รู้ว่ามีที่ให้อาตมาลองก่อนไม่ได้เดี๋ยวเจอไซยาไนด์ แต่คงจะไม่มีบารมีคงจะไม่ซวยถึงขนาดนั้นหรอกนะ
640226_พ่อครูเทศนาวันมาฆบูชา งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์