ดับภพชาติเทวนิยมในปฏิจจสมุปบาท.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข26 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

ดับภพชาติเทวนิยมในปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทต่อ ..วิญญาณธาตุรู้ แยกไปเป็น 6 มีทางตาหูจมูกลิ้นกาย กายวิญญาณมโนวิญญาณ กายวิญญาณ หูวิญญาณ จมูกวิญญาณ ลิ้นวิญญาณ กายวิญญาณ ซึ่งเป็นลักษณะจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้าท่านรอบรู้ลึกซึ้ง ก็เรียนรู้ให้เข้าใจอาการของมันเลย จะเรียนรู้ได้ด้วยวิธีแยกเป็นนามรูป สิ่งที่ถูกรู้คืออาการจิต แล้วก็มีตัวธาตุรู้คือสัญญากำหนดก็คือปัญญานั่นแหละ ปัญญาที่แยกธาตุเป็นเจตสิกทำงานกำหนดรู้ว่าอาการอย่างนี้ของจิต อาการของทางกายเกี่ยวข้องกับทางวัตถุก็รู้ง่ายอยู่แล้ว อาการประกอบกับกาย เป็นสองธาตุ ไม่ได้แยกเป็นชิ้นส่วนข้างนอกก็ถูกรู้เป็น กายกรรม โดยวจีก็เป็นวจีกรรม ก็สามารถกำหนดอาการเหล่านั้นควบคุมได้รู้ได้ว่ามีกิเลสร่วมหรือไม่ร่วม ทางกายก็ดี วาจาก็ดี สามารถไม่ทำให้เกิดกิเลส กิเลสเป็นตัวเลวตัวโทษตัวภัยตัวไม่ดีไม่งามก็จัดการตัวนี้ไม่ให้มันมีให้ได้ โลกุตระสามารถอ่านอาการของกิเลส ซึ่งท่านแยกเป็นตระกูล ถ้าโมหะ ก็คือสับสนไม่รู้เรื่องไปหลงผิดหลงถูกไม่เข้าท่า พอชัดเจนก็เรียกว่ามีสองตระกูล กามกับโทสะหรือกามกับปฏิฆะ ผลักกับดูด ต้องเรียนรู้แล้วเลิกตั้งแต่ภายนอก ต้องโลภมาเป็นวัตถุ คือลาภ เนื่องกันด้วยวัตถุของตำแหน่งยศศักดิ์ มาจนกระทั่ง ทุกวันนี้ไม่ต้องพูดถึงประวัติศาสตร์ ตำแหน่งทุกวันนี้หมายถึง ลาภในตัว ยศในตัว สรรเสริญในตัว แล้วก็หลงเสพว่าเป็นสุข ลาภก็เป็นสุข ยศก็เป็นสุข สรรเสริญ ก็เป็นสุข สุขนี่แหละ เป็นตัวมหามายา ที่จริงไม่น่าจะเรียกมหามายา น่าจะเรียกยักษ์ขมูขีมายา รากษสมายา ไม่ควรจะเรียกมหามายา เมื่อแยกนามรูปแล้ว จะสามารถรู้วิญญาณได้ด้วยนามรูป พระพุทธเจ้าท่านตรัสอาหาร 4 ไปถึงวิญญาณก็จะต้องรู้ได้ด้วยนามรูป ต้องศึกษาวิญญาณ เป็นตัวทั้งหมด ต้องรู้จักจิตวิญญาณด้วยนามรูปก็

อ่านต่อ

ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรอีก ที่ท่านตรัสไว้ในอาหารข้อที่ 4 ท่านตรัสตัวจบไว้เลย เมื่อวิญญาณรู้นามรูปก็ไม่ต้องรู้อะไรอีก ที่จริงมันจะเรียนรู้อะไรต่ออะไรได้ทั้งหมด วิญญาณอันสุดท้ายนี้ ท่านตรัสเอาไว้ชัดเจน เป็นอันว่ารู้อันนี้แล้วก็จบ ในพระไตรปิฎกจะมีพยัญชนะชัดเจนอย่างนั้นเลย ตัวนามรูปนี้แหละ เมื่อมี 2 ตัวนี้ปฏิบัติกระทบสัมผัสกันขึ้น เรียกว่าผัสสะ ก็จะเกิดสะพานต่อเนื่องเรียกว่าอายตนะ พอผัสสะ จะมีอายตนะต่อเนื่อง อายตนะคือพลังงานเมื่อเกิดกระทบกัน 2 ตัวก็จะเกิดสภาวะเชื่อมรู้ อายตนะคือเชื่อมรู้ รู้ระหว่างสิ่ง 2 สิ่งคือ 1 สิ่งที่ถูกรู้กับอีกหนึ่งคือจิตวิญญาณของเรา เป็นธาตุรู้ของเราเข้าไปรู้ เมื่อรู้แล้วกระทบกันเข้าไปแล้ว ผัสสะ เข้าไปแล้วมันปรุงปุ๊บเวทนา สังขารนั่นแหละมันปรุงแต่งเป็นเวทนา เป็นอาการของความรู้สึก เราเรียกภาษาหนึ่งว่าเป็นอารมณ์ ปรุงแต่งด้วยอวิชชา ถ้ามีวิชชาก็รู้แล้วไม่ปล่อยให้เป็นไปตามอารมณ์ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามความรู้สึก จะรู้สึกต้องเอาความรู้สึกที่บริสุทธิ์ ความรู้สึกที่ไม่บริสุทธิ์คือมี ตัณหาเข้าไปร่วมมันเป็น กลิ กิเลส ตัณหาที่มันพักยกไว้เรียกอุปาทานนิ่งไว้เป็นอุปาทาน เคลื่อนออกมาเป็นตัณหา อาตมาพูดถึงอาการของจิตเจตสิกมันเป็นเช่นนั้นถ้าเข้าใจก็อ่านเถอะ ที่อาตมาอธิบายเป็นภาษาไทยง่ายๆ ฟังดีๆ คุณจะเข้าใจได้ปัญญาแล้วก็ไปปฏิบัติได้เลย เออ พวกนี้ตัณหา เป็นอาการเห็นแก่ตัวเอามาเสพที่เป็นสุขเป็นทุกข์อยู่ มาเสพ แล้วอำเภอใจที่ต้องการ อย่างไม่ชอบอย่างนี้ไม่ชอบ ไม่ชอบอย่างนี้ก็เป็นทุกข์ดีด ทะเลาะกันแย่งกันฆ่ากัน ทะเลาะกัน ก็บอกว่าเอามามากๆๆ มันไม่ให้ก็แย่งมัน ไม่ให้อีกก็ฆ่ามันเลย ฆ่ามันตายแล้วมันก็หมดสิทธิ์เราก็แย่งได้ จบแล้วก็แค่นั้นโหดร้าย เดี๋ยวนี้ในโลกก็ดีขึ้นแต่มันก็ยังทำกันอยู่ เมื่อเราสามารถรู้ตรงนี้แล้ว พอถึงขั้นมีตัณหาอุปาทานแล้ว เสร็จแล้ว ผู้ที่มีตัณหา อุปาทาน ถึงเรียกว่าเกิดภพชาติ ภพ แปลว่า แดนที่มันยังเกิดอยู่ไม่จบ อย่างเทวนิยมไม่รู้จักภพชาติ ไม่รู้จักความเกิดที่ยังมีแล้วยังบอกว่าพระเจ้าเป็นภพนิรันดรเลย ไม่รู้จักการทำลายภพชาติไม่หมดภพไม่หมดชาติ ภพก็ยังมีอยู่เพราะมันยังมีความเกิดมีการเกิดการตาย เป็นพระเจ้าก็ยังเกิดอีก ใหญ่เท่าไหร่ก็ไม่มีการตายเลย พระเจ้ามีนิรันดรด้วย ศาสนาพระเจ้าจึงไม่สามารถทำให้จิตวิญญาณดับภพจบชาติ เป็นนิพพาน เทวนิยม พระเจ้าใหญ่ขนาดไหนศาสดาใหญ่ขนาดใดเทวนิยมก็ไม่สามารถมีนิพพาน ไม่สามารถทำให้จิตวิญญาณ เป็นเทวะหรือเป็นสภาวะ 2 หมดไปเลย ไม่เหลือสภาวะ 2 เลยกลายเป็นหนึ่งไม่เป็นจิตวิญญาณแล้ว กลายเป็นพืช กลายเป็นดินน้ำไฟลม ไม่เหลือความเป็นชีวะระดับจิตวิญญาณ ไม่เหลือแล้ว ไม่รู้เรียนไม่ได้ เข้าใจไม่ได้อย่างนี้เป็นต้นก็เลิกเลย เทวนิยม เขาก็มีความรู้ได้เท่านั้น เขาสามารถเรียนรู้ได้เท่านั้น เขาเรียนรู้อะไร สายเทวนิยม เขาเรียนรู้ดีและชั่ว ดีคือสมมุติของเขา ชั่วก็คือสมมุติกัน ในกลุ่มไหนก็แล้วแต่สมมุติว่าอย่างนี้ดีสมมุติว่าอย่างนี้ชั่วก็สมมุติกันไป สมมุติว่าฉันนี้ฆ่าใครได้หมดใครสู้ฉันไม่ได้ดีที่สุด เขาก็เป็นจตุมหาราชิกา เป็นจอมจักรพรรดิ์ ใครอย่าแหยมฆ่าตายหมด ฉันใหญ่ที่สุด หยาบๆอย่างนั้นก็ยังเหลืออยู่เลยในยุคนี้เป็นยักษ์ขมูขี ตัวจิตวิญญาณเลวร้าย จะทำร้ายทำลายแทนที่จะช่วยกันไป เสร็จแล้วแม้จะไม่ต้องไปฆ่าแกง ไม่ต้องไปตี ไม่ต้องไปเบียดเบียน ช่วยเหลือกันก็ยังต้องตายจากกันเลย ไม่เบียดเบียนกันเลยมีแต่ช่วยเหลือกัน ก็ยังตายจากกันเลย แต่ไม่รู้จักวิธีที่จะตายจากกันแล้วจะต้องมาเกิดกันอีกหรือไม่ ไม่รู้จัก วิบาก ไม่รู้จักการเกี่ยวพันเป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติเป็นตระกูลต่อกัน เป็นย่าเป็นยายเป็นตระกูลต่อเนื่องกันไปอีกตั้งเท่าไหร่ไม่มีความรู้ ไอ้ทีเรียกพวกนี้ของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสรู้ เทวนิยมไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องญาติ ต่อชีพชีวะ ไปอีกไม่รู้กี่ชาติ หรือเทวนิยมก็เรียนรู้เลอะเทอะกันสับสนผิดๆไปเลย ไม่รู้แจ้งว่าจะทำจิตวิญญาณอย่างไร ให้รู้จักว่านี่ ปู่ย่าตายายตอนเป็นเป็น ตายไปแล้วคุณไม่ต้องไปพูดเลย ไม่มีใครสามารถที่จะไปช่วยจิตวิญญาณของปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่ลูกก็ตาม ช่วยไม่ได้ เพราะจิตวิญญาณของใครเป็นของตนเองช่วยไม่ได้ ช่วยได้แต่เป็นๆนี่แหละ ทีนี้ การจะช่วยคนเป็นๆนี่ ช่วยด้วยการให้อาหารให้เงินให้ทองให้ข้าวให้ของให้อะไร มันยิ่งเป็นตัวตีกลับทำให้คนไม่สามารถที่จะรู้ รู้สึก รู้เรื่องที่ลึกๆ ไม่สามารถรู้เรื่องการเกิดตัณหาอุปาทานการเกิดภพชาติ ไม่รู้ ไม่สามารถที่จะรู้ เพราะฉะนั้นจึงอย่าไปประคบประหงมอะไรกันมาก ให้รู้จักความพอดี ให้รู้จักความสมดุล ในการที่จะยังชีพ ถ้าได้สมดุลแล้วชีวิตร่างกายก็จะอยู่สมดุลดี พฤติกรรมกายวาจาก็จะอยู่สมดุลกันดี จิตวิญญาณก็จะรู้จักความสมดุลพอ แล้วก็จะรู้ลึกขึ้นเรื่อยๆ ว่า น้อยๆก็พอ แม้ที่สุด ไม่เหลือของเราเลย เหลือของกลางเหลือของสาธารณโภคี แล้วต่างคนต่างไม่ยึดกองกลาง สาธารณโภคีนี้เป็นของตนทุกคนก็ใช้จ่ายกับกองกลางนี้ได้ ทุกวันนี้พิสูจน์ได้อโศกพิสูจน์ได้ เมื่อเกิดเศรษฐศาสตร์หรือเกิดเศรษฐกิจสาธารณโภคี ไม่ต้องแย่งกัน ทุกคนมีจิตพอ และมักน้อย แล้วเป็นคนไม่โลภมาก ไม่บำเรอลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่บำเรอรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่บำเรออัตตา ไม่บำเรอตนเอง รู้จักความเป็นอยู่ที่ชีวิตแข็งแรงดูแลร่างกายพอสมควรแข็งแรง อย่างอาตมานี่นะ อาหารเป็นหนึ่งในโลก โอ้โห เหลือพอเลย อันอื่นๆยิ่งเกินทั้งนั้น ชีวิตจึงสบาย แม้ที่สุด ชีวิตนี้คืออาหารนอกนั้นไม่มีก็ได้ คุณไม่ต้องมีเงินไม่ต้องมีลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ต้องมีวัตถุอะไรได้ คุณมีแต่กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ดี คุณไปอยู่ที่ไหนก็ไม่เอาลาภ ยศ สรรเสริญกับใครไม่ไปแย่งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสกับใคร คุณไปอยู่ที่ไหนก็ได้ อาศัยกิน เลี้ยงชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นจะมีในสังคมนี้ บางทีเขาก็เอามาให้ดู คนที่ทำงานไม่สะสม บ้านก็ไม่มีอยู่ที่ตลาดช่วยเข็นของไปชีวิตก็สบาย คนอย่างนี้เป็นคนที่สุดยอดเลี้ยงง่ายบำรุงง่าย เป็นคนมีวรรณะ 9 สุดยอดเลยนะ เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มักน้อย สันโดษ อาการน่าเลื่อมใส กายกรรมวจีกรรมมโนกรรมไม่เป็นภาระใครเลย อปจยะ ไม่สะสมอะไร ขยันทำงานไป กินอยู่รักษาชีวิตไป ไม่สะสม ก็เป็นคนกระจอกอยู่ในตลาดนั่นแหละ ก็เคยมีคนเอาชีวิตตัวอย่างอย่างนั้นตัวจริงเอามาออกอากาศกัน ชีวิตง่ายเลี้ยงง่ายจริงๆบำรุงง่ายอยู่ง่ายมักน้อย จิตใจพอ ที่อื่นก็เคยทำสกู๊ปกันมาให้ดูชีวิตแบบนี้มีหลายคนมาเป็นตัวอย่าง นั่นแหละเป็นชีวิตคนชั้นสูงคนมีวรรณะ วรรณะเป็นคนมีชั้นสูง แต่คนตีลังกากลับ พวกเลี้ยงยากอยู่ยากมีเงินน้อยก็ไม่ไหว เดี๋ยวเงินพร่อง ยศศักดิ์ ใครไม่นับถือก็ไม่ไหวแล้ว พวกนี้เป็นพวกอวรรณะ เป็นพวกเลี้ยงยากบำรุงยากมักมาก เป็นพวกเกียจคร้านอาศัยแต่เงินทุนเงินก้อนออกดอกออกผลวันๆนึงไม่ต้องทำอะไร กินแต่ดอกแต่ผลก็อยู่ได้แล้ว คนนี้เป็นพวกคนชั้นต่ำ อวรณะ คนกินแรงตนเองแต่ละวันแต่ละวัน ไม่ต้องสะสมเลยเป็นคนชั้นสูง คนคนนี้ไม่ทำให้เศรษฐกิจสังคมเดือดร้อน คนที่กักเงินของตัวเองไว้ เงินเป็นของส่วนกลางของสังคม คนก็ต้องแบ่ง แต่คนนี้ก็กักกันไว้ เงินในสังคมก็ขาดแคลน สังคมนี้มีคนแสนคน พิมพ์เงินออกมาแสนบาทก็ควรจะต้องมีใช้คนละ 1 บาท แต่เสร็จแล้วคนนี้เอาไปกองไว้ 100 คนนี้เอาไปกองไว้ 1,000 ของข้า คนก็ขาดแคลนไปอีกทีละเท่าไหร่ ก็เดือดร้อนกันไปหมด เศรษฐกิจนี้ง่ายๆ แต่เพราะกิเลสมันบังตามันแก้ปัญหาไม่จบ ถ้าแก้ปัญหามาให้คนจน อย่างที่ในหลวงของเราบอกว่ามาเอาแบบคนจน อย่าไปเอาแบบคนรวย มาขาดทุนอย่าไปเอากำไร การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแก้อย่างนี้ แม่ว่าจะจบด็อกเตอร์เป็นผู้บริหารทั้งหลายแหล่ก็แก้ไม่ได้ แม้แต่ของเมืองไทยเป็นเมืองพุทธมีพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระโพธิสัตว์ บอกทฤษฎีวิเศษ มาทำให้ตนขาดทุนอย่าทำให้ตนมีกำไร คนเรามีสมรรถนะมีความสามารถทำอย่างไรมันก็ได้มาก คุณทำตนให้เป็นคนเปลืองน้อยใช้น้อยไม่ต้องสะสมไม่ต้องเอาไว้มากคุณเหลือทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นส่วนเหลือนี่แหละคือการสะพัด พลังงานของคุณสร้างมากเป็น product ของคุณ เป็นผลผลิตของคุณ จะเป็นวัตถุขึ้นมาเลย หรือจะเป็นแรงงานความรู้ เป็นพลังงานความรู้ก็ตาม ก็ต้องมีราคาค่าความรู้ให้แก่สังคม อย่างอาตมามีความรู้ ไม่เก่งในการปลูกผักกาดก็เอาความรู้มาให้คนอื่น แล้วเราก็พึ่งพากินอยู่ในนี้ ยิ่งความรู้ลึกซึ้งสูงส่งเป็นโลกุตระยิ่งราคาแพง เป็นธรรมชาติไม่ใช่ไปตีราคาให้ โลกุตระยิ่งเป็นความรู้พระพุทธเจ้ายิ่งราคาแพง อย่างราคาของอาตมานั้นแพงเขาตีค่าไม่ได้หรอก แต่เขาไม่รู้ค่า แต่พวกคุณนั้นรู้ค่า ที่พูดนี้ไม่ได้ใช่ว่าอาตมาจะมาทวงค่าบุญคุณ ผู้ที่รู้ธรรมะพระพุทธเจ้ารู้ปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธเจ้า อาตมาพูดถึงอวิชชา 8 ท่านสรุปไว้ที่อาริยสัจ 4 แล้วสรุปลงที่อดีต อนาคต และส่วนอดีตส่วนอนาคต คนไม่ใช่จะรู้ได้ง่ายๆ เอาอดีตมาพูดประกอบเพื่อให้คุณศึกษาเพื่อให้คุณเข้าใจ ว่าคนนี่มันมีวิบาก มันมีสิ่งที่สั่งสมเป็นพลังงานจิต มีตัวกูของกู มีความโลภของกู คุณยึดคุณรักษาเอาไว้ ไม่กล้าจะสละออกในชาตินี้ให้หมด อย่างพระอรหันต์พระโพธิสัตว์จะกล้าสละให้หมด เป็นอรหันต์ธรรมดาก็สละ แต่ยังเหลือติ่งของตัวเองมากหน่อย เป็นโพธิสัตว์สูงขึ้นก็จะไม่เลยของตัวเอง เป็นพระพุทธเจ้าเลย เกิดมาท่านก็มีสมบัติตามบารมี เมื่อท่านออกมาเป็นพระพุทธเจ้าทิ้งหมดเลย ไม่มีสมบัติอะไรเป็นของตัวเอง ไม่สะสมสมบัติอะไรเป็นของตัวเองอีกเลยเป็นพระพุทธเจ้า นี่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันพิสูจน์อ้างอิงได้ชัดเจน แล้วมีชีวิตอยู่ได้ไหม คุณไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย อยู่ได้ไหม อย่างน้อยที่สุดมาอยู่ในที่นี้คุณไม่ได้มีบ้านเป็นของตนเองเลย ไม่มีเสื้อผ้าของตัวเองเลย ไม่มียารักษาโรคของตนเองเลย ไม่มีอาหารของตนเองเลย อยู่ได้ไหม ...ได้ ขนาดปัจจัย 4 ยังไม่มีของตัวเองยังอยู่ได้เลย แต่เอาล่ะ อย่าอุจาดจนไม่ถึงต้องห่มเลยไม่เอานะ งั้นมันเลยเถิดไป แต่ว่า บ้านคุณไม่ต้องมาอยู่ที่นี่คุณอาศัยอยู่ที่ไหนก็ได้บ้านมันเหลือเฟือในนี้ เรามีเรือนเรือ เรือเรือน ตอนนี้เรือนเรือ อยู่ข้างบนบกเอาเรือมาทำเรือน ไม่รู้กี่ลำตอนนี้ยังไม่มีใครจองยังไม่มีใครอยู่ เรือหลากสี มีลีอยู่ อยู่ 4 หลังหรือ สีเขียวสีม่วงสีเหลืองสีฟ้า ลีอยู่สีฟ้า สีเหลืองพัดบุญอยู่ สีม่วงไม่มีใครอยู่ลำเบ้อเร่อเลย สีเขียวก็ยังไม่มีใครอยู่ คือ พวกเรานี้มันสบายสร้างขึ้นมาเถอะ สร้างเป็นสโตนเฮ้าส์ ข้างบนก็เป็นชั้น 2 ชั้นล่างเป็นสโตนเฮ้าส์ เป็นเรือนหิน ทำซะ อย่างไม่มีใครเขาทำเหมือนนะ อยู่สบายนะ หน้าร้อนก็เย็นหน้าหนาวก็อุ่น มันไม่ใช่อิกลูนะ สรุปแล้วชีวิตของคนนั้นรู้จัก โดยเฉพาะคนเอเชีย เป็นเสนาสนะสัปปายะ ดีกว่าทั่วโลกเลยดีกว่าขั้วโลกเหนือดีกว่าแอฟริกา ดีกว่ายุโรป ถ้าจะว่าไปแล้วอยู่ในย่านเอเชียหรืออินเดียส่วนกลางอินเดียค่อนมาทางเอเชีย อุณหภูมิจะดี จะอบอุ่นไม่มีหิมะ จะออกไปทางเนปาลทางเหนืออินเดียมีหิมะก็หนาว ที่นี่ไม่มีหิมะ หนาวก็ประมาณนั้น มีแม่คะนิ้งก็ดีแล้ว ตื่นเต้น ถ้ายิ่งหิมะโปรยมา สงสัยถือเฮลซ์บลูบอยคนละขวด เอ้าจริงนะ สนุก ไปถึงไหนก็ราด คนเคยไปอยู่หิมะทำไหมล่ะ ไม่กล้าทำ มันสกปรก ทำไมหิมะสกปรก รองเอาหิมะมากินสิเอาเฮลซ์บลูบอยราด เราศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เลยเป็นชีวิตที่อาตมาว่า อาตมาประสบผลสำเร็จที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้า

640226_พ่อครูเทศนาวันมาฆบูชา งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน