651130 สบายสงบและมั่นคงที่ 1 ในโลกคือประเทศไทย พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข2 ธันวาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

651130 สบายสงบและมั่นคงที่ 1 ในโลกคือประเทศไทย พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช https://www.boonniyom.net/52632.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1PzHdQDNuSeENf70umZiKDYjndiHePusjr6NpAeYZHuY/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1LvJTC2SMwQAKa2CuYrs3mba8rwSSg4qF/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/qt1TY26OqFA และ https://fb.watch/h71DxYtuWO/

สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 7 ค่ำเดือนอ้าย ปีขาล เวลาที่เราจะเข้าสู่การเปิดชุมชนแบบมินิ เปิดเล็กๆในวันที่ 5 ธันวาคม จากที่เราเป็นชุมชนมานานแล้ว เริ่มๆแง้มก่อน จะมีเปิดโรงบุญ เปิดร้านพิสูจน์จิตอาสาขายสินค้าราคาเท่าทุน จะมีสไลเดอร์ให้ 1 วัน เฉพาะวันที่ 5 จะเปิดไปต่อเนื่องไม่ได้เพราะว่าจะไปรบกวนการก่อสร้างสะพานโค้งรุ้ง เราอยู่ที่นี่จะมีเหตุการณ์ที่เหนือการคาดคิดหลายๆอย่าง อย่างวันจันทร์ที่ผ่านมา วันนั้นเรามีคิวที่จะเชิญคุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม มาร่วมรายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ช่างเทคนิคก็เตรียมเครื่องไว้พร้อมหมด แต่เตรียมไว้นานไปหน่อย มันร้อนเครื่องไหม้ ตั้งใจไม่ให้เกิดความผิดพลาด แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ ก็แก้ปัญหากันพอสมควร แต่ว่า Accident ครั้งนี้ ทำให้คุณสนธิญาณ บอกว่า จะขอมาพบพ่อครูที่บ้านราชเลยดีกว่า ถ้าไม่เกิด Accident คุณสนธิญาณ ก็คงไม่ได้มาที่บ้านราช นอกจากคุณสนธิญาณ จะมาพบเราที่นี่แล้ว แล้ววันนั้นพ่อครูก็ได้ตอบปัญหาและ SMS ที่ค้างไว้หลายวันจนหมด บางเรื่องก็เหนือความคาดหมายที่เราต้องการให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่บางทีหลายเรื่องถ้าเราไม่มีอคติ ไม่มีความไม่ชอบใจไม่พอใจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางทีมันก็ได้ประโ

อ่านต่อ

ยชน์ในหลายๆส่วน อยู่ที่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งๆ เราเลือกที่จะเป็นอะไร จะเป็นนักโทษหรือเป็นนักบุญ ถ้าเป็นนักโทษ เราก็ไปโทษคนนั้น คนนี้โทษเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราก็ได้สะสมความเป็นนักโทษ ถ้าเป็นนักบุญ เราก็จะพยายามกำจัดความชอบใจ ไม่ชอบใจ เราก็ล้างจิตของเราแล้วเอาประโยชน์ที่เกิดขึ้น พ่อครูก็ได้ให้เต็มที่ถึง 20:00 น เลย ทำนองเดียวกันกับที่นี้น้ำท่วมเสียหายมาก ปีนี้ 2565 หนักกว่า 2562 ทำให้จิตวิญญาณของพวกเราได้มาทุ่มเทเสียสละ หมุนเวียนมาช่วยกัน สันติอโศก ปฐมอโศก มากันหลายรอบเลย พวกเราก็จะได้พัฒนาจิตวิญญาณกันเต็มที่อีกระดับหนึ่ง เรามาพิสูจน์กันว่าขณะที่เรามีหลายเรื่องมากต้องทำ พื้นที่เรา 1,500 ไร่ งานเตรียมยังมีอีกเยอะ มีงานจะต้องเปิดชุมชน จะต้องเปิดร้านขายของ เตรียมรับพี่น้องที่จะมาใช้บริการ ดำเนินการควบคู่ไป ก็จะได้พิสูจน์กันอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จได้ ก็อยู่ที่ความพร้อมเพรียงของพวกเรา อาศัยเหตุการณ์นี้พัฒนาจิตวิญญาณของพวกเราให้เกิดความก้าวหน้าขึ้นได้อย่างไร แต่ถ้าทำงานแล้วไม่ได้มีสัมมาทิฏฐิเพียงพอ เราก็จะไปทุ่มโถมเอาเป็นเอาตายกับการงาน เราต้องมาตอกย้ำเพิ่มสัมมาทิฏฐิ ความเข้าใจธรรมะ เพื่อให้เราไปปฏิบัติงานและเกิดความเจริญ พัฒนาจิตวิญญาณได้

พ่อครูว่า... SMS วันที่ 28-29 พ.ย. 2565

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ธรรมะที่แท้ ต้องปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีปัญญา _สินอโศก : น้อมกราบพ่อท่านด้วยเศียรเกล้าเจ้าค่ะ ธรรมะวันนี้เริ่มด้วยเพลงแห่งชีวิต ตามหมายเลข ๑ ไปเรื่อย ๆ แล้วก็ฟังธรรมะ และจะได้นำเอาธรรมะมาปรับใช้ในชีวิต มีตั้งมากมายที่ต้องนำมาปรับใช้ในชีวิต สิ่งที่สำคัญคือปัจจุบันเจ้าค่ะ จะทำต่อเนื่องเรื่อย ๆ เจ้าค่ะ พ่อครูว่า... ดีจังเลย นำธรรมะมาปรับใช้ในชีวิต อันนี้อาตมาถือว่าเป็นความสำเร็จ เป็นความสำเร็จที่อาตมามาทำงานธรรมะ คือมาอธิบายธรรมะแล้ว มีคนนำธรรมะไปปรับใช้กับชีวิต ปรับใช้ในชีวิตจริงๆ ปรับใช้แล้วไม่ใช่ปรับใช้ตามจารีตประเพณีเขาข้างนอก แต่มาปรับใช้อย่างที่เราเข้าใจว่า ศีลคืออย่างไร มีอปัณณกปฏิปทา 3 จริง มาสังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ จริงๆ จึงเกิดสัทธรรม 7 จริง แล้วก็เกิดฌาน ฌานของพระพุทธเจ้าเป็นฌานวิสัย เป็นอจินไตย สมณะเดินดิน... ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง พ่อครูเลยมีอาการไอ พ่อครูว่า... เป็นฌานที่ มันมีพลังงานจิตที่เผาหรือสลายละลายกิเลส เป็นพลังงานจิต ไม่รู้จะใช้พยัญชนะว่าอะไร จิต เมื่อผู้ใด โยนิโสมนสิการ ได้ฝึกทำใจในใจของตน สัมมาทิฏฐิตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือ จรณะ 15 วิชชา 8 มันก็จะเกิดพลังงานจิต ที่มีพลังปัญญาหรือเรียกว่า ฌาน มีพลังฤทธิ์ที่มันเหนือกว่าไฟราคะ เลยเรียกฌานนี้ว่า ไฟ พลังงานที่เป็นอุณหธาตุแล้ว มันเหนือกว่าพลังงานไฟ เขาเรียกพลังงานของกิเลสว่า ไฟ ก็เหนือกว่าไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ กิเลสที่เป็นไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ พลังฤทธิ์ของมันสู้ไม่ได้ ก็ค่อยๆสลาย ถ้าผู้ที่มีบารมีสูง พอเห็นหน้ากิเลสแล้ว มันก็สลายเร็วเลย เหมือนพระพุทธเจ้าบอก เฮ้ย กิเลส อย่าโผล่หน้ามา ตถาคตเห็นเธอแล้ว กิเลสไม่เข้าใกล้เลย ไม่รอหน้าเลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นพวกเรานี้ได้รับธรรมะแล้ว ก็เอาไปปรับใช้ในชีวิต เขาเข้าใจดีว่ามีตั้งมากมายที่ต้องนำมาปรับใช้ในชีวิต เขาจับประเด็นได้ถูกเลยว่าสิ่งสำคัญคือ ปัจจุบัน กรรมกิริยา เวลา ที่มันเป็นปัจจุบัน เราสัมผัสกับอะไร เราเผชิญกับอะไร ต้องเร็ว ต้องไวในการรู้เท่าทันในปัจจุบัน กิริยาปัจจุบัน พฤติกรรมที่เราสัมพันธ์กันอยู่ทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อมากระทบเรา ผัสสะก็จะเกิดเวทนา แล้วก็แยกแยะเวทนา ที่มีกิเลส ที่ไม่จริง แล้วก็รู้กิเลสเป็นตัวไหน ก็ต้องเอาปัญญาเท่าที่เรามีนี่ เป็นธรรมาวุธ เฮ้ย!...เอ็งเป็นอกุศล เอ็งเป็นกิเลส อะไรอย่างนี้เป็นต้น แล้วมันจะมีพลังฤทธิ์ของปัญญาเก่งขึ้นๆ ทำให้พลังของกิเลสนั้นๆ มันสู้ไม่ได้ลงไปทุกที เร็วขึ้น ประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ อันนี้อธิบายขยายความพลังงานหรือลักษณะธรรมที่มันมีมันจะเป็นอย่างนี้ ถ้าคนปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิอย่างที่อาตมาสาธยายนี้ ไปนั่งหลับตา ไปเดินจงกรมอะไรก็ได้ แต่เป็นการทำสมถะทั้งนั้น มันไม่เกิดวิปัสสนาญาณ ไม่เกิดวิชชา 8 ไม่เกิดมโนมยิทธิ ไม่เกิดอิทธิวิธญาณ ไม่เกิดโสตทิพย์อะไรเลย จะไม่มีปัญญารู้จักเจโตปริยญาณ 16 ไม่เห็นราคะ โทสะ โมหะ แล้วก็ทำให้มัน วีตะ ราคะ โทสะ โมหะ ทำไม่เป็นเพราะปฏิบัติผิด อาตมาก็สงสาร ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อน้ำมนต์อาตมาเลย เขาฟังแต่ที่ผิดแล้วก็ติดยึดอาจารย์ของเขา นำพากันไป มันผิดกันมาเป็นร้อยเป็นพัน มันอาจจะถึงเป็นพันปี ค่อยๆเสื่อมค่อยผิดไปเรื่อยๆ มาถึงยุคนี้ 2,500 ปี มันไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร มันปักหมุดลงไปในอวิชชา มิจฉาทิฏฐิกันอย่างแข็งแรงตั้งมั่น อยากจะถอน อยากจะคลอน ก็เหลือแต่พวกที่พยายามไม่ไปหลงใหลทางโน้นมากนัก มีบารมีบ้าง อย่างพวกคุณ ค่อยพอเข้าใจ แล้วก็รับได้ก็ได้บ้าง ก็ทำไป อาตมาไม่ได้ท้อแท้หรอกที่พูดนี้อธิบายธรรมะ

_มุ่ง ตรงธรรม · ในรัฐฉานประเทศพม่าฟังธรรมพ่อครูเข้าใจอยู่ครับ ตัวอย่างครอบครัวลูกเองก็พอฟังพ่อครูเข้าใจได้ตามลำดับฐาน และบางครอบครัว เริ่มมีการเลิกกินเนื้อสัตว์กันแล้วก็มีอยู่ครับพ่อครู ทางนี้เหมือนแนวโน้ม จะเป็นไปในทิศทางที่บวกขึ้นครับ น้อมกราบสาธุ สาธุ สาธุครับ พ่อครูว่า... ดี รายงานมาอย่างนี้ อาตมาจะได้รู้ว่ามีผลดี ทำงานไปแล้วมีผลอย่างไรแค่ไหน _อัมพร กุลศักดิ์ศิริ · เรียนถามพ่อครู ถ้าผมประสบความสำเร็จด้วยตัวผมเอง แต่ผมไม่อยากพูดคำว่า(ขอบคุณพระเจ้า) ผมจะแทนคำพูดเหล่านี้ว่าอะไรดีครับ พ่อครูว่า...ก็ขอบคุณตัวเองสิ เราทำด้วยตัวเองจะไปขอบคุณพระเจ้าอะไรกันล่ะ เราก็ต้องขอบคุณตัวเองที่ยังอุตส่าห์มีความพยายาม ฝึกหัด เรียนรู้ แล้วก็ปฏิบัติจนได้

_พรทิพย์ มุ่งกลัด : ส่วนสภาวะก็ได้เท่าที่ได้ค่ะกำลังฝึกกินมื้อเดียวและฝึกเข้าหมู่สาธารณโภคีอยู่ค่ะ .รู้สึกสนุกค่ะ คนจนมหัศจรรย์ คือคนชั้นยอดคนชั้นสูง(Elite) คือคนที่มึความเป็นวิทยาศาสตร์สูงสุดเพราะเริ่มปฏิบัติด้วยศีล(Seal) และจบด้วยอุเบกขา(Equanimity) เข้าใจภาษาตามนี้พอได้ไหมคะ พ่อครูว่า... ดีมากรู้สึกสนุกดีแล้ว, พอได้

_จรรยา ประเสริฐ · ขอบพระคุณนะ อาสู่แดนธรรม ที่เดี๋ยวนี้ปรับได้ถูกจังหวะค่ะ กราบสาธุค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ยิ่งหยุดยิ่งสมถะ ยิ่งฟุ้งซ่านเฉโก _ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล : "ยิ่งฟัง".. ยิ่งลดความต้องการในสิ่งต่างๆ.. ในการดำเนินชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากเลยครับ..เนื้อสัตว์ผมก็ไม่อยากกินแล้วครับ.. พ่อครูว่า..นี้รายงาานผล ดี เรียนธรรมะตั้งใจศึกษาธรรมะแล้วได้มรรคได้ผล เขานั่งหลับตามิจฉาทิฏฐิก็ได้มรรคได้ผล แต่เป็นมิจฉามรรค มิจฉาผล เป็นสมถะ เป็นเรื่องนิ่ง เป็นเรื่องหยุด เป็นเรื่องไม่เอาถ่าน เป็นเรื่องไม่รู้จักสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ อะไรหรอก รู้จักแต่หยุดๆๆๆ เหมือนอย่าง ธัมมชโย เหมือนอย่างหลวงพ่อสด ให้หยุด หยุดๆตัวเดียวสำคัญยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วเขาก็พยายามหยุด แต่ก็ฟุ้งซ่านขนาดหนักเลย ธัมมชโยนี่นะ หลวงพ่อสดนี้สอนให้หยุดนะ หยุดที่กลางกาย จิตจดจ่ออยู่ที่จุดสูงกว่าสะดือ 2 นิ้วกลางกาย หยุดอยู่ที่นั่น เขาสะกดจิตว่าหยุด แต่เขาฟุ้งซ่าน เห็นไหมมันมีสภาพ 2 ใน 1 ฟุ้งซ่านไปจนกระทั่งกลายเป็น เฉโก ฉลาดแกมโกงได้ ซับซ้อนลึกซึ้งมากมาย คนที่ถูกสะกดจิตแล้วจะครอบงำอย่างไรก็สำเร็จ บอกให้ปิดบัญชีของตัวเอง ถอนมาให้ทำทานให้หมดก็ทำ คิดดู แล้วครอบครัวเขา บ้านเขาจะเป็นอย่างไร บ้านแตกช่างคุณสิ คุณบ้านแตกก็เรื่องของคุณ คุณเอาเงินมาก็แล้วกัน…. โหดเหี้ยมที่สุดเลย เหี้ยมจริงๆ สุดยอดเลย ยิ่งลดความต้องการในสิ่งต่างๆ.. ในการดำเนินชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากเลยครับ. ..เนื้อสัตว์ผมก็ไม่อยากกินแล้วครับ. นี้เป็นอาสนิสงส์ของการฟังธรรมที่สัมมาทิฏฐิ

_ไผ่แก้ว นาวา : คาถาใหม่ค่ะ ฝึกยอมฝึกทนและแพ้ แม้นเราจะถูก จะตราคำนี้ไว้ กราบนมัสการพ่อครูค่ะ🙏 พ่อครูว่า... ดี ดีมาก

_ปลื้ม : กราบนมัสการท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง และสวัสดีเพื่อนพี่น้องทุกคนวันนี้ผมอยากถามคำถามเกี่ยวกับธรรมะครับ ว่า สภาวะธรรมของโพธิสัตว์แต่ละขั้นเป็นอย่างไร เพราะกรรมวิบากเป็นเรื่องอจินไตย ยิ่งเป็นสภาวะภายในยิ่งตรวจกันยาก ผมไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ หรือยกตนข่มท่านแต่อย่างใด แต่อยากรู้วิธีปฏิบัติแบบลาดลุ่มลึกไปเป็นลำดับครับ 🙇🏻‍♂️ พ่อครูว่า... เดี๋ยวจะได้อธิบายสู่ฟัง

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สุขกับทุกข์ นั้นเป็นสภาวะ 2 หรือสภาวะ 1 กันแน่ _ฟ้าเจือศีล...อยากให้พ่อท่านขยายความเรื่องภาวะ 1 กับความเป็น 1 พ่อครูว่า... ภาวะกับความเป็น มันก็อันเดียวกัน ภาวะเป็นภาษาบาลี ความเป็นคือภาษาไทย _ดิฉันเข้าใจว่ามีสภาวะความเป็นหนึ่งที่ต่างกันคือ เป็นหนึ่งเป็นแบบเทวนิยม (ความเป็นพระเจ้า ) อีกนัยหนึ่งคือเป็น 1 แบบสภาวะของพระอรหันต์ พ่อครูว่า... คุณก็แยกของคุณเอง แยกจาก 2 เป็น 1 ซึ่งมันไม่มีปัญหาหรอก คนที่เข้าใจ 2 เข้าใจ 1 แล้วแยก 1 ใน 2 และ 2ใน 1 มันจะมีอย่างนี้เท่านั้นในโลก จะมีสภาวะ 2 แล้วแยกให้เป็น 1 ให้ได้ แล้วแม้ว่าได้เป็น 1 แล้วคุณก็อยู่กับ 2 เป็น อนุปคัมมะ อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี อันไหนควรอันไหนไม่ควร อันนี้มี อันนี้ไม่ให้มี คุณก็อยู่กับ 2 อย่าง เป็นธรรมดาธรรมชาติของสิ่ง 2 สิ่งที่จะต้องต่างกันทั้งนั้น ปรมาณู 2 ตัวก็ต้องต่างกัน อณู สุญญาณู หรือว่านามธรรม 2 มันก็ต่างกันเป็น 2 เท่านั้น มันมีอย่างเดียวที่เท่ากันนั้นคือนิพพาน ผู้ใดมีนิพพานสูญจากกิเลสแล้ว นี่คือสิ่งเดียวเท่านั้นในมหาจักรวาลที่เป็นหนึ่งเดียว นอกนั้นเป็นเรื่องคู่ แม้จะเป็นของโลกุตระบุคคลที่รู้จักสภาพ 2 หรือแม้แต่ อวิชชา ของโลกียบุคคลที่เขายังไม่รู้สภาวะ 2 เขาก็หลงว่า เป็น 1 เหมือนกับหลงว่าพระเจ้าเป็น 1 แต่ที่แท้เป็น 2 แต่ถ้าเป็น 1 ก็คือจินตนาการของเขาอันเดียว คนเดียว คุณเข้าใจสภาวะถูกอยู่ แต่คุณแยกภาษาออกมาเท่านั้น

_ที่ยังต้องอาศัยอยู่ พ่อครูว่า...ก็ใช่ ก็เราเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราก็เป็นแบบโลกุตระ ไม่ใช่โลกียะ ที่เป็นพระเจ้าเทวนิยมของเขา

_เพราะถ้าไม่ลึกซึ้งแล้วจะฟังงงว่าเดี๋ยวดีหรือเดี๋ยวไม่ดี พ่อครูว่า...เมื่อชัดเจนแล้วว่าไม่ดีนั้นไม่ใช่เรา ไม่ดีมันก็คือคนที่เขาเป็นกันอยู่ ดีไม่ดีมันเป็นสมมุติ ในกลุ่มคนนี้ กลุ่มหมู่คนกลุ่มนี้ ถือว่าดีเป็นอย่างนี้ ไม่ดีเป็นอย่างนี้ กลุ่มหมู่คนอื่นอาจจะไม่เหมือนกันผิดเพี้ยนกันเล็กน้อยหรือผิดเพี้ยนกันไปตรงข้ามเลย มันก็เป็นธรรมดา แล้วแต่สังคม แล้วแต่บริบท

_ถ้าไม่ลึกซึ้งแล้วจะมองว่า เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดี ดิฉันเข้าใจถูกหรือเปล่าคะ พ่อครูว่า... คุณเข้าใจได้ พอได้ ได้ดีทีเดียว แต่ว่า มันสับสนระหว่างพยัญชนะกับสภาวธรรมที่แท้จริง อันนี้แหละยาก มันสลับกันไป บางทีก็งง เพราะฉะนั้น สลับกันอยู่นี่แหละคือ มายา มันสลับผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูก หลอกเราอยู่ตลอดเวลา มายา ส่วนสิริมหามายานั้นนะ รู้ทัน เพราะมันต้องมี 2 เสมอ ผิดถูก ดีชั่ว มันมีหนึ่งเดียวอยู่คือที่เป็นมายาสุดยอดมหามายาคือ สุขกับทุกข์ สุขกับทุกข์เป็น 2 หรือเป็น 1 ยกมือตอบสิ ...ใครว่าเป็น 1 ยกมือขึ้น ใครว่าเป็น 2 ยกมือขึ้น ?... จะเห็นว่าเป็น 2 นี้ยกมือเยอะ เป็น 2 แต่ผู้ที่สำเร็จแล้วสามารถรู้ว่า สุขกับทุกข์เป็น 1 เป็น 1 คืออะไร เป็น 0 คือไม่มีทั้ง 1 ทั้ง 2 เป็น 1 คือรู้ว่ามี ถ้ามีอยู่ก็เรามีชีวิตก็มี 1 กับ 2 มีเรากับไอ้สิ่งนั้น อันนั้นไหมหรืออันนั้นไม่ถูก อันนี้ถูก เราก็รู้หมด แต่เราก็ไม่ไป รู้แล้ว เป็น อนุปคัมมะ ก็มันมีอยู่อย่างนี้ อะไรควรกับไม่ควร เราก็รู้แล้ว ถึงเวลาที่จะต้องสมทบ ที่จะร่วมไม้ร่วมมือ ก็ร่วมกับสิ่งที่ควร ฝ่ายที่ควร ก็เป็นธรรมดา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นกลางแล้ว รู้ดีแล้ว มีปัญญาแล้ว ไม่ใช่ไม่เข้าข้างคนดี แต่ต้องเข้าข้างคนดี ช่วยเหลือคนดีที่สมควรตาม กาละ เทศะ ฐานะ บางทีเราก็เห็นอยู่ แต่เราเข้าข้างไม่ได้ ฐานะเราไม่ใช่ที่จะต้องไปเข้าข้าง กาละนั้นเทศะนั้น เราก็ทำอะไรไม่ได้ บางครั้งสมควรจะต้องเข้าข้าง อย่างเราไปชุมนุมประท้วงเราเข้าข้างแน่ๆ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เราแสดงออก ทุกวันนี้ก็แสดงออกเข้าข้าง อย่างพวกคุณมาเข้าข้างอโศก ไม่เข้าข้างเถรสมาคม เป็นต้น ก็ชัดๆง่ายๆ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สบายสงบและมั่นคงที่ 1 ในโลกคือประเทศไทย พ่อครูว่า... ทีนี้ อาตมาว่าจะไขความ คำตรัสของในหลวง ร. 9 สั้นๆ เคยได้ยินมาก็หลายทีแล้ว แต่เอามาขยายความเป็นธรรมะลึกซึ้งให้ฟัง คำตรัสของในหลวงก็คือ ที่ท่านตรัสไว้ในวันฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี ที่ศาลาดุสิตาลัย 22 เมษายน 2539 เนื้อความพวกคุณก็คงเคยได้ยิน ที่เอามาอธิบายแล้ว อธิบายอีก ว่า เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก “…ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้ แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้…” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในโอกาสที่ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ และนักเรียนทุนพระราชทาน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ณ ศาลาดุสิดาลัย วันจันทร์ที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๙ พ่อครูว่า... จริงที่สุด และประเทศในปัจจุบันนี้ทำได้ด้วย อาตมาจึงไม่ได้พูดเล่นลอยลม แต่คนไม่เข้าใจถึงความลงตัว ความพอดี หรือความที่เป็นดังที่คำตรัสของในหลวงที่ว่า เราเป็นประเทศที่มีความสงบมีความสบาย หรือสัปปายะ ความมั่นคงที่สุดในโลก ซึ่งความมั่นคงของแต่ละประเทศในยุคนี้ มันมีระยะความยาวของความมั่นคงสั้น ๆๆ แข่งกัน ฟังเข้าใจไหม ทุกวันนี้นี่ความสงบของแต่ละประเทศ หรือความสบายของแต่ละประเทศ ระยะความสงบ ระยะความสบายของแต่ละประเทศในโลกขณะนี้ มันมีความมั่นคงสถิตเสถียรยาวนานนี้น้อย แต่ประเทศไทยเรานี่ จะว่าไปแล้ว เรามีความสงบมาตั้งนาน เอาในยุคนี้ ยุคพระเจ้าอยู่หัวราชวงศ์จักรี ตั้งแต่พระเจ้าตากสินจัดการกอบกู้ประเทศเสร็จ พระมหาจักรี สมเด็จเจ้าพระยาจักรีคือพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรับช่วงมา ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ประเทศไทยไม่เคยมีสงคราม สงบมาตลอด สบายมาตลอด แม้มันจะเกิดผันผวนในเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องขี้ผง ในประเทศไทย เรื่องการเมืองก็จะมีแย่ที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ตั้งแต่ยุคจอมพลแปลก พิบูลสงคราม พอเราเป็นประชาธิปไตยมา มีกบฎ มีอะไรต่ออะไรมา จนกระทั่งถึงจอมพลแปลก มันก็มีนานที่สุด จอมพลแปลก เผด็จการยึดอำนาจนานที่สุด จนกระทั่ง พลเอกสฤษดิ์ ยึดอำนาจจากจอมพลแปลกอีก ไม่ได้พาคณะยึดหรอก จะมีจอมพลถนอม จอมพลประภาสร่วมกันยึด ยึดเสร็จแล้ว จอมพลสฤษดิ์ก็ยึด 2 คนนี้ต่อ จน 2 คนนี้ต้องออกนอกประเทศ ก็เป็นเหตุการณ์ภายในของเรา เกิดรุนแรงที่สุดในยุคตุลาคม 14 ตุลา (2516) กับ 6 ตุลาคม (2519) คนละปี พุทธศักราช พวกที่ได้รับความรู้ หรือเป็นนักศึกษาหนุ่มสาวกำลังร้อนวิชากัน ออกมาแล้วก็เกิดปั่นป่วนอะไรต่ออะไรขึ้นในนี้ จนเป็นเรื่องเป็นราว มันก็เป็นเรื่องภายในของเราช่วงหนึ่ง เราไม่ได้ไปวุ่นวายรบรากับประเทศไหนเลย ถือว่าสงบแน่นอน ในความสงบมันต้องมีคลื่นเป็นธรรมชาติบ้าง แต่จากนั้นมา เป็นบทเรียนที่ไทยเราสามารถรู้แล้ว มาถึงยุคทักษิณเกิดรุนแรง ทรยศต่อประเทศรุนแรงยิ่งกว่าจอมพลถนอม จอมพลประภาส แต่ไทยเราสงบ สุภาพ ยิ่งกว่ายุคก่อน เพราะบทเรียนก็ดีและการพัฒนาของคนไทยก็ดี เจริญขึ้น จึงเกิดการปราบทักษิณโดยใช้ความสงบสยบความรุนแรง อย่างพวกเราได้ออกไปร่วมทำ ใช้เวลากันหลายช่วง เราออกไปชุมนุมประท้วงกันหลายช่วง ตั้งแต่ พศ. 2549 ถึง 2557 หลายครั้งหลายช่วง ทักษิณและนอมินีมา ตั้งแต่ปี 2549 จนถึง 2557 หลังจาก 2557 มาแล้ว เรียบร้อยก็เหลือแต่พวกที่เป็นเศษเสี้ยวเศษสวะ หมาเห่าหมาหอนบ๊องแบ๊งๆ อยู่อย่างนี้ ตัวสำคัญก็เห่าอยู่ในประเทศไม่ได้ ก็ไปเห่าอยู่ข้างนอกประเทศ ไม่น้อยนะที่ไปเห่าอยู่ข้างนอก ไม่ใช่คุณทักษิณคนเดียว อยู่ข้างนอก ถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ที่ถือว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพล ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น ถือว่าสงบที่สุด เมืองไทยสบายที่สุด สัปปายะที่สุด สัปปายะ 4 สถานที่สบาย บุคคลสบาย อาหารสบาย ธรรมะสบาย จึงถือว่ามั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้ ในหลวงท่านตรัสยืนยันด้วยว่า ไม่มีใครสู้เราได้ อาตมาวงเล็บต่อว่า ในโลกนี้ไม่มีใครสู้เราได้ ท่านตรัสมาแล้วที่สุดในโลกว่ารู้สึกว่าจะไม่มีใครสู้เราได้ ท่านตรัสมาก่อนและมีความสงบสบายความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้ เห็นไหมทั้งโลกไม่มีใครสู้เราได้ ความเห็นของในหลวงกับความเห็นของอาตมาตรงกัน ขออภัยที่พูดแล้วเหมือนยกตนข่มท่าน แต่อาตมาอธิบายสัจธรรมให้ฟังว่า ประเทศไทยเรามีพฤติการณ์ของสังคมมนุษยชาติอย่างไร อาตมาก็เอาธรรมะพวกนั้นมาอธิบาย แจกแจงสาธยายความจริงสู่ฟัง ไม่ใช่อื่นเลย ไม่ใช่อวดดี อวดโอ่ ยกตนข่มท่าน ไม่ใช่เป็นกิเลสตามที่คนจะหาเรื่อง เขาก็หาได้ แต่มันไม่มีหรอก ตัวอกุศลเหล่านั้นไม่มีในจิตอาตมา ตลอดเวลาที่อาตมาทำงานทางธรรมะมา ไม่มีอกุศลจิต ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มี แม้แต่จะตำหนิติเตียนว่า คนนั้นคนนี้ อยู่ต่างประเทศก็ว่า พวกเราชาวไทย ว่าพวกเราชาวธรรมะ ว่ามหาบัวหนัก ว่าธัมมชโยหนัก ก็ว่ากันตามความจริง เพื่อที่จะให้ทุกคนได้รับฟังได้รับรู้เหตุผล เรื่องราว เนื้อหา ที่มันมีความแตกต่างจากที่หมู่นั้นหลงยึดว่าถูกหรือดี อาตมาเห็นว่าไม่ถูกไม่ดีคืออย่างไร เป็นภาวะ 2 ทุกคนก็มีอิสรเสรีภาพที่จะฟังความ 2 ฝ่าย มันก็ห้ามไม่ได้ ใครมีธรรมวาทีอันไหน คนที่ยังยึดอยู่ว่าอย่างโน้น เถรสมาคมบ้าง ทางมหาบัวบ้าง ทางธัมมชโยบ้าง เขาก็ยึดของเขาอยู่นั้น ไปห้าม ไปดึงเขามาได้ที่ไหน เขาก็เป็นของเขาใช่ไหม มันเป็นธรรมชาติธรรมดา ส่วนผู้ที่จะรู้จักโลกุตรธรรมที่อาตมายืนยันว่า อาตมานี่ล่ะ แสดงโลกุตรธรรม ไม่มีใครกล้ายืนยันเหมือนอาตมา คนยุคนี้ไม่มีใครกล้ายืนยันโลกุตระ โลกุตรธรรมอย่างอาตมา แล้วก็นำพาคนให้ศึกษาปฏิบัติประพฤติจนประสบผลมา ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้ ดังที่ยืนยันมาตลอดเวลา คนที่เปลี่ยนแปลงมากบ้างน้อยบ้าง จนกระทั่งเอาตัวมาอยู่ร่วมกับหมู่ชาวอโศก แต่ละชุมชนแต่ละแห่งตามที่เขาเลือก มันก็ได้หมู่มาอย่างนี้ ซึ่งจริงๆยุคนี้มันเป็นยุคเสื่อมแล้ว ก็เหลือน้อยที่จะเป็นผู้มีภูมิปัญญาบารมีที่รับโลกุตระธรรมได้ มันเหลือน้อย นี่เป็นสัจจะความจริง ผู้ที่เริ่มฟังแล้วพยายามแสวงหา แล้วก็ได้บ้าง ตามมาได้เรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นมีพลังพอที่จะเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในหมู่กลุ่มชาวอโศก คนที่ SMS มาก็อยากจะมา อยากจะมาอยู่ บางคนก็มีจิตที่แรงอยากจะมา แต่ก็มีสัมภาระวิบาก มาไม่ได้ อาจจะตลอดชาติมาไม่ได้ อาจจะสักวันหนึ่ง เขาก็คงมาได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า กรรมวิบากของคนมีเยอะ อย่างนี้มีนานาสารพัดแตกต่างกัน แต่สรุปรวมแล้วที่อาตมานำคำตรัสของในหลวงมาสาธยาย ขยายความ ให้เห็นสัจธรรมความเป็นจริงกับความหมายของธรรมะต่างๆ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส เป็นภูมิธรรมของท่าน กับสัจธรรมภูมิธรรมของอาตมา อาตมาเคยบอกแล้วว่า ในหลวงกับอาตมาคือธรรมิกราช 2 องค์ นี่เป็นเรื่องจริงที่คนฟังแล้วก็อาจจะหมั่นไส้มาก แต่อาตมาจำเป็นจะต้องพูด ทำไมต้องพูดย้ำ ทำไมต้องย้ำอย่างนี้ ที่ต้องย้ำอย่างนี้ เพื่อให้รู้ว่า ความจริงมันมีในความจริง แล้วความจริงเมื่อใดจะมีการปรากฏตัว ก็ยุคนี้ไง ในยุคเสื่อม จะมีธรรมิกราชมากอบกู้ไง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็กอบกู้ไปแล้วจนสิ้นพระชนม์แล้ว ยังเหลือโพธิรักษ์นี่ แบกหามอยู่นี่ ยังลุยถั่วอยู่นี่ สังขารร่างกายก็อายุ ในหลวง 89 อาตมาก็กำลัง 89 ก็น่าจะเลยท่าน น่าจะเลย 89 อยู่ ในหลวง 89 ไม่เต็ม สิ้นพระชนม์ตุลาคม ยังไม่ถึงธันวาคม ถ้าถึงธันวาคมก็เต็ม 89 ปี ตุลาคม พ.ศ. 2513 อาตมาอายุ 89 ปี เกือบจะเต็ม 5 เดือนแล้ว เต็มก็ต้อง 5 ธันวาคม คนเราก็วนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร อยู่ในกาละ มันก็วนเวียนอยู่ กรรมวิบากก็ทำให้คนเรานี่ตกต่ำ ได้ดี จนกระทั่งมาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว บรรลุความเที่ยง คือบรรลุมีจิตมีปัญญารู้กิเลส ได้ลดกิเลส จนกระทั่งเข้าเขตของความ นิยตะ เข้าเขตเที่ยงแล้ว ตั้งแต่ขั้นโสดาบันเที่ยง สกิทาคามีเที่ยง อนาคามีเที่ยง (เที่ยงคือไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาและเข้ากระแสแล้วนี้) ธรรมะของพระพุทธเจ้า ถ้าเข้ากระแสโลกุตระแล้ว มันจะมีความจริงที่สามารถรู้เหตุตัวร้ายที่ทำให้คุณไม่เที่ยง ตกต่ำ ได้ดีสุด แล้วตกต่ำ ได้ดี แบบเฉโก แบบเทวนิยม แบบเทวนิยมไม่เที่ยง ได้เป็นพระศาสดาแล้วก็ไม่เที่ยง จะตกต่ำได้เป็นสัตว์นรกได้อีก แม้ศาสดาของเทวนิยมก็ไม่เที่ยง เพราะเขาไม่มีปัญญาที่จะรู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน เขาไม่สามารถทำให้จิตลดเหตุตัวที่จะต้องวนเวียนคือกิเลส ดับได้ถึงขั้นถอนอาสวะถอนเชื้อรากเหง้าของกิเลส ไม่เหลือ นี่คือ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จึงเที่ยง เขตของผู้ที่ดับได้รอบแรกเข้ากระแสโสดาบัน ก็เที่ยงเท่าโสดาบัน เจริญขึ้นเจริญขึ้นเป็นสกิทาคามี จะมีหลายขั้นนะสกิทาคามี จนกระทั่งหมดภูมิกามาวจร หมดกิเลสในกามภพ มีกามคุณ 5 เป็นต้น หมดก็หมายความว่า กิเลสที่เป็นตัวเชื้อ ตัวหลงในกาม กามราคะ หมด เพราะฉะนั้นก็อยู่กับโลกเขา จะเกิดอีกกี่ชาติ กี่ชาติ โลกมันก็มีกามอยู่ตลอด เกิดมาจนกระทั่งถ้าเป็นแค่ อรหันต์ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อรหันต์รอบที่ 1 อรหันต์นี้ก็คือ ผู้ที่สามารถจะตาย ตายกายแตกแล้ว กายสเภทา ปรัมมรณา จะไม่วนเวียนกลับมาเกิดอีกเลย ตายแล้วก็ขอหายไปในกาละ ก็ตามบารมีของพระอรหันต์ อาตมาไม่ลงลึกในความเป็นอรหันต์ที่จะต้องตายไปแล้วอยู่กับสุทธาวาส 5 อย่างพระสมณโคดม อาตมาเหมือนกัน คือตายแล้วจะไม่เข้าไปอยู่ในสุทธาวาส 5 เคยเป็นอรหันต์มาแล้ว ตายไปแล้วไม่ขอไปอยู่ในสุทธาวาส 5 มาขอเกิดต่อเลยมาบำเพ็ญเป็นโพธิสัตว์ต่อเลย เพราะฉะนั้นจากอรหันต์อริยะ 4 ขั้น อรหันต์โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน