สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน สามเส้าของ บวร บ้าน วัด โรงเรียน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข25 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน สามเส้าของ บวร บ้าน วัด โรงเรียน มาพูดถึงสิ่งที่หยาบกว่านั้น อธิบายสามเส้าของตัวหยาบคือ บ้านวัดโรงเรียน ตอนนี้อาตมาพยายามบูรณาการวิวัฒนาการความเป็นบ้านวัดโรงเรียน ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ให้เป็นความสำเร็จ บ้านหมู่บ้านสังคม จนกระทั่งถึงหมู่บ้านใหญ่ขึ้น เป็นตำบลเป็นอำเภอเป็นจังหวัดก็ตาม อาตมาไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูงจะให้เป็นสาธารณโภคี ทั้งจังหวัด อาตมาไม่หวังหรอกในชาตินี้ อย่างที่ราชธานีอโศก มีอยู่ 11-12 หมู่บ้าน อาตมาก็ไม่เคยคิดว่าจะได้ทั้ง 12 หมู่บ้านหรอก ถ้ามันได้สัก 8 หมู่บ้านก็ไชโยแล้ว นี่หมู่บ้านที่ 2 ก็ไม่ได้แล้ว แต่ไม่แน่ อัตราก้าวหน้าอาจเป็นไปได้ บ้านวัดโรงเรียน เป็นเสาเส้า อยู่กันอย่างมีคุณภาพระดับสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ระดับสาธารณโภคี อยู่กันอย่างมีเมตตากายกรรมเมตตาวจีกรรมเมตตามโนกรรม มีเกื้อกูลช่วยเหลือ แบ่งกันแจกกัน ไม่วิวาท เป็นเอกีภาวะ อยู่กันอย่างเป็นปึกแผ่นอย่างที่เราเป็นไปได้ เสร็จแล้ว เราก็จะเชื่อมโยงให้อันอื่นมาเป็นเช่นเราเป็น ให้การศึกษา เกื้อกูลช่วยเหลือ ผูกสัมพันธ์เชื่อมต่อให้ความรู้ ให้ความจริง เช่น เราทำอยู่ทุกวันนี้ เอาความจริงมาอธิบาย เช่นที่อาตมาตั้งหลักที่ราชธานี เป็นตัวต้น ตัวหัวหน้า เราจะมีการเชื่อมโยงกับสังคมด้วย สังคมก็มีการค้าขายเราก็มี สังคมมีเผื่อแผ่แจกจ่ายกันเราก็มี สังคมมีการสัมพันธ์ติดต่อกันไปมาเราก็มี สังคมเขามีการจ้างกันมีวานกัน เราก็มี มีการค้าการขายเราก็มี สรุปคือเรื่องแจกของกันไปมา แลกกันไปมา เผื่อกันไปมา หลักเกณฑ์ของเราก็คือ จะแจกให้จะต้องต่ำกว่าราคาตลาด นี่ถือว่าเป็นคนแย่สุดแล้ว ของที่เรามีจากให้คนอื่นแล้วและกลับมาในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ในกลุ่มชาวอโศกทำแบบนี้ถือว่าชั่วที่สุด ดีที่สุดคือแจกฟรี แต่เอา

อ่านต่อ

กลับคืนมาแม้ไม่เกินราคาตลาด ต่ำกว่าราคาตลาดก็ถือว่าชั่วที่สุดแล้วในสี่ขั้นนี้ หนึ่ง ต่ำกว่าราคาตลาด สองเท่าทุน สามต่ำกว่าทุน สี่ แจกฟรี ถ้าใครเกินกว่าราคาตลาดนี้ ไม่ต้องพูด แค่ตำ่กว่าราคาตลาดก็ยังชั่วที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องต่ำกว่าทุน ไม่ใช่แค่ต่ำกว่าราคาตลาด ราคาตลาดมันขึ้นอยู่กับอะไรต่างๆ แบบทุนนิยม มันเอาตัวมากสุดไปตั้ง คนอย่างเราไม่ยุ่งกับเขาหรอก สรุปแล้ว การแลกเปลี่ยนของเรากับสังคมมนุษยชาติก็มี แต่นโยบายของเรา เป็นการแลกเปลี่ยนโดยการไม่เอาเปรียบ แลกเปลี่ยนด้วยการเสียเปรียบ หรือสละเสีย เราเสียให้เขานี่แหละคือเราได้ จบพระราชดำรัสของในหลวง ตรัสไว้ท่านก็จบเท่านี้ สอง การศึกษาเล่าเรียน ที่จะใช้ความรู้สามัญในโลก เป็นพื้นฐานเราก็มีไม่ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของแต่ละสังคมประเทศ การศึกษาตามกระทรวงเขากำหนดเราก็มี โรงเรียนสอนตามนิตินัยเราก็มี เป็นความรู้สามัญโลกีย์ในโลก ส่วนความรู้อาริยธรรม ไม่ถือตัวตน ลดตัวตน เห็นแก่ตัวตนให้น้อยที่สุดจนไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตัวได้เลยก็จบ ความรู้อันนี้เราก็ต้องเป็นหลัก โรงเรียนของเราจึงเป็นโรงเรียนศึกษาโลกุตระ ไม่ใช่โรงเรียนแบบโลกียะ ซึ่งก็เข้าใจกันได้ยาก แต่มันก็เป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ไม่มีทางเลือก เป็นเรื่องที่จะต้องทำถ้าไม่ทำก็ไม่มีใครทำ มันต้องเป็นเรา การศึกษาที่เป็นการศึกษาลึกซึ้งสูงสุดคือการศึกษาที่ไม่แยกจากความเป็นคน ไม่แยกจากสังคมกลุ่มหมู่ ไม่แยกจากทั้งตัวตนบุคคล กรรมกิริยา กาย วาจา ใจ ทั้งสิ่งหมุนเวียนวัตถุแรงงานความคิดก็ไม่ได้แยก เรียนรู้กันหมด การศึกษาที่เรียนรู้อย่างไม่แบ่งแยก ก็ต้องทำร่วมกันตั้งแต่ตัวบุคคล ลึกที่สุด วิญญาณจะไม่แยกกัน อาตมาระลึกได้ แล้วก็กำลังจะเอามาย้ำยืนยันให้พวกเราเข้าใจ คือวิญญาณลึกละเอียดเนียนแบบไม่ต้องรู้ตัวไม่ต้องเจตนาไม่ต้องยัดเยียด แต่เป็นพลังงานละเอียดที่ซึมเข้าหากัน อาตมาใช้ภาษาว่า osmosis คนจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม จะอยากให้ซึมเขาหาหรือไม่แต่น้ำก็ไหลเข้าหาน้ำ น้ำมันไหลเข้าหน้าน้ำมันธาตุที่ดูดกันก็จะรวมกัน ธาตุที่ผลักกันก็จะทำลายกัน osmosi มันดูดกันเอง จะมีธาตุรู้หรือไม่ก็เป็นของมันเอง มันไหลเข้าหากันเอง คุณไปห้ามมันก็ไม่อยู่ ไม่มีสิทธิ์จะไปหามันเลย เอามือเท้า ไปห้ามของละเอียดได้หรือ มันยิ่งกว่าหายตัวเลย ทะลุทะลวงกำแพงได้หมด กั้นมันไม่อยู่หรอก ในลักษณะ osmosis อาตมาถึงว่าจะทำการศึกษาที่ไม่แยกอะไรเลย ตลาดจะอยู่ที่เดียวกันกับมหาวิทยาลัย อาตมาสร้างเฮือนสวน โรงเรือนพื้นที่ 11 ไร่ ชั้นบนเป็นการศึกษา ชั้นล่างเป็นตลาด รับรองว่ากระทรวงการศึกษาไม่อนุญาตหรอก แต่ปัญหาก็จะทำ อย่างไรก็สอนฟรีไม่เก็บเงิน ใครจะมาเรียนเข้าเรียนฟรี ต้องการให้เป็นที่สอนสัจจะ ไปขนาดนั้นยังไม่ค่อยมีคนมาเรียนเลย เรามีคนหนึ่งครึ่งคนเราก็ทำ ครึ่งคนคือมันไม่เรียนเต็มใจมาแค่ครึ่งใจ แค่คนแสวงหามี อาตมาไม่ได้ขาดลูกค้าหรอก นร.ก็จะมี ครูก็จะมี อย่างน้อยอาตมาไม่ตายก็เป็นครู แต่คนที่ชัดเจนจะมาช่วย ก็จะตั้งหน้าตั้งตาสืบสานความรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธศาสตร์ เรามั่นใจว่าไม่ใช่ของปลอมของเก๊แต่เป็นของจริงนี่คือศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ที่จะต้องสืบสานต่อไป ตั้งแต่หยาบถึงละเอียด ละเอียดถึงหยาบ คนที่มีปัญญาจะรู้ว่ามันอยู่กันอย่างไม่มีตัวตนไม่ขี้เหนียว แจกจ่ายช่วยเหลือ อยู่กันอย่างอิสระช่วยเหลือกันไม่ไปทำร้ายใคร ก็เห็นว่าดีก็มาช่วยกัน อาตมาว่า นี่เป็นสภาวะจริงที่คนมีปัญญามีความรู้ที่รู้ได้ชัดอันนี้ คนไหนๆแสวงหาเขาต้องมาเอา แม้มันจะมีมากหรือมีน้อยแค่ไหน ถ้ามันมี แต่อาตมาว่ามันไม่หมดไม่อยู่ในฐานะไม่มี เพราะอย่างน้อยนักบวชก็ต้องอยู่แล้วอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 คน พระพุทธเจ้าเริ่มจาก 5 คน ทำไปจนกว่าจะตาย ความจริงนั้นมีสิ่งเดียวไม่มีสอง สัจจะไม่มี 2 มีสิ่งเดียว สิ่งที่เกิดเป็น2 ก็รู้ว่าสองคือความต่าง แต่อันหนึ่งต้องเป็นรองอันหนึ่งต้องเป็นหลัก อาตมามุ่งมั่น ที่ยังไม่ตายง่ายๆ จักรยานสร้างสิ่งนี้ให้สำเร็จเป็นวงจร ให้สำเร็จอย่างดีก่อน ถ้าแม้ว่าอาตมาทำไม่สำเร็จจริงๆอาตมาเชื่อว่า ผู้ที่ยังอยู่จะสืบสานต่อไปให้ดี แต่ไม่อยากให้ตกหนักที่ท่านเท่านั้นจะอย่างไรก็พยายามพากเพียร ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น เพราะฉะนั้นหมู่บ้านก็ดี ธรรมะ หรือ วัด ก็ดี จะต้อง ให้เกิดอยู่ตลอดเวลา โดยการสื่อสารให้รู้ให้เกิด คน เป็นหมู่คน แล้วก็คือธรรม เป็นโลกุรธรรม ไม่มีตัวตน แต่มีคุณภาพ พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ ครุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ อาตมาว่า 7 คำนี้สมบูรณ์แบบนี้ ถ้ามีจิตเจ็ดตัวนี้สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ อัตภาพของใครมีคุณลักษณะ 7 นี้ สังคหะช่วยเหลือกัน อวิวาทะ จะเห็นได้ว่าชาวอโศกไม่มีการทะเลาะกันอย่างมากมายเลย มีปากหอกเท่านั้น แล้วก็เลือดไม่ออกหรอก มีแต่เจ็บใจ แล้วอยู่ไหนเอามาให้ดูสิว่าเจ็บใจอยู่ตรงไหน สามัคคียะ เรียบร้อยเป็นปึกแผ่นเป็นเอกีภาวะ ภาษาทั้ง 7 นี้ชาวอโศกมีได้แล้ว เราจะทำให้ดียิ่งขึ้น ให้เป็นรูปธรรมที่คนตาบอดเห็นได้ เหมือนอย่างหนูคนตาบอก ร้องเพลงบอกว่า มองเห็นพระเจ้าอยู่หัว แต่เขาเป็นคนตาบอด ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่คนตาบอดแต่มองเห็นหมด เป็นการมองเห็นทางจิตวิญญาณเป็นความลึกซึ้ง ซาบซึ้งประทับใจจริงๆ ไม่มีอะไรหลอกมันจริงสุดยอด เป็นความประทับใจยืนหยัดยืนยันสุดยอดยึดถือ เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเป็นการศึกษา ที่สื่อให้ฟังว่า อาตมาพูดออกไปนี่ความจริงหรือไม่...มีสองเสียง จริง และไม่จริง อาตมาพูดไม่จริง แต่ความจริงจะอยู่ที่ใครก็คนนั้น ต้องแยกให้ชัดๆอย่างนี้ สองคำนี้จะสลับไปมา ที่อาตมาต้องอธิบาย ชาติแล้วชาติเล่า เขียนพยัญชนะ แก้ไปแก้มา ขอสรุปจบว่า เราจะทำสิ่งๆนี้ให้เป็นรูปธรรมที่ให้คนเห็นได้มากเท่าที่จะมาก ทุกคนระวังว่า รู้ตัวก็สายเสียแล้ว ต้องให้ รู้ตัวก็สูงเสียแล้ว อย่าให้รู้ตัวก็สายเสียแล้วต้องให้รู้ตัวก็สูงเสียแล้ว...เอวัง

https://youtu.be/EFRVXnuKaSs

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน