สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน สัมประสิทธิ์คือสัมโพธิปรายนะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน สัมประสิทธิ์คือสัมโพธิปรายนะ พ่อครูว่า...osmosis จะมีตัวคงที่ เป็น ตัว constant ตัว static เป็นตัวบวก และมีตัววิ่งเป็นตัวกระแส หรือตัวลบ และตัวตั้งกับตัววิ่งจะทำงานอย่างได้สัดส่วนที่สมควรทำงานอยู่เป็นคู่ของนิวเคลียส จะมีตัวแปรมาผสม ตัวนี้เป็นตัวแปรที่คนแต่ละคนจะสร้างมา ตัวตั้งกับตัววิ่งจะเป็นต้นทุน ส่วนตัวแปรเพิ่มเติมอันนี้ซึ่งถ้ามันน้อยแค่พลังบวกมีกำลังแค่บวกก็ไม่น่าไว้ใจ เพราะระดับการก้าวหน้ามีบวก คูณ ยกกำลัง ต้องทำให้ได้ระดับคูณจึงจะทำให้เกิด Coefficient เป็นสมรรถนะ เจริญก้าวหน้าไปได้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าคนเข้าใจอย่างนี้แล้วสามารถจะทำให้พลังงานของตัวเรา ในกายกรรมก็มาจากจิต จะสร้างพลังงานทางพูด ก็มาจากพลังงานทางจิตสร้างมา ให้มีพลังงานสัมประสิทธิ์ Coefficient จะมีประสิทธิภาพทำความก้าวหน้าได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานทั้งวัตถุ ก็ต้องการพลังงานสูง แม้แต่ทางจิตวิญญาณก็เช่นกัน ก็ต้องพลังงานก้าวหน้าอย่างนี้เหมือนกัน นี่คือ ความสำคัญของอันนี้ คำว่า Coefficient ในวิชาการศาสนา คือคำว่า สัมโพธิปรายนะ หมายความว่า เป็นสู่ที่สูงถึงที่สุด แปลว่า ความเจริญของความรู้ ขั้นโพธิขั้นตรัสรู้ขั้นสูง อันจะนำไปถึงที่สุด ก้าวหน้า สัมปรายนะ สู่ความเจริญถึงที่สุด อาตมาอธิบายธรรมะ มาถึงขั้น สัมโพธิปรายนะ ของคุณสมบัติพระโสดาบัน โสดาบันมี 1.โสตาปันนะ 2. อวินิปาตธรรม มีธรรมะที่ไม่ตกต่ำแล้ว มีจิตเข้ากระแสโลกุตระ (โลกุตระคือคนที่ทวนกระแสโลกียะ หากอยากรวยก็มีความคิดจะมาจนดีกว่า แต่ก่อนไม่เคยหยุดรวย คนนี้ไม่มีทางเป็นโสดาบัน ถ้าคนนี้รู้จักพอ มาจนดีกว่าอันนี้เริ่มเป็นอาริยะแล้ว) 3. นิยตะ มีความเที่ยงแท้แน่นอน ไม่เสื่อมถอย 4. สัมโพธิปรายนะ นอกจากไม่ถอยแล้ว
อ่านต่อ
มีแต่จะเดินหน้าไปสู่ที่สูงที่สุด นี่คือคุณสมบัติ สภาวะ4ขั้นนี้ ถ้าใครเข้าใจสภาวะจะไม่ต้องท่องเรียงลำดับไม่สับสนเลย ไม่ใช่พูดไปพูดมาโสดาบันมี4 ก็พูดสับสน เพราะคนรู้สภาวะจะไล่ลำดับไปไม่สับสน ถ้าใครที่เป็นอาริยบุคคล มีคุณสมบัติแห่งความจริงที่จะเป็นโลกุตระ เข้าขีด4นี้ ผู้นี้จะได้รับการเดินทางไปสู่โลกใหม่ ในศาสนาพุทธนั้นสอนให้คนมา (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) สอนให้คนอยู่ง่ายกินง่าย ไม่ใช่พวกเลี้ยงยาก จะเอานั่นเอานี่ แค่มีกินมีใช้สอยแค่นี้ก็ดีแล้ว สุโปสะ พาให้เจริญง่ายสอนง่าย ปรับให้เจริญได้ง่าย อัปปิจฉะ คือมักน้อย ไม่ใช่เอาอย่างธัมมชโยหรือธรรมกายที่มักมาก ต้องมามักน้อยสันโดษ ใจพอ สูงสุดสูญก็พอ เยี่ยมเลย 0 ก็พอ อย่างชาวอโศกอยู่ในชุมชนทำงานสร้างสรร วิริยารัมภะ เมื่อยก็พักไม่เมื่อยก็เพียร ได้เงินเข้ากองกลางเอาไปบริหารจัดการ ตามหน้าที่ เป็นสังคมที่รู้หน้าที่ ไม่มีตัวตน ไม่มักมาก มักน้อยสันโดษ มีการขัดเกลา ตั้งแต่หยาบ พฤติกรรมกายกรรมวจีกรรมหยาบก็เลิก จิตวิญญาณอกุศลหยาบลดลงเรื่อยๆตามลำดับ ผู้ที่มีการขัดเกลาตนเองด้วยศีล ธูตะ ธูตะแปลว่าศีลที่เคร่งแล้ว ปฏิบัติได้ปกติแล้วก็เลยอยู่ในศีลนี้ ผู้ได้แล้วเคร่งแต่ผู้ไม่ได้จะบอกว่ายาก พวกอโศกนี้กินมื้อเดียวไม่แต่งตัวไม่ใส่รองเท้า เคร่งไป แต่ถามชาวอโศกทั้งหลาย เคร่งนักหรือสูงสุดแล้วหรือ...ก็ไม่ เราทำได้เท่านี้เอง แต่พวกนั้นร้องโวยวายแล้ว หาว่าชาวอโศกสุดโต่งเขาตีทิ้งเลย ว่าสุดโต่งแต่ที่จริงสุดโต่งคือพวกคุณโต่งไปหานรกลึกเท่าไหร่แล้ว พอเขาก้าวไปโลกุตระก้าวหนึ่ง ก็ไกลจากเขามาก เพราะเขาอยู่ติดไปทางโลกียะ นรกไกลมากเลย ก็เลยหาว่าพวกนี้สุดโต่ง อาตมาก็ถามพวกเราว่า อรหันต์แล้วหรือ อนาคามีแล้วหรือ สกิทาคามีแล้วหรือ ก็ยังโสดาบันโสดาบ๊วยอยู่นี่ อาตมาก็พยายามให้ซึมซับให้สูงขึ้นอีก ไปได้ไม่เท่าไหร่ แล้วล้อว่าเราสุดโต่ง การไม่ศึกษา ตั้งแต่สร้างประเทศไทย มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ จนทุกวันนี้หนักกว่าเก่า เสื่อมกว่าเก่า แต่ก่อนเอาใจใส่ศึกษาธรรมะ อยู่ในจารีตประเพณีธรรมะ แต่ทุกวันนี้ไม่เอาแล้ว ที่จริงก็น่าไม่เอา พระวัดวาเดี๋ยวนี้ไม่เข้าเสียดีกว่า พาลงเหว อบายมุขนอกรีตไปใหญ่ อาตมาเปิดพระไตรปิฎก พระสูตร ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีแม้แต่ศีล ซึ่งในพระสูตรเล่ม 9 ทุกพระสูตรจะบอกว่านี่เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ทั้ง 43 ข้อ ที่เป็นวินัยมี 227 ข้อ แต่เขาเอาวินัยมาเป็นศีล อาตมาพูดไปเขาไม่สนใจ จุลศีล เป็นศีลพาปฏิบัติตามแต่ละข้อ ปฏิบัติให้เกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ ศีลให้สำรวมสังวร กายวาจาใจ หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งหลาย สัตว์คือจิตนิยาม ถ้าจะหลุดจากกรอบพีชะเป็นจิตนิยามได้ มันเหมือนอยู่ในโลก ต้องให้หลุดออกจากโลก พีชะก็มีการดูดไม่ให้จิตออกจากโลก แต่คุณต้องมีพลังงานออกจากพีชนิยามนี้ได้ ถ้าทำให้จิตนิยามนี้เจริญได้ จะกลับมาช่วยอุตุพีชะ แต่นี่ชั่วไปอีก กลับมาทำลายอุตุ พีชะอีก ตั้งแต่สูตรแรกเลย พระพุทธเจ้าให้รู้จักชีวะ มีความรู้จักชีวิต ชีวิตเขาอย่าไปละลาบละล้วงเขา ของๆเขาอย่าไปละลาบละล้วงของเขา ท่านสอนไว้ จุลศีลคือเลิก อย่าไปทำให้เกิดโทษภัยต่อสังคม ปฏิบัติแล้วจะทำให้หลุดพ้นจากความชั่ว มัชฌิมศีลคือทำให้หลุดพ้นบริบูรณ์ได้ เป็นอรหันตฺ์เลย ส่วนมหาศีลคือศีลของศาสนา คือข้อห้าม โดยเฉพาะภิกษุไม่ทำ ประชาชนก็ไม่ทำ แต่ถ้าภิกษุสร้างขึ้นเป็นเดรัจฉานวิชชา ที่ห้ามไว้ในมหาศีล เช่นอย่าไปจุดธูปเทียนบูชาไฟ รดน้ำมนต์ อย่าไปทำนายทายทัก ภิกษุอย่าทำ แต่ทุกวัดเดี๋ยวนี้มีมหาศีลหมดเลย เรียกว่าไม่มีศีล วัดไหนวาไหนไม่มีจุดธูปเทียนบูชา สิ่งเหล่านี้เป็นเทวนิยมที่พระพุทธเจ้าห้ามไว้ตั้งแต่สร้างศาสนาแล้ว สารพัดที่ท่านห้าม เมื่อมหาศีลไม่มี ศาสนาพุทธถึงชื่อว่าไม่มีแล้ว เพราะในศาสนาพุทธให้เว้นขาดจากสิ่งเหล่านี้ แต่ทุกวันนี้มีมันหมด ก็ไม่เป็นศาสนาพุทธแล้ว อาตมาไม่ได้ใส่ความ แต่เอาความเป็นจริงมาพูด ก็เตือนสติท่านผู้ดูแลศาสนา อาตมาถือว่าอาตมามีหน้าที่ขยายความศาสนา เอาสิ่งที่ถูกมาพูด เขาก็ว่ามาจากไหน มีครูบาอาจารย์จากไหน อาตมาก็ว่าอาตมามีความรู้นี้มาจากแต่ก่อนเก่า เขาก็ไม่เชื่อมีหลักฐานมายืนยันไหม ถามพวกคุณว่า มาถึงวันนี้แล้วคุณเชื่อว่าอาตมามีของเก่าหรือ? เชื่อเพราะอะไร ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างน้อยอาตมาก็ยืนยัน ศีล อธิศีล สมาธิอาตมาก็ยืนยัน สมาธิลืมตาไม่นั่งหลับตา พวกเราปฏิบัติได้ผลก็จะรู้ว่าโพธิรักษ์ถูก แต่อาตมาพูดไปเขาไม่ฉุกคิดเลย น่าสังเวชใจ 600625_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ประชาธิปไตยโลกุตระ 28 ข้อ