สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งลึกซึ้งถึงวิญญาณ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข23 เมษายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งลึกซึ้งถึงวิญญาณ เข้าสู่เนื้อหาสาระธรรมะ ซ้อนในเรื่องการเมือง กษัตริย์หรือประชาชนหรือตัวตนบุคคลเราเขา เป็นสิ่งที่ร่วมกันเป็น กาย แยกไม่ออก มนุษยชาติต้องมีกายกับจิต 2 อย่างเป็นธรรมะ 2 แยกกันไม่ได้ ธรรมะสองนี่แหละเป็นเรื่องใหญ่ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 เทวธัมมา ธรรมะ 2 จับคู่กันแล้ว ถ้า โง่ มันจะกลายเป็นเมถุน ร่วมหัวกันแล้วเสพสุขเสพทุกข์ เขาไม่อยากได้หรอกทุกข์ แต่เขาต้องได้ทุกข์เพราะมันคู่กับสุข เป็นธรรมะ 2 ผู้ใดสามารถแยกธรรมะสอง ไม่ให้ธรรมะอีกอันหนึ่งเกิด ให้เกิดธรรมะเดียวเป็นปุริสภาวะ หรือเก่งกว่านั้นเป็นธรรมะ 0 นปุงสกลิงค์ก็ยิ่งจบเลย แม้เป็นปุงลิงค์ 1 ก็จบได้ แต่ถ้าเป็นธรรมะสองอยู่เรียกว่าอิตถีภาวะเป็นอิตถีลิงค์แล้วมีสอง ขึ้นไปมากกว่าสอง ยิ่งมากยิ่งเละ ยิ่งแย่งชิงเป็นทุกข์ไปหมด งั้นเราไม่เป็นแล้ว เราไม่มีคู่ จะคู่ทั้งรัก คู่ทั้งชัง ไม่เป็นทั้งสองเลย เดี่ยว ช่วยคนที่ยังทุกข์เพราะรัก ช่วยคนที่ยังทุกข์เพราะชัง เพราะเรารอดหลุดพ้นจากรักและชัง หลุดพ้นจากทุกข์แล้ว เราจึงไปช่วยเขาด้วยใจสะอาดบริสุทธิ์ เท่าที่เรามีภูมิเท่าไหร่ก็ช่วย นี่เป็นน้ำใจเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่แท้จริงที่เราทำ เรามาศึกษาธรรมะ 2 เมื่อธรรมะ 2 แล้วก็จะเกิดการสังขารอีกอันหนึ่งเรียกว่า 3 ธรรมะ 1 ธรรมะ 2 บวกลบเกิดเป็นธรรมะ 3 ถ้าอวิชชาสังขารปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นโลภเป็นโกรธเป็นหลงเป็นคู่ 2 ไปตลอดเลย แล้วก็สะสมเข้าไปเป็นเหตุปัจจัย ที่จะซับซ้อน เป็นความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกู ที่จะเอาชนะคะคาน สมโลภ สมชัง สมชังก็สมนะ สมโลภก็สมนะ ก็สะสมทั้งโลภและชัง เพราะเป็นความโง่อวิชชา ถ้ารู้แล้วจะไปนั่งทำอย่างนั้นอยู่ตลอดกาลนาน ต

อ่านต่อ

ายๆๆ เมื่อไหร่มันจะจบมันจะพ้นทุกข์ร้อนกันเสียที เพราะฉะนั้นจึงมาเอาความสำคัญของตัวเองก่อน คือวิญญาณของตนเอง ของคนอื่นเขาก็ต้องรับผิดชอบของเขา จะไปอยู่ในพวกที่เป็นหัวหน้า กษัตริย์ หรืออยู่ในมวลประชาชนก็เป็นของเขา แต่เราเอาตัวรอดก่อน แต่เป็นความเอาตัวรอดที่ไม่เป็นภัยกับใคร เอาตัวรอดที่จะเป็นประโยชน์แก่ใครๆ เอาตัวรอดที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน แม้ที่สุดเป็นประโยชน์ต่อกษัตริย์ เป็นหนูช่วยราชสีห์ได้ เป็นมดช่วยราชสีห์ได้ อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นต้องมาเอาตัวเราก่อน การศึกษาวิญญาณที่จะเอาตัวรอดได้ พระพุทธเจ้ามีหลักสูตรสำคัญคือศีล สมาธิปัญญา การศึกษา 3 ไม่นอกไปกว่านี้เลย การศึกษา 3 นี้แหละ เขาพากันมิจฉาทิฐิไปใหญ่เลย แยกการศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า สมาธิก็คือรวมอธิจิต ที่ลงไปตั้งมั่น เข้าใจอธิจิตที่ลงไปตั้งมั่นไม่ได้ การตั้งมั่นของจิตมี 2 นัย นัยหนึ่งรวมอย่างสมถะ กับจิตที่ได้รวมกันตั้งลง เป็นสมาธิตั้งมั่นที่ไม่ใช่สมถะ แต่รวมลงอย่างวิปัสสนา หรือรวมลงอย่างพลังงาน ไม่ใช่พลังงานบวกหรือลบ แต่เป็นพลังงานที่ใช้พลังงาน Dynamic สังเคราะห์แล้วก็เลือกเอาสิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่ดีงาม ให้ตกผลึกลงไปสะสม ทั้งๆที่ชีวิตปกตินั้นคือ มนุษย์ที่มีพลังงาน Dynamic เป็นพลังงานเคลื่อนที่ ที่แรง ที่มี Coefficient ที่มีพลังงานอัตราก้าวหน้าระดับคูณจนถึงขั้นยกกำลังเลยทีเดียว จะเจริญๆๆก้าวหน้าๆ จนสูญเสียน้อยหรือไม่มี ประโยชน์สูงประหยัดสุด ได้ไปเรื่อยๆๆ อย่างมีปัญญาแหลมคมแทรกซ้อนรู้รายละเอียดพวกนี้ว่าไม่ผิดพลาด ไม่ได้เดาส่ง เป็นของแท้ เป็นจริง และก็จึงเกิดจิตที่สั่งสมเป็นสมาธิจริง ในขณะที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นสูตรของสังกัปปะ 7 รู้ลักษณะสามเส้าๆ ของ dynamic static แล้วสังเคราะห์สังขารกัน จนกระทั่งเกิดผล เป็นตัวที่ 7 Dynamic กับ Static ก็สั่งสมเป็น 3 เส้า สังเคราะห์เป็นผลเพื่อจะสั่งสม เพราะฉะนั้นการตกผลึกนั้น ที่จะกลายเป็นสมาธิของพุทธ จึงไม่ใช่การทำนิ่งๆและสะกดลงไปเป็นสมาธิ แต่เป็นการสังเคราะห์ เป็นการสังขาร เอาตัวจริงที่สะอาดบริสุทธิ์เจริญสุด สั่งสมเป็นอัปปนา พยัปปนา พัฒนาทวีเป็นพยัปปนา ไปเรื่อยๆๆๆ พยัปปนา มี พ.พาน ย.ยักษ์ ป.ปลา น.หนู พ.พานมีจุดข้างล่างด้วย หมายความว่าเป็น dynamic ถ้านิคหิตอยู่ข้างบนเป็นตัว dynamic คือวงกลมข้างบนสื่อสภาพ Dynamic แล้วสั่งสมเป็นตัวข้างล่างเสมอ พ.พาน จุดข้างล่างเป็นตัวทำงาน dynamic ทำงานตลอดเวลา กลับกันนะ วงกลมเป็น dynamic จุดข้างล่างเป็น static แต่ตัว พ.พานทำงานเป็นตัวพฤติกรรม ป ผ พ ภ ม. เป็นแถวตัวทำเต็มเลย ทำตั้งแต่ ป มีผัสสะคือ ผ.ผึ้ง แล้วเจริญ แล้วเป็น พ.พาน ได้ผลดีเจริญขึ้นเป็น ภ.สำเภา ตัว โภ เป็นความเจริญก้าวหน้า ภควโต นี่คือ ภ คือการดำเนินไป ค คือก้าวหน้า เกิด คต เจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ พยัญชนะรวมเป็นวลี เป็นคำ เป็นประโยค เป็นบท รวบรวมหลักฐานข้อมูลมากขึ้นเอามาเป็นตัวอย่างเป็นการเรียนรู้ ต่อๆมานั่นแหละ

เข้าสู่เป้าว่า หลักธรรมพระพุทธเจ้านั้น สมาธิที่เกิดจากเกณฑ์ของขนาดหลักการปฏิบัติที่เรียกว่าศีล เริ่มต้นจาก 2 หน่วยก่อน แล้วก็มีหน่วยที่ 3 4 5 6 7 8 ไปเรื่อยๆอย่าเพิ่งไปตะกละ ถ้าทำตั้งต้นตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ คุณก็ต้องเรียนรู้ว่า สัตว์นั้นคือจิตนิยามแล้ว เพราะฉะนั้นศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ อย่าไปให้มันเกิดวิบาก หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เอ็นดูกันเถอะ กรุณากันเถอะ อย่าไปเบียดเบียน อย่าไปทำร้าย อย่าไปฆ่า มันเป็นวิบาก เสียเวลาเสียแรงงานไม่เกิดประโยชน์ เราจะฉลาดในการอยู่กับสัตว์ทั้งหลายไม่ให้สัตว์ทั้งหลายทำร้ายเรา อย่าให้สัตว์ทั้งหลายเป็นภัยต่อเรา แล้วเราก็ต้องเป็นประโยชน์ต่อเขา เรายิ่งเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจะยิ่งไว้ใจเรา ใช่ไหม? สัตว์ทั้งหลายก็เลยกลายเป็นมิตรต่อเราช่วยเหลือเราด้วย ซ้ำซ้อน ไม่ใช่ไปหลอก เป็นอิสระเสรีภาพ เราช่วยเขาอย่างจริงใจสะอาดบริสุทธิ์ไม่ต้องการตอบแทนเลย ความฉลาดของสัตว์ทั้งหลายแหล่ ก็จะมี นอกจากสัตว์ที่ยังไม่เข้าใจไปบังคับเขาก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความหมายที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในศีลข้อที่ 1 แต่ละคำจริงลึกซึ้งสูงสุดเลย คนไม่เข้าใจก็พูดไม่ถูกอธิบายไม่ได้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ละจากการฆ่าสัตว์คือไม่ฆ่าสัตว์เลย เว้นจากการฆ่าก็ฆ่าบ้าง อย่างชีวิตอาตมานี้ก็ฆ่าไวรัสบ้าง จะให้ไวรัสมันมากินแล้วตายก่อนก็ไม่ได้ทำงาน เราต้องสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ เรียกว่าเว้นขาดจากการฆ่า ถ้าละการฆ่าคือไม่ฆ่าเลย แม้สัตว์ใดๆ ถ้ายังจำเป็นก็เว้นขาดจากการฆ่า อาจมีฆ่าบ้างน้อยๆ สุดวิสัยจำเป็นที่สุด ก็เว้น ต้องฆ่า ไม่ถึงกับละเด็ดขาด ยังมีขอหน่อย ก็ยังไม่ค่อยดี จะให้ดีก็ต้อง ละเลย จำเป็นก็ต้องนิดหน่อย วางทัณฑะ วางศาสตรา หมดไม่ต้องใช้เครื่องมือแล้ว เพราะเครื่องมือฆ่า เครื่องมือทำร้ายทำลายนั้นมันยังไม่แน่จริง แน่จริงอย่าใช้เครื่องมือสิ แต่นี่ไปเอาอาวุธไปเอาเครื่องมือร้ายแรงอะไรมาเติม อย่างน้อยกัดกันด้วยฟัน ซัดกันด้วยเขี้ยวก็พอทำเนา อย่าไปเอาไม้หน้าสาม อย่าเอาชะแลงมีดดาบ เอาระเบิดเอาปืนมาอีก อย่างนี้มันเอาเปรียบกันหนักนี่หว่า ฟันต่อฟัน เขี้ยวต่อเขี้ยวสิ จริงๆแล้วไม่ต้องใช้ฟันใช้เขี้ยว คนฉลาดจะละอายต่อการที่ยังใช้ฟันใช้เขี้ยวใช้อาวุธใช้สิ่งที่เป็นองค์ประกอบในการไปทำร้ายคนอื่น นั่นมันยังเดรัจฉาน ละอาย ก็ชนะกันด้วยความเป็นประโยชน์ ด้วยความเกื้อกูลเอ็นดูช่วยเหลือ มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ความแค่นี้แหละ อาตมาซาบซึ้งไปทะลุมหาจักรวาล อธิบายศีลข้อ 1 มากี่เดือนแล้วยังไม่จบสักที ยังไม่สิ้นความเสียที ศีลข้อที่หนึ่งเกี่ยวกับสัตว์ก็ต้องทำการพิสูจน์กับสัตว์ ลืมตาสัมผัสกับสัตว์ใหญ่สัตว์เล็กสัตว์น้อยอะไร มันจะเกิดจิตอย่างไรกับสัตว์เล็กสัตว์น้อย สัตว์น้อยมันสู้คนไม่ได้เลย คุณก็ยังจะฆ่ามันอยู่นั่นแหละ คุณไม่กลัววิบากคุณก็ทำ แต่ถ้าคุณกลัวแล้วละอาย จะต้องกลัวไม่เอาไม่ทำ แล้วอยู่รอดได้ ไม่ต้องไปฆ่าสัตว์เหล่านี้ เราเป็นสัตว์ใหญ่ก็ฉลาดกว่าเขา เราเอาตัวรอดได้ หนีไม่รอด ก็ให้มันทำร้ายจนตายก็ยังดีเสียกว่าที่คุณจะไปทำร้ายเขา เพื่อเพิ่มวิบากเข้าไปอีก เพราะวิบากที่ทำมาด้วยความไม่รู้มันนานมากี่กัปป์กี่ล้านชาติ วิบากก็ทับถมแล้ว อย่าทำทุกข์ทับถมทุกข์ที่มีอยู่แล้วอีก การจะละเว้นสัตว์ใด ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวไปจนกระทั่งถึง สัตว์สูงสุด ระดับพระพุทธเจ้า เว้นเลย ไม่ต้องไปสร้างวิบากร่วมกันอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นวิบาก อย่างน้อยวิบากชัง เลิกเด็ดขาด วิบากรัก วิบากจะเกื้อกูลกันให้มาร่วมกันอาจจะมีอยู่ แต่ร่วมกันแล้วก็ยังไม่ลึกซึ้ง ร่วมกันแล้วก็ยังมีอวิชชาซับซ้อนอยู่ ก็ต้องวางปล่อยเลิก อย่าให้เกิดอวิชชาอย่างนั้นเลย แม้จะร่วมกันก็ร่วมกันเพื่อที่จะเป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่นต่อไปๆๆ ไม่ใช่ว่าร่วมกันแล้วเราก็ยังจะเอาประโยชน์จากเขาอยู่ ตั้งแต่วัตถุจนถึงช่วยด้วยพลังแรงงาน จนถึงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็จะได้รสทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เสียดสี ก็ไม่ทั้งนั้นน่ะ สูงสุดแล้วไม่ได้รับที่จะเป็นประโยชน์ต่อเรา เพราะเป็นธรรมชาติทั้งนั้น ด้วยการเห็นรูป ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ได้สัมผัสทางลิ้น สัมผัสเสียดสีเย็นร้อนอ่อนแข็ง มันก็เป็นธรรมชาติของมัน คุณไปมีอุปาทานเองว่าอย่างนี้ชอบอย่างนี้ไม่ชอบ ชอบก็ติดยึดไป ไม่ชอบก็ผลักออกเป็นพยาบาทเป็นโกรธ ก็เป็นธรรมะ 2 อยู่นั่นแหละ แล้วเมื่อไหร่มันจะเป็น เอกสโมสรณาเสียที เมื่อไหร่มันจะเหลือ 1 เดียว ไม่เกิด 2 แม้จะกระทบเป็นร้อยเป็นล้านก็เป็นหนึ่งอย่างแข็งแรง ไม่มี 2 ไม่มีธรรมะคู่ ไม่มีเมถุน จับคู่อย่างไรก็ไม่เกิดรสชาติอีก ไม่เกิดรสปลอม ไม่เกิดรสเก๊ รสจริง ก็แน่นอนต้องดูต้องเห็นตามจริงนั้น รสแท้ ก็เป็นธรรมชาติของธาตุรู้ที่รู้ตรงกันเป็นหนึ่งเดียว สัจจะเป็นหนึ่งเดียว แต่ที่มันเก๊นั้นมันไม่หนึ่งเดียว มันต่างกัน คนชอบก็อีกอย่างหนึ่ง คนไม่ชอบก็อีกอย่างหนึ่ง แค่นั้น แยกเป็นสองก็ชัดเจนแล้ว หรือแม้จะเป็นสาม มีความเฉยๆก็ยังมีลักษณะต่างกัน อธิบายได้ยากหน่อยเฉยๆ เฉยๆ ได้อย่างกดข่ม มันเฉยจริงๆ มันวางสะอาดอย่างมีปัญญารู้ด้วย กับเฉยรู้ว่าตัวเองวางนี่แหละวางจริงหรือเปล่า ก็มีอย่างละเอียด ฉันวางแล้ว แล้ววางอย่างสะอาดแค่ไหน? มันยังมี Potential energy ซับซ้อนเป็นตัวแฝงที่ซุกซ่อน โดยที่คุณไม่รู้ทันมีอยู่ ก็พยายามตามรู้ทันตัว Potential energy กว่าจะรู้ตัว มันเพาะแตกตัวบานตะโก้เลย พลังงานแฝงที่เราไม่สามารถที่จะอ่านได้ออก แฝงตัวมา สรุปเข้ามาเราศึกษาต้องเอาทีละคู่ๆ ศึกษาให้ได้สะอาด สะอาดอย่างจริงเลย มั่นใจว่าไม่มีวิจิกิจฉา สรุปแล้ว มันสะอาดอย่างรู้เห็นชัดเจนเลยว่า มันไม่มีการเกิดอีก ไม่เกิดเลย ไม่มีตัวที่จะสั่งสมเป็นชีวะที่จะต้องมายึดถือทั้งรักทั้งชัง ไม่มีทั้งสอง ไม่มีทั้งรักทั้งชัง ถ้าจะเกิดอีกก็เป็นกลางอย่างอเนญชา อุเบกขา ที่มีคุณสมบัติถึง 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นกลางที่อย่างไรก็สะอาด จะไปสู้กับความเลอะเทอะรุนแรงอย่างไรก็สะอาด เพราะมีพลังงานมุทุธาตุที่เร็ว หลุดรอดได้ แล้วไม่หนี มีการเผชิญเข้าไปช่วยได้ เป็นกัมมัญญาเป็นการทำงาน ช่วยอีก อาสาช่วย อย่างนั้นก็ยังสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีตัวตนเลย จนทำงานได้อย่างสุดยอด ไม่มีใครทำอะไรเราได้ จึงเป็นผู้ที่มีกัมมัญญตา หรือจิตอุเบกขาที่มีกัมมัญญตานี้สุดยอดครบทั้ง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา จิตนี้คือจิตประภัสสรหรือปภัสสรา สุดยอด ป คือตัวงาน ส คือตัวแรงงาน ย ร ว ส คือพลังงานตัวที่ 4 เอามาทบต่อ เอาพยัญชนะเศษวรรคเติมอีก เอาพลังงานตัวที่ 4 กับ 2 เรียกว่าพลังงานทำงาน ไม่ใช่พลังงานหยุด เป็นพลังงาน dynamic ไม่ใช่ static เอา 2 กับ 4 มาทำงานช่วยตลอดเวลาตั้งหน้าตั้งตาทำงานไม่ยอมหยุด สะอาดบริสุทธิ์อย่างนั้นเจริญขึ้นอย่างนั้น ปภัสสรา เจริญอยู่ตลอดใสสะอาดอยู่อย่างนั้นตลอด ไม่มีสิ่งที่ไม่มี สิ่งที่เราจะไม่ให้มีนั้นไม่มีแล้ว สะอาดผ่องแผ้ว ใส บริสุทธิ์ อธิบายนี้มันเข้าใจด้วยนะแต่จะทำได้หรือเปล่าเท่านั้น เข้าใจแล้วก็ค่อยๆทำไปตามลำดับ ทำได้จนเป็นตถตา เป็นอัตโนมัติ สั่งสมไป เป็นนามธรรมอย่างลึกซึ้ง ผู้ที่ไม่มีพื้นเลยไม่มีภูมิ จะฟังไม่รู้เรื่อง ก็เห็นใจนะ ก็สงสารอยากให้รู้ ก็จะดีแก่เราเองและโลก ถ้าเขาเองเขาไม่รู้อย่างเรา เขาทำเขาก็เป็นภัย แต่เราบอกว่าดีนะ เขาว่าไม่ดีก็เป็นภัย แต่ถ้าเขารู้ว่าดีก็ส่งเสริมกัน สัจจะมันก็จบอยู่เท่านี้

เพราะฉะนั้นในศีลกับสมาธิ สมาธิหรืออธิจิตที่จะเกิดสมบูรณ์แบบ จะลงตัวตกผลึกสั่งสมไปเรื่อยๆได้ ก็ต้องเกิดจากความครบรอบบริบูรณ์สัมบูรณ์ไปตามลำดับ หากคุณทำอันนี้ยังไม่เสร็จยังไม่แข็งแรงจะไปทำดีขึ้นได้อย่างไร อันนี้ยังไม่แข็งแรงไม่มีรั้วกั้นลงตัว มีพลังงานอื่นมาแทรกตัวเองพังลงไปอีกแล้วก็ต้องมาทำใหม่อีก จึงไม่เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่แล้ว รู้แล้ว แล้วไม่รู้แล้ว คำว่า แล้ว รู้แล้ว กับคำว่า แล้วไม่รู้แล้ว คุณต้องแล้วต้องรู้แล้วบ้างสิ แล้วคุณต้องแม่นด้วยนะ ว่าแล้วแน่ๆนะ แต่ถ้าไม่รู้แล้วอยู่ ทั้งๆที่มันไม่แล้ว คุณก็ไปทำอันใหม่อีกก็เป็นเหตุปัจจัยมาพังฐานเก่า ก็ต้องเอาให้มันแล้ว พลังงานที่จะไว้ใจได้สูงสุดคือ ใช้ด้วยสังขยาเลข ต้องเลข 7 ขึ้นไป แค่ 4 เป็นความเจริญแค่สามเส้า ต้อง 7 ขึ้นไปถ้ายิ่งเป็น 9 เป็น 10 ลงตัว จะจบลงตัวแต่ละอันก็ต้องเป็น 10 อรหันต์ก็คือ 10 อรหันต์ทุกองค์คือ 0 อรหันต์จะเติมเป็นโพธิสัตว์ก็เป็น 11 12 ไปเรื่อยๆ จนเป็น 20 30 ไปหาอีก 60 90 ยกกำลังของ 90 ไปอีก อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นเรื่องสัจจะที่เป็นจริงที่คุณทำได้ มีเหตุปัจจัยทุกอย่างครบ จึงจะถือว่าเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีการทำแล้วสิ่งโน้นกลับมาย้อนแย้งทำลายตัวเองซ้อนอีก ทำแล้วก็ครบครัน มันมีภาวะซ้อนอย่างนี้ ในศีลข้อ 1 คุณทำให้ได้ผลจนกลายเป็นสิ่งที่มั่นคงถาวร แน่นอนแล้ว ตรวจแล้วตรวจอีกๆ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำได้ทำซ้ำ จนได้ผลอย่างนี้ชัดเจน อาเสวนาทำซ้ำ ภาวนาทำได้ผลอย่างนี้ ทำอย่างไรทำให้มากๆๆ จนคุณตรวจสอบได้ว่ามันไว้ใจได้แล้วนะ ไม่มีการแปรปรวนแล้วนะ ขณะที่คุณทำอันนี้มันเกิด ไม่ได้ทำอันเดียวมันมีพลังงานซ้อน ที่เป็นพลังงาน Coefficient เสริมตลอดเวลา เมื่อจบอันนี้แล้วตัดเกรดอันนี้เสร็จ พลังงานอื่นคุณก็เลื่อนไปอีก เลื่อนไป ไม่ใช่ตัดเป็นก้อนๆ เพราะฉะนั้นมันจึงเหลื่อมกัน วิทยาศาสตร์จึงแยกไม่ออกระหว่าง quantum กับ photon ฉันเดียวกัน การเคลื่อนกับการเป็นตัวตน กระแสกับแรงเคลื่อน Static กับ Dynamic ก็แยกไม่เสร็จ static ที่สั่งสมเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นความซับซ้อนที่เหลื่อมกัน มีต้นทุนและมีพลังงานเพิ่มๆ ถ้าลักษณะของ Dynamic คือสามเส้า ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แต่อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา พยัปปนานี้เป็นตัวยาวมากเลย อัปปนา เป็นตัว static แท้ แต่ พยัปปนานี้มีตัวครึ่งอยู่ด้วย พ.พานจึงมีจุด มีสองอยู่ด้วยมีพัฒนา ตัวพฤติ จึงมี 2 อยู่เรื่อย ในพยัปปนา สั่งสมเป็น อัปปนา โตขึ้นคือ เจตโสอภินิโรปนา อปัปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ตัวต้นเป็นตัวตั้ง พยัปปนา เป็นตัวพฤตินัย ได้เท่าไหร่ก็เป็น เจตโสอภินิโรปนา เป็นตัวสั่งสม และมีพลังงานปฏิภาคทวีซับซ้อนไปเรื่อยๆจาก Dynamic ที่เป็นพลังงานทำส่งบริษัท อปัปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา โตขึ้นไปเรื่อย เจตโส อภินิโรปนา หมายความว่า เจตโสคือจิต อภิ คือยิ่งใหญ่ นิโรปนา คือนิโรธ ตัวที่มีหรือไม่มี ที่ไม่มีก็ให้ไม่มี ที่มีก็สั่งสมที่ควรมี

อภิ ยิ่งใหญ่มาก นิโรปนา มี ป.ปลา กับ น.หนู ต ถ ท ธ น กับ ป ผ ภ พ ม นิโรป ตัว น คือตัวไม่ อย่างยังมีอย่างไรก็ต้องไม่ มีอย่างไรก็อย่าไปยึดถือว่าเป็นนิรันดร คือ น ต คือ การตั้งลงหยั่งลงสั่งสมลง เอาไปใช้งาน สุดท้ายมันก็ไม่มี หมดเป็น น ในวรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น ตั้งอยู่เพื่อจะไม่มี สายปรินิพพาน คือตั้งอยู่เพื่อจะไม่มี ตั้งอยู่ทำไม ก็ต้องอยู่เพื่อทำงาน สุดท้ายแล้วไม่มีชีวะใดที่จะเที่ยงหรือจะอยู่นิรันดร เพราะฉะนั้นจะนิรันดรหรือไม่นิรันดรก็คือเรา เราเองเราไม่นิรันดร คือเราตัดนิรันดร ตัดความไม่รู้จักจบ ที่เป็น Infinity Forever คุณก็หยุดของคุณ คุณจะสั่งอมตะบุคคล จะสั่งให้หยุดหรือต่อ ถ้าคุณได้อยู่ในฐานของอมตะบุคคลก็จบแล้ว จะปรินิพพานเป็นปริโยสานหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ ถ้าปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้ว กายสเภทา กายแตกแล้วแตกเลย ไม่มีการกลับมาเชื่อมต่ออีกได้ เหมือนกระเบื้องแตกออกเป็น 2 เสี่ยงต่อกันไม่ได้ ตาลยอดด้วนแล้วเกิดอีกไม่ได้ เหมือนพวงมะม่วงตกมาแตก ในขั้วอาจมีสองสามลูกแต่พวงใหญ่มันแตกไปแล้ว ไม่รวมกันติดเป็นมวลใหญ่นั้นอีกแล้ว ถ้ามีร้อยก็ไม่มีทางรวมได้ร้อยอีก หรือ H 2 O มีสามตัวเมื่อแยกออกจากกันแล้วก็รวมกันไม่ติดเป็นตัวเดิมอีกแล้ว แม้จับรวมกันเป็น 3 ตัวอื่นอีกก็ไม่เหมือนตัวเดิม อย่างเก่งรวมเป็นสามตัว พีชะ ก็ไม่มีวิบากอะไร ยิ่งเหลือ 2 ตัวอย่างเก่งก็เป็นสี่เหลี่ยม สี่เหลี่ยมนี้ไม่รอบตัวไม่เก่ง แต่ถ้าเป็นวงก็เป็นมวลที่วิ่ง แต่ยิ่งมีเหลี่ยมยิ่งชะงัก ยิ่งเป็นวงกตก็ยิ่งไม่ได้เรื่อง มันเป็นสัจธรรมธรรมชาติ อาตมาใช้ไม้ใช้มืออธิบาย มันจะวิ่งอย่างเป็นเหลี่ยมก็ไม่คล่อง จะเป็นสามเหลี่ยม ก็จะมีความกว้างกว่าสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยมวิ่งเร็ววนคล่องสุดกว่าสี่เหลี่ยม แค่สี่เหลี่ยมจัตุรัสแล้วจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ยิ่งจะวิ่งไม่คล่อง ยิ่งเป็นห้าเหลี่ยมหกเหลี่ยมเจ็ดเหลี่ยม ไปถึงจุดเหลี่ยมเท่าไหร่ก็ต้องแช่ชะงัก ยิ่งหลายเหลี่ยมก็แย่ ก็จะเป็นเขาวงกตเยอะใหญ่ ไปไม่ถูกเลย สูงสุดแล้ววงวน ไม่สะดุดอะไรเลยดีสุด เป็น cyclic order เป็นพลังงานสูงสุดแล้ว มนุษย์จึงเป็นตัวเจ้าของการกระทำที่แท้จริง แม้แต่พระเจ้าก็ไม่รู้จักกรรม พระเจ้ามีแต่ God พระเจ้ามีแต่ God God นี้ย่อมาจาก กต หรือ กตัง จบหยุด นิ่งอยู่ ก คือตัวตั้งต้น แล้วก็ตั้ง เป็น ต ก็มีสระ มีโอ เข้าเป็นวงวัฏฏะ หมุน ก๊อด God เป็นภาษาฝรั่งเป็น D คือ ด.เด็กของไทย มาอยู่ที่ กต คือ ไม่ไปไหนแล้ว กต ไม่ใช่ กม ภาษาบาลีคือ กมม สันสกฤตคือกรรม ไม่รู้กรรมการกระทำไม่รู้อิริยาบทต่างๆ ก็ได้แต่นั่งนิ่ง กต จะไปรู้อะไรแล้วคุณจะไปมีอะไร จะทำอะไรก็ไม่ได้ แต่กรรมคือการกระทำจะเกิดพลังงานเกิดประโยชน์ กต ไม่มีประโยชน์อะไร นี่นัยลึกอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธจึงไม่สงสัยในเรื่องจะเป็น ก๊อด หรือ กต เพราะชัดเจนรู้จักทั้ง กต และกรรม รู้ทั้งสองอย่างและควบคุมกรรมได้เลย แล้ว กต ก็เป็นอย่างสะอาดบริสุทธิ์ มีฤทธิ์เดชมีพลังงานมีความยิ่งใหญ่ พุทธก็สั่งสม กต ตัวนี้ แล้วยืนยันว่าเป็นตัวปรากฏการณ์สัมผัสได้ ยืนยันได้ ไม่ใช่เรื่องลึกลับอยู่ที่ไหนไม่รู้เรื่อง ก็เป็นในจางซูเหลียงในเรื่องเล็บครุฑ เป็นตัวสั่งบงการแต่ไม่เคยเห็นหน้า เห็นหน้าไม่ได้ มันลึกลับไง ผู้ทำงานด้วยยังไม่รู้ว่าหน้าตาเจ้านายเป็นอย่างไร เหมือนกับพวกที่เป็นลูกศิษย์สายเจโตเทวนิยม ยังไม่เคยเห็นพระเจ้าเลยว่าหน้าตาเป็นแบบไหน มีแต่ตัวลูกน้องแสดงความใหญ่แสดงความแรงแสดงอิทธิพล แต่ตัวใหญ่แสดงอย่างนั้นหรือเปล่า แต่ของพุทธนั้นแสดงอย่างเป็นจริง มีฤทธิ์เดชด้วย เป็นไปตามลำดับไปเลย สุดท้ายท่านก็ไม่ต้องทำ ให้ลูกน้องทำก็ได้ ได้ยืนยันว่ามีตัวมีตนเห็นตัวเห็นตนได้ ของเขาจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง ก็แสดงไม่ออก ไม่มาแสดงแล้วมาพูด คนจะเชื่อถือในสิ่งที่ไม่แสดงตัว ก็เอาสิ ต่างคนต่างเลือกต่างนับถือกันก็ไม่มีปัญหา โลกจะมีสองอย่างนี้ คนที่เชื่อถือสิ่งลึกลับเขาก็เชื่อถือ เขาได้ผล เขาก็ได้ประโยชน์ ได้หน้าตาได้อะไรต่ออะไร ทางนี้เรายืนยันแล้ว แม้ที่สุด ได้หน้าได้ตาเราก็ไม่เอาเลย ไม่เอา กับไม่มี ต่างกันไหม? ไม่เอา กับไม่มี ถ้าไม่มีนี้ก็คือไม่รู้ ถ้ามีนี่มันต้องรู้ รู้แล้วว่ามี แล้วแถมไม่เอา ไม่เอามาเป็นเรา แต่ใช้ประโยชน์ก็ไม่ใช่เพื่อเรา ใช้ประโยชน์แก่ผู้ที่ควรได้ประโยชน์ ก็ใช้เต็มที่ คนที่ได้รับประโยชน์จากเรา เขาจะไปเห็นว่าเรามีประโยชน์คุณค่าหรือไม่ไม่เกี่ยว คุณจะเห็นก็ช่างไม่เห็นก็ช่าง เรามีหน้าที่ทำแล้วก็แน่ใจมั่นใจจริงใจ มีความรู้ชัดเจนว่ามันดีมันไม่ได้ไปทำร้ายคุณเลย มีแต่ประโยชน์เพื่อคุณ หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงทุกคน เท่าที่รู้จริงๆแล้วก็มีความจริง อะไรจะไปเบียดเบียนคุณสักนิดไม่ทำ อย่าว่าแต่ทำร้ายเลย เบียดเบียนคุณก็ไม่ทำ ถ้าจะเบียดเบียนคุณแล้วก็เพื่อให้คุณสะเทือน แล้วรู้ตัวตน ถ้าคุณนิ่ง กลมดิ๊ก ก็ไม่รู้ว่า คุณเบี้ยวอยู่ พระพุทธเจ้า จึงทำอย่างรอบคอบรอบรัดหมดทุกอย่าง สรุปแล้วถ้าคุณเรียนรู้เหตุปัจจัย ตามหลักพระพุทธเจ้าสอน เอาแต่น้อยไว้ก่อน ธรรมะ 2 แล้วก็ให้สมบูรณ์โดยเอาความรู้สึก คือเวทนา คุณรู้สึก แล้วก็กำหนดความรู้สึกเรียกว่าสัญญา เมื่อกำหนดความรู้สึกแล้วก็ต้องรู้ว่าพลังงานอะไรที่มันเป็นเจตนาต่อไปอีก เจตนาไปทางกุศลหรือเจตนาไปในทางอกุศล เจตนาแต่ทางมีคุณหรือเป็นโทษ คุณก็เลือกพิสูจน์พิจารณาเอาด้วยเจตนา ถ้าเจตนาเป็นโทษ เว้น ถ้าเจตนาเป็นกุศล ทำ เพราะฉะนั้นพลังงานของพระพุทธเจ้าเป็นพลังงานจิตที่ใช้งาน จึงมีตัวเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ชัดเจน นามธรรม 5

610422_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งลึกซึ้งถึงวิญญาณ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน