สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตอน 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตอน 5 มาเข้าสู่ธรรมะ ธรรมะที่อาตมากำลังคลี่ขยาย ให้มันชัดเจน คมแม่นก็คือ ศีลสมาธิปัญญา ซึ่งสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีศีลไม่ได้ ต้องมีศีลเกี่ยวด้วยเสมอ เป็นตัวกำหนดสมาธิต้องมีศีลเป็นตัวกำหนด ปัญญาแน่นอนต้องมีร่วมไปด้วยเสมอเป็น สามเส้า ศีลสมาธิปัญญา ธาตุรู้ จะเป็นธาตุรู้ขั้นปัญญา ศีล อาตมาอธิบายในศีลข้อที่ 1 2 3 ในศีล 5 ขยายความไว้ให้ง่ายๆชัดเจน เกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับข้าวของเกี่ยวกับทวารทั้ง 6 ของเรา ซึ่งมันเป็นทาส เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับของ เกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ทางกายทางใจ ศีล 3 ข้อนี้ เพราะฉะนั้น ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์อาตมาก็ขอเจาะลึกให้ฟัง หากไม่เข้าใจแล้วเน้นศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ สัตว์ตั้งแต่เซลล์เดียวจนถึงไม่รู้กี่ล้านๆ เซลล์ โดยเฉพาะมนุษย์ ท่านก็มีระดับ มีความเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ สัมผัสกับคนด้วยกันก็อย่าไปเบียดเบียนอย่าไปทำร้ายกัน หรือแม้แต่ต่ำสุดเซลล์เดียวก็ไม่ควรจะไปเบียดเบียนกัน เพราะเรามีชีวิตได้ โดยไม่ต้องไปจำเป็นต้องเบียดเบียนสัตว์เลย คุณจะเลี้ยงขันธ์ของคุณด้วยอาหารก็ไม่ต้องเอาสิ่งที่เกี่ยวกับวิบากของสัตว์ เพราะสัตว์เริ่มต้นเป็นจิตนิยาม มันมีตัวผูกพัน และพยาบาท ทั้งรักทั้งชัง ทั้งรักทั้งพยาบาท ทั้งโลภทั้งพยาบาททั้งโลภะโทสะ เป็นจิตนิยามแล้ว ถ้าเป็นพีชนิยามอยู่มันไม่มี อุตุนิยามแน่นอนไม่มี ฟิสิกส์พลังงานธรรมดาวัตถุธาตุ พลังงานและสสาร พอมาเป็นพีชะก็มีชีวะในตัวมันเองแต่ยังไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เป็นความละเอียดลึกซึ้งของศาสนาพุทธ ในธรรมนิยาม 5 นี้ ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าไม่มีทาง ในพระไตรปิฎก 45 เล่มของเถรวาทไม่มีนะ คำอธิบายของนิยาม 5 มีในอรรถกถาจารย์ ที่ติดมา อาตมาอ่านแล้วก็แ
อ่านต่อ
น่ใจว่าเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่มีใครแยกได้อย่างนี้ได้หรอก มันสุดแล้วในมหาเอกภพนี้ เพราะฉะนั้นคุณอย่าไปสร้างวิบากแต่ละคนเลย กว่าจะได้มาพบศาสนาและฟังธรรมะอาตมาฟังธรรมะศาสนาพุทธรู้เรื่อง ฟังธรรมะโลกุตระรู้เรื่อง คุณก็ใช้เวลามาตั้งเท่าไหร่แล้ว คุณอย่าไปเติมวิบากเข้าไปอีกเลย วิบากของคุณก็มีทั้งนั้น จะต้องไปเติมวิบากอีกทำไมในเรื่องของความเป็นสัตว์ สัตว์มันผูกพยาบาททั้งรักทั้งชังมันเสียเวลาทั้งนั้น ทั้งรักทั้งชังเป็นตัวเสีย มันไม่สมบูรณ์เจริญสูงสุดได้ง่ายหรอก มันก็คือตัวต้านตัวทอน เพราะฉะนั้นอย่าไปเติม ถ้าเข้าใจเช่นนี้คุณมีทางออก ไม่ต้องดูวิธีใดๆเลยอย่าว่าแต่กินเลย เรื่องของสัตว์อย่าไปคิดแม้แต่จะไปทำร้ายเขา จะพูดไปทำไมถึงเอามากิน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน 1. สัตว์นั้นมีชีวิต 2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต ที่มันมีชีวิตแล้วเราทำให้มันตายโดยที่สุดวิสัยก็แล้วไปเถอะ ไม่ใช่ว่าไม่มีกรรมวิบากนะ มี แม้คุณรู้ว่าสัตว์มีชีวิต แต่ไม่มีเจตนา นี่มันละเอียดนะ 3. มีจิตคิดจะฆ่า 4. พยายามฆ่า 5. สัตว์นั้นตายด้วยฝีมือคน แม้ไม่ใช่ตายด้วยฝีมือเราด้วยนะ ถ้าสัตว์ตายด้วยฝีมือสัตว์ พระพุทธเจ้าก็อนุโลม เรียกปวัตตมังสะ แต่อย่าไปแย่งมันกินนะ ต้องเดนสัตว์กิน ปวัตตมังสะมี สัตว์นั้นมันตายเอง ก็ทิ้งร่างไปแล้ว มันก็ไม่พยาบาทในเนื้อมันเอง และอีกอันคือ สัตว์ที่สัตว์อื่นฆ่าแล้ว มันก็มีวิบากแก่กันและกันแล้วพยาบาทกันเองแล้ว เป็นคนก็ตัดตัวกลาง แต่สัตว์ที่คนเจตนาฆ่า สัตว์ที่ตายด้วยฝีมือคน ตัดเลย อย่าไปกิน แต่สัตว์ที่เป็นเดนสัตว์อื่นฆ่า ไม่ใช่คนฆ่า พวกเลี่ยงบาลีก็เลี่ยงเพื่อที่จะกินเนื้อสัตว์ ก็วิบากใครวิบากมัน ถ้าชัดเจนที่จะไม่กินก็ไม่มีวิบากจะไปผูกพันกับสัตว์ไหนอีก วิบากที่มีอยู่ก็ยังต้องทำกุศลให้ท่วมท้น วิบากที่มาเหมือนหมาไล่เนื้อจะได้ลดน้อยลง แม้แต่เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ วิบากก็ลดน้อยลง คุณอยากเป็นพระอรหันต์ที่วิบากมีมาก เป็นขี้ทูดกุฏฐังก็แล้วแต่คุณ ขอให้เป็นอรหันต์ก็แล้วกันก็แล้วแต่คุณเถอะ พวกพิการจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นอรหันต์หรอก พระพุทธเจ้าสอนไว้ครบแล้ว สรุปแล้ว สัตว์ ข้อที่ 1 ก็อย่าไปต่อวิบากกันเลย ไปต่อทำไม เราเรียนรู้แล้ว (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า..พระพุทธเจ้าสอนว่าให้เมตตากัน อย่าไปกินสัตว์ที่คนฆ่า แม้สัตว์ที่สัตว์มันฆ่ากันเองตายก็ต้องชัดเจนว่า เป็นเดนสัตว์กินเหลือแล้ว สัตว์ที่มันตายเองก็คงจะไม่ค่อยมีใครไปกิน สุดท้ายก็อย่าไปกินเลย เรากินสัตว์มาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ ก็ต้องมาสร้างกุศล และทำบุญลดละกิเลสไปด้วย ถ้าทำบุญหมดก็สร้างแต่กุศลเป็นกำแพงกั้นวิบาก เป็นอรหันต์ที่ไม่ทรมานเกิน พ่อครูว่า...เอาละเอียดอีกอันหนึ่ง ในพระไตรปิฎก ชีวกสูตร 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60
ถ้าหากเราต้องฉันเนื้อสัตว์เพื่อที่จะมีชีวิตต่อประโยชน์ต่อไปได้มากก็แล้วแต่คุณจะต้องรับวิบาก เพราะว่าไปห้ามไม่ให้มันมีจิตพยาบาทไม่ได้หรอกสัตว์เดรัจฉาน แล้วเดรัจฉานมีพยาบาทคุณก็รับวิบาก กับไปทำร้ายผู้ที่ไม่พยาบาทคุณเลยเป็นพระอรหันต์เป็นต้นก็ยิ่งมีวิบากใหญ่เลย นี่คือความลึกซึ้งซับซ้อนของศาสนาพระพุทธเจ้า ในข้อ 5 นี้บาปเข้าใจยากมากเลย เอาเนื้อสัตว์มาให้พระพุทธเจ้าหรือสาวกเพื่อให้ยินดีในเนื้อสัตว์นั้นทั้งที่มันเป็น อกัปปิยะ คือสิ่งไม่ควรเอามาถวายพระ ใช้หลักมหาปเทสเลย คุณจะได้รับอนุญาตไม่ห้ามก็แล้วแต่ สุดท้ายมหาปเทส จะไม่มีคำห้ามไม่มีคำอนุญาต ก็เปรี้ยงเลย อกัปปิยะ คือไม่ควร พระพุทธเจ้ากำหนดเลยว่าไม่ควร เอาเนื้อสัตว์หรืออาหารที่มีเนื้อสัตว์ไปถวายพระพุทธเจ้าไม่ควรเลย ใครก็ตามเอาเนื้อสัตว์ไปให้ใครกินก็เจตนาให้เขายินดีใช่ไหม อย่างที่คนหลงใหลหลงผิด หากคนไม่หลงผิด รู้ว่ากินเนื้อสัตว์ไม่ดีให้กินแต่พืช เขาก็ต้องเอาแต่พืชอาหารที่ทำจากพืชมาเลี้ยงกัน แต่ถ้าคุณหลงผิดว่า เนื้อสัตว์สูงกว่าดีกว่าแพงกว่าดีกว่าก็ต้องเอาเนื้อสัตว์มา แต่ทีนี้ผู้รู้แล้วก็ไม่เอาเนื้อสัตว์มาเลี้ยงกัน ผู้ที่ได้รับมาแล้วรู้ก็จะไม่กิน แต่ผู้ไม่รู้ว่ากินเนื้อสัตว์ไม่ดีไม่ควร ผู้นี้เอามาเลี้ยงบอกว่าดี เขาก็กิน มันก็เท่านั้นเอง ต้องเข้าใจลึกซึ้งโดยตัวเรา ว่าอย่างไรเราก็ไม่ก่อวิบาก กินพืชผักก็ได้ อาหารเนื้อสัตว์ หากไปอยู่ที่เอสกิโมอลาสก้า คุณถึงจะหาพืชยาก อย่างนั้นก็ต้องกิน แล้วคนแถวนั้นอายุไม่เท่าไหร่ก็ตาย อายุ 40 สูงสุดชีวิตเขา แต่ถ้ากินพืชผัก อย่างพวก hunza ไม่ค่อยกินเนื้อเลย อายุยืน อาตมาถึงบอกว่าชาวอโศกแม้ในชาตินี้จะกินเนื้อสัตว์มาก่อนที่จะมาเจอ ก็จะอายุยืนพอสมควร (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...หากไม่กินเนื้อสัตว์แล้วแต่ยังกินผงชูรสเป็นสารพิษก็อายุสั้นได้ พระพุทธเจ้าตรัสถึงขั้นตอนของบาปเป็น 5 ขั้น ที่กว่าจะไปเอาเนื้อสัตว์มากิน พ่อครูว่า...อรหันต์หรือพระพุทธเจ้าพระที่มีบารมีก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์แล้ว แต่พระที่ไม่มีภูมิปัญญาก็จะฉันได้ แล้วพระเป็นที่เคารพกราบไหว้บูชาของคนทั้งหลาย มันก็ซ้อนหลายชั้น คุณก็ได้บาป ไปทำชั่วกับผู้ที่ท่านสูง ที่เขาสมมติว่าสูง แม้แต่สมมุติว่าศาสดาก็สูง แต่คุณเอาเนื้อสัตว์ไปให้ศาสดาฉัน ท่านก็ฉันก็บาปด้วยกันทั้งคู่มันซ้อน เอาล่ะ ขออภัยพระศาสดา ก็ขอสรุปในประเด็นชีวกสูตร 5 ข้อนี้ และในสีหสูตรมี ประเด็นที่อาตมาให้ใช้ปัญญาเข้าใจให้ได้ว่า การยืนยันว่า ถ้าพระพุทธเจ้า พวกอเจลกะ ไปป่าวประกาศ เจ้าข้าเอย ร้องประชาชน เพื่อดิสเครดิตพระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์แล้ว สีหเสนาบดี เอาเนื้อสัตว์มาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้าทั้งๆที่รู้ว่าเป็นเนื้อสัตว์พระพุทธเจ้าก็ยังฉันนั้น แต่สีหสูตรนั้น สีหเสนาบดีเอาเนื้อสัตว์มาอังคาสพระพุทธเจ้าจริง พวกอเจลกะก็เอาไปประกาศ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าท่านจะฉันหรือไม่ฉันก็เรื่องของท่าน ตอนฉันท่านไม่ได้กล่าวถึง ถึงแม้ท่านจะฉันก็ตามก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ว่าถ้าพระพุทธเจ้าท่านฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ ท่านไม่ได้เป็นมังสวิรัติ แล้วเขาจะไปป่าวประกาศว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ทำไม มันจะเป็นการลดเครดิตท่านได้อย่างไร ถ้าหากท่านฉันเป็นปกติ แต่ที่ป่าวประกาศเพราะว่าท่านไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ เมื่อป่าวประกาศแบบนั้นจึงจะดิสเครดิตท่านได้ ศีล กำหนดสมาธิ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรย่อยๆมากมาย ในล.10 ข้อ 76 บอกว่า….อย่างนี้ศีล อย่างนี้สมาธิ อย่างนี้ปัญญา สมาธิอันศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะโดยชอบ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ฯ พ่อครูว่า...จะหลุดพ้นต้องหลุดพ้นด้วยปัญญาอันยิ่ง ใช้ศีลแล้วจะทำให้จิตเป็นอธิจิต ปัญญาเป็นอธิปัญญา เจริญเป็นลำดับ เพราะฉะนั้นสมาธิก็คือจิต จะเจริญต้องใช้ศีลเป็นตัว อบรมจึงจะมีผลใหญ่อานิสงส์ใหญ่ และปัญญาจึงจะเจริญตามมา ถ้าไม่มีศีลเป็นตัวกำกับมันไม่เป็นอัศจรรย์ไม่เป็นลำดับ เพราะฉะนั้นคนจะไปอบรมตน จนอาสวะบางอย่างสิ้น โดยไม่มีสัมผัสนอกไม่มีศีลกำหนด ได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ว่าไม่ได้เลย ได้แต่จะนาน จนถือว่าเป็นนิรันดร์ได้ กดข่มไปนิรันดร์ได้แต่ไม่ได้ล้างชัดเจน หยาบไปถึงละเอียด ภพภายนอกตั้งแต่หยาบ จนไปถึงภายในละเอียด เรารู้เป็นขั้นเป็นตอน หยาบ กลาง ละเอียด จะสามเส้าซ้อนไปกี่ชั้นก็ได้ มันก็เนียนเป็นลำดับ เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ทั้งเร็วทั้งตรงทั้งลัดที่สุด สั้นที่สุด นี่เป็นเรื่องของปัญญาธิกะ สายปัญญาโดยตรงชัดเจน อาตมาไม่รอ อย่าว่าแต่รอเลย พระพุทธเจ้าท่านเป็นสายปัญญา ท่านไม่เสียเวลาหลงไปในสุทธาวาส 5 เป็นต้นเด็ดขาด อาตมาเองอาตมาเคยหลงในสุทธาวาส 5 มาบ้างแล้ว แต่นี้ต่อไปอาตมาจะไม่ขอไปแช่ในสุทธาวาส 5 อีกเลย สวรรค์มันมี 6 เอาจตุมหาราชไว้ ตัดออกก่อน มันเป็นยักษ์ ก็ตัดไป เอาสวรรค์ 5 ดาวดึงส์ (คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี) คนปกติมีแค่ 32 อาการ แต่คุณไปสมมติมาอีกเป็นภพที่ 33 หลงว่าเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็นเป็นความยินดี สุภะ แล้วยิ่งหลงว่าดีต่ออยากให้ยาวนาน ยามา (คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี) ต้องให้อยู่ในภพนี้ยาวนานคือยามา ยามาคือเวลา คือยาม 1 2 3 4 5 ..ให้มันยาวนาน นี่ถกกันเรื่อง ยามกาลิกกับยาวกาลิก พวกนี้แย้งกันนาน ยามคือเวลาอยากให้มีดาวดึงส์อีกยาว แต่มันก็ต้องดุสิต พักอย่าต่อเลย ถ้าคุณตัดสันตติไม่ต่อเลย ไม่ต่อบ้างก็มีช่วงว่าง แต่ถ้าคุณจะต่อไปไม่ให้มีการพักเลย คือคนโง่ จะให้สวรรค์เก๊นี้ยาวนานจะไม่พักเลย เป็นดุสิต คือพัก แต่ไม่รู้พักเลย คุณก็ลุยถั่วเลยแหลกราญ ก็เป็นนิมมานรดี ดุสิต (คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้) เพราะไม่หยุดเลย นิมมานรดี (คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ) คือ นรกะ คือนรก รกะคือรกรุงรัง สิ่งที่ไม่ดีไม่สะอาด สร้างนรกให้กับตัวเองต่อไป จนกระทั่ง ปรมิมมิตวสวัตตี ปรนิมมิตวสวัตตี (ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ)) มีครบบริวารทำให้หมดเลย คุณก็เลยหลงเป็นมหาพรหม ก็จมในวัฏสงสารอีกนานเท่าไหร่ ไม่มีปัญญารู้ในวิมานเก๊นี่เลย เพราะฉะนั้นก็อย่าไปแช่อยู่ในชั้นไหนเลย
มาดูสุทธาวาส 5 ที่อยู่ในพรหม 20 ขั้น
ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ คือวิมานบางเบาใสแจ๋วสูงส่ง วิหา ที่จริงไม่ได้สูงส่งอะไร อ คือไม่ วิ ก็ไปหลง ห คือความจริงความมีความเป็น ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ก็คือ อ ต ป ทั้ง อ ทั้ง ต ตั้งลง ทั้ง ป คือตัวกระทำ ต คือตัวตั้ง static ส่วนตัว ป คือตัว dynamic ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ คือยิ่งฉลาด ทัสสา ทัสสี อะ อา นี่เจริญแล้ว อิ อี ก็ยาวไปอีก สุทธัสสา สุทัสสี ก็ยิ่งยาวใหญ่เลย ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ นี่ไม่เป็นน้องใครเลยกูนี่ใหญ่ มหาพรหม มีคนถามว่าที่สุดของโลกอยู่ที่ไหน? มหาพรหมก็ตอบว่าข้านี่แหละใหญ่ เขาก็ว่าไม่ได้ถามว่าใครใหญ่ มหาพรหมก็ตอบว่าข้านี่แหละใหญ่ สุดท้ายก็ดึงโลหิตตัส ไปบอกว่า มาถามต่อหน้าธารกำนัลอย่างนั้นได้อย่างไร ข้าจะขายขี้หน้าถ้าตอบไม่ได้ ก็ให้ไปถามพระพุทธเจ้าสิ ข้าไม่รู้ ….มันก็ซ้อนอย่างนี้แหละ มหาพรหมก็ว่าข้านี่แหละใหญ่ๆ แต่ไม่รู้ว่าที่สุดแห่งที่สุดของโลกนั้นมีไหม? ให้ไปถามพระพุทธเจ้า
กลับมาสู่ศีลใหม่… เพราะฉะนั้น แม้ศีลข้อ 1 ถ้าคุณไม่มีศีลเป็นตัวกำหนด คุณได้ตัว อธิจิตก็ได้โดยไม่มีตัวกำกับ ก็เรียบเรียงเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายไม่ได้ หลักเกณฑ์พระพุทธเจ้าได้ให้ไว้แล้วว่าเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เอาตามที่ท่านกำหนดนี้เลย อย่าไปเอานอกรีตนอกทางเลย ทีละศีลทีละข้อทีละตัว ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิแล้วจะได้ตามลำดับอย่างมหัศจรรย์ ส่วนปัญญาเป็นยาดำ แม้อธิจิต อธิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะก็รู้จัก ปัญญาเป็นยาดำแทรกไว้หมด หากปัญญาไม่รู้ร่วมก็จะตกหล่นขาดตอนไม่เป็นลำดับ ปัญญาจะเป็นนักสู่รู้ ต้องสู่ความรู้ ต้องรู้จริงๆ ต้องสู่ความรู้ ต้องสู่นะ มันเป็นภาษาประชดนะสู่รู้ อย่าไปสู่รู้ ให้สู่แดนธรรมก็ดีอยู่แล้ว เหมือนอุตริ ถ้าอุตริ เป็นภาษาไทยเสร็จเลย เป็นตัวน่าเกลียดตัวเสีย แต่ถ้าอุตริเหนืออย่างไร อุตริก็ใต้อย่างนั้น คนละขั้ว อย่าไปสับสน ความหมุนรอบเชิงซ้อนกลับไปกลับมาเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก พระพุทธเจ้าท่านตรัส ที่ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 ท่านบอกว่า ในโลกนี้โดยมากอาศัยสองอย่าง อย่างที่ 1 คือความมี อย่างที่ 2 คือความไม่มี มีอัตถิ กับนัตถิ มีอีกคำว่า โหติ กับนโหติ พระไตรปิฎกล. 16 ข้อ [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) ความดับสมุทัยดับเหตุเด็ดขาดแล้ว โลกก็ถูกดับ เพราะดับสมุทัยของโลก เป็นโลกนิโรธ โลกก็ดับ ความเป็นโลกความเป็นอัตตา ในอันตคาหิกทิฏฐิ 10 ความเป็นโลกกับความเป็นอัตตา กว่าอาตมาจะอธิบายกับสังคมกว้างได้ 40 กว่าปี จะ 50 อยู่มะรอมมะร่อแล้ว ศัพท์คำว่ามีกับไม่มีซับซ้อนมาก จนมีจิตหรือไม่มีจิต อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จิตมีหรือจิตไม่มี ถ้าคุณเองมีชีวะคุณต้องมีจิต ถ้าคุณเองดับชีวะไปหมดเลย ชีวิตินทรีย์ พลังงานชีวะไม่เหลือเลย ก็แยกพลังงาน อินทรีย์ของความเป็นชีวะ ชีวะระดับจิตนิยาม แยกไปก็เหลือพีชนิยามได้ ศาสนาพุทธสอน พีชนิยามนี้เป็นพลังงานที่มีแรงดีสุด สมบูรณ์สุดที่ไม่มีวิบากไม่มีรัก ชัง พยาบาท ไม่มีเวทนา ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่มีวิญญาณ ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ก็ทำวิญญาณให้มีพลังงานแบบพีชะได้ พลังงานของอรหันต์ก็เหลือ ใช้พีชธาตุ เป็นเครื่องอาศัยแล้วใช้ จิตธาตุ วิญญาณธาตุ ผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องทำงาน ก็ไม่เกิดวิบากต่อ จิตธาตุ ที่เป็นพีชะ พลังงานที่ไปทำงานอาจมีวิบากต่อบ้าง แต่ก็มีพลังงาน static คือจิตธาตุ ดึงมาให้ตนด้วยอย่าให้พลังงาน dynamic ออกนอกเขต จึงเกื้อกูลกัน ระหว่าง ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ กับ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ควบคุมไม่ให้กระเซ็น ทำงานสั่งสม เป็นตัวนิ่ง แล้วเตรียมไว้เป็น วจีสังขาร นี่คือสังกัปปะ 7 นี่เป็นหน้าที่ของพลังงาน 7 เจตสิก 7 นี้ ทำงานอย่างนี้ ในศาสนาพุทธ ถ้าคุณไม่เข้าใจตัวนี้ คุณก็ทำอภิสังขารให้เกิดไม่ได้ เพราะตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ กำหนดว่าเมื่อจิตทำงานต้องมีธรรมวิจัยได้ เกิดกิเลสขึ้นมาตั้งแต่สักกายะ โอฬาริกอัตตา กามหรือพยาบาท ก็จัดการ เมื่อจัดการได้ก็สำเร็จเป็นวิตักกะ ในตัวสังกัปปะคือ process เป็นกระบวนการของการสังเคราะห์สังขาร จัดการกับกิเลส เมื่อสังเคราะห์สังขารเสร็จก็เป็นวิ คือวิเศษ ที่ต้องฆ่าคือกามก็ฆ่าสำเร็จ สำเร็จแล้วมันก็ไม่มี วิ แล้วยอดเยี่ยมวิเศษ ไม่เหลือแล้วกามไม่เหลือไม่มีแล้ว วิเศษไม่เหลือ ก็คือ ตัวตักกะตัวความคิดก็สุดยอดแห่งความคิดแล้ว เพราะได้ทำสังกัปปะ 7 แล้ว ตั้งแต่เริ่มดำริ ตักกะ วิจัยเอาตัวเหตุที่แทรกมาเป็นสสังขาริกังมาด้วย จัดการตัวนี้เมื่อหมดสะอาด หน้าที่สังกัปปะ 7 ก็จบ สั่งสมเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นวิสังขาร เป็นจิตตัวที่ 7 ของสังกัปปะ
610420_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยสามเส้า ตอน 2