สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตอน 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์148 KB
วันที่แก้ไข22 เมษายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตอน 4 พ่อครูว่า...เมษายนอากาศหนาววันนี้วันที่ 9 เมษายน 2561ที่บ้านราชธานีอโศก อธิบายเรื่องศีลมาหลายวัน มนุษย์ไม่มีศีลเลยไม่ชื่อว่าเป็นมนุษย์ ศีลข้อ 1 ข้อเดียวหากใจไม่มีเมตตากรุณา ยังโหดเหี้ยมต่อสัตว์แล้วก็กับคน แย่งสมบัติพัสถานแย่งคนก็แย่ง แย่งผู้หญิงผู้ชายแย่งบริวาร แย่งอะไรต่ออะไร แย่งหมด แย่งวัตถุสมบัติ แย่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร ศีลข้อที่ 2 ศีลข้อที่ 3 โง่ไปเองหลงในสิ่งที่ไม่จริง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสต่างๆ ซึ่งมันลึกซึ้งมาก กับจิตมนุษย์ บ้าบ้าบอบอ ติดยึดกันนาน ไม่รู้กี่ล้านชาติ กว่าจะมารู้จักความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็โง่เพ้อพกเป็นสวรรค์วิมาน เสียเรี่ยวแรงเวลา แรงงานทุนรอน ไม่มีความจำเป็นอะไรเลยให้ร่างกาย เราก็เสียเวลาทุนรอนแรงงานกับมันไม่รู้สักกี่ชาติต่างๆนานาพวกนี้ กว่าจะตื่น แต่ก่อนนี้หลับใหลหลงใหลไปกับโลกเขา คนทั่วโลก 7 พันกว่าล้าน จะมีคนเข้าใจสัจธรรมโลกุตระอย่างที่พวกเรารู้ แล้วพวกเราก็เลิกละได้ อาตมาพูดได้แม้จำนวนไม่เป็นล้านคน มีอย่างชาวอโศกที่รู้ว่าอันนี้มีอยู่ อยู่ต่างประเทศก็มี รวมแล้ว สักล้านหนึ่ง โมเมตีกิน จาก 7 พันล้านคิดดูสิ รู้จักสัจธรรมแค่ 1 ล้านเดียว เท่าไหร่ 1 ต่อ 7 พัน ตีโมเมไปนะ ซึ่งที่จริง อาตมาว่าคงไม่ถึงล้านหรอก เอาเถอะเท่าไหร่ก็แล้วแต่ เราก็คงไม่สามารถไปทำสถิติได้เท่าไหร่ แต่ผู้ที่ได้แล้ว รู้แล้วเห็นสำคัญ ว่าชีวิตนี้มันเบาว่างง่ายขึ้นมาเยอะจริงๆ ไม่อย่างนั้น โอ้โห ต้องเสียเวลา แรงงาน ทุนรอน เสีย 3 อย่างนี้ อาตมาเคยเขียนบทความเป็นภาษาว่า เอาความสูญเสียของข้าคืนมา สูญเสีย 3 อย่างนี้ เวลา แรงงาน แรงกายแรงใจ ทุนรอน 3 อย่างนี้ นี่เป็นความสูญเสียของมนุษย์อวิชชามนุษย์โง่ เสียไปแล้วจนกว่าจะมาเข

อ่านต่อ

้าใจ แล้วเลิก ก็ไม่สูญเสียสิ่งเหล่านี้ หมดสบายเบาชีวิต คิดว่าจะสรุป เหลือวันเดียวไม่รู้จะจบหรือไม่ เอาไว้ต่อคราวหน้า ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร อธิบายไว้ เกี่ยวกับศีลเป็นเบื้องต้นแล้วสมาธิที่ผิด เป็นมิจฉาสมาธิ แล้วก็ปัญญาที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ของวิชชา 8 เป็นปัญญาที่ไม่ใช่โลกุตระแท้ เป็นความเฉโก ต่อมาสามัญญผลสูตร เป็นการบอกว่าศาสนาพุทธคือสามัญผล เป็นผลที่เกิดอย่างสามัญสงบแท้เรียกว่าสมณะ สูตรที่ทำให้เป็นสมณะคือสามัญญผลสูตร ผลแท้ๆของศาสนาพุทธคืออันนี้ ส่วนสูตรที่ 3 เป็นสูตรที่ชี้ให้เห็นความคิดเห็นที่ผิด ไปหลงว่าศาสนาพุทธจะต้องเป็นอย่างเดียวที่ออกป่าเขาถ้ำ ไปสะกดจิต เข้าไปหาเดรัจฉานวิชา ในอัมพัฏฐสูตร หลงลาภยศสรรเสริญ หลงเป็นผู้เก่งในวิชาการ อัมพัฏฐมานพ ถือว่าเป็นศิษย์เอกของเจ้าสำนักใหญ่ สมัยนี้ก็อาจจะเป็นธัมมชโย เก่งไตรเพท ท่องได้สอนได้ปราดเปรื่องมากแต่ผลไม่มีเลย มีแต่โลกียะมีแต่ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เต็มบริบูรณ์ อย่างนี้เป็นต้น เราลองมาไล่ สามัญญผลสูตร สามัญญผลสูตร

เรื่องพระเจ้าอชาตศัตรู [91] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับ ณ สวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ใกล้พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 1250 รูป วันนั้นเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำเป็นวันครบ 4 เดือน ฤดูดอกโกมุทบาน ในราตรีเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า อชาตศัตรูเวเทหีบุตร แวดล้อมด้วยราชอำมาตย์ประทับนั่ง ณ พระมหาปราสาทชั้นบน. ขณะนั้น ท้าวเธอทรงเปล่งพระอุทานว่า ดูกรอำมาตย์ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่ารื่นรมย์หนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง ช่างงามจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่าชมจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่าเบิกบานจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง เข้าลักษณะจริงหนอ วันนี้เราควรจะเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดดีหนอ ซึ่งจิตของเราผู้เข้าไปหาพึงเลื่อมใสได้. ครั้นท้าวเธอดำรัสอย่างนี้แล้ว อำมาตย์ผู้หนึ่งจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านปูรณะ กัสสป ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปูรณะ กัสสปนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปูรณะ กัสสป พระหฤทัยพึงเลื่อมใส. เมื่ออำมาตย์ผู้นั้น กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่. อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านมักขลิ โคศาล ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคน เก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านมักขลิ โคศาลนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านมักขลิ โคศาล พระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่. อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านอชิต เกสกัมพล ปรากฏว่าเป็น เจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหา ท่านอชิต เกสกัมพล นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านอชิต เกสกัมพล พระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่. อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านปกุธะ กัจจายนะ ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปกุธะ กัจจายนะนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปกุธะ กัจจายนะ พระหฤทัยพึงเลื่อมใส. เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่. อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านสญชัย เวลัฏฐบุตร ปรากฏว่าเป็น เจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหา ท่านสญชัย เวลัฏฐบุตร นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านสญชัย เวลัฏฐบุตร พระหฤทัยพึงเลื่อมใส. เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่. อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร ปรากฏว่าเป็น เจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหา ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านนิครนถ์ นาฏบุตร พระหฤทัยพึงเลื่อมใส.เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่. กถาปรารภพระพุทธคุณ [92] สมัยนั้น หมอชีวก โกมารภัจจ์ นั่งนิ่งอยู่ในที่ไม่ไกลพระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหีบุตร. ท้าวเธอจึงมีพระราชดำรัสกะหมอชีวก โกมารภัจจ์ ว่า ชีวกผู้สหาย เธอทำไมจึงนิ่งเสียเล่า, หมอชีวก โกมารภัจจ์ กราบทูลว่า ขอเดชะ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ สวนอัมพวันของข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 1250 รูป พระเกียรติศัพท์อันงามของพระองค์ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมดังนี้ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระฤทัยพึงเลื่อมใส ท้าวเธอจึงมีพระราชดำรัสว่า ชีวกผู้สหาย ถ้าอย่างนั้นท่านจงสั่งให้เตรียมหัตถียานไว้. หมอชีวก โกมารภัจจ์ รับสนองพระราชโองการแล้ว สั่งให้เตรียมช้างพังประมาณ 500 เชือก และช้างพระที่นั่งเสร็จแล้วจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าสั่งให้เตรียมหัตถียานพร้อมแล้ว เชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จได้พระเจ้าข้า. พ่อครูว่า...ก็คงเหมือนปัจจุบันที่เขาว่า มีพระปฏิบัติที่ไหนเป็นพระอรหันต์บ้าง สำนักต่างๆ แล้วเขาอธิบายธรรมะตรงกับพระพุทธเจ้าสอนไหม ก็ที่อาตมาสอนก็ไม่ตรงกับสำนักอื่นๆด้วย แล้วพาคนมาเป็นคนวรรณะ 9 วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ความเคร่งศีลเรานั้นสิ่งที่เราปฏิบัติได้แล้วไม่เคร่ง เคร่งสำหรับคนปฏิบัติไม่ได้ แต่คนปฏิบัติได้แล้วสบายมาก ไม่กินเนื้อสัตว์ไม่เห็นเคร่งอะไร บ้านช่องเรือนชานไม่เห็นต้องมีของตัวเองเลยก็สบาย ทำงานทำการกับเพื่อนฝูง ไม่ได้คิดว่าเราเป็นผู้สร้างผู้ทำ เราก็มีผู้ดูแลจัดสรรแบ่งกันกินแบ่งกันอยู่กันสบายอุดมสมบูรณ์ ต่างๆพวกนี้เป็นสิ่งยืนยัน เป็นการทวนกระแสกัน แต่ว่ามันมีนัยสำคัญที่ลึกซึ้งซับซ้อน มันก็อุดมสมบูรณ์ สำคัญคือมีใจพอมักน้อย เท่านี้ก็พอแล้ว กินเพื่ออยู่ ชีวิตก็ทำงานเพื่อเป็นประโยชน์เป็นกุศลไป ถึงเวลาพักก็พัก ถึงเวลาเพียรก็เพียร เราไม่พักเราไม่เพียร จบ สั้นก็ตายไป อัปปัฏฏิฐัง อนายูหัง พระพุทธเจ้าตรัสกับเทวดา ถึงเวลาพักก็พัก ถึงเวลาเพียรก็เพียร ง่ายจะตายชีวิตสบายๆ เหนื่อยก็พัก กลัวแต่ว่าเหนื่อยยังไม่ถึงควรจะพักก็พัก อ่อนแอปวกเปียก มันจะไปไหนรอด แต่คนแข็งแรงไม่ได้ติดอะไร ก็สบาย พวกเรานี้อาตมาดูแล้ว เด็กรุ่นหลังนี่ เด็กๆพวกนี้จะได้ จะเป็นกำลังของศาสนารุ่นต่อไป เด็กๆรุ่นหลังจะเห็นได้ว่ามีคนเข้าใจเข้ามา เด็กรุ่นนี้จะโตขึ้นไปเป็นหนุ่มสาวเป็นกำลังของประเทศ มันซ้อนลึก รุ่นพวกเรานี้มันโตมากมาเจออาตมา เราก็เลยไม่มีเวลา แต่เด็กพวกนี้มีเวลาสะสม ส่วนที่เป็นโลกีย์เจริญทางความรู้ฐานะโลกีย์ โดยที่เขาไม่ไปโลภโมโทสัน เรื่องการเมืองก็จะเจริญ เขาจะมียศศักดิ์เหมือนกัน แต่จะไม่เหมือนกับคนทางโลก มียศเพื่อทำงาน มีเงินหมุนเวียนมากแต่ก็ไม่สะสมไม่ใช้เงินเป็นอำนาจ ใช้เงินเป็นเครื่องใช้สอย จะชัดเจนรู้จักสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นสังคมประเทศชาติจะได้รับประโยชน์จากผู้ที่รู้นี้ จะมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ มีคุณค่าทางการเมือง มีคุณค่าทางสังคมที่ซับซ้อนลึกซึ้ง อธิบายด้วยภาษาบัญญัติ แต่นัยละเอียดลึกซึ้งจะซับซ้อนหลายชั้นเนียน อาตมายังอธิบายไม่เก่ง แม้ยุคนี้อาตมาเอง ตนเองเป็นอรหันต์ อาตมาไม่ใช่อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ไม่เล็กเท่าไหร่ คนอื่นจะเป็นอะไรก็เปิดเผยหลักฐานมา แม้แต่ระดับ 7 มีแค่ไหนก็อธิบายมีขั้นตอนอย่างไร ไล่เรียงมาเป็นอย่างไร มีอะไรเป็นที่รับรองมีอะไรเป็นเครื่องวัดเทียบเคียงเปรียบเทียบต่างๆ แม้แต่โพธิสัตว์มีกี่องค์กี่รูปก็พอจะยืนยันมีประวัติศาสตร์ตำนานเท้าความได้ และมีคุณลักษณะคุณธรรมของโพธิสัตว์ ที่อาตมาอ้างอิงมาบ้าง มันเข้าข่ายเข้าขั้นบ้างไหม มันเป็นไปเพื่อสอดคล้องกับสัจจะ อย่างไม่คดโค้ง อย่างตรงดีชัดเจนไหม สิ่งเหล่านี้แหละ จะเป็นเครื่องยืนยัน อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาตมาเป็นสยังอภิญญารู้ตัวเองมาหลายชาติ ยังเป็นพุทธสาวก ก็พูดจริง แต่มีใครที่สูงกว่าอาตมา มีใครจะชัดเจนกว่าอาตมา แล้วมาทำงาน ยิ่งเป็นคนปัจจุบันนี้ มีเหตุปัจจุบันเอามายืนยันสิ แม้แต่ที่สุดผลงาน อาตมาที่พูดได้เพราะทำงานมา 40 กว่าปีแล้ว มีผลงานมีหลักฐาน มีเสนาสนะ มีบุคคล มีอาหาร มีธรรมะ สัปปายะ เอามาเปรียบเทียบกัน เสนาสนะที่คุณอยู่ กับที่อาตมาอยู่ มันลึกซ้อน เสนาสนะของอาริยะกับเสนาสนะของกระฎุมพีมันจะต่างกัน และบุคคล ยืนยันด้วยบุคคลจะมีคุณธรรมเป็นอาริยะ หรือเป็นอรหันต์ อาตมาก็ยืนยันพวกเรานี้มีอรหันต์ อาตมายังไม่อยากชี้บุคคลเข้าไปอย่างจริงจัง แม้แต่ฆราวาสเราก็มีอรหันต์ นักบวชก็แน่นอน มีแน่นอน อรหันต์ มีตั้งแต่อรหันต์ในโสดาบัน ในสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ชาตินี้ไม่มีใครเป็นครูอาตมา แม้แต่ผู้พี่ โพธิสัตว์ที่เป็นผู้พี่ ประกาศไปว่ามีอยู่ที่ไหน ใครที่อธิบายวิชชา 8 เป็นวิชชาที่มีความเฉลียวฉลาดเป็นปัญญา ไม่ใช่เฉกา เฉโก ไม่ใช่ความรู้โลกีย์ เป็นความรู้โลกุตระ ตัดกรอบตรงไหน อ่านแยกแยะมโนปวิจาร 18 รู้จักเวทนาในเวทนาที่เป็นเวทนาแท้เวทนาเทียม แล้วกำจัดเวทนาเทียมเหลือแต่เวทนาแท้เป็นเอกบุรุษ เป็นปุริสภาวะได้จริงหรือไม่เป็นต้น ผู้ที่เรียนรู้มามากๆเรียนบาลีมา อาตมาไม่ได้เรียนบาลีเท่า คุณก็ฟังอย่าอคติตีทิ้ง ว่าอาตมาไม่ได้เรียนมาพูดไม่ถูกหรอก แต่ให้ฟังเอาสาระสิ ดีไม่ดีบาลีที่เรียนมามันเป็นเบี้ยวบาลีไม่เคยตรงนักด้วยซ้ำไป ที่มันตรงๆดีๆ นี่สิตั้งใจมาดูดีๆ แค่วิชชา 8 จรณะ 15 อาตมาก็ได้อธิบาย สังวรศีล สํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตาชาคริยานุโยคะ อปัณณกธรรม 3 หากขาดสามเส้านี้ไปไม่ใช่ศาสนาพุทธ ออกนอกเขตเป็นการแสวงบุญออกนอกขอบเขตพุทธแล้ว หากไม่มีสามเส้านี้ 1. คุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้ง 6 สังวรสำรวมอินทรีย์ การปฏิบัติธรรมต้องมีอินทรีย์ทั้ง 6 ตาลืม หูได้ยินเสียง ลิ้นได้รับรส จมูกได้รับกลิ่น กายสัมผัส สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ให้ได้ มีจิตใจรวมกับทวาร 5 ภายนอก เป็นกายเป็นองค์รวมเป็นรูปเป็นนาม ไม่พรากจากกัน และไม่ปิด ปลีกออกจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปอยู่ในภพของจิต การไปนั่งหลับตาอยู่ในภพของจิตมันผิดเลยตั้งแต่เบื้องต้น ไม่เป็นอปัณณกธรรม มันได้แค่ทวารเดียว มันทิ้งไปอีกห้าทวารออกนอกทาง มันแคบ แล้วสังคมโลกมันทุกข์ร้อนเพราะภายนอกเยอะหยาบด้วย ทุกข์เพราะตา หู จมูก ลิ้น กายที่มันอยาก แล้วมีคู่วิบากอยู่ข้างนอกอีกมากมาย แล้วคุณก็ไม่เผชิญ หนีเข้าป่าเขาถ้ำไปอยู่ในรู ก็ไม่มีคู่วิบากมายืนยัน ของพระพุทธเจ้านี้เผชิญหน้าไม่หนีอุปสรรคไม่หนีศัตรู แต่ไม่ไปท้าทาย ไม่ไปท้าตีต่อยรบราฆ่าฟัน สัมผัสสัมพันธ์กันด้วยดี พูดกันอย่างคนชนชั้นสูง พูดกันด้วยเหตุผลหลักฐานด้วยปัญญา ที่แท้จริง ในจรณะ 15 ศีลเป็นตัวต้น และมี อปัณณกธรรม ศีลเป็นตัวต้นที่กำหนดความเจริญเป็นลำดับ ตั้งแต่ศีลข้อ 1 คุณเจริญมาเป็นลำดับ รายละเอียดในศีลข้อ 1 มีตั้งเท่าไร เพราะฉะนั้น หากไม่ได้เข้าเกณฑ์เข้าท่าอะไรเลย มันก็ไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า จรณะ 15 นี้ 1. ศีล 2. อปัณณกธรรม 3 3. สัทธรรม 7 4. ฌาน 4 5. วิชชา 8 สัทธรรม 7 มี ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา จะเนียนในจากการปฏิบัติที่ถูกต้อง ตามลำดับของศีล ผู้เจริญจึงเอาศีลเป็นตัวกำหนด จิตของคุณจะเจริญก็ไปตามศีล 1 2 3 … เป็นเบื้องต้น แล้วมาเป็นศีลข้อที่ 4 5 ข้อที่ 6 มาเป็น 7 นัจจะ คีตะ วาทิตะ มาเป็นข้อที่ 8 ข้อที่ 9 ข้อที่ 10 เมื่อสามารถเข้าใจเป็นลำดับมาถึง 11 จรณะ จะครบ 15 ก็ต้องมีฌานอีก 4 ฌาน 4 ก็เป็นฌานแบบลืมตา ไม่ใช่ฌานหลับตาอยู่ในภพ ฌาน 4 คือพลังงานไฟพิเศษที่มีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชสลายพลังงานราคะ โทสะ โมหะ เรียกด้วยศัพท์ไทยว่า ไฟ ไฟฌาน ไปสลายไฟ ราคะ โทสะ โมหะ หรือพลังงานของฌานมันมีฤทธิ์กว่าพลังงานราคะโทสะ โมหะ มันเป็นอย่างนั้นได้จริงๆเลย และพลังงานของจิตพลังงานของฌานมันไม่เป็นรูปร่างเป็นตัวตน ไม่ได้เก็บใส่แบตเตอรี่ เก็บใส่อะไรเอาไปใช้ ไม่ใช่ มันละเอียด มันไม่มีพาหนะ ไม่มีกล่องไม่มีวัตถุที่จะเก็บพลังงานจิตวิญญาณได้ พลังงานแดดก็ยังเก็บเอาไปขายไม่ได้เลย พลังงานจิต มันละเอียดกว่าแสงแดด อย่างพลังงานอากาศหวานของอโศกเอาใส่กระป๋องไปขายที่กรุงเทพ ก็ไม่ได้ พลังงานอากาศที่นั่นแย่เต็มที พลังงานจิตยิ่งไม่มีทางได้เลย มันเกิดไฟฌานสลายไฟราคะ โทสะ โมหะ แล้วมันสลายได้ละเอียด สลายแล้วก็เก็บกากเก็บซากไม่ได้ คำว่า ฌาน ถึงไม่ใช่ฌานอย่างที่เขาอธิบายกัน เป็นพลังงานที่เกิดแล้วดับ ณ ปัจจุบัน ไม่ค้างคาอยู่ที่ไหน ฌาน แล้วไม่ต้องออกต้องเข้า ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 จะเอาฌาน 1 2 3 4 ไม่ต้องนั่งเข้า เข้าไปอย่างลึกออกมาทำงานก็ไม่ได้ ต้องถอยออกมาอีกเป็น ฌาน 1 2 อาตมาก็เคยเล่นมาอธิบายได้ ขอยกตัวอย่างอย่างเช่นอาจารย์บูรพา ผดุงไทย ที่อธิบายนั้น อาตมาอธิบายได้หมดและทำมาทั้งนั้น ได้อย่างที่อาจารย์บูรพาทำและพูด ไม่ผิดจากอาจารย์บูรพา แต่มันผิดจากศาสนาพุทธ อาจารย์บูรพาพูดไม่ผิดหรอก อาตมาตรวจสอบให้ ไม่ผิด แต่มันผิดของพระพุทธเจ้า มันไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าแบบนั้น ลักษณะฌานแบบนั้น เป็นของเดียรถีย์ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า มันมีอยู่เยอะเลยนะในโลก ในยุคของพระพุทธเจ้าก็มี ในปัจจุบันก็มี ไปคุยกับโกเอ็นก้า ไปคุยกันก็เป็นคุ้งเป็นแคว แต่เรื่องที่อาตมาพูดนี่มันมีน้อยคนที่จะรู้ อาตมาไม่ได้หลงผิด ไม่ได้เอาคะแนนเสียงมากเป็นเครื่องตัดสิน เยภุยสิกา ซึ่งมันก็มีส่วนที่จะเอาคะแนนเสียงมาวัด แต่มันซับซ้อน มีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน คำว่าจรณะ 15 สัทธรรม 7 และฌาน จึงไม่ตรงกันทีเดียว ศีล 1 อปัณกธรรม 3 สัทธรรม 7 ฌาน 4 วิชชา 8 วิปัสสนาญาณเป็น ญาณที่ 1 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วยกจิตขึ้นวิปัสสนาพิจารณาอยู่แค่ในภพ มันไม่ใช่ วิปัสสนามันจะต้องมีการ ปัสสี ปัสสา ปัสสติกระทบสัมผัสภายนอก กระทบสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พวกนั่งหลับตานั้นอาตมาขอยืนยัน อธิบายแบบนี้ไม่ออกหรอก สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ขยายความให้คนฟังไม่ได้หรอก ดีที่มีหลักฐานในพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้า ที่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มีบุคคลในระดับกายสักขีก็ดี ปัญญาวิมุติก็ดี แล้วไปสลับอีก ถ้ากายสักขี ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พวกกายสักขีที่นั่งหลับตาทำสมาธิมีกายสักขี ก็ยังไม่ใช่อรหันต์ เพราะว่าไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พระพุทธเจ้าถึงนับอรหันต์ตั้งแต่ปัญญาวิมุติเป็นต้นไป พวกกายสักขีอาจจะมีอาสวะบางอย่างสิ้นไปได้ ดับได้บ้าง แต่ไม่ถาวร ไม่ครบสมมติสัจจะปรมัตถสัจจะ ได้เพียงชั่วคราว อาจจะได้นาน อย่างอาฬารดาบส อุทกดาบส เป็นนิโรธ ตอนนี้ยังหลงจมอยู่ในที่มืดที่ไหนไม่รู้ [42] บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “กายสักขี” กตโม จ ปุคฺคโล กายสกฺขี อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา เอกจฺเจ (บางอย่าง) อาสวา ปริกฺขีณา (สิ้นไป) โหนฺติ (เกิดสภาวะนี้จริง) อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล กายสกฺขีฯ คำว่า กายสักขี ที่อาสวะสิ้นนี้ ไม่จริง ได้แต่นิโรธกดข่ม หลงว่าเป็นการดับอาสวะ กดข่มไว้ได้นานเลยนะ ชาติหนึ่งร้อยปีเอง กดได้เป็นหมื่นปีเลย อาฬารดาบส อุทกดาบส 10000 ปีเลย มีมาก่อนพระพุทธเจ้าอีก กดได้สำเร็จ แล้วก็เป็นอาจารย์ใหญ่ ป่านนี้ก็ยังมืดอยู่ ไม่รู้อยู่ไหนภพไหนแดนไหน จนพระพุทธเจ้าท่านอุทานว่า ฉิบหายแล้วหนอ 2 องค์นี้ จะจมดักดานอยู่อีกกี่กัปป์กี่กัลป์ ศรัทธา คือ ความเชื่อ 1. เชื่อถือ 2. เชื่อฟัง 3. เชื่อมั่น เชื่อถือคือ อย่างพวกเราชาวพุทธทั่วไปเชื่อถือศาสนาพุทธ เป็นพุทธศาสนิกชน เป็นคนนับถือศาสนาพุทธ บอกว่านับถือศาสนาอะไรก็บอกว่าศาสนาพุทธ ไปกรอกในใบอะไรก็บอกว่าถือศาสนาพุทธ แต่เป็นพุทธนอกรีต ไม่มีมรรคผล พูดไม่รู้เรื่อง แต่ศรัทธาความเป็นพุทธ ใครมาแตะต้องไม่ได้นะ เอาเป็นเอาตายเลย จะฆ่ากันเลย นับถือมาก ถึงชีวิตจิตใจเลยใครจะมาลบหลู่ไม่ได้ นับถือแต่ไม่มีปัญญา ไม่มีความฉลาด ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่ได้มรรคผลอะไร อย่างนี้คือเชื่อถือ ชาวพุทธ 95% ในประเทศไทยเป็นชาวพุทธศาสนิกชนสัก 94% กระมัง อาตมาแบ่งชาวพุทธ เป็น 3 ประเภท 1. พุทธศาสนิกชน มีความเชื่อถือ 2. พุทธมามกะ คือคนเชื่อฟัง คนเชื่อฟังในภาษาไทยคือคนปฏิบัติตาม เชื่อฟังจะต้องเข้าใจแล้ว ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิก็เป็นสัมมาทิฏฐิเลย ย่อมได้มรรคผลไม่มากก็น้อย นิดนึงขึ้นไป คือคนที่เข้าใกล้ชิด เข้าฟัง แล้วปฏิบัติตามเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง ปริยัติปฏิบัติ ก็ย่อมจะมีปฏิเวธไปตามลำดับ 3. พุทธบริษัท เป็นอาริยบุคคล โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ในระดับพุทธมามกะ อาจจะปฏิบัติธรรมะหน้านองน้ำตาอยู่ มีความศรัทธา เชื่อชัดมั่นใจแต่มันยากจริงๆ กิเลสคุณหอบมาเองสะสมเองก็สมน้ำหน้าเองใช่ไหม เอาเถอะทนฟัง พระพุทธเจ้าบอกว่าคนนี้ศรัทธามากปฏิบัติธรรมะหน้านองน้ำตาอยู่สู้อยู่ คนอย่างนี้น่านับถือแม้แต่ยังไม่เป็นอาริยะยังไม่เข้าเกณฑ์โสดาบัน แต่ก็เป็นผู้ที่ สัทธานุสารี ตามด้วยศรัทธาอยู่เต็มที่ ก็จะมีธัมมานุสารี ได้ธรรมะบางส่วนมาด้วย เอกัจเจ ได้ธรรมะตามส่วนมาตามลำดับ เป็นธัมมานุสารี จนเป็นวิมุตติ เอาศรัทธาเป็นตัวนำก็ได้วิมุตติมาบ้าง อาริยบุคคล 7

สัทธาวิมุติ จะได้มานิดหน่อย ส่วนธัมมานุสารี ของปัญญา ส่วนสัทธานุสารี มีเชื้อของศรัทธา แต่มีปัญญาน้อย เริ่มมีอัญญะแล้ว ค่อยกระเตื้องขึ้นมา ผู้ที่เห็นทางนี้ย่อมมาสู่ทางนี้ ใครไม่เห็นทางนี้อย่างไรก็ไม่เข้ามา ผู้ใดเห็นทางนี้แล้วแม้จะไม่เข้ามาใกล้ชิด แอบเอาอยู่ข้างนอกเลยด้วยใจศรัทธา เริ่มศรัทธาแล้ว ก็เติมปัญญาเข้าไป สูงกว่าธัมมานุสารี ก็จะไปเกิดเป็น ทิฏฐิปัตตะ ทิฐิคือความเห็นความรู้ความเข้าใจ ปัตตะ คือการบรรลุ ธัมมานุสารีจะบรรลุเป็นทิฏฐิปัตตะ ส่วนสัทธานุสารีจะเป็นสัทธาวิมุติ คือจิตเอนเอียงกระแสจิตโน้มเอียงมาเรื่อยๆ ยังไม่เป็นวงวน ไม่เข้า cyclic order ต่อเป็นวงวน แต่จิตโน้มมา มี trend โน้มเอนมาทางถูกต้อง อาจจะไม่ชน แต่โค้งองศาบูมเมอแรงมันน้อยกว่าจะมาครบวงได้ โค้งเป็นผิวทะเลเลย ทะเลมันห่อหุ้มโลกนะ เหมือนแนวระนาบ แต่ไม่มีผิวทะเลไหนเป็นแนวตรงหรอก มันโค้งตามผิวโลกทั้งนั้น หลุดออกจากโลกมันก็ออกนอกโลก ผู้ที่จะรู้จักความตรงความถูกต้องได้ก็ต้องมีทิฏฐิปัตตะ มีปัญญาที่ถูกตรง ปัญญาไม่ใช่ศรัทธา แต่ไม่ใช่เฉกาด้วย ศรัทธาต้องมีปัญญาร่วม ต้องมีอัญญธาตุ ปัญญาเข้าไปร่วม ถ้าหากสูงสุดในทางศรัทธาเป็นสัทธาวิมุติ ก็เป็นการหลุดพ้นด้วยแรงกดข่ม ไม่ใช่ความหลุดพ้นด้วยปัญญาที่สลายราคะโทสะโมหะ แต่มันใช้พลังงานกดข่มไว้มากกว่าใช้ปัญญาสลาย ถ้าปัญญาจะมีพลังงานที่มีฤทธิ์สลายไปได้เลย แต่ถ้าศรัทธานี้จะใช้กดข่ม เป็นธรรมะ 2 ศรัทธากับปัญญาช่วยกัน สายศรัทธาจะใช้กดข่มมากกว่า ส่วนสายปัญญาจะใช้ปัญญาสลายกิเลสมากกว่าศรัทธา สายสัทธาวิมุติ ยังมีพลังงาน กดข่มไว้เยอะ ถ้าสายปัญญา ก็เป็นธัมมานุสารี มีทิฏฐิปัตตะ เข้าถึงด้วยการแทงทะลุ ทิฏฐิปัตตะบรรลุเป็นปัญญาวิมุติ ส่วนสัทธานุสารี จะช้ากว่าสายปัญญาแน่นอน พอได้ก็เป็นสัทธาวิมุติแล้วก็เป็น กายสักขี พระพุทธเจ้าถึงย้ำว่าสายนี้ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ส่วน สายปัญญาคือ ธัมมานุสารี ทิฏฐิปัตตะ ปัญญาวิมุติ พระพุทธเจ้าตัดเขตให้เป็นอรหันต์ได้สำหรับปัญญาวิมุติ แต่กายสักขี ยังไม่ยกมาเป็นอรหันต์ ปัญญาวิมุตินี้นับเป็นขั้นที่ 3 เหมือนกัน ของสายปัญญา ส่วน กายสักขี เป็นระดับ 3 ของสายศรัทธา จบสุด ก็อุภโตภาควิมุติ สายปัญญาก็ต้องทำเจโต ให้ครบอีก ส่วนสายกายสักขีต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย หากเข้าใจวิโมกข์ 8 ด้วยกายไม่ดี เข้าใจความเป็นสัตตาวาส 9 ไม่ชัด และปฏิบัติต้องมีวิญญาณฐิติ 7 การปฏิบัตินั่งหลับตานั้นไม่ใช่ ต้องมีวิญญาณปรากฏ วิญญาณคือจะต้องมีตากระทบสัมผัสจึงจะเกิดวิญญาณ วิญญาณไปอยู่ในภพไม่ใช่ อย่างนั้นเป็นการกำหนดรู้ด้วยสัญญา วิญญาณต้องครบทวารทั้ง 6 วิญญาณจะเกิดในปัจจุบันเท่านั้น วิญญาณไม่ได้ล่องลอยค้างอยู่ที่ไหน ไม่มี อย่าไปเป็นภิกษุสาตินะ ว่า วิญญาณล่องลอยไปหาที่เกิดที่ไหน ไม่ใช่ วิญญาณมี จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณชิวหาวิญญาณ วิญญาณต้องมีทวารทั้ง 5 ประกอบร่วมกับใจ จิตมโนวิญญาณต้องมีกาย จิตมโนวิญญาณที่ไม่มีกายไม่ใช่ กายคือจิตมโนวิญญาณเป็นอันเดียวกัน ตามทันมั้ย อาตมาสอนไปช้าๆแล้วนะ เหมือนเลี้ยงเด็กดื้อพ่อแม่ปากเปียก

มาถึง ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา ศรัทธาคือความเชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น เริ่มต้นเป็นพุทธมามกะ เป็นผู้ที่ชักจะเข้าใจดี เอาสาระมาใช้ประโยชน์ได้เริ่มเข้าสู่บริษัท บริษัทเป็นอาริยบุคคล ในบริษัท 4 อุบาสกอุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี พุทธบริษัทคืออาริยะ พุทธศาสนิกชนคือปุถุชน เต็มไปหมดในประเทศไทย ส่วนพุทธมามกะ เป็นผู้ที่เอาจริงเอาจังเข้านั่งใกล้ เงี่ยโสตสดับ ตั้งใจฟังพยายามเอาจริงเอาจัง พากเพียรศึกษา เอาเวลา ทุนรอน แรงงานมาปฏิบัติ แต่ยังไม่เข้าข่าย ถ้าเข้าข่ายก็เป็นพ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน