สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยสามเส้า ตอน 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยสามเส้า ตอน 2 มาเข้าสู่การเมืองก่อน อาตมาขยายความเรื่องการเมืองประชาธิปไตย ขยายเป็นสามขา อาตมาไม่เรียกสามขา แต่เรียกสามเส้า หนึ่งขา คือ ประชาธิปไตยที่มีแต่ประชาชน ไม่มีกษัตริย์ วิญญาณก็ไม่สำคัญ วิญญาณก็ไม่รู้เรื่องไม่ชัดเจน นั่นคือประชาธิปไตยขาเดียวอย่างที่เป็นทุกวันนี้ เป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีกษัตริย์ ก็ไม่ชัดเจน ว่าวิญญาณเป็นอย่างไร วิญญาณเป็นเรื่องลึกซึ้งต้องศึกษาและจัดการให้บริสุทธิ์ประเสริฐ พวกเทวนิยมนี้ก็ศึกษาจิตวิญญาณไม่กระจ่างไม่ชัดไม่ลึก มีลึกแต่ลึกลับ ไม่ลึกแบบชัดเจน สมบูรณ์แบบ นั่นขาเดียว มีตัวอย่างของจริงอยู่ในสังคมโลก ทีนี้ถ้าเผื่อว่า ประชาธิปไตยสองขา มีประชาชนมีกษัตริย์ แล้วมีระบบของกษัตริย์ มีกฎมณเฑียรบาล มีหลักเกณฑ์สืบสันตติวงศ์ ที่จะต้องฝึกฝนเลือกเฟ้นเอามาในสายของกษัตริย์ ก็ไม่ได้เอาอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ในกษัตริย์ก็ต้องมีกฎมณเฑียรบาลอยู่ในการฝึกฝนอยู่ในการเรียนรู้ ต้องเข้าใจว่าตัวเองต้องทำหน้าที่บริหาร ทำหน้าที่เลี้ยงดูปกครองช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องของการเมืองทั้งนั้นเลย ทีนี้ถ้าไม่มีความรู้ไม่ได้ฝึกฝนไม่มีกฎเกณฑ์ อะไรที่ต้องได้รับสืบทอดมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ การไปเป็นกษัตริย์ได้ศึกษาจากศาสนาพุทธ มีการสืบทอดธาตุจิตวิญญาณ เกิดแล้วเกิดอีก สร้างวิบากกรรมต่างๆ ลึกซึ้ง ทางศาสนาที่ไม่มีการเรียนรู้ Rebirth การตายแล้วเกิดตายแล้วเกิด ก็ไม่ลึกซึ้งสมบูรณ์ อย่างที่เป็น เพราะฉะนั้น แม้แต่เป็นการเมืองที่มีกษัตริย์ แต่ก็ไม่ศึกษาเรื่องวิญญาณ สามเส้านี้อาตมาพูดขยายความเพิ่มเติม ประชาธิปไตย 2 ขามีกษัตริย์ แต่ถ้าไม่มีเรื่องจิตวิญญาณที่ได้ศึกษาสืบทอดกันอย่างแท้จริงอีก ก็ไม่สมบูรณ์ในประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยที่ยั
อ่านต่อ
งไม่เจริญสูงสุด ซึ่งอาตมาก็ขอยืนยันว่า ประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุด เห็นได้ชัดสืบทอดมาเป็นกษัตริย์ไทย ที่มีภูมิรู้ทางด้านวิญญาณอย่างแท้จริง สั่งสมมาไม่รู้กี่ชาติ เป็นพระโพธิสัตว์มา สำหรับผู้ที่ศึกษา ผู้ไม่ได้ศึกษาก็ไม่เข้าใจคงพูดกันไม่รู้เรื่อง สืบทอดได้จริงๆ และเป็นของจริง ที่ปรากฏในยุคนี้จึงเป็นของจริงที่ให้เราได้เรียนรู้ เป็นของจริงไม่ใช่ของไม่จริง เป็นผู้ที่สืบทอดมากว่าจะได้บารมีมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีบารมีทางด้านวิญญาณ มีบารมีสูงส่งจนถึงโพธิสัตว์ไม่ใช่เรื่องเล่น อาตมาอ่านกวีอีกทีหนึ่ง ประชาธิปไตยสามเส้า (1) ทุกชาติต่างเลือกเฟ้น ครรลอง เป็นระบอบการปกครอง ประเทศไว้ การเมืองเศรษฐกิจสนอง ชนรัฐ ตนแฮ โชค-เคราะห์ชาติใดได้ ต่างชั้นกันไฉน (2) “อธิปไตย”อำนาจนี้ คือพลัง ปุถุชนหลงกันดัง พระเจ้า ต่างสร้าง“ใส่ตน”หวัง เป็นใหญ่ ลาภยศยกย่องเย้า ยั่วให้แรงคึก (3) เชิญศึกษาเถิดถ้วน ตำรา “ไทยนิยม”อย่างราชา รัชชเก้า “อภิบาล”สุดวิเศษหา ใดเปรียบ ได้เลย คือ“อธิปไตย”สามเส้า เทิดเกล้าคนสยาม (4) ตรงตามสัจจะทั้ง ศาสตรา หนึ่ง“กษัตริย์”-สอง“ประชา” ผนึกเข้า ผนวกสามอีก“วิญญาณ์” “อำนาจร่วม” กันเฮย ยอด“อธิปไตย” 3 เส้า จิตไซร้เป็นประธาน (5) ใช่พาล“รวบอำนาจ”ไว้ ใน“ตน” สิทธิ์ประชาแต่ละคน มอบให้ แก่เราที่เขายล เขาชื่น ชมเอง มิใช่เราอยากได้ แย่งยื้อมาครอง (6) ตามสัจต้อง“รับใช้.. ปวงชน” แล้วประชาแต่ละคน จักให้ ลาภยศยกย่องขน มาข่ม ได้ฤา หาก“อภิบาล”วิสุทธิ์ไซร้ วิศิษฏ์แท้จึงจริง (7) ยิ่งใครได้สัมผัสซึ้ง ตรึงใจ ศาสตร์พระราชาไทย ที่เก้า หา“ประชาธิปไตย”ใด ไป่เปรียบ ได้เลย คือ“อธิปไตยสามเส้า” วิเศษไท้ไทสยาม “สไมย์ จำปาแพง” 16 เม.ย. 2561 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 334 ประจำเดือนพฤษภาคม 2561] อาตมาก็ช่วยแสดงความเห็นความรู้ไปกับเขา ใครเห็นว่าน่าฟังน่าเอาไปพิจารณาปฏิบัติก็ดี ใครไม่เห็นก็ห้ามกันไม่ได้ นี่คือ ประชาธิปไตยสามเส้า ที่อาตมาพยายามอธิบาย เสนอความเห็นแสดงความรู้ของเราออกไปในระหว่างนี้ ประชาธิปไตยไทยก็ก่อร่างสร้างตัวเป็นรูปธรรมที่อาตมามั่นใจว่าเป็นโลกุตรธรรม โลกุตระหมายความว่า แตกต่างจากโลกียะ และ ประเด็นหลักที่แตกต่างก็คือ คำว่า โลกุตระนั้นคือ ต้องมีภูมิปัญญา เป็นผู้ที่มีภูมิขั้นปัญญา ปัญญาก็แตกต่างจากเฉกาหรือเฉโก ถ้าโลกียะก็เรียกเป็นฉลาดเฉกาทั้งนั้น แล้วเขาโกงเอาคำว่าปัญญาไปใช้แทนเฉโก ฉลาดเฉโก แม้จะฉลาดเฉลียวมากสักเท่าไรก็เป็นโลกีย์ แต่ฉลาดของปัญญานั้นเป็นโลกุตระที่มีธาตุรู้ ที่ไม่เหมือนโลกีย์เรียกว่า อัญญธาตุ ธาตุจิตนี้ต้องได้รับต่อเชื้อจากผู้รู้ที่มีเชื้อโลกุตระก่อน เป็นดีที่สุด ถ้าไม่ต่อไม่มีทาง มันมีเหมือนกันแต่โอ้โห อธิบายไม่ได้ ตั้งแต่นานนับกัปป์กาลเท่าไหร่ ที่จะได้เชื้อนี้เองตั้งแต่ธรรมชาติ ต้องอธิบายตั้งแต่เซลล์เดียว จนเป็นเซลล์ใหม่ เป็นเซลล์ที่ 4 ก็เป็นอีกรอบหนึ่ง ที่ใหม่ แล้วเป็น 5 6 แล้วมี 7 เป็นเซลล์ใหม่ของเส้าที่สองรอบที่สอง ไปอีก 8 9 ระดับ 10 ก็แค่นั้นจนเป็น 100 สัตตะ ซ้อนถึง 100 ยกกำลัง 99 อธิบายตอนนี้ไม่ไหว ก็ได้แค่นี้ก่อน เป็นความซับซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อนยากมาก อายุขัย การเจริญพัฒนาความฉลาด ถึงไม่ใช่ธรรมดา คนกว่าจะฉลาดโลกียะสูงก็ไม่ใช่จะสะสมบารมีง่ายๆ ยิ่งจะเกิดต่อภูมิปัญญาทางโลกุตระ ถ้าให้เกิดตามธรรมชาติเองคุ้นเคย มันไม่รู้จะกี่ล้านๆกัปป์ ซึ่งอธิบายตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านอธิบายจุดสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าสายปัญญาต้องใช้เวลาถึง 20 อสงไขยแสนกัปป์ หากสายเจโตศรัทธาใช้ 40 อสงไขยแสนกัปป์ หากสายวิตักกะ อันนี้ก็ดีอันนี้ก็ดี สับสน จะออกไม่ชัดเจนสายไหนเป็นสายไหน เละเทะไปหมด ถ้าดิ่งสายเดียวก็ยังเร็ว แต่พวกวิตักกะ 80 อสงไขย เศษแสนมหากัปป์ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...ตอนนี้พระพุทธเจ้าก็คงบอกว่าอย่าไปคิดเลย ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำไป พ่อครูว่า...ให้เลิกคิดเรื่องเวลา ตั้งหน้าตั้งตาทำไป ที่อาตมาพยายามบอกเป็นสองนัยว่า ต้องได้รับการสืบทอดจากสัตบุรุษผู้ที่มีเชื้อ DNA ของพุทธศาสนาแล้วมันจะก้าวหน้าเร็ว แต่อีกนัยหนึ่ง เป็นธรรมชาติเกิดเองเป็นเอง เช่น สัตว์จะพัฒนาเป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ก็จะพัฒนาเป็นโลกุตระได้แต่นานมาก ต้องมีธรรมะถ้วนเต็มเอง อาตมาว่า คุณจะรอก็เชิญรอ อาตมาไม่รอ เราเห็นว่าเราฉลาดแค่นี้ เราจะต้องไปมีอัตตาทำไม จะไม่เอาจากใคร ต้องเกิดเองเป็นเอง คุณจะต้องเป็นพระอวโลกิเตศวร ใช้เวลาเท่ากับพระอวโลกิเตศวรที่ตั้งปณิธานว่าจะช่วยคนให้เป็นอรหันต์ รื้นขนสัตว์ให้หมดทั้งโลก แล้วท่านจะปรินิพพานเป็นคนสุดท้าย มันจะนานเท่าไหร่ อย่างนี้เป็นต้น เอาสิ คุณจะตั้งปณิธานสูงสุดอย่างนั้นก็เอา เป็นสิทธิมนุษยชน แต่อาตมาว่าไม่ได้โกงนะ เป็นทางซื่อสัตย์สุจริตที่เราเพิ่งจะได้ ก็ต้องไปรับจากสัตบุรุษ จะไปมีอัตตามานะถือดีทำไมเพราะมันเป็นของดี เอาอันนี้ดีกว่า แต่ถ้าคุณผยองจะเอาแต่ของฉันก็นิมนต์ อาตมาไม่ได้ว่าอะไรนะ ไม่ได้ดูถูก แต่ว่า เชิญเถิดท่าน อาตมาไม่เอาแบบนั้น อาตมาเข็ดมากเรื่องกาละ มันเมื่อยแสนเมื่อย ขนาดอาตมานี่สายปัญญาแท้ๆ อาตมายังโอ้โห แต่ถ้าคุณจะเอาแบบนั้นก็นิมนต์เอง
610420_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยสามเส้า ตอน 2