15 บทที่ 8 ใจเพชร น 561-638.docx

โฟลเดอร์Word จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์275 KB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 8 สำนวนแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษ ย ชาติ การแพทย์ วิถีพุทธ เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพแบบพึ่งตนแนวเศรษฐกิจ พอเพียง เพื่อให้เข้าถึงมวลมนุษยชาติในมิติกว้าง ใน การดูแลสุขภาพเบื้องต้น เพื่อให้ เหม า ะกับ คนทุกชนชาติทุกฐานจิต ทุกฐานะ ทุกอาชีพ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยดำเนินการภายใต้ สโลแกน “หมอที่ดีที่สุดในโลกคือตัวคุณเอง” และ “ศูนย์บาทรักษาทุกโรค” สำหรับการแพทย์วิถีพุทธนั้น เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการแพทย์วิถีธรรม สู่ความเป็นพุทธะในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น เหมาะ สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ฝึกฝนจนเข้าถึงวิชชาแห่งพุทธะ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างสุขภาวะ ที่ดีของตน ทั้งในด้านสุขภาพกาย ใจ มิตรสหายที่ดี สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี และช่วยเหลือเกื้อกูล มนุษยชาติให้มีสุขภาวะที่ดีไปพร้อม ๆ กัน ด้วยสภาวะจิตที่ดีงามและผาสุกอย่างยั่งยืน ซึ่งผู้ใช้ การแพทย์ วิถีพุทธ ที่มี ความ ศรัทธา ต่อหลักการแพทย์ วิถีพุทธ เมื่อ ได้ ปฏิบัติตา ม และได้ พบ เห็นว่า ตน เองมีความผาสุ ก ขึ้นได้จริง จากการได้ปฏิบัติตาม กระบวนการสร้างจิตอาสาแพทย์ วิถีพุทธเพื่อมวล มนุษยชาติ จากการฟังสิ่ง ที่ ผู้วิจัยได้ เพียร นำเสนอ ผ่านการบรรยายของผู้วิจัย การอ่านจากการเขียนหนังสือ วารสารแผ่นพับ ที่เป็น สื่อสิ่งพิมพ์ ต่าง ๆ และ การดูภาพและฟังเสียงจาก สื่อออนไลน์ ในรูปแบบ ต่าง ๆ ( เช่น ยูทูป เอ็มพีสาม ซีดีและดีวีดี เฟสบุ๊คและไลน์ เป็ นต้น ) พร้อมกับการได้ร่วมบำเพ็ญบุญกุศ ล ช่วยเหลือมวลมนุษยชาติในที่ต่าง ๆ ตลอดระยะเวลา 20 ปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2538 ถึง พ.ศ. 2558 จึงได้มาร่วมปฏิบัติพัฒนาฝึกฝนตน เพื่อก้าวสู่ความเป็นพุทธะ ด้วยการปฏิบัติอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จนเกิดจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ เพิ่มมาก ขึ้นในที่ต่าง ๆ ทั่วประเ

อ่านต่อ

ทศและต่างประเทศ จนเกิดเป็นเครือข่ายจิตอาสาแพทย์วิถี พุทธ แห่งประเทศไทย และจิตอาสาแพทย์วิถี พุทธ เครือข่ายอเมริกา รวมถึงกระจาย อยู่ตามประเทศต่าง ๆ กว่า 10 ประเทศ ได้แก่ ลาว พม่า มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ จีน ใต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย แอฟริกา และแคนาดา เป็นต้น หนึ่งในยุทธศาสตร์หรือ นโยบายการแพทย์วิถีพุทธ คือ ยุทธศาสตร์ ผีเสื้อขยับปีก คือ จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ แต่ละคนที่อยู่ในแต่ละที่แต่แห่ง ติดต่อสื่อสารส่งสัญญาณให้กัน แล้ว ลง มือปฏิบัติ การดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ ที่ตน เอง และ ทำกิจกรรมช่วยเหลือมนุษยชาติ พร้อมกับทำการสื่อสารในกลุ่มและต่อสาธารณะทุกรูปแบบ เช่น จัด ค่ายอบรม สุขภาพ การแนะนำแบบ ปากต่อปาก หนังสือ วารสาร แผ่นพับ ดีวีดี วีซีดี เอ็มพี 3 โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ยูทูฟ เพสบุ๊ค ไลน์ เป็นต้น โดย ลงมือปฏิบัติสิ่งที่ดีงามดังกล่าว พร้อม ๆ กัน อย่างเต็มที่ตามความสามารถและองค์ประกอบของ แต่ละคน ซึ่งเป็นนโยบายที่ สัมพันธ์กับ ทฤษฎีไร้ระเบียบ ทฤษฎีไร้ระเบียบ มาจาก Chaos theory ซึ่งแปลเป็นไทยแล้วใช้ต่างกันหลายคำ อาทิ ทฤษฎีความโกลาหล ทฤษฎีความอลวน หรือบางทีก็เรียกทับศัพท์ว่า ทฤษฎีเคออส “ ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ ” มาจาก “B utterfly effect” ซึ่งศาสตราจารย์เอ็ดเวิร์ด ลอเร้นซ์ ( Edward Lorenz ) ค้นพบโดยบังเอิญ จากการเฝ้าดูตัวเลขการจำลองทางอุตุนิยมวิทยาที่ทีการปรับเปลี่ยนทุก 0.0000001 สร้างให้เกิดความคลาดเคลื่อนที่คาดไม่ถึง เขาค้นพบว่าความคลาดเคลื่อนเพียงน้อยนิดก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลทางอุตุนิยมวิทยา และในแต่ละครั้งผลลัพธ์ไม่เหมือนเดิมเลย เมื่อพล็อตกราฟออกมาจะเป็นรูปร่างคล้ายผีเสื้อ และเขานำไปอธิบายว่า แม้กระทั้งผีเสื้อตัวเล็ก ๆ กระพือปีกเบา ๆ ที่บราซิล อาจส่งผลกระเทือนถึงเท็กซัสได้ ซึ่งเป็นที่มาของวลีก้องโลก “ ผีเสื้อขยับ ปีกทำให้เกิดพายุ ” และต่อมามีคนขยายความว่า “ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ” ซึ่งขณะนั้น ยังไม่ได้ตั้งเป็นทฤษฎีอะไร ผู้ที่บัญญัติคำว่า Chaos theory คือ เจมส์ เอ ยอร์ค ( James A.Yorke ) ทฤษฎีเคออส อธิบายถึงปรากฏการณ์ในธรรมชาติที่ดูเหมือนสะเปสะปะไร้ระเบียบ แต่แท้จริงแล้ว มัน มีระเบียบของมันอยู่ภายในนั้น นัยยะเดียวกันเมื่อผีเสื้อแห่งธรรมขยับปีก หมายถึง บุคคลที่มีความดี งาม เริ่มทำสิ่งที่ดีงาม และสื่อสารไปตามช่องทางต่าง ๆ จะเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ที่มีจิตใจที่ดีงาม ขยับปีก ตาม คือ ทำความดีตามเหตุปัจจัยที่แต่ละคนจะพึงทำได้ และสื่อสารไปตามช่องทางต่าง ๆ เป็นการส่งสัญญาณต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ทำให้คนดีรับสัญญาณได้และทำความดีต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เป็นพายุแห่งความดีที่ช่วยพัดพาความทุกข์ความเดือดร้อน ออกจากชีวิตของมนุษยชาติ ชีวิตที่ พอเพียงเรียบง่าย ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่ดีงาม และจิตใจที่เป็นสุข ในมนาปทายีสูตร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะอุคคเทพบุตรด้วยพระคาถาความว่า ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ให้ของที่เลิศย ่อมได้ของที่เลิศ ผู้ให้ของที่ดี ย่อมได้ของที่ดี และผู้ให้ของที่ ประเสริฐย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ นรชนใดให้ของที่เลิศให้ของที่ดีและให้ของที่ประเสริฐ นรชน นั้น จะบังเกิด ณ ที่ใด ๆ ย่อมมีอายุยืนมียศดังนี้ ฯ ( องฺ.ปญฺจก. 22 / 44 ) และพระพุทธเจ้าตรัสความสำคัญของการแบ่งปัน ว่า “ ที่พึ่งของสัตว์ทั้งปวงยิ่งไปกว่าทานไม่มี ” ( ขุ.ชา. 28 / 1 , 073 ) โดยดำรงชีวิตอย่างประหยัดเรียบง่าย ดังในจัตตาริสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ 4 อย่างนี้ 4 อย่างเป็นไฉน ดูกรภิกษ ุทั้งหลาย บรรดาจีวร ผ้าบังสุกุล น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ บรรดาโภชนะ คำข้าวที่ได้ด้วยปลีแข้ง น้อย หาได้ง่ายและ ไม่มีโทษ บรรดาเสนาสนะ โคนไม้ น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ บรรดาเภสัช มูตรเน่า น้อย หาได้ ง่ายและไม่มีโทษ ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ของภิกษุซึ่งเป็นผู้สันโดษ ด้วยปัจจัยที่น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ ว่าเป็นองค์แห่งความเป็นสมณะฯ ความคับแค้นแห่งจิต ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สันโดษ ด้วยปัจจัยน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ เพราะปรารภเสนาสนะ จีวรปานะและ โภชนะ ทิศของเธอชื่อว่าไม่กระทบกระเทือน ภิกษุผู้สันโดษ ไม่ประมาทยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้ ซึ่งธรรม อันสมควรแก่ธรรมที่พระตถาคตตรัสบอกแล้วแก่เธอ ( ขุ.สุ. 25/281 ) การดำรงชีวิตอย่างพอเพียงเรียบง่ายและแบ่งปันเกื้อกูลกันนั้น สอดคล้องกับพระราชดำรัส ในหลวงว่า “ เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำก็แนะนำได้ ต้องทำแบบ “ คนจน ” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวยเรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้า อย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอย หลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหาร แบบเรียกว่าแบบ “ คนจน ” แบบไม่ติดกับตำรา มากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากันก็จะอยู่ได้ตลอดไป คนที่ทำงานตามวิชาการ จะต้อง ดูตำรา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้น เขาบอก “ อนาคตยังมี ” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา ปิดตำราแล้ว ไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง แต่ถ้าเราใช้ ตำราแบบ “ คนจน ” ใช้ความอะลุ่มอล่วย กัน ตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้าเรื่อย ๆ ” ( พระราชดำรัส 8 สิงหาคม 2534 ) จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าและในหลวง ทรงพบว่า การแก้ปัญหาหรือพัฒนาที่ก้าวหน้าที่สุด นั้น ต้องกระทำอย่างประหยัดที่สุดคือใช้เงินหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้น้อยที่สุด ( ทำแบบ คนจน ) แต่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีเมตตา คือ ปรารถนาดีแบ่งปันเกื้อกูลช่วยเหลือกัน จะนำประโยชน์สุขสูงสุด มาสู่ตนเองและผู้อื่น ผู้ วิจัย พบว่า ทุกวันนี้การบริการสุขภาพโดยส่วนใหญ่กลายเป็น “ ธุรกิจ” ที่ผู้ใช้บริการ ส่วนใหญ่จะเดือดร้อน เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพ จึงสร้างยุทธศาสตร์ใน การช่วยเหลือแก้ไขความเดือดร้อน ด้วยการพัฒนาจิตวิญญาณของผู้ให้บริการสุขภาพให้เป็นนักเสียสละ เปลี่ยนจากการทำ “ ธุรกิจ” บนความเดือดร้อนของประชาชน ให้เป็น “ ธุรบุญ” คือ แบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ผู้ให้ก็ได้บุญกุศล ส่วนผู้รับการแบ่งปันก็ได้ความผาสุก แล้วเกิดจิตวิญญาณที่ต้องการเกื้อกูลผู้อื่นต่อไป ทำให้มนุษยชาติมีที่พึ่งและได้คนซื่อสัตย์เสียสละ มาเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ ผู้ใช้การแพทย์ วิถีพุทธ ที่มีความศรัทธาต่อหลัก การแพทย์ วิถีพุทธ เมื่อได้ฟังสัจ ธรรมที่สื่อ โดยผู้วิจัยว่า ผู้ที่ถึงสัจจะว่าชีวิตจะมั่นคงผาสุกได้อย่างไร จึงเลือกที่จะจนอย่างขยัน ทำภาระหน้าที่การ งานที่มีคุณค่าประโยชน์สุดฝีมือ โดยทำในขีดที่หนักเหนื่อยอย่างพอดีที่จะไม่เบียดเบียนไม่ทรมานตน ได้ ผลผลิต เท่าไหร่ ก็ ฝึกกินน้อยใช้น้อย ที่สุดเท่าที่ พอดีแข็งแรง ที่สุด ไม่ใช้ในสิ่งที่เป็นภัยและ สิ่งที่ ไม่จำเป็น แต่ใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และ สิ่งที่ จำเป็นเท่านั้น อะไรที่จำเป็นที่เราพึ่งตนเองได้ ทำเองได้ก็ทำเอง ส่วนที่ต้องเก็บไว้ก็เก็บ ไว้แต่น้อยที่สุด เท่าที่พอดีที่จะดำเนินกิจกรรมการงาน ไปได้ โดยไม่ลำบากไม่ฝืดเคืองเกินไป ไม่เบียดเบียนไม่ทรมานตน คือไม่ขาดแคลนและไม่มาก เกิน จนเป็นภาระเป็นภัย ที่เหลือสละออกไปฝากไว้เป็นธนาคารบุญกุศล ผู้ที่เข้าใจและเชื่อมั่นในสัจธรรมดังกล่าว ก็จะมาร่วมเสียสละบำเพ็ญบุญ กุศล กับทีมแพทย์ วิถีพุทธ เป็นหนึ่งในผีเสื้อ แห่งความดีงาม ที่ร่วม ขยับปีก ขับเคลื่อนเกื้อกูลมนุษยชาติไป พร้อม ๆ กับการสร้างความเป็นพุทธะในตน ด้วย การปรับสมดุลร้อนเย็น ละบาป บำเพ็ญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสหายดี สร้าง สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้ วิจัยได้ ใช้ยุทธศาสตร์จัดทำ “ คำคมเพชรจากใจเพชร ” เพื่อเสริมกำลังใจและพัฒนาความดีงามในจิตวิญญาณให้กับจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ ผู้เข้าค่ายสุขภาพ และผู้สนใจทั่วไป เพื่อพัฒนาความเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ให้กับทุกจิตวิญญาณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 253 8 จนถึงปัจจุบัน คือ ปี พ.ศ. 2558 โดยได้สรุป เนื้อหา ข อง “คำคมเพชรจากใจเพชร” ตาม ลำดับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 25 38 ถึง พ.ศ. 2558 รวมจำนวน 8 2 3 สำนวน ดังที่ จะได้นำเสนอบางส่วนในบทนี้ และ บันทึก บางส่วน ใน ภาคผนวก ฑ . “ คำคมเพชรจากใจเพชร ” ที่ได้แนบมาพร้อมนี้ คำคมเพชรจากใจเพชร “คำคม” “สำนวน” และ “คำสอน” ตามแนวทางแพทย์วิถีพุทธ มีความสำคัญ คือ เป็น ถ้อยคํา เนื้อหาสาระ ที่หลักแหลม เฉียบคม ชวนให้คิด มีพลังในการกระทบกระแทกกระเทือน ทะลุทะลวงจิตวิญญาณให้ตื่นรู้ ในการกำจัดทุกข์กำจัดชั่ว สร้างดีสร้างประโยชน์สุขที่แท้จริงอย่างยั่งยืน “ คำคมเพชรจากใจเพชร ” เป็น “คำคม ” หรือ “ สำนวน ” หรือ “ คำสอน” ที่ จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธได้รวบรวมจากที่ ผู้วิจัยได้ถ่ายทอดและสื่อให้กับ จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ ผู้เข้าค่ายสุขภาพ ตาม หลักการแพทย์วิถี พุทธ และผู้สนใจทั่วไป ในการ บรรยายอบรมในค่าย อบรม สุขภาพแพทย์วิถี พุทธ ค่าย แฟนพันธุ์แท้แพทย์วิถี พุทธ ค่ายพระไตรปิฎกแพทย์วิถี พุทธ การประชุมกิจกรรม การงานของเครือข่ายแพทย์วิถี พุทธ และ การประชุมกิจกรรมการงานต่าง ๆ ทั้งการ ประชุม เตรียมงาน ก่อนและหลังเสร็จการทำ กิจกรรม งาน ที่เรียก “การประชุมเตวิชโช” การปรึกษาหารือกิจกรรมการ งาน ในโอกาสต่าง ๆ การพูดคุยสื่อสาร ในทุกช่องทาง แบบ ป ากต่อปาก หนังสือ วารสาร แผ่นพั บ ดีวี ดี วีซีดี เอ็มพี 3 โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ยูทูฟ เพสบุ๊ค ไลน์ เป็น ต้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 25 38 - 2558 เพื่อใช้พัฒนาจิตวิญญาณความเป็นพุทธะ ของจิตอาสา ซึ่งเก็บรวบรวมโดยจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ ดังนี้ “ บททบทวนธรรม เพื่อการสร้าง จิตวิญญาณที่ผาสุกที่สุดในโลก ” ( ใจเพชร กล้าจน 27 มกราคม 2558 ) เรื่องการเข้าใจผิดของเรากับผู้อื่น เราต้องระลึกรู้ว่า มันคือวิบากกรรมเขา วิบากกรรมเรา แก้ไขได้ด้วยการทำดีไม่มีถือสาไปเรื่อย ๆ แล้ววันใดวันหนึ่งข้างหน้า ในชาตินี้หรือชาติหน้าหรือชาติอื่น ๆ สืบไป ความเข้าใจผิดนั้นก็จะหมดไปเอง เราต้องรู้ว่าแต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน เราจึงควรประมาณการกระทำให้เหมาะสมกับฐานจิตของเรา และฐานจิตของผู้อื่น “ คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อน ” ดีที่สุด การกระทำเดียวกัน มีเหตุผลในการกระทำกว่าล้านเหตุผล ต้องระวัง “ อคติหรือ ความเข้าใจผิด จากการคาดเดาที่ผิดของเรา ” สิ่งที่เราได้รั บ คือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่น แสดงว่าเรายังไม่เข้าใจตนเอง เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เพราะเราเคยทำ เช่นนั้นมามากกว่านั้น เมื่อได้รับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เท่าที่จะพึงทำได้ ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น เราทำดีด้วยการช่วยไม่ให้คนอื่นทำผิดได้ “ ก็ช่วย ” แล้ว “ วาง ” ให้เป็นไปตามวิบากดี ของเขา “ ช่วยไม่ได้ ” ก็ “ วาง ” ให้เป็นไปตามวิบากร้ายของเขา เมื่อเขาเห็นทุกข์จนเกินทน จึง จะเห็น ธรรม แล้วจ ะ ปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุกข์ สิ่ง ที่มองไม่เห็น ที่ทำหน้าที่สร้างสิ่งที่มองเห็น และสิ่งที่เป็นอยู่ทุกอย่างในชีวิต ของคน คือ พลังวิบากดีร้ายที่เกิดจากการกระทำทางกาย หรือวาจาหรือใจของผู้นั้น ในอดีตชาติและชาต ิ นี้สังเคราะห์กันอย่างละหนึ่งส่วน เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา โลกนี้ไม่มีใครผิดต่อเรา เราเท่านั้นที่ผิดต่อเรา คนอื่นที่ทำ ไม่ดีนั้น เขาผิดต่อตัวเขาเองเท่านั้น และเ ขาก็ต้องได้รับวิบากร้ายนั้นเอง เขาจึงไม่ได้ผิดต่อเรา แต่เขา นั้นผิด ต่อตัวเขาเอง ถ้าเรายังเห็นว่าคนที่ทำไม่ดีกับเรา เป็นคนผิดต่อเรา แสดงว่าเรานั่นแหล่ะผิด อย่าโทษใครในโลกใบนี้ ผู้ใดที่โทษผู้อื่นว่าผิดต่อตัวเรา จะไม่มีทางบรรลุธรรม นี่คือคนที่ไม่ยอมรับความจริง เพราะไม่เข้าใจเรื่อง “ กรรม ” อย่างแจ่มแจ้งว่า “ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนได้รับ ล้วนเกิดจากการ กระทำของตนเองเท่านั้น เมื่อรับผลดีร้ายจากการกระทำแล้ว ผลนั้นก็จบดับไป และสุดท้าย เมื่อปรินิพพาน ทุกคนก็ต้องสูญจากทั้งดีและร้ายไป ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใคร เพราะสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้อง ดับไป จึงไม่ต้องยึด มั่นถือมั่น ไม่ต้องทุกข์กับอะไร ” การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า ที่ทำให้ได้ฝึกล้า งกิเลส คือ ความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา และ ทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา ถ้าใครมีปัญหาหรือความเจ็บป่วยในชีวิต ให้ทำความดี 4 อย่างนี้ ด้วยความยินดี จะช่วยให้ปัญหาหรือความเจ็บป่วย ลดลงได้เร็ว สำนึกผิด หรือ ยอมรับผิด ขอโทษ หรือขออโหสิกรรม ตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดีอันนั้น ตั้งจิต ทำ ความดีให้มาก ๆ คือ ลดกิเลสให้มาก ๆ เกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มาก ๆ หลักการทำดีอย่างมีสุข 6 ข้อ รู้ว่าอะไรดีที่สุด ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด ลงมือทำให้ดีที่สุด ยินดีเมื่อได้ทำให้ดีที่สุดแล้ว ไม่ติดไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ดีที่สุด นั่นแหล่ะคือสิ่งที่ดีที่สุด ทำดีให้มาก ๆ เพื่อจะให้ดีชิงออกฤทธิ์แทนร้าย ที่เราเคยพลาดทำมาในชาตินี้หรือชาติก่อน ๆ จะไ ด้มีดีไว้ใช้ในปัจจุบันและอนาคต ในชาตินี้และชาติอื่น ๆ สืบไป ยึดอาศัย “ ดี ” ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง ” “ นั้นดี ” แต่ยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องเกิด “ ดี ” ดั่งใจหมาย ทั้ง ๆ ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ เวลานั้น “ ไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริง ” “ นั้นไม่ดี ” จงทำดีเต็มที่ เหนื่อยเต็มที่ สุขเต็มที่ ไม่มีอะไรคาใจ ไม่เอาอะไร คือสุดยอดแห่ง “ ความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส ” วาทะแห่งปี เย่ เย่ เย่ !!! ดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ (วิบากหมด กิเลสตาย กุศลได้) แย่ แย่ แย่ !!! ซวยแน่เรา เอาแต่ ใจ (วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล) เย่ เย่ เย่ !!! ไม่หวั่นไหว ใจเป็นสุข หาก ผู้ใด ได้พยายามทบทวนธรรม อย่างเข้าใจความหมายเนื้อหาสาระ ให้ได้ทุกวัน พิจารณาทบทวนซ้ำ ๆ จากคำเดิม ๆ ทบทวนทุก ๆ วัน แล้วจะพบกับปาฎิหาริย์ คือ ผู้ทบทวนธรรมจะมีปัญญามากขึ้นทุกวัน ๆ มากขึ้น กว่าภาษาที่เราทบทวน จะมีญาณปัญญามากขึ้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งใน วันใดที่ ผู้ใด ทุกข์ ด้วยอะไร ก็แล้วแต่ ธรรม ะ นี ้ คือปัญญาดับทุกข์ นี ้ คือคาถาดับทุกข์ วันใดที่ทุกข์ การได้ทบทวนธรรม โดย พยายาม ทำความเข้าใจ ความหมายที่ถูกต้องใน บททบทวน ธรรม นี้ ให้ เข้าไป ในจิต ทบทวนหัวข้อแล้ว พยายามทำความเข้าใจว่าหมายถึงอะไร มีเนื้อหาอย่างไร การทบทวนทั้งหมดนี้ซ้ำ ๆ จะ สามารถทำลายกิเลสความติดยึดที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ได้ นี่คือ ปัญญาที่ใช้ในการพัฒนาจิต วิญญาณของจิต อาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ ปัญญา ในพุทธธรรม หมายถึง ความรู้ทั่ว ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล ความรู้เข้าใจชัดเจน ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการให้ลุผล ล่วงพ้นปัญหา ความรอบรู้ในสังขารมองเห็นตามเป็นจริง พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนฉลาดกล่าวว่า ปัญญาแลประเสริฐสูงสุด ( ขุ.ชา. 27 / 2468) โอวาทปาฏิโมกข์เป็นหลักคำสอนสำคัญของ พระพุทธศาสนา หรือคำสอนอันเป็นหัวใจสำคัญ ของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ 3 คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ 1,250 รูป ที่ ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันมาฆบูชา ได้แก่ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ธรรมทั้ง 3 อย่างนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ( ที.ม. 10 / 54) ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวความที่กรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนา ที่บุคคลทำแล้ว สะสม แล้วจะสิ้นสุดไป เพราะมิได้เสวยผล แต่กรรมนั้นแล จะให้ผลในทิฏฐธรรมเทียว หรือในภพถัดไป หรือในภพอื่นสืบ ๆ ไป (อภิ.ก. 37/1698 ) กรรมชั่วอันบุคคลทำด้วยตนเอง แล้ว จัก เศร้าหมองด้วยตนเอง กรรมชั่วอันบุคคล ไม่ทำด้วยตนเองแล้ว ย่อมบริสุทธิ์ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์ เฉพาะตน ผู้อื่นจะช่วยชำระผู้อื่นให้บริสุทธิ์หาได้ไม่ (ขุ.จู. 30/219 ) ในหลวงตรัสว่า “แม้ปัจจุบันโลกเราจะวิวัฒนาการก้าวหน้าไปเพียงใดก็ตาม แต่ปัญหาต่าง ๆ ก็มิได้เปลี่ยนแปลง ไ ป เพียงแต่มีตัวอย่างทั้งดีและไม่ดีปรากฏ ให้เห็นเด่นชัดมากกว่าแต่ก่อน ดังนั้นบุคคลผู้สามารถประคับประคองตนให้อยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข จึงต้องมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ที่จะ ยึดมั่นปฏิบัติมั่นตามแบบอย่างที่พิจารณารู้ชัดด้วยปัญญาแล้วว่าเป็นทาง แห่งความดี ความเจริญ ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้มัวเมา หลงผิดไปในทางเสื่อมเสีย พร้อมกันนั้นก็ต้องมีสติกำกับอยู่ตลอดเวลาที่จะไม่ให้ประพฤติ ปฏิบัติผิดพลาด ด้วยความประมาทพลั้งเผลอ เหตุนี้การแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม นอกจากจะมุ่งสงเคราะห์ทางด้านฐานะความเป็นอยู่แล้ว จึงควรได้พัฒนาบุคคลเป็นข้อใหญ่ด้วย เพราะถ้าบุคคล ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคม มีความเข้มแข็ง และมีสติปัญญาที่จะพิจารณาเลือกเฟ้นสิ่งที่ควรและไม่ควรปฏิบัติ ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม ก็จะบรรเทา ลง และสังคมส่วนรวมย่อมจะมีโอกาสพัฒนาให้ก้าวหน้าได้โดยไม่ยากนัก” ( พระราชดำรัส วันที่ 25 เมษายน 2539 ) “ ความสุขความเจริญอันแท้จริงอันควรหวังนั้น เกิดขึ้นได้จากการกระทำและการประพฤติ ที่เป็นธรรม มีลักษณะสร้างสรรค์ คืออำนวยผลที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตัว แก่ผู้อื่น ตลอดถึงประเทศชาติโดยส่วนรวมด้วย” ( พระบรมราโชวาท วันที่ 12 กรกฎาคม 2518 ) จากคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์และปรัชญาเศรฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ดังข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่า การจะสร้างสังคมประเทศชาติให้เจริญเป็นอยู่ผาสุกด้วยกันทุกฝ่ายนั้น การพัฒนาจิตวิญญาณให้ ดีงามและ ผาสุกที่สุดในโลก จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนในโลกจะต้องเรียนรู้และได้พัฒนาตนเป็นอันดับแรก การพิจารณาตามหลัก “ทบทวนธรรม เพื่อการพัฒนาจิตวิญญาณเพื่อความผาสุกที่สุดในโลก ” เป็นผลจากจากการปฏิบัติธรรมของผู้วิจัย ตลอดระยะเวลา 20 ปี อย่างรู้เพียรรู้พัก ทำให้ได้ “บททบทวนธรรม เพื่อการพัฒนา จิตวิญญาณที่ผาสุกที่สุดในโลก” ที่แสดงได้ชัดเจนกับทุกกรรมกิริยาอาการทางกายวาจาใจในทุก ๆ คำ ทุก ๆ ประโยค ที่ได้ สื่อออกมาในบททบทวนธรรม ให้มีการกระทำที่สมบูรณ์ได้ตั้งแต่กายวาใจไปจนถึงใจในระดับจิตวิญญาณที่เป็นพลังชีวิตที่ละเอียดที่สุด เป็นสิ่งที่ผู้วิจัยได้ถ่ายทอดให้กับหมู่กลุ่มจิตอาสา แพทย ์ วิถีพุทธ ได้นำไปใช้ในการพัฒนาฝึกฝนต่อยอดสู่ความเป็นพุทธะ เป็นจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธของแต่ละท่าน รวมถึงการได้นำไปใช้เผยแพร่เกื้อกูลประโยชน์ให้กับประชาชนผู้สนใจทั่วไป หาก ถ้าใครทำได้ถึงจิตอย่างเข้าใจแตกฉาน ในทุกคำทุกประโยค ใน เรื่องกรรม ทั้ง ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อย่างแจ่มแจ้งถึงระดับ “ ปฏิจจสมุปบาท ” ( การอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ความ เป็นเหตุปัจจัยสืบเนื่องกันเป็นไป ตามลำดับ ) ของ กรรมดี กรรมชั่ว ที่สั่งสมเป็นพลังสร้างผล คือ วิบากดี วิบากชั่ว จน เข้าใจ อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่าตัวปีศาจร้าย ( กิเลส มาร ) ทั้งของเราทั้งของผู้อื่น มันทำอะไรมาบ้าง จึงทำ ให้เกิดปัญหานั้น ๆ และ เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า ในขณะที่มีสติจับอาการและ ความคิด ของปีศาจ ( กิเลส มาร ) โลภโกรธหลงตัวนั้น ๆ ได้ การพิจารณาโทษของปีศาจ ( กิเลส มาร ) ร้าย ตัวนั้น ประโยชน์ของการไม่มีปีศาจ ( กิเลส มาร ) ร้าย ตัวนั้น พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีกให้มาก ๆ จะ เกิดเป็น ญาณที่สร้าง พลังฌาณที่ ทำลาย ปีศาจ ( กิเลส มาร ) ร้าย ตัวนั้น ได้ เป็นการ สร้างพลังแห่ง พุทธะขึ้นมาในชีวิต เป็นธรรมะแห่งพุทธะที่มี คุณค่ามหาศาลยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ ผู้นั้น ธรรมะดังกล่าว จะเข้าไปเติมพลังในจิตวิญญาณของ ผู้นั้น แทนปีศาจร้าย ธรรมะจะ เข้าไปคุ้มครอง เข้าไป ดำเนินการ เข้าไปดูแลชีวิตของ ผู้นั้น ไม่ให้ปีศาจร้ายใด ๆ เข้าไป ทำร้าย หรือ ทำความเสียหาย ต่อ ชีวิตของ ผู้นั้น ได้ อีก ผู้นั้นก็จะ ไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุขกับปัญญาที่มากขึ้น ๆ เท่านั้น จึงเป็นความผาสุกที่สุดในโลก ตราบปรินิพพาน คำว่า “ทำดีให้ดีที่สุด” ลึกซึ้ง ในระดับต่าง ๆ มี “ ดีธรรมดา ” คือ “ ดีกุศล ” กับ ดีที่มีคุณค่าประเสริฐสูงสุด คือ “ ดีบุญ ” เรา ต้องทำ “ดีกุศล” ทำเต็มที่ เท่า ที่เราทำได้ และ “ดีบุญ” ก็ทำสุดหัวใจ ดีบุญ คือ ดีทำลาย ปีศาจกิเลสเหตุแห่ง ทุกข์ ในตน ส่วนดีกุศลคือการช่วยเหลือผู้อื่น ทำดีให้ดีที่สุด ทำดีให้มาก ๆ ทำดีเต็มที่ คนที่ทำดีเต็มที่ ที่สมบูรณ์ มีสองมิติ ซึ่งสามารถทำให้เกิดขึ้นในเวลา เดียวกัน ได้ คือพยายาม ทำ ให้ดีที่สุด ทั้งบุญทั้งกุศล ได้แก่ ชีวิตเรากินน้อยใช้น้อยที่สุด เท่าที่พอดีที่สุด ทำไปพร้อมกับทำลายกิเลสกาม ( ความติดยึดในการเสพ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ ที่เป็นภัย ) เรา ควร เสพแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แท้ แล้วที่เหลือก็ทำประโยชน์ให้กับโลก ให้ได้มาก ที่สุด ด้วยความมุ่งมั่น จริงใจสุขใจ ทำไปพร้อม ๆ กับทำลายกิเลสอัตตา ( การเสพความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าดีเกิดดังใจหมายจะเป็นสุข แต่ถ้าดีไม่เกิดดังใจหมายจะเป็นทุกข์ ) ถ้าทำลายกิเลสอัตตาได้จะเกิด สภาพ คือ ถ้าได้พยายามทำดีอย่างเต็มที่ในขีดที่ไม่เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่นแล้ว ดีจะเกิดหรือไม่เกิดดังใจ หมาย ใจก็เป็นสุขได้ ทำดีเต็มที่เป็นอย่างนี้ ดีทั้งต่อตนเองต่อผู้อื่นวินาทีเดียวกันเลย การทำดีแท้ คือ การ กินน้อยใช้น้อยที่สุด แต่ ทำประโยชน์ให้กับโลกสูงที่สุด ด้วยใจที่เป็น สุข กินน้อยใช้น้อยที่สุดที่เข้าหลักพระพุทธเจ้า คือ กินวันละมื้อ ไม่มากไป ไม่น้อยไป มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี “ทรมาน” ต้องให้ พอดีที่สุดที่จะแข็งแรงที่สุด ทำดีเต็มที่เลย ( ส่วนท่านที่กินวันละมื้อ ยังไม่ได้ ก็ลดมากินน้อยมื้อที่สุดเท่าที่พอดีสบายและกำลังเต็มที่สุด ) ใช้สิ่งต่าง ๆ เพื่อตนให้น้อย ที่สุดในขีดที่มีศักยภาพสูงสุด ที่เหลือก็ เป็น ประโยชน์โลก มีประโยชน์อะไรช่วยเต็มที่สุดหัวใจเลย เหนื่อย เต็มที่เลย เหนื่อยนี่ก็อยู่ในขีดที่ไม่ทรมานตัวเองเกินไป “ตั้งตนอยู่ในความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง” ทำ เต็มที่ให้หนัก ให้เหนื่อย แต่อย่าให้ป่วย อย่าให้ทรมานตัวเองเกินไป นั้น จะเป็นจุด ที่ แกร่ง และมีคุณค่าสูง สุดของคน “ สุขเต็มที่ ” อิทธิบาท ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หนึ่งในองค์ของโพธิปักขิยธรรมที่ เป็น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน