660401 พ่อครูพบศิษย์เก่าที่มาช่วยจัดค่าย ยอส .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข1 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

พ่อครูพบศิษย์เก่าที่มาช่วยจัดค่าย ยอส. 1 เมษายน 2566 https://www.boonniyom.net/53003.html

ศิษย์เก่าถามว่า... ทำอย่างไร จะมีมานะในการทำงานในการทำความดีให้สำเร็จได้

พ่อครูว่า... ทำอย่างไรจะมีกระจิตกระใจที่จะทำงาน ก็ให้ไปอ่านที่เขียนไว้ตรงต้นไม้ข้างล่าง... “เกิดมาเป็นคนไม่ทำงาน ก็เดรัจฉานธรรมดา” ก็เป็นเดรัจฉานไปเถิด ถ้าทำงานก็เป็นคน วัวควายมันยังได้ทำงานเลย คนยังเอามันมาทำงานเป็นประโยชน์คุณค่าได้เลย

เป็นคนจะต้องให้คนมาจูงมาดึง เหมือนวัวเหมือนควายแล้วจึงจะทำงานได้หรือ? ตัวเองไม่มีสำนึก ตัวเองคุ้ยตัวเอง เขี่ยตัวเอง ดันตัวเองออกมาทำงานไม่ได้หรือ?

ทีนี้ทำงาน เมื่อกี้ว่า ทำงานอย่างไรจะเป็นความดี ก็ต้องมีภูมิปัญญาเลือกเฟ้น เราเรียนมาถึงโลกุตรธรรม

ปุถุชน กัลยาณชน อาริยชน ก็สอนมาหมดแล้ว ในโลกเขาปุถุชนเขาก็พยายามเป็นคนดีให้ได้ ดีอย่างกัลยาณชนโลกียะ ก็ต้องเป็น ดีตามสมมุติ สังคมไหนกลุ่มไหนเขาสมมุติว่าดีเราก็ต้องดีให้ได้อย่างเขาว่า ส่วนอาริยชนมันเลยความดี มันไปรู้จัก จิตเจตสิกรูปนิพพาน ไปรู้กิเลสแล้วลดสุขลดทุกข์

ดีด้วย แล้วก็สูงสุด สุขอย่างวูปสโมสุข สุขอย่างไม่เบียดเบียนใคร ละเอียดกว่านั้นก็เป็นความไม่สุขไม่ทุกข์ อทุกขมสุข เป็นปรมังสุขัง เป็นสุขที่สูงสุดกว่าสุขใดๆ กลางๆเฉยๆ ก็รู้ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทั้งนั้น

ก็อยู่ที่ไตรลักษณ์ทั้งนั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หลวงปู่นี่ก็มีวิบาก ทุกวันนี้จะว่ามันทุกข์ไหม ก็ทุกข์ไอ ห้ามมันก็ไม่ได้ จะต้องทุกข์เป็นวิบากของเรา มันหลีกมันเลี่ยงมันพ้นไม่ได้ มันก็เป็น

ประเด็นทำงานกับทำดี สูงกว่าดีเราก็มี จะต้องทำจิตในจิตทำใจในใจของเราด้วย ยึดมั่นถืออะไร เราทำได้ก็สบาย

ไอ้ความสุขกับความเหนือความสุขความทุกข์ มันก็ใกล้ๆกัน

อ่านต่อ

ถ้าหยาบ มันก็ไม่ใกล้ หยาบมันปรุงแต่จี๋จ๋ามันดีอร่อยดีแรงดี สุขสุขสุดยอดก็ว่าไป แต่ยอดของสุขคือปรมังสุขัง ยอดนิพพาน ไม่มีสุขไม่มีทุกข์นี่มันไม่มีภาษาเรียก แต่ยืมมาใช้เรียกเท่านั้นเอง คือมันสุดดีแล้ว เป็นอาการอารมณ์ของจิต เป็นเวทนาเป็นอารมณ์ที่ดี

ผู้ที่เป็นอรหันต์ขึ้นไปก็จะมีอารมณ์ที่ดีอย่างนั้น อย่างหลวงปู่ ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรก็เบิกบานร่าเริง เป็นพุทธะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ใครจะเศร้าจะโศกจะเสียใจจะเหงาเศร้าสร้อยอะไร มันโง่ทั้งนั้น

มันจะเศร้าจะสร้อยจะโศกจะซึมอะไร มันเป็นใจเราทำเองนะ ยึดเอง แล้วเป็นเอง โง่เอง ก็ทำใจเราให้เบิกบาน จะต้องให้มันเสียใจ เสียไปทำไม น้อยใจ โธ่เอ๋ย เท่ากับหมาน้อยตัวนึง อย่างนี้เป็นต้น

ก็รู้อาการใจแล้วทำใจเราให้เบิกบาน มันไม่เห็นจะเสียหายอะไร การทำใจให้เบิกบาน แต่หากไปทำใจให้โง่ๆ เศร้าบ้าง เสียใจบ้าง น้อยใจบ้าง ใจดุเดือดวุ่นวาย เอา จบแล้ว

เอาละ ทำวิถีชีวิตแต่ละคนไปให้ดีก็แล้วกัน อะไรรู้สึกว่าดี รู้แล้วก็เลือกเอาตามจริต ตามความพอเหมาะของแต่ละคน จริงๆก็พอรู้ พอมีปฏิภาณพอฉลาดรู้ ว่าอะไรมันไม่ค่อยเข้าท่ามันไม่ดีก็อย่าไปทำมัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งที่ไม่มี แม้น้อย อย่าทำเสียเลย ก็ง่ายๆ

ศิษย์เก่าว่า... ทำยากค่ะ

พ่อครูว่า... อะไร แล้วไปทำชั่วง่ายอย่างนั้นหรือ ปัดโธ่เอ๋ย ศิษย์เก่าว่า..หมายถึงว่า เหมือนเรารู้ว่า แนวทางที่ดีเป็นอย่างไร แต่บางทีมันทำยาก มันฝึกฝืนใจยากมาก

พ่อครูว่า... ก็ต้องฝืนเอาสิ ไม่ฝืนได้ไง ก็ต้องรู้ด้วยปัญญา ถ้าปัญญามันมีพลังมันก็ฝืนน้อยลงๆ จนกระทั่งไม่ต้องฝืน ปัญญารู้ว่าอันนี้ไม่ดีก็ไม่ทำ มันจะชัดเจนเลยอันนี้ไม่ดีไม่ทำ ดีไม่ดี ตายก็ไม่ทำ เพราะมันไม่ดี เป็นตายอย่างไรก็ไม่ทำ มันไม่ดีก็ไม่ทำเด็ดขาด มันมีพลังของจิต พลังปัญญามันสูง รู้ว่าไม่ดีมันไม่ทำ ไปทำมันทำไม

มันดีก็ทำ ก็มันง่ายๆ ดีกับไม่ดี แล้วไปทำทำไมไม่ดี ทำเมื่อไหร่ก็ไอ้โง่ บอกมัน อย่าไปทำ เป็นคนโง่อยู่นั่นนะไปทำไม่ดี ก็ทำสิ่งที่ดี

มันต้องสำนึกอย่างนี้ สำนึกแล้วก็ มันก็จะฉลาดขึ้น เมื่อเราคิดจะทำสิ่งไม่ดี เสร็จแล้วเราก็ได้สำนึก เราหยุดได้ ผ่านไป เชื่อว่าไม่ตาย คนที่ไม่ทำไม่ดีนี่นะ รู้ว่าไม่ดีแล้วไม่ทำนี่นะ มันจะอยากทำ แล้วฝืนได้ปั๊บไม่ทำ ไม่เห็นตายสักคน เจริญดีด้วย จริง ไม่เชื่อลองทำดู ทำให้ได้อย่างหลวงปู่ว่านี่

............................................. “คน ถ้าไม่ทำงานก็เดรัจฉานธรรมดา” ...โศลกพ่อครูให้ไว้ ปี 2564

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน