660317 GDPแบบพุทธที่ต่างจากนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยม พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
660317 GDPแบบพุทธที่ต่างจากนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยม พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53009.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1bIyQ516KXEzOCOx6-bmkfHCERYXTDRS4/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1c5SJSimW9-JDTDUfQa4VaK0b07vo-GcH/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/JKXGHNeWtQY และ https://fb.watch/jk87bdx-Rn/
สมณะเดินดิน... วันนี้วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 14 ค่ำเดือน 4 ปีเถาะ อาตมาก็แว๊บไปถึงงานปลุกเสก ซึ่งอยู่ต้นเดือนเมษายนในวันที่ 5 สรุปแล้วเหลืออีกไม่ถึง 20 วัน เราจะเข้างานแล้ว แต่ก็ดี ในงานพุทธาภิเษกที่ผ่านมา เหมือนเป็นการสัมมนาภายในของพวกเรา มีอะไรที่จะทำให้พวกเราสมบูรณ์ หน่วยงานองค์กรอะไรที่ต้องแก้ไขทำให้เกิดการพัฒนาขึ้น ก็ได้เอาเรื่องราวต่างๆนาๆขึ้นมารวบรวมเรียบเรียง ก็มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านด้วยกัน เรื่องหนึ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องที่ฟังแล้วก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า เป็นเรื่องที่ชาวอโศกจะต้องยกมาตรฐานการผลิต ฐานผลิต ฐานแปรรูปต่างๆนานา ต้องทำให้เข้ามาตรฐานสากลมากขึ้น เราก็จะต้องให้ความร่วมมือกับทาง อ.ย. ซึ่งเขาก็ให้ความช่วยเหลือเราทุกอย่าง ส่งเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำโดยตรง ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เขาอยากให้เราเข้าสู่มาตรฐานสากล เพราะหมู่บ้านของเรามีคนมาศึกษาดูงาน น่าจะเป็นตัวอย่างให้ชุมชนและคนที่มาศึกษาดูงาน ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ของรัฐเขาด้วย พวกเราเองก็จะได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น รู้สึกทำแล้วมีแต่ดีไม่มีเสีย มีแต่เจริญก้าวหน้า ทางบ้านราชฯหลายอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลง ฐานงานที่อยู่กัน
อ่านต่อ
มานานก็ยอมเปลี่ยนแปลงปรับปรุง เหมือนกับคู้แขนเข้าเหยียดแขนออก คิดแค่ 2 นาทีก็ยอมเปลี่ยนแปลงแล้ว _ป๋องว่า...เป็นธุดงควัตรข้อที่ 12 จะอยู่ตรงไหนก็ได้แล้วแต่หมู่จะจัดให้ สมณะเดินดิน... พวกเราเป็นเหมือนสายธุดงค์ ธุดงค์พ่อครูบอกว่าไม่ใช่ต้องไปเดินในป่าในดง แต่อยู่ในบ้านในเมืองนี่แหละ เรามีข้อปฏิบัติที่เคร่งครัด เป็นต้นว่า เราไม่ใช้เงินใช้ทอง ฉันอาหารวันละ 1 มื้อพวกนี้ ยิ่งได้ข้อที่ทำงานตรงไหนก็ได้อยู่ตรงไหนก็ได้แล้วแต่หมู่จะจัดให้ เป็นธุดงควัตรข้อที่ 12 ใครทำได้ถือว่าเคร่งมาก เป็นความเจริญก้าวหน้าอย่างมากๆทีเดียว ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่พวกเราก็เป็นไปได้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เมื่อไปสันติอโศก พ่อครูไปเยี่ยมอุบาสิกาเย็นฟ้า (เดิมชื่ออภิญญา) อายุถึง 102 ปี ซึ่งก็น่าอัศจรรย์ จากคนที่ไม่ค่อยจะพูดกลับพูดได้เยอะเลยหรือเป็นเพราะพ่อครูไปเยี่ยมเลยเกิดพลังพิเศษ คนดูแลบอกว่า บางช่วงก็จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่วันนั้นก็ค่อยๆจำได้ จำท่านแสนดินได้ก่อน คุยไปคุยมาค่อยจำท่านติกขะได้ แต่ว่า ลูกเขาไม่ค่อยอยากให้ดูโทรทัศน์เลย เพราะดูโทรทัศน์แล้วเขาจะไม่นอนเลย เพราะใจจะพุ่งมาอยู่ที่บ้านราชอย่างเดียวเลย แม้อายุ 102 ปี แต่จิตวิญญาณก็พุ่งมาอยู่กับหมู่กลุ่ม พุ่งอยู่กับพ่อครู เห็นพลังวิญญาณที่มีแรง จนลูกคิดว่าการดูโทรทัศน์ บุญนิยมทีวีจะเป็นอุปสรรคต่อแม่ เห็นคติภพที่ว่า ใจอยู่กับหมู่กลุ่มตลอด แต่ก่อนนี้เคยเห็นตอนอายุ 50 ถึง 60 ก็ป่วยกระเสาะกระแส ดูแล้วไม่น่าอายุยืนได้เลย แต่พลังศรัทธาทำให้อยู่ได้ถึง 102 ปีแล้ว นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกถึง ความมั่นคง ความแน่วแน่ ไม่ถดถอย มันเป็นตัวทำให้ชีวิตมุ่งมั่น อยู่ต่อไป แต่ก็น่าเสียดาย ที่ไม่สามารถมาอยู่กับพวกเราได้ พวกเราก็ตอนนี้มีพรรคการเมือง เดี๋ยวจะมีหัวหน้าพรรคขึ้นมา จะมีเรื่องราวอะไรต่อไปมากขึ้นเรื่อยๆ ใครที่นิ่งอยู่กับที่มีโอกาสหลุดออกจากหมู่นะ พ่อครูพาไปกลับรถด่วนขบวนสุดท้ายที่จะมาเก็บชาวบุญนิยมเดินทางไปต่อ วันนี้ได้โอกาสที่พวกเราจะได้ตั้งใจฟังสัจจะโลกุตระกัน ขออาราธนาพ่อครูครับ พ่อครูว่า... เจริญธรรมทุกคน SMS วันที่ 15-16 มี.ค. 2566
_เมตตา โพธิสุทธิ์ · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพบูชายิ่งค่ะ เมื่อวันพุธพ่อครูเพิ่งเดินทางมาถึงเช้านี้ ตอนเย็นก็เทศน์เลย สุดดดด.....ยอดดดด.... ม๊ากกก..ค่ะ
_อารยา ศรีไพโรจน์ · ข้อกำหนดการเป็นสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตย ต้องเป็นคนที่กินมังวิรัติด้วยใช่หรือไม่ค่ะ พ่อครูว่า...เอ๊ ไม่นะ ไม่มีกำหนด เป็นแต่เพียงว่าไม่มีอบายมุข ไม่ได้บังคับให้มาถือศีล 5 ก็ไม่ถึงอย่างนั้นหรอก มีแค่ว่า คุยๆกันบ้างว่า แค่ไม่มีอบายมุข อบายมุขก็ตามความหมายของพวกเรา คนนอกมาสมัครก็คงจะสัมภาษณ์บ้าง อบายมุขก็ถามไถ่ดู เป็นไง สูบฝิ่นบ้างไหม กัญชาลองเล่นบ้างไหมหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องถามอบายมุขต่างๆ เล่นหุ้น เล่นแชร์ได้แค่ไหน ก็เลียบๆเคียงๆดู ถ้าเห็นว่า คุณยังเป็นอย่างนั้นอยู่ พวกเราก็คงจะลำบากอะไรก็ว่ากันไป ก็ฉลาดกัน เจ้าหน้าที่จบด็อกเตอร์กันเยอะแยะ
_บุญญากร พัฒนสัตถาพร · ถ้าต้องการให้นายกลุงตู่เป็นนายกฯอีกรอบ บัตรสองใบต้องกา ทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ กา ผู้สมัครของพรรคแบบเขตด้วย ครับ
_คอยใคร · กราบเคารพพ่อครูครับ เมื่อวันจันทร์ผมได้ไปสันติอโศกเพื่อฟังพ่อครูเทศน์ช่วงเย็น ผมจึงรีบทำงานให้เสร็จอย่างไวแล้วรีบเดินทางไปถึงสันติอโศกช่วงสี่โมงเย็นเพราะกลัวไปช้ารถจะยิ่งติดเยอะครับ พอไปถึงผมก็นั่งรอแถวๆซุ้มป้ายสันติอโศกซอยร้านขายอาหารเจครับ นั่งรอสักพักก็เห็นอาปะท่านหนึ่ง(ผมไม่ได้ถามชื่ออาปะ) ยกกระถางต้นไม้เดินข้ามไปข้ามมา ผมจึงถามอาปะว่า ให้ผมช่วยยกไหมครับ อาปะก็ให้ช่วยยกไปวางฝั่งตรงข้าม บอกว่าวางตรงไหนก็ได้ อาปะส่งกระถางมาสามใบ ผมก็ไปวางให้จนครบ สักพักอาปะก็มายืนคุยด้วยถามที่มาที่ไปของผมและเล่าที่มาที่ไปของอาปะ พอคุยกับอาปะ ผมจึงเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกแล้วครับ อาปะถามจะไปบ้านราชเพื่ออะไร ผมก็ตอบไปว่าจะไปช่วยทำงานครับ อาปะก็บอกว่าอย่าคิดว่าไปช่วยทำงานสิ มันยิ่งใหญ่เกินไป คิดว่าไปปฎิบัติบัตธรรมจะดีกว่า แล้วก่อนอื่นให้มาลองเข้าค่ายที่สันติก่อน มาลองนอนต่างที่ เจอคนที่ไม่รู้จัก ว่าเราจะอยู่ได้ไหม กินได้ไหม ทิ้งคนข้างหลังได้ไหม เพราะเราพร้อมที่จะโดนดึงไปทางโลกียะมากกว่าโลกุตระ ถ้ายังก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ โอกาสที่จะโดนดึงกลับหลังมันมีมากกว่า ซึ่งมันพร้อมที่จะถอยหลังอยู่แล้ว พอผมได้ฟังเช่นนั้นก็กระตุกจิตโลกุตระผมขึ้นมาอีกครั้ง เพราะช่วงหลังผมเองก็รู้สึกว่า ผมถอยหลังกลับไปจริงๆครับ การมาสันติเพื่อฟังธรรมพ่อครู ครั้งนี้มันเกินความคาดหมายที่ตั้งไว้มากครับ ได้พบอรหันต์ตัวเป็นๆ ได้พบพระโพธิสัตว์ตัวเป็นๆ บุญอย่างยิ่งครับ นานๆ ผมส่งแมสเสทมาที ขอเล่าเพียงเท่านี้ก่อนครับ กราบขอบพระคุณพ่อครูครับ
_กิตติมา เอกมาไพศาล : ถ้าพ่อครูไม่เทศน์เกี่ยวกับเรื่องการเมืองและมีพฤติกรรมเป็นรูปธรรมให้เห็น และมีการทำสืบเนื่องมา ซึ่งเห็นได้จากการที่อาจารย์หมอเขียวรับเป็นหัวหอกในการทำพรรคสไตล์บุญนิยม แต่ก่อนไม่ค่อยได้สนใจเรื่องการเมืองเท่าไร (แต่ก็ออกมาต้านระบอบทักษิณอยู่ค่ะ) แต่ก็ต้องมาสนใจเพราะพ่อครูเทศน์จนลูกรู้สึกว่าต้องมาสนใจมากๆล่ะ ถ้าไม่สำคัญพ่อครูคงไม่แสดงบทบาทชัดเจนเช่นนี้ มันน่าสนใจที่จะเห็นชาวโลกุตระทำการเมืองเจ้าค่ะ ลูกจะเรียนรู้การเมืองจากพ่อครู ถึงแม้จะยังไม่ค่อยอิน แต่ก็สมัครเป็นสมาชิกพรรคแล้วค่ะ เช่นเดียวกับการทำกสิกรรม ก็ได้รับสัมมาทิฏฐิจากพ่อครูจนเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง กราบขอบพระคุณที่ให้ปัญญาเจ้าค่ะ พ่อครูว่า...ดีเข้าใจอะไรมากขึ้นก็เปลี่ยนแปลงอะไรได้มากขึ้น เรียนรู้ธรรมะให้รู้ว่า เราจะพัฒนาไปอย่างนี้อย่างนี้ มันก็จะได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่งั้นมันก็จะไปตามยถากรรมตามกิเลส ถ้ามันสนุกมันได้เกิดขึ้นอะไรอย่างนั้นอย่างนี้มันก็ไปเรื่อย ตอนนี้อะไรให้ได้คิด ยิ่งเป็นธรรมะหรือว่าเป็นการเจริญที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ มันก็ได้อะไรเพิ่มขึ้น
_มยุรี ชั่งภู่ · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งค่ะ วันนี้ได้ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตยที่สันติอโศก มีความยินดีอย่างยิ่งค่ะ
_สาน สีสกุล · กราบนมัสการด้วยความเคารพครับ ไปร่วมงาน พุทธา ภิเษก ที่ปฐมอโศก ได้รับหนังสือแจกฟรี เงาฟ้าที่ท่าน้ำ อ่านแล้วชอบมาก เป็นหนังสือที่มีคุณค่าน่าอ่าน ขอบพระคุณคณะผู้เขียนผู้จัดพิมพ์ครับ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตยไม่จำเป็นจะต้องกินมังสวิรัติ _ช่อทิพ หนูทอง·เคยสมัครพรรคเพื่อฟ้าดิน โมฆะไปแล้วใช่ไหมคะ? พ่อครูว่า...ใช่ หมายความว่ามันสูญไปแล้วเพราะว่ามันยุบไปแล้วมันเลิกไปแล้ว อันนี้มันเป็นพรรคตั้งขึ้นใหม่ เพราะฉะนั้นก็เริ่มกัน ก็ขอเสริมอีกนะว่า พวกเรานี่ คนมาสนใจทางเรา แม้จะเป็นเรื่องการเมือง ที่เราเปิดใจกว้างกับข้างนอกเขาก็เป็นการเมืองแต่คนข้างนอกก็ยังสนใจน้อย ก็เอาพวกเรานี่แหละ หรือว่าข้างนอกได้ยินได้ฟังสนใจก็เชิญ เมื่อกี้บอกไปแล้วว่าข้างนอกมาสมัครก็ได้ เราไม่ได้ไปเคร่งครัดเหมือนกับผู้ที่มาปฏิบัติธรรมทีเดียว การเมืองนี้เราอนุโลมไปไม่ใช่น้อยตอบไปแล้ว เชิญมาสมัครได้ ถ้าสนใจมาเป็นสมาชิกของที่นี่ คือสมาชิกพรรคการเมืองจะเป็นสมาชิก 2 พรรคไม่ได้นะตามกฎหมายเขาไม่ให้..เป็นโมฆะ ถ้าเป็นสมาชิก 2 พรรคเขาก็หักไปเลยทั้งคู่ เป็นคนผิดไปเลย ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคไหนได้เลย เพราะฉะนั้นอย่าเป็นสมาชิก 2 พรรค มาเป็นสมาชิกพรรคเดียว ทีนี้ของชาวอโศกมันก็ได้ตามเกณฑ์ของตามกฎหมายเขา จะต้องมีสมาชิก 500 จะต้องมี 5,000 จะต้องมี 10,000 ตามกฎเกณฑ์ของเขา ซึ่งมันก็ต้องอาศัยคนข้างนอกบ้าง เพราะฉะนั้นเราก็ได้บอกไปแล้วว่า เพียงแต่ไม่มีอบายมุขเท่านั้นแหละ จะยังกินเนื้อสัตว์อยู่ ยังไม่ใช่มังสวิรัติ หรือไม่ได้ถือศีล 5 อย่างต่ำเหมือนชาวอโศก ที่จะเป็นสมาชิกในชาวอโศกทีเดียวก็ได้มาสมัครได้
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน วิปัสสนาจะได้ปัสสัทธิส่วนสมถะเป็นเดียรถีย์ _ทองใบ อิงคสารมณี· ขอน้อมกราบพ่อครูด้วยความเคารพยิ่ง จะพ้นทุกข์ด้วยสมถะและวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น จริงหรือเจ้าค่ะ? พ่อครูว่า...อันนี้เป็นหลักวิชาการ จะพ้นทุกข์ด้วยสมถะและวิปัสสนากรรมฐานจริงหรือเจ้าคะ ก็ขอขยายความนิดนึง คำว่า สมถะ กับคำว่าวิปัสสนา สมถะมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันเป็นการสงบแบบเดียรถีย์ เพราะฉะนั้นคนส่วนมากที่มาปฏิบัติธรรมจะได้ความสงบแบบเดียรถีย์ คือได้สมถะ ซึ่งเป็นความสงบที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เป็นความสงบชนิดหนึ่งเรารู้แล้วก็ทำได้ง่ายไม่ยากหรอก แต่ถ้าเป็นความสงบแบบพระพุทธเจ้าแล้วจะเรียกว่า ปัสสัทธิ ไม่ใช่สมถะ ปัสสัทธิเป็นความสงบ วิปัสสนาเป็นความมีปัญญา ปัสสัทธิคือความสงบ วิปัสสนาคือมีปัญญา เพราะฉะนั้นมาปฏิบัติธรรมของพุทธแล้วก็จะมีปัญญา มาปฏิบัติเรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน เขาเรียกกันเผิ่นๆว่าคือการใช้การพินิจพิจารณาต่างๆแล้วคุณก็จะทำให้กิเลสลดได้ คุณก็จะเกิดปัสสัทธิ เกิดจิตที่มันสงบ ส่วนวิปัสสนานั้นคือจิตที่มีปัญญา เพราะฉะนั้นความเข้าใจทุกวันนี้ยังไม่ละเอียด รอปฏิบัติสมถะวิปัสสนา พูดอย่างนี้ก็แสดงว่า คนนี้ไม่เข้าใจศาสนาพุทธ ยังปนๆกันอยู่ ปฏิบัติก็จะไม่ถูกไม่สัมมาทิฏฐิ เพราะแม้แต่ใช้ภาษาความหมายของสภาวธรรม ซึ่งภาษามันก็สื่อสภาวธรรม ผู้ปฏิบัติแล้วไม่เข้าถึงสภาวธรรม มันก็ไม่มี พูดก็พูดยังไม่ถูกเราก็รู้แล้ว มันยังไม่ได้ เมื่อพูดไม่ถูกเข้าใจไม่ถูกก็ปฏิบัติไม่ถูก
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ผู้ที่มีจิตอยากจนแบบชาวอโศกเป็นคนเข้ากระแสโลกุตระ _ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล : "ผมหลุดจาก" เทวนิยม".. (ธรรมกายได้)...เพราะ..(กาลามสูตร).. ของพระพุทธเจ้า.ครับ..ที่ไม่ให้เชื่ออะไรโดยไร้เหตุผลหรือหาความจริงไม่ได้.หลงงมงายตามๆกันไป....ผมมาฟัง"พ่อท่าน"..ครั้งแรก" FMtv" ปี 2553..ก็ฟังดูแปลกๆ เพราะ" พ่อท่าน" สอนไม่เหมือนพระรูปอื่นๆ ที่ผมฟังมา.. พ่อครูว่า...ขออภัยไม่เหมือนทั้งประเทศไม่มีใครเหมือนแน่นอน เพราะอาตมาเทศน์นั้น มันเป็นโลกุตตรธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เป็นธรรมะของโลกียะสามัญธรรมดา เหมือนกับศาสนาไหนๆ แต่อันนี้มีชื่อว่าพุทธแต่เขาก็วนเวียนอยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันไม่เป็นธรรมะที่จะมาเรียนรู้ลึกซึ้งเข้าไปเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนที่ตรัสรู้แล้วนำมาสอนมาเปิดเผยมาประกาศ ก็ยังไม่ถือว่าเป็นพุทธที่เต็มๆ หรือเป็นพุทธที่เข้าเขตพุทธ เป็นอารยธรรมของพุทธ ซึ่งมันก็เป็นแบบโลกีย์ธรรมดาก็เจริญลาภยศเหมือนอย่างเถรสมาคมเขา ไม่เป็นโลกุตระ มันก็เป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นสังคมศาสนาพุทธกระแสหลักหมู่ใหญ่เขา คุณก็ได้ฟังอย่างนั้นมาทั้งนั้น เพราะมันไม่มี พออาตมามาเทศน์ขึ้นคุณก็บอกว่าไม่เหมือนพระรูปอื่น มันก็ต้องถูกต้องแล้วจะเหมือนได้อย่างไร เพราะมันคนละชนิด อันหนึ่งไปนิพพาน อันหนึ่งมันไปพาล มันไม่ได้ไปนิพพาน พาล แปลว่า โง่ แปลว่ายังไม่ฉลาด
_หลังจากนั้นก็ฟังธรรมะของ"พ่อท่าน"..มาตลอดจนถึงทุกวันนี้.. ยิ่งฟังยิ่งอยากจน.. พ่อครูว่า...ถ้าจริงตามที่คุณพูดมาก็หมายถึงคุณชัดเจนแล้ว จิตเข้ากระแสแล้ว เป็นอริยบุคคลแล้ว ยิ่งอยากจน จริงๆแล้วนี่ศาสนาของเทวนิยมหรือศาสนาของเดียรถีย์ เขาก็พากันไปจนเหมือนกัน จนนะ แม้แต่คริสตศาสนาเขาก็เห็นว่าไปจนนั้นถูกต้อง ศาสนาเชนอย่างนี้จนหมดเนื้อหมดตัวเลย แก้ผ้าเดินโทงๆ ไม่ใส่อะไรไม่เอาอะไร อย่างนี้เป็นต้น ศาสนาเยอะที่เขาเข้าใจในเรื่องอยากจน แต่อยากจนของพระพุทธเจ้านั้น อยากจน อยากอยู่กับสังคม อยากจนแล้วเป็นคนจนที่มีประโยชน์ต่อสังคมเป็นคนจนมหัศจรรย์อย่างที่ชาวอโศกเราเป็น ไม่ใช่เป็นคนงอมืองอเท้า สิ้นไร้ไม้ตอก นั่งมกซก หนักเข้า เป็นอาการซึมเศร้าอะไร ไม่ใช่ แต่เป็นคนยิ่งเบิกบานร่าเริงกระปรี้กระเปร่า ยิ่งรู้จักการงานทำการงานให้แก่สังคม แต่เป็นคนไม่สะสม เป็นคนไม่อยากได้เป็นคนที่ยิ่งมาถึงระดับเศรษฐกิจขั้นสาธารณภัยอย่างพวกเราเป็น ยิ่งสบายสร้างสรรค์แล้วก็พออยู่พอกิน แล้วก็ไม่ได้ตะกละตะกลามเพราะว่ากิเลสเราลด เราก็กินเพื่ออยู่ทำงานชัดเจนไปสบายชีวิต อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ อยู่อย่างนี้อย่างจริงจังเลย ยิ่งฟังยิ่งอยากจนมันจะเป็นอย่างนั้น _ไม่อยากมีอะไรเพราะมันคือความทุกข์ และหลอกลวงใจของเราทุกเรื่องยิ่งมีทรัพย์มีเงินมากยิ่งทุกข์ (พ่อครูว่า...ขยายความอย่างนี้แสดงว่าคุณเข้ากระแส) เพราะจะหาความสงบไม่ได้ คนโน้นไปคนนี้มา เมื่อไม่ให้ก็มีปัญหาผิดใจกัน วุ่นวายไม่จบสิ้น..บางครั้งถึงตัดพี่ตัดเพื่อนตัดน้อง...หาความจริงใจไม่มี...(มีแต่โลกียธรรม).. ทั้งนั้นครับ..แต่ผมได้มาพบ (โลกุตรธรรม).. จากธรรมะของ"พ่อท่าน"....กราบ"พ่อท่าน"...ด้วยความเคารพที่สูงอย่างยิ่งครับ.... พ่อครูว่า...อาตมาฟังเท่าที่คุณพูด แสดงว่าคุณเลื่อนฐานะของจิตเป็นอาริยบุคคลขึ้นไปแล้ว ก็พัฒนาไปเถอะ นี่เป็นของจริงนะ เป็นคนที่ธรรมะพระพุทธเจ้ามันมีอริยบุคคลสมณะ 4 เหล่า มี โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แต่ข้อมูลมานี้อาตมาก็รู้ไม่ได้ว่า คุณจะเป็น สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แต่กำหนดได้ว่าเป็นโสดาบันแล้ว
_BKK walk บีเคเค วอล์ค • ผมว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมต้องขับเคลื่อนด้วยกิเลส จึงต้องใช้วิธีสังขารปรุงแต่งมามอมเมาเพื่อให้เกิดการบริโภค ผู้นำฝ่ายโลกีย์จะไม่เอาเศรษฐกิจแบบบุญนิยม และเขาไม่อยากให้ชาวโลกเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ที่ถูกต้องเหมือนของชาวอโศก เพราะถ้าชาวโลกมีสติตื่นรู้ว่ากำลังถูกมอมเมาอยู่ ระบบทุนนิยมก็ไปไม่ได้ พ่อครูว่า...คุณพูดถูกต้อง 100% แต่เขาเข้าใจไม่ถึงคุณหรอกแต่คุณมีความรู้ความเข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้นเขาไม่เรียนรู้ไม่ประสีประสาเกี่ยวกับโลกุตระด้วยซ้ำ แต่เขารู้ว่า เอ๊..คนที่มาปฏิบัติธรรมโลกุตระ มันหลอกไม่ได้ มันไม่เป็นเหยื่อเขา เขาก็พอสะดุดๆแค่นั้น แต่เขาไม่รู้ถึงขั้นโลกุตระ เขาไม่อยากให้เอาโลกุตระมาสอน แต่เขาขาดสมาชิกที่จะหลอกได้เพิ่มขึ้นเขาก็สะดุดเท่านั้นเอง
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน นักบวชของพุทธทำการเมืองเป็นเรื่องที่มีมาแล้วในโลก _ชรินทร์ ธนโภค • เป็นประวัติศาสตร์ของชาวโลก (วัชรินทร์โพสคลิปพ่อครูไปสมัครสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตย) พ่อครูว่า...มันไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของชาวโลก ศรีลังกานั้นพระเป็น ส.ส.เลยนะ แม้แต่พม่า ศาสนาพุทธนี้เขาก็เป็นการเมือง ทำการเมืองประท้วง ทำอะไรต่ออะไรกันเป็นกลุ่มเลย มันไม่ใช่เป็นประวัติศาสตร์ของชาวโลกหรอก เรื่องพระของพุทธหรือศาสนาพุทธที่เข้าไปทำงานการเมือง ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องประหลาด มันไม่ใช่เรื่องผิด แต่ประเทศไทยนี่ต่างหาก ไปยึดถือ ไปถือสาแบบนั้นว่า อย่านะอย่าเอาธรรมะเข้าไปยุ่งกับการเมือง พระนี่คือชาวธรรมะ การเมืองมันไม่ใช่เรื่องของธรรมะ การเมืองเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะฉะนั้นพระต้องออกนี้ไปไกลๆ มันก็ยิ่งแย่ใหญ่สิ ประเทศก็ยิ่งเสื่อมยิ่งทรุด ไม่ผิดหรอกคุณพูดถูกการเมืองยิ่งเละอย่างนั้นน่ะ เพราะฉะนั้นมันต้องเอาธรรมะเข้าไปใส่ อันนี้แม้แต่ท่านพุทธทาสท่านก็เคยเตือนมาแล้ว แต่ท่านไม่ลึกเข้าไปถึงว่าพระจะไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ท่านยังไม่ถึงหรอก ท่านยังไม่กล้าและท่านก็ไม่ทำ ท่านก็อยู่ของท่านไป รักษาตัวรอดพอสมควร แต่อาตมามันก้าวข้ามขั้นนั้นมาแล้วก็พาทำ จึงต่างกัน
_ซึ้งซื่อ วิเชียร กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ ในงาน พุทธาภิเษก ครั้งที่ ๔๗ ที่ปฐมอโศก ผมได้มีโอกาสไปได้แค่ ๑ วัน ก็ได้พบมิตรดีตัวจริงหลายท่าน มีความอบอุ่นยิ่งครับและวันนั้นเป็นวันมาฆะบูชา ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะมาวันนั้น แต่โชคดีที่มาได้พอดีก็ได้มาฟังธรรมะจากพ่อท่านตัวจริง เกิดพลังใจยิ่งนักก็จะขอพากเพียรปฏิบัติลดละกิเลสต่อไปครับ กราบนมัสการขอบพระคุณสูงยิ่งครับ
พ่อครูว่า... มีข้อเขียนของคุณเทวินทร์ สิทธิ์น้อย เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์ที่อาตมาจะอธิบายวันนี้ ที่จริงอธิบายมาหลายวันแล้ว วันนี้ก็จะขออธิบายอีก ก็ขออ่านก็แล้วกัน
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน หมู่กลุ่มที่มีจิตพุทธพจน์ 7 แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบกิจ _เรียน พ่อครู จากที่ได้ฟังธรรมพ่อครู ที่สันติอโศก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (๑๓ มีนาคม ๒๕๖๖) เรื่อง GDP โลกุตระ ผมได้สะดุดใจกับประโยคที่พ่อครูบอกว่า “เศรษฐศาสตร์คือเรื่องของจิตวิญญาณ” และทําให้ผมได้เปลี่ยน มุมมองเป็นอย่างมาก จากเรื่องนี้ ซึ่งแต่ก่อนผมเข้าใจว่าพ่อครูสอนเรื่องบุญนิยม แล้วใช้บริบททางด้านเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือใน การอธิบาย แต่จากประโยคดังกล่าวทําให้ผมต้องกลับมาทบทวนความรู้เก่าๆ ที่มีอยู่บ้างในอดีตอีกครั้งหนึ่ง เทียบกับความรู้เรื่องอื่นๆที่ผ่านมา จึงพอจะคลําทางได้บ้างตามความหมายที่พ่อครูได้อธิบาย แล้วก็เห็นจริง ตามที่พ่อครู ได้บอกว่า “เศรษฐศาสตร์คือเรื่องของจิตวิญญาณ” ขออ้างอิงคําจํากัดความ เศรษฐศาสตร์ จาก วิกิพีเดีย ว่าเศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ที่ ศีกษาเกี่ยวกับการผลิต การกระจาย การบริโภคสินค้าและบริการ คําจํากัดความก็คือเป้าหมายที่ทําให้ศาสตร์นี้เกิดขึ้นมา ซึ่งถ้าพิเคราะห์จากคําจํากัดความนี้แล้ว เศรษฐศาสตร์ ก็คือศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากร พึ่งพากันและกันนั้นเอง แต่ปรากฏว่าคนที่ศึกษาเศรษฐศาสตร์มักจะใช้และหาช่องว่างของระบบเพื่อที่ให้ตนเองอยู่ในสถานะที่ ได้เปรียบกว่าคนอื่นในการเข้าถึงทรัพยากร จึงทําให้ความเข้าใจของคนในสังคมส่วนใหญ่เข้าใจผิดเพี้ยน (รวมทั้งผมด้วยในอดีต) ออกห่างจากคําจํากัดความเดิมของ เศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ แบ่งเป็น 6 สาขา เศรษฐศาสตร์จุลภาค และ เศรษฐศาสตร์มหัพภาค เศรษฐศาสตร์จุลภาค แบบโลกุตระ ตามความเข้าใจของผม ก็คือ เศรษฐศาสตร์ที่ใช้ในการบริหาร ตนเองเป็นสําคัญ ก็น่าจะเทียบได้กับ วรรณะ ๙ ที่พ่อครูสอนอยู่นั่นเอง ส่วน เศรษฐศาสตร์มหัพภาค แบบโลกุตระ ตามความเข้าใจของผม ก็น่าจะเป็น เศรษฐศาสตร์ที่ใช้ใน การบริหารสังคม คือ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ พ่อครู จึงให้นโยบายด้าน พรรคการเมืองไว้ว่า “ประชาธิปไตยสูงสุดคือบรมภาวะสุดประเสริฐ ๕ ประการ นี้” เพราะนักการเมืองจะ เป็นผู้ที่มีบทบาทในการกําหนดกติกาในการจัดสรรทรัพยากรให้กับคนในสังคมอย่างเป็นธรรมจนเกิดบรมภาวะ สุดประเสริฐ นั่นเอง ส่วนอีกประเด็นที่ผมจู่ๆ ก็รู้สึกเข้าใจขึ้นมา ก็คือตอนที่พ่อครูบอกว่า “GDP หลงติดกับตัวเลข มากกว่าเนื้องานของคนเป็นสําคัญ” พ่อครูว่า... เก่งมาก ทุกวันนี้เขาพูดกันแต่ตัวเลขแต่เงินทอง แม้แต่การเมืองก็บอกว่าตัวเลขของผู้ที่รับคะแนนเลือกตั้ง ไม่ได้เข้าหาคนกับเนื้อหาของคนที่เขาจะทำงานการเมือง ว่ามันจะดีมันจะเป็นยังไง ไม่ ไปเผินอยู่ที่ตัว ๆๆๆ เศรษฐศาสตร์ก็ตัวเลขการเมืองก็ตัวเลข ยังนั้น หลงอย่างนั้นกัน _คําว่าหลงติดกับตัวเลข ผมเข้าใจเอาเองว่าพ่อครูน่าจะหมายถึงตัวเลขที่เป็นตัวบ่งชี้เรื่องเงินเป็นสําคัญ เป็นเรื่องจริงทีเดียวที่เอารายได้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาเป็นตัวชี้วัดความเจริญ โดยไม่ได้ดูที่มาของรายได้ว่าเกิดจาก อะไรกันแน่ ทําให้ ค่า GDP ไม่สามารถเป็นดัชนีชี้วัดที่สะท้อนภาวะทางเศรษฐกิจของคนในสังคมได้อย่าง แท้จริง จะเป็นอย่างไรถ้ารายได้ส่วนใหญ่ของสังคมได้มาจาก การค้าอาวุธ การค้าประเวณี การเล่นการพนัน การค้ายาเสพติด ค้าการละเล่นบันเทิงเริงรมณ์ต่างๆ GDP ที่เกิดจากเนื้องานเหล่านี้แม้สูง แต่จะพูดได้อย่างเต็มปากไหมว่าเป็นสังคมแห่งความเจริญอาวุธ” พ่อครูว่า... ดีมาก ไม่เสียเปล่า ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าและเข้าใจสัจธรรมก็จะเห็นความจริงของสังคม จริงๆขอพูดถึงตรงนี้แล้วขอพูดความจริง ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเทวนิยมหรือของทางโลกที่เขาเรียนมา เป็นโลกียธรรมที่ตื้นเขินมากเลย ไม่ได้เป็นอะไรที่จะพัฒนาจริงๆ เพราะฉะนั้นเขาจึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่มีวันจบ แก้ปัญหาประชาธิปไตยไม่มีวันจบ ขอยืนยัน แต่ชาวอโศกแก้ปัญหาเศรษฐกิจจบแล้ว ประชาธิปไตยก็จบแล้ว _ในทรรศนะของผมแล้วเห็นว่าไม่น่าจะใช่ ตามที่พ่อครูให้โศลกธรรมไว้นั้นเป็นจริงอย่างที่สุด “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้าง GDP แบบโลกุตระ ควรเป็นดัชนีที่แสดงให้เห็นบริบทของสังคมนั้นๆ ว่าได้สร้าง ผลผลิต อุปทาน (supply) ที่เป็นการตอบสนองต่อความต้องการจริงๆ อุปสงค์ (demand) ของสังคมได้ อย่างเพียงพอ เช่น อาหาร ยารักษาโรค เครื่องอุปโภค บริโภคที่จําเป็น เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น จนเป็นสังคมที่พึ่งพาซึ่งกันและกันได้ เกิดบรมภาวะ ๕ ประการดังที่กล่าวมาแล้ว น่าเสียดายที่ผมมีความรู้เรื่องนี้เพียงตื้นเขินเท่านั้น เสมือนลิงที่ได้แก้ว ไม่สามารถนําไปต่อยอดได้มากกว่านี้แล้ว ใจของผมอยากให้ผู้ที่เรียนรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์อย่างสําคัญ เอาข้อคิดเห็นของพ่อครู เรื่อง GDP โลกุตระ ไปต่อยอด เพื่อเป็นเครื่องมือนําทางในการพัฒนาสังคมต่อไป ผมขอกราบขอบพระคุณพ่อครูเป็นอย่างสูงครับที่ทําให้ผมเกิดความเข้าใจ ความเป็นโลกุตระที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ...เทวินทร์ สิทธิ์น้อย
พ่อครูว่า... ก็ขยายความต่อ เรื่องของพฤติกรรมของมนุษย์ จะเป็นพฤติกรรมที่เรียกด้วยศัพท์ว่า “เศรษฐศาสตร์” ก็ตาม จะเรียกพฤติกรรมของความเป็นประชาธิปไตยก็ตาม ก็เป็นเรื่องของมนุษย์ เรื่องของสังคมมนุษย์นี่แหละ เพราะฉะนั้นความเข้าใจของผู้ที่ไปเรียนมา เรียนมาจากวิชาตักสิลาไหนๆ วิทยาลัยไหนๆ มหาวิทยาลัยใหญ่ๆของโลกที่เป็นเทวนิยมทั้งสิ้น แต่สังคมจะมีเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ จะมีรัฐศาสตร์หรือจะมีเรื่องของการเมือง มันอยู่ในธรรมชาติ ทีนี้พระพุทธเจ้าแบบของท่านสอนคนโดยใช้จิตเป็นประธาน จิตสามารถที่จะบรรลุธรรมหรือจิตที่จะสามารถรู้ธรรมะได้แล้วเข้าใจธรรมะ รู้ทิศทางที่พระพุทธเจ้าท่านนำพาสอนไปแล้ว มันเข้าใจและเรียกว่ามันบรรลุไปตามลำดับ เป็นอาริยธรรมเจริญขึ้น มันก็จะเข้าใจว่า เราควรประพฤติอย่างไรในสังคม หรือตัวเราเจริญเราก็เข้าใจอย่างนี้เราก็ทำอย่างนี้ มีคนนึงมี 2 คน มี 5 คน 100 คน 1,000 คนก็เป็นมวลหมู่กลุ่ม ของสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ที่รู้หรือเรียกว่าการเมืองหรือเรียกว่ารัฐกิจ รัฐศาสตร์ที่รู้ มันก็เกิดขึ้นมา เป็นพฤติกรรมจริงขึ้นมาในสังคม ไม่ว่าที่ไหนมันเป็นธรรมชาติของที่ เขาเข้าใจเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์แบบใดกลุ่มหมู่เขาก็เป็นอย่างนั้น เขาเข้าใจอย่างไรรัฐศาสตร์การเมืองก็เป็นอย่างนั้น เช่นในหมู่ 3 นิ้วเขาก็เข้าใจว่าเขาเป็นเจ้าของประชาธิปไตยเต็มที่ เพราะหมู่อื่นไม่มาตะโกนบอกโหวกเหวก เขาก็มีมวลไปตามเขา เช่น พรรคการเมืองพรรคนี้เข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้ พรรคการเมืองแบบนั้นเข้าใจประชาธิปไตยแบบนั้น เขาก็พยายามให้ทำให้คนมาทำตามที่เขาเข้าใจ เขาจะมีอำนาจหรือมีฤทธิ์เดชหรือมีความสามารถ ทำให้คนเป็นไปตามเขาได้เท่าไหร่ๆ น
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive