660315 การเมืองและเศรษฐกิจแบบโลกุตระ พรรคสัมมาธิปไตย พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660315 การเมืองและเศรษฐกิจแบบโลกุตระ พรรคสัมมาธิปไตย พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53011.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1MBtJbD5cW-emQM1OCES0YHsFo3LmE5eeZbuVxw_uT6s/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1ASflEAZ4rlIKixff7Zq5PXfYxLMuKiG_/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/iHEzHtmZTjQ และ https://fb.watch/jhvjQtlXcD/
สมณะฟ้าไท... วันนี้วันพุธที่ 15 มีนาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 9 ค่ำเดือน 4 ปีขาล
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พ่อครูสมัครแล้วและเชิญชาวอโศกสมัครพรรคสัมมาธิปไตย สมณะฟ้าไท... ถ้าเราได้ติดตามฟังธรรมะจากพระครูสิ่งที่พ่อครูเน้นสิ่งหนึ่งคือให้ลืมตาปฏิบัติธรรม 2 เน้นย้ำเรื่องทำกสิกรรม เช้าอโศกต้องลงจากหอคอยงาช้างลงมาคลุกคลีกับกสิกรรมให้เกิดผลผลิตให้เต็มให้ทั่วโลกไปเลย ให้เขาได้กินฟรี ประเด็นที่ 3 คือเรื่องการเมือง ตอนนี้ชาวอโศกก็มีพรรคใหม่ชื่อพรรคสัมมาธิปไตย ได้จดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะไปสมัครเป็นสมาชิก เขาบอกว่า สมณะ สิกขมาตุ ก็สมัครได้ พ่อครูก็สมัครแล้ว พ่อครูว่า... อาตมาสมัครแล้วสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตย สมณะฟ้าไท... ไม่รู้สมัครเป็น number one หรือเปล่า พ่อครูว่า... ไม่ใช่ Number One อาตมาลำดับที่ 88 แล้วก็ พรรคนี่ ที่เขาบอกมาว่า พรรคได้รับอนุมัติเป็น นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ จดทะเบียนพรรคสัมมาธิปไตย และได้ส่งไปลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ดูเหมือนจัดอยู่ในลำดับสุดท้ายพอดี แล้วก็อยู่ในลำดับที่ 88 วันที่อนุมัติให้ก็วันที่ 8 มีนาคม ก็เป็นเรื่องที่บังเอิญ เราก็ไม่ได้
อ่านต่อ
ไปจัดสรร มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ถือได้ว่า พรรคสัมมาธิปไตยได้รับการจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายเรียบร้อยแล้ว พรรค 87 เป็นพรรค ที่รับจดทะเบียนคือพรรครวมใจไทย เขาก็มีกิจการกิจกรรมอะไรต่างๆที่ตามกฎหมายนะตามกฎระเบียบ พวกเราชาวอโศก ที่จริงแล้วนี่นะ ถ้ามีความรู้เพิ่มเติม ในหลักเกณฑ์หลักการพวกนี้ เมื่อเรามีพรรคสัมมาธิปไตย ขออภัยที่อาตมาใช้คำว่าเมื่อชาวอโศกมี คือ มันเป็นชาวอโศกเราจริงๆ ที่ไปเป็นกลุ่มคน ที่เรียกดูภาษาวิชาการ พรรค เป็นกลุ่มคนไปจดทะเบียนเป็นกลุ่มหรือเป็นพรรคในทางการเมือง ตามกฎหมายตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายสังคมประชาธิปไตยเมืองไทยแล้ว เราห้ามไม่ได้หรอกว่า คนจะมีพรรคมีพวกอย่างพวกแดง อย่างพวกเพื่อไทยที่เขาชอบทักษิณ ความเห็น ความคิด แนวคิดอย่างไรก็แล้วแต่ แบบ ทักษิณ แน่นอนเขาก็แสดงออกหาพรรคหาพวกช่วยกัน มันก็ช่วยกันธรรมดานี่เป็น กฎเกณฑ์หรือเป็นหลักธรรมชาติของมนุษยชาติ เพราะฉะนั้นชาวอโศกเราก็มีนัยยะอย่างนั้นเหมือนกัน เขาก็ทำกันเปิดเผย แต่ที่จริงมันไม่ได้ผิดอะไร มันเป็นธรรมดาธรรมชาติของสังคมที่ทำอะไรเป็นหลักเกณฑ์ด้วย เป็นอิสรเสรีภาพของมนุษย์ทุกคนด้วย ที่จะมีสิทธิ์แสดงความเห็นว่าเราชอบอันนี้ เราไม่เห็นด้วย อย่างนี้แสดงสิทธิที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ที่อาตมาพูดไปนี้ อาตมาไม่ได้อยู่ในเถรสมาคม อาตมาไม่ได้อยู่ในกฎเกณฑ์ของเถรสมาคม อาตมาก็เป็นนักบวชเป็นสมณพราหมณ์ ที่เป็นนานาสังวาสกับมหาเถรสมาคม แน่นอนอาตมาไม่มีกฎเกณฑ์ ตามที่มหาเถรสมาคมเขากำกับ จะเรียกว่าบังคับก็คือบังคับ นักบวชของเขาเป็นอย่างนั้น แต่เขาไม่มีสิทธิ์จะมาบังคับนักบวชพวกเราพวกชาวอโศกนี้ได้ อาตมาก็ถือว่าเป็นอิสรเสรีภาพที่อาตมามีสิทธิที่จะทำได้ ที่จะพูดกับชาวอโศก ให้ได้รับประโยชน์อันนี้ เพื่อที่จะทำให้ความเห็นหรือความรู้หรือแนวคิด ของพรรคสัมมาธิปไตยที่เราเห็นด้วยกัน เห็นสอดคล้องกัน เป็นแนวเดียวกันที่เราเรียกกันว่า แนวสัมมา เพราะฉะนั้นจะเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมามรรค สัมมาผล หรือ สัมมาประพฤติ สัมมาปฏิบัติก็ตาม มันก็ต้องสอดคล้องส่งเสริมกันไป ก็แสดงออกมาตามความ บริสุทธิ์ใจ อิสรเสรีภาพ เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบนะ ก็อาตมาจึงเห็นว่า เออ ก็น่าจะบอกกันชาวอโศก ซึ่งเราไม่ได้คิดจะเอาไปแข่ง เราไม่ได้คิดจะเข้าไปแย่งตำแหน่งหน้าที่ เราไม่ได้คิด แม้แต่จะสมัคร ส.ส.นี่ เราก็ไม่ได้คิดจะสมัคร ส.ส. เพื่อที่จะเป็นส.ส.เข้าไปในสภา ในทางกฎหมายเขากำหนดว่า พรรคการเมืองทุกพรรคต้องส่ง แต่ก่อนนี้ก็ไม่มีกฎหมายนี้ อาตมารู้มา เมื่อเป็นพรรคการเมือง ต้องส่งเลือกตั้ง ส.ส. 2 สมัย 2 ครั้งได้ ถ้าไม่ส่งครั้งหนึ่งได้ เกิน 2 ครั้งไม่ได้ ยุบพรรคเลย แต่ก่อนนะ เท่าที่อาตมาจำได้ แต่เดี๋ยวนี้จะเป็นอย่างนั้นอยู่หรือไม่ อาตมาก็ไม่ได้ ติดตามเรื่องของการเมืองนี้ เท่าไหร่ แต่ทีนี้เราเอง ชาวอโศกเราจะมีพรรคการเมือง อาตมาก็ว่าน่าจะส่งเสริมกัน ให้แสดงแนวคิดที่เรามีแนวคิดโลกุตระ แนวคิดตามพระพุทธเจ้าเท่าที่เราเข้าใจ เท่าที่เราเชื่อถือ ตามสิทธิมนุษยชน เราก็น่าจะต้องช่วยกัน ส่งเสริมกันบอกแจ้ง ที่สำคัญก็คือบอกแจ้งกันให้รู้ เราก็จะได้พัฒนาแนวคิด ที่เป็นโลกุตระ แนวคิดที่เราเชื่อว่าเป็นของพระพุทธเจ้าว่ามันดีนะ มันเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อมนุษยชาติ มันเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ชาวอโศกเราพัฒนาตนเองขึ้นมา ร่วมกับ สังคมประเทศเขา ไม่ได้ดูดายหรือว่าไม่ได้ปล่อยปละละเลยอะไร อย่างที่เราทำมาก่อน ถึงกาละนี้ ถึงกาละที่ควรแล้ว เราก็ถือโอกาสมันก็ดำเนินมาบรรจบ ครบกรรมกิริยาการเมืองที่เป็นมา เราก็ทำเต็มที่ นี่ ภาพเขาเอามาบอก เป็นภาพที่อาตมาไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตย เขาจะต้องเอารูปไปติดไว้ในใบสมัคร อาตมาก็ต้องทำตามกฎหมาย ตามกฎเกณฑ์กฎหมายเขาเราก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นจะเป็นเรื่องประหลาด จะเป็นเรื่องแปลกๆในสังคมที่เกิดขึ้นใหม่ มันมีอะไรใหม่เกิดขึ้นมา คนเขาจะด่า คนเขาจะว่า ผู้ที่เขาอคติหรือผู้ที่เขายึดถือ แต่คนที่เขาเห็นว่า เอ๊..ทำอะไรแปลกๆนะองค์นี้ พระรูปนี้ หรือเขาไม่เรียกพระ เขาจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ สมณะรูปนี้ ตามกฎหมายเขาก็เรียกเราถูกต้องแล้ว เป็นสมณะพราหมณ์ สมณะพราหมณ์รูปนี้อย่างไร ทำอะไร เขาก็อาจจะมองไป ก็ไม่มีปัญหาอะไรเป็นจุดสำคัญของสังคมมนุษยชาติ มันเป็นการพัฒนาหรือว่าเป็นการ ปหายะ เป็นการเสื่อม มันเป็นความเสื่อมที่ทำนี้มันเป็นความเสื่อม หรือเป็นความเจริญของสังคมประเทศชาติ ของมวลมนุษยชาติ ก็ดูกันไปนะ
เรื่องพรรคสัมมาธิปไตย เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ๒๕๖๖ นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคสัมมาธิปไตย และได้ส่งไปลงประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาด้วยแล้ว ถือได้ว่า พรรคสัมมาธิปไตย ได้รับการจดทะเบียนพรรคการเมือง โดยชอบด้วย กฎหมายเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้พรรคสัมมาธิปไตย สามารถดําเนินกิจการทางการเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงขอชี้แจงญาติธรรมและผู้สนใจ ดังนี้ ข้อ ๑. ภายใน ๑ ปี พรรคสัมมาธิปไตย จะต้องมีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน (ห้าพันคน) และต้องเพิ่มจํานวนสมาชิกพรรค ให้มีจํานวนไม่น้อยกว่า ๑๐,000 คน (หนึ่งหมื่น คน) ภายใน ๔ ปี ข้อ ๒. ภายใน ๑ ปี พรรคสัมมาธิปไตย ต้องดําเนินการให้มีสาขาพรรค อย่างน้อย ภาคละหนึ่งสาขา มี ๔ ภาค ประกอบด้วย ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน โดยสาขา พรรคการเมืองแต่ละสาขาต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลําเนาอยู่ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขานั้น ตั้งแต่ ๕๐๐ คน (ห้าร้อยคน) ขึ้นไป ข้อ ๓ จัดให้มีการประชุมใหญ่ของพรรคสัมมาธิปไตย ภายในเดือนเมษายน ของทุกปี ข้อ ๔ ผู้สมัครเป็นสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตย ต้องชําระค่าบํารุงพรรค ตามกฎหมาย คือ เป็นสมาชิกหนึ่งปี ๑๐๐ บาท (หนึ่งร้อยบาท) หรือเป็นสมาชิกตลอดชีพ ๒,๐๐๐ บาท (สองพันบาท) พร้อมหลักฐาน ดังนี้ ๑) สําเนาบัตรประชาชน ๒) สําเนาทะเบียนบ้าน ๓) รูปถ่าย ขนาด ๑ นิ้ว ๑ รูป (กรณีไม่มีรูปภาพ บริการถ่ายรูปฟรี) ๑ คุณสมบัติสมาชิกพรรค ดังนี้ ๑) อายุ ๑๘ ปีขึ้นไป ๒) ลดละเลิกอบายมุข ๓) ไม่มีข้อห้ามตามที่กฎหมายกําหนด กรณี การส่งสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตย ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร ต้องเข้าหลักเกณฑ์ ดังนี้ ๑. ต้องมีสาขาพรรคสัมมาธิปไตย พร้อมแล้ว ๔ ภาค ๒. ต้องมีตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดอย่างน้อยสามจังหวัด มีสมาชิก ไม่น้อยกว่า จังหวัดละ ๑๐๐ คน (หนึ่งร้อยคน) ๓. การสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้องผ่านการพิจารณาของสมาชิกพรรคฯ จาก การประชุมใหญ่ของพรรคสัมมาธิปไตย (กรณี ไม่ส่งผู้สมัครติดต่อกัน ๒ สมัยเลือกตั้ง หรือ ไม่เกิน ๔ ปี จะสิ้นสภาพของพรรค) *สนใจสมัครเป็นสมาชิกพรรคสัมมาธิปไตย ติดต่อได้ที่ ชุมชนชาวอโศกหรือแพทย์วิถีธรรม ภาคกลาง : ทนายรินไท ๐๘๙-๕๕๔-๗๑๐๔, แรงผา ๐๘๓-๔๐๘-๕๕๗๗, ดั่งทรายฟ้า ๐๘๑- ๒๐๘-๒๒๑๑, อุ่นไอธรรม ๐๖๓-๘๓๖-๔๙๓๘ ภาคอีสาน : มั่นแม่น ๐๘๖-๔๐๒-๗๑๙๙, ดินดอน ๐๙๓-๐๗๑-๔๒๖๔, เอมอร (ขวัญดินไพร) ๐๘๖-๓๒๘-๖๔๔๐, ภูเพียรธรรม ๑๙๔-๑๙๑-๒๔๙๖ แพรลายไม้ ๐๘๘-๕๕๔-๔๒๓๙, เพ็ญแสงฟ้า ๐๖๔-๘๓๒-๕๓๘๑ ภาคเหนือ : สุเมธ พรหมรักษา ๐๘๔-๐๔๗-๘๖๒๖, มั่นศีลขวัญ ๐๘๑-๘๘๕-๘๕๗๒ ภาคใต้ : รวม (ดีทุกแดน) ๐๘๙-๗๗๒-๙๘๗๐, ฟางฝน ๐๘๙-๘๕๓-๗๑๖๒ นาบุญ 0994644059
พ่อครูว่า... มาบอกอะไรต่ออะไรไปแล้ว ผู้ที่มีกะจิตกะใจให้ความร่วมมือสนใจจะสมัครเป็นพักสัมมาทธิปไตยไม่ว่าจะเป็นชาวอโศกหรือคนข้างนอก ก็ตามมีคุณสมบัติตามที่ว่าแล้ว ว่าจะต้องเป็นผู้ที่ อายุ 18 ปีขึ้นไป พยายามลดละเลิกอบายมุข ไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายกำหนด สนใจสมัครสมาชิก
_หมอเขียว... มีพี่น้องทางบ้านฝากถามคำถามมา 2 คำถาม 1 พรรคสัมมาธิปไตยลงสมัครเลือกตั้ง จะไม่ลดคะแนนลงตู่หรือ 2 ทำไมนักธรรมะจึงต้องมาทำการเมือง พ่อครูว่า... คำถามที่ 1 ก็อิสระเสรีภาพของประชาชน จัดตั้้งพรรคขึ้นมา เจตนาก็ไม่ได้ไปลดคะแนนลุงตู่ ก็เพราะว่า เราไม่แข่งใคร แต่เราทำกับประชาชน เราก็มีอิสรเสรีภาพที่จะทำ เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะไปเล่นพรรคเล่นพวกกันมีเชิงคิดเล่นพรรคเล่นพวก มันก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว เพราะฉะนั้นเราทำโดยสิทธิเสรีภาพของเราที่ทำตามอิสระชน สามารถที่จะทำ ไม่ได้ผิดกฎหมายทำได้ เราก็ทำ แม้ว่า พอรู้กันโดยปริยายว่าเราก็ส่งเสริมลุงตู่ ถ้าตั้งพรรคขึ้นมามันก็จะไปลดคะแนนลงจากทางโน้น จะลดหรือจะเพิ่ม คุณคิดคุณตัดสินเองได้อย่างไง ว่า พรรคนี้ เกิดขึ้นแล้วจะมีบทบาทอย่างไร จะมีพฤติกรรมอย่างไร จะแสดงออกไปในสังคมอย่างไร แล้วประชาชนเขารับจากการแสดงออกของพรรคสัมมาธิปไตยนี้ มันจะไปช่วยคะแนนให้ลุงตู่หรือมันจะไปลด คุณตัดสินได้ยังไง สมณะฟ้าไท... เขาพูดถึงการเลือกตั้ง ถ้าพรรคสัมมาธิปไตยสมัครลงเลือกตั้งก็จะแบ่งแข่งกับพรรคลุงตู่ พ่อครูว่า... ก็ไม่ได้แข่งนี่ ก็สมัครตามกฎเกณฑ์ของสังคม สมณะฟ้าไท... ก็แล้วแต่คนจะเลือกหรือไม่เลือก พ่อครูว่า... มันก็เป็นเรื่องของประชาธิปไตยที่แท้จริง สมณะฟ้าไท... ซึ่งถ้าเราชาวอโศกจะไปเลือกพรรคลุงตู่ก็ได้ พ่อครูว่า... ไม่มีปัญหา เราไม่ได้ไปกำหนดกฎเกณฑ์หรือบัญชาการสร้างอิทธิพลครอบงำใครอย่างนั้นอยู่แล้ว เราไม่ทำอยู่แล้วอิสรเสรีภาพ ชาวอโศกเราจะไปเลือกพรรคหรือเลือกลุงตู่ การเมืองของไทยนี้เขาเลือกพรรคกัน แล้ว ส.ส.ของพรรคก็ไปเลือกนายกเลือกอะไรกันอีกทีนึง เพราะฉะนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่ ถ้าจะคิดอีกทีแล้วมันกลับจะส่งเสริมกันด้วยซ้ำ เพราะว่าก็รู้กันโดยปริยายว่าเราไม่ได้ไปแข่งที่จะไปเป็นนายก แล้วเราก็มีเชิงส่งเสริมนายกตู่อยู่แล้ว แล้วมันจะไปมีปัญหาอะไร หินไท...สมัยนี้ไม่น่าจะส่งทันครับ พ่อครูว่า... ส่งทันหรือไม่ทันก็ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่เลย ส่งไม่ทันไม่เป็นไรมันมี 2 สมัย ส่งสมัยนี้ไม่ได้ สมัยหน้าก็ต้องส่ง จะทัน หรือไม่ ทำไมจะไม่ทัน เงินสมัครไม่มี เอาน่า คงพอได้ นี่เรื่องของพฤติการณ์ของชาวอโศก เกี่ยวกับสังคมประเทศ เป็นประเทศประชาธิปไตยที่เขาจะเรียกกันว่าการเมือง แล้วคนที่เขามีอคติมีความนึกคิดอยู่ว่า การเมืองกับพวกธรรมะต้องไม่เข้าไปร่วมกันอันนี้ก็พูดกันนักหนาแล้วว่าไม่จริงผิด คนที่มีความคิดเห็นและทำอย่างนั้นเป็นคนที่ทำลายประเทศชาติเลย การเมืองไม่ให้เข้าธรรมะไปยุ่งนั้นเลอะเลย พรรคการเมืองนักการเมืองต้องให้ธรรมะเข้าไปช่วย หรือยิ่งเป็นนักการเมืองที่สนใจธรรมะร่วมกับธรรมะอย่างเป็นหนึ่งเดียวกันเลยพากเพียรปฏิบัติตนให้เจริญในทางธรรมะด้วย เป็นอรหันต์เลย เป็นอนาคามี เป็นสกิทาคามี เป็นโสดาบันก็ยิ่งดีสิ ดีกว่าปล่อยให้ปุถุชนไปปู้ยี่ปู้ยำอย่างประเทศชาติอยู่ทำไม ใช่ไหม นี่คือสัจจะที่จริง ก็ค่อยๆทำไป จะมีคนค่อยๆเข้าใจ พฤติการณ์ของโลกุตรธรรมพฤติการณ์ของมนุษย์ที่มีโลกุตรธรรม มันจะไม่เหมือนกับพฤติการณ์ของมนุษย์ชาวโลกียะที่เขาทำกันอยู่ ที่เขาประพฤติกันอยู่ พฤติการณ์ที่เป็นเขาจะไม่เหมือนแน่ เพราะฉะนั้นมันจะมีอะไรเกิดขึ้นมาก็ใหม่ๆแปลก ตั้งแต่อาตมาพามาทำนั้นมันใหม่มันแปลก แต่จนเขาเห็นว่าผิดเพราะมันไม่เหมือนเขา จนนานมาจนวันนี้แล้ว เอ๊ะ มันผิดหรือมันถูก โพธิรักษ์นำพา คนก็ชักหยุด หยุดที่จะคิด ว่าผิดไปเลยนี่ลงไปแล้วได้เรื่อง แต่แน่นอนไม่หมด จำนวนมากยังเห็นว่ายังไม่ใช่ ยังอะไรต่ออะไรอีกเยอะ ยังไม่ยอมรับนับถือว่า นี่เป็นผู้ที่จะมาแสดงธรรม นำธรรมะพระพุทธเจ้ามายังไม่ แต่ไม่มีปัญหา เพราะผู้ที่เห็นและเป็นมวล อย่างถูกต้องตามธรรมซึ่งเรายืนยันว่าเป็นมวลที่ประพฤติจนกระทั่งเกิด สาราณียธรรม 6 มีวรรณะ 9 มีหลักเกณฑ์อะไรต่างๆนานาเอาอ้างอิงของธรรมะพระพุทธเจ้าเลย ยืนยันได้ มีที่อ้างมีที่อิง มีหลักฐาน หลักฐานพระไตรปิฎกตรง พวกนี้เขาก็พูดไม่ออกแล้ว นี่คือความจริงเพราะฉะนั้นก็พิสูจน์กันไปเรื่อยๆ
ทีนี้ก็เอา sms ดู SMS วันที่ 13 มี.ค. 2566
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อ่านทุกข์ออกนี่คือหัวใจของศาสนาพุทธ _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ชีวิตลูกมีความทุกข์มาก ครั้นเมื่อมาปฏิบัติธรรมกับพ่อครูเกือบ 3 ปีมานี้ ทุกอย่างในครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ที่พ่อครูเคยบอกว่า ลูกๆใช้คำกับพ่อครูว่า"ที่เคารพอย่างสูงบ้าง ที่เคารพอย่างสูงยิ่งบ้าง ที่เคารพสุดเศียร สุดเกล้าบ้างฯลฯ" ลูกมีความเห็นว่า ที่พ่อครูมาสอนให้ลูกๆ ลดกิเลสได้นั้นมีค่ามากเกินกว่าที่จะหาคำใดๆมาสื่อสารได้ ลูกอยากถามตรงๆว่า ทุกข์ที่คนทั้งโลกประสพกันอยู่นี้ หากไม่มาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ตามที่พ่อครูพาทำแล้ว พวกเขาจะมีทางพ้นทุกข์จริง หรือจะมีทางอื่นอีกหรือคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... คุณสว่างแสงปฏิบัติมาเกือบ 3 ปี สามารถมองเห็นทุกข์ อ่านทุกข์ออก นี่คือหัวใจของศาสนาพระพุทธเจ้า ผู้ที่เห็นทุกข์ด้วยตัวเองว่าอันนี้คือทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้เห็นทุกข์นั้นคือเป็นอาริยะ เพราะผู้เห็นทุกข์อาริยะ แต่คำว่าทุกข์โลกีย์กับทุกข์อริยสัจ ทุกข์ที่เป็นโลกีย์เป็นทุกข์ที่เป็นอริยะปลอม อาริยะเก๊ เขาเห็นกันอยู่ มันคนละอย่างกัน มันลึกซึ้งมากตรงที่ว่า ทุกข์นั้นเกิดที่ไหน เกิดที่สมอง เกิดที่หัว เกิดที่มือ เกิดที่แขน เกิดที่ปาก ทุกข์เกิดที่ไหน ทุกข์เกิดที่ใจ เราเรียนรู้ใจหรือเรียนรู้จิตวิญญาณ แล้วเจตสิกที่เจาะเข้าไปจริงๆอาการทุกข์มันอยู่ที่ไหน อยู่ที่เวทนา ชาวอโศกเราเรียนเจาะลึกเข้าไปถึงจิต ถึงขั้นเวทนา แล้วอ่านอาการทุกข์จากเวทนาได้ นี้ต่างหากที่มันต่างจากที่เขาเรียนกัน โดยเฉพาะเทวนิยมไม่รู้จักเรื่องเวทนา เวทนา 108 เป็นต้น มันละเอียดชัดเจนเลย แบ่งแยก เคหสิตะ มโนปวิจาร 18 แบ่งแยกได้ เอากิเลสออกได้เรียกว่าได้ธรรมะ รู้จัก มโนปวิจาร 18 อีกหมวดหนึ่ง ที่เป็นคฤหัสถ์เป็นผู้ที่ไม่ใช่อาริยะ แม้จะเป็นชาวพุทธก็ตาม แยกอ่านจิตในจิต อ่านกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อ่านไม่ออกแยกแยะไม่ออก มีธัมมวิจัย กิเลสกาม กิเลสปฏิฆะ มันมีอาการเมื่อผัสสะและเกิดเวทนาแล้วสามารถที่จะวิจัยวิจารณ์แยกเอาตัวการเอา ปฏิฆะออกได้ กำจัดกามกับกำจัดปฏิฆะได้ ซึ่งเป็นเรื่องปรมัตถธรรม เขาเรียนรู้จริงกันที่ไหน แม้แต่ทางเถรสมาคมไปนั่งหลับตากันอย่างใหญ่ แม้แต่เรียนเปรียญ 9 เรียนดอกเตอร์ ได้แต่บัญญัติภาษา ได้แต่ตำแหน่งหน้าที่กันไป เขาได้ประพฤติปฏิบัติกันเข้าไปถึงปรมัตถธรรมอย่างที่กล่าวนี้ที่ไหนกัน ขออภัยที่พาดพิง อาตมาพูดสัจจะ ความจริง ที่อาตมาเชื่อมั่นว่าเป็นจริงตามที่อาตมาพูด ถูกผิดอาตมาก็ต้องรับผิดชอบ แต่อาตมาเชื่อว่าอาตมาพูดถูกต้อง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ คุณสว่างแสงพูดว่า สามารถที่จะพูดได้เพราะเคยมีทุกข์มาเก่า มาคบกับเรา 2 ปีกว่า 3 ปี ฟังธรรมและเรียนรู้ได้ว่าลดความทุกข์ได้ จึงเห็นว่าการลดความทุกข์นี้เป็นคุณค่ามาก เพราะฉะนั้นการที่คนเขารู้จักคุณค่า แล้วเขาเรียกอาตมาว่า ให้ความเคารพว่าอย่างสูงสุดเศียรสุดเกล้า อะไรพวกนี้ มันก็เป็นความจริงใจของเขา ที่เขารู้สึกและเขาอยากจะให้ อาตมาจะไปขอร้องอยากให้เรียกหรือ..อาตมาไม่ได้อยากให้เรียกเลยนะ ถ้าจะว่าจริงๆ ถ้าอาตมามีกิเลสอาตมาก็จะเหนียม มาเรียกกันขนาดนี้ สุดเศียรสุดเกล้าอะไรอย่างนี้ อาตมาก็จะเหนียม แต่อาตมาไม่มีกิเลสอุทธัจจะ กิเลสมังกุอะไร อาตมาไม่มีจริงๆ อันนี้ผู้ที่ศึกษาธรรมะที่มีภูมิปัญญาจริงจะเข้าใจดีเลยว่า คนที่ไม่มีอุทธัจจะแล้ว คนที่ไม่มี มังกุ ภาษาวิชาการแปลว่า ความเก้อเขิน ความเก้อยาก ความดุ๊กดิ๊กๆ อยู่ในใจ มีความเขินๆเก้อๆ เขามาเรียกเรายกย่องสูง อาตมาไม่มีกิเลสที่ใครๆมี ที่เมื่อวานอาตมาเอาพรหมชาลสูตรมาอ่าน พระพุทธเจ้าบอกว่าใครมาชมเราก็อย่าไปฟูใจ เหลิงใจ ตำหนิก็ไม่เป็นไร คนตำหนิอาตมาเยอะแยะ อาตมาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ใช่หน้าด้าน ก็พูดไปอยู่ ตำหนิก็ฟังเขา เขาก็ตำหนิผิด ตำหนิถูก เขาตำหนิผิดอาตมาก็แก้ไป พระพุทธเจ้าให้แก้ไขนะถ้าเขาตำหนิผิด ถ้าเขาตำหนิถูกเราก็ยอมรับสิ อย่างนี้เป็นต้น อาตมาไม่ได้ปฏิบัติผิดจากคำสอนพระพุทธเจ้าสักอย่าง
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ชาวอโศกเรามีเศรษฐกิจโลกุตระหนึ่งเดียวในโลก _สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ · ผู้น้อยเข้าใจถูกไหมหนอถ้าเปรียบว่า? รายได้ GDP เศรษฐศาสตร์โลกียะธรรมทำให้ปุถุชนเป็นทุกข์ด้วยพึ่งพาสังคมทุนนิยม โลกภายนอกเป็นหลัก ไม่จีรัง อันผันผวนวิกฤติปรวนแปร ศก.ไม่แน่นอนฯ! รายได้ GNP เศรษฐศาสตร์โลกุตระธรรมให้อาริยะชนพ้นทุกข์ด้วยตนพึ่งตน พึ่งพิงชุมชนนิยมสังคมภายในเป็นแก่นเที่ยงแท้ ศก.คนจนพอเพียงพึ่ง พากันรอดไปด้วยกันได้แน่นอนแม้วิกฤติศก.โลกไม่จีรังฯ สาธุ😷🙏👪🌍👪🙏😷 พ่อครูว่า...คุณสื่อฟ้าศิลป์เข้าใจผิด เข้าใจ GNP ว่าเป็นโลกุตรธรรม ซึ่งไม่ใช่ GNP ก็เป็นความหมาย N คือ National ไม่ใช่ Domestic โดเมสติก GNP คือ Gross National Product เพราะฉะนั้นก็เป็นความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์เทวนิยมที่เรียนกันมาจากแบบสากลเขาอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่เศรษฐกิจเชิงโลกุตระ เขาก็มีความหมายของเขาไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงยังไม่มีใครรู้หรอก ความคิดทางเทวนิยม ความคิดทางตะวันตก ความคิดทางศาสนาที่เป็นเทวนิยม ศาสนาพระเจ้า ไม่มีความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจแบบโลกุตระ เศรษฐกิจโลกุตระเป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้ง่ายๆคิดเอาไม่ได้ง่ายๆ ชาวอโศกเรามีเศรษฐกิจโลกุตระหนึ่งเดียวในโลก ถ้าพูดถึงว่าเศรษฐกิจ แล้วก็ที่อาตมาเอามาอธิบายแล้วก็ยังไม่ละเอียดพอ วันนี้ก็เขียนเติม วันก่อนก็อธิบายไปทีนึงแล้วจากที่ได้ร่างมา แล้วอธิบายไปจนกระทั่งหมดเวลาก็เอามาดูทวนแล้วขยายไปอีกเยอะ
เศรษฐกิจเราก็จะได้นั้นมีที่จบ มีการจบกิจ ไม่ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจกันอีก โลกในโลกไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเมืองพุทธเมืองไทย เขาก็จะไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจกัน เพื่อที่จะให้มันจบ เพื่อที่จะให้มันไม่มีปัญหา จึงใช้คำว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ให้มีปัญหา ซึ่งเขาแก้ไม่ได้ ตราบใดที่เขาทำให้คนไม่มีปัญญา เป็นคนที่มีจิตมีวรรณะ 9 เป็นคนเลี้ยงง่าย คือบริหารนี่แหละ เลี้ยงดูนี่คือบริหาร สุภระ เลี้ยงดูง่าย เป็นพลเมืองไทยก็เลี้ยงดูง่าย บริหารง่าย สุภระ สุโปสะ แล้วเป็นคนเจริญด้วย พัฒนาไม่มีปัญหา เพราะมีปัญญา เป็นคนในสังคมที่มีปัญญา ไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย ไม่ก่อเรื่องที่จะให้ผู้บริหารเดือดร้อน และพัฒนาให้เป็นคนเจริญ เป็นอาริยชนหรืออริยชนได้จริงๆ ง่ายด้วย เลี้ยงง่าย ท่านใช้ศัพท์ว่า บำรุงง่าย ปรับให้เจริญได้ง่ายๆ เพราะ เป็นคนที่มักน้อย อาตมาขยายความว่า เป็นคนกล้าจน อัปปิจฉะ เป็นคนมีน้อยๆไม่ต้องไปมีมาก เป็นคนจนๆไม่ต้องร่ำรวย จนถึง 0 อาตมาขยายไปถึงขั้นจน จนถึง 0 เพราะเราได้พิสูจน์แล้วถึงขั้น สาราณียธรรม 6 ลาภที่ได้มาโดยธรรม ไม่ต้องมี เอาเข้ากองกลางหมด ก็เป็นคนที่สูญได้ เสียภาษี 100% อธิบายไปหมดแล้วซึ่งเป็นสังคมที่สุดยอด เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจของชาวอโศกแก้ปัญหาจบแล้ว จบกิจ ใช้ศัพท์ของพระพุทธเจ้า เป็นอรหัตผล เป็นผลสูงสุด อรหันต์ เป็นผลสูงสุดไม่ลึกลับในเรื่องเศรษฐกิจ อรหะ แปลว่า ไม่ลึกลับ อันตะ แปลว่า ที่สุด เราแก้ปัญหาเศรษฐกิจจบไม่ลึกลับ ไม่สงสัย ไม่ลำบาก จบ ถึงอันตะ ถึงปลาย นะ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่วิเศษที่สุดในโลก ยังไม่มีในตำรา ยังไม่มีในความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของโลก มีของพระพุทธเจ้าเท่านั้น และมันได้เสื่อมไป โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าได้เสื่อมไป จึงไม่เกิด ของยุคพระพุทธเจ้าท่านก็ทำไม่ได้กว้าง ได้เฉพาะในหมู่ภิกษุ ในสงฆ์เท่านั้นเอง ไปถึงฆราวาสไม่ได้เพราะมีข้อจำกัด ก็พูดไปหมดแล้ว เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส มีนายทาส มีลูกทาส มนุษย์ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน ไม่รู้จักสิทธิความเป็นคนของตนเลย มันมีลัทธิกดขี่ มีนายมีบ่าว มีนายมีทาสอะไรกันอยู่ มันก็ทำไม่ได้ แต่ยุคนี้ไม่มีแล้ว ยุคทาสก็ไม่ใช่ ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราช สิทธิมนุษยชน จนกระทั่งเป็นสิทธิเลยเถิดออกมาเกินกฎหมาย เขาฟ้องร้องติดคุกกันไปเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นมันจึงยาก ที่จะเข้าใจได้ว่า ผู้บรรลุเศรษฐกิจ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าแล้วนั้น เป็นอย่างไร เราก็เสนอให้ศึกษา เอหิปัสสิโก เชิญมาดูได้ที่ชาวอโศก
_ชุมพล ยอดสะเทิน · หลายปีที่ผ่านมา ฟังเพลงหรือจะรอจนพ่อสิ้นทีไร ทุกข์ใจทุกที เพราะอยากมาอยู่กับพ่อครู แต่ก็เป็นห่วงอาจารย์ แต่ตอนนี้ฝันเป็นจริงแล้วครับ คิดว่ามวลของคนดีที่สัมมาจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พ่อครูก็เอื้อให้ทุกอย่าง
_Sodsri Aung สดศรี อั้ง · ข่าวเท็จจริงต้องมองด้วยใจเป็นธรรม ทุกคนไม่ได้คิดเหมือนกันหมด แม้พระพุทธเจ้ายังให้ทำตามกาลามสูตร ไม่ให้เชื่อใครเพราะรักสัทธาอย่างเดียวจะกลายเป็นโง่งม ควรมองด้วยสติปัญญา โลกหมุนไปเราไม่อาจเปลี่ยนต้านทานเป็นตามกฎแห่งไตรลักษณ์ บ้านเมืองจะอยู่อย่างอโศกหมดได้อย่างไร คนหมู่มากย่อมแตกต่าง ควรเดินไปพร้อม ๆ กันเพื่อเกื้อกูลสังคม ทุกคนต้องอยู่ด้วยสติปัญญาแม้ยากยิ่งนัก พึ่งพาในชุมชนดีมาก แล้วให้ทุกแห่งหนเป็นแบบนี้หมดจะไหวไหม ที่สำคัญทุกคนต้องรู้ตัวว่ากำลังคิดทำอะไร ฝรั่งเวลามีเงินมากเขาก็บริจาคจนหมดมีนะ จีนไม่มีเทวนิยมเหมือนกัน พระพุทธเจ้าก็เป็นนะ ประชาธิปไตย แต่ยังปรับเปลี่ยนวินัยเพื่อเหมาะแก่การณ์ ถ้าเป็นเช่นนี้ได้ รสทช คงไม่ต้องหาเสียงแจกเงินแข่งกับพรรคอื่น พ่อครูว่า... เอาละเรื่องนี้อาตมาว่าอย่างนี้อาตมาพูดจริงๆ ตอนนี้อาตมายังไม่อยากจะคิด อาจจะมีนะ อาจจะมีได้ว่าคนในพรรค รสทช.ก็ตาม ส่วนตัวของเขาไปแจก อาจจะมีได้ แล้วเขาจะมีหลักฐานมายืนยันไหมล่ะ อาตมาก็ฟังเขาพูดเฉยๆว่า แต่เขาก็จะต้องพยายามดู รสทช อาตมาไม่เชื่อว่าคณะกรรมการเขาจะเห็นดีเห็นด้วย มันเป็นเรื่องส่วนตัวของคนซึ่งไม่น่าทำ แต่ถ้าเผื่อว่าทำก็ต้องตรวจสอบกันมีคนท้วงมาไว้อย่างนี้ แล้วคนท้วงก็ควรจะท้วงอย่างมีหลักฐาน อย่าไปท้วงโดยฟังข่าว Fake News พูดในโซเชียลอะไรต่ออะไร มันว่ากันไปเลอะไปหมด ไม่เข้าท่า เพราะฉะนั้นก็อย่าไปพูดเช่นนั้นถ้าไม่แน่จริง
_ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล : ธรรมะพ่อครู ยิ่งฟังซ้ำ..ยิ่งเข้าใจครับ...(เหมือนถมดินสร้างบ้าน)...ค่อยๆถมค่อยๆเติมค่อยๆทำ..ดินที่ทับถมกันจะยิ่งทนทาน..นานหลายๆปีครับ...(พ่อท่านแสดงธรรม)....ผมนั่งฟังไม่มีเบื่อ (ฟังทั้งวันทั้งคืนก็ยังได้ครับ). มีแต่ความรู้ที่หาฟังที่ไหนไม่ได้ครับ... พ่อครูว่า... ก็ความรู้สึกของคุณ ก็เห็นว่าดี อาตมาก็เห็นว่าเป็นการชมเชยธรรมะที่อาตมาแสดง
_Souvanee Borsil เสาวนีย์ โบซิล · เคยไปกปปส.และได้ฟังท่านเทศน์บ่อยครั้ง พ่อครูว่า...อาตมาเคยไปเทศน์ที่เวที เวทีของ กปปส. ตอนนั้น คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้อาตมาเทศน์ในเวทีของเขา แล้วก็คงจะได้ฟังเทศน์ที่ กปปส. อย่างนั้น ตอนนี้ก็เทศน์อยู่ ยิ่งกว่าที่ กปปส. ด้วย มาฟังสิเยอะๆ
_เวียงทอง นุ่นภักดี · น้อมกราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงยิ่งเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive