ไม่พูดเป็นธรรมะไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ(มหาสุตโสมชาดก).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข24 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ไม่พูดเป็นธรรมะไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ(มหาสุตโสมชาดก) _1614 : พุทธพจน์ สัตบุรุษ ไม่มีในชุมนุมใด ชุมนุมนั้นไม่ชื่อว่าสภา ขอพ่อครูอธิบายด้วย พ่อครูว่า…สภาคือในที่ประชุม เป็นสถานที่เขาคัดคนแล้ว เอาไปเป็นสมาชิกสภาหรือไปเป็นกรรมการเป็นผู้ที่คัดเข้าไป ว่าเป็นผู้ที่จะมาระดมความคิด ระดมสมอง ถ้าเผื่อว่าคนที่ไม่มีภูมิปัญญาปฏิภาณเพียงพอถึงขั้นถึงขีด ไปเป็นสมาชิกสภานั้นๆ มันก็ไม่ใช่สภา มันต้องเป็นผู้ที่เหมาะสม มีภูมิธรรม ความรู้ ความสามารถ ความคิดที่ถูกต้องที่ดี จึงเรียกว่า มีสัตบุรุษ คำว่า สัตบุรุษ คำนี้ สัตตะ แปลว่า 7 คนที่อยู่ในขีดเขตของ 7 เป็นเรื่องยาก อจินไตย เดาไม่ได้ ชนเหล่าใดไม่พูดเป็นธรรม ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ ก็เป็นคำจำกัดความอีก ในพระไตรปิฎก เล่ม 28 ข้อ 393 1. พระราชาใดชนะคนที่ไม่ควรชนะ พระราชานั้นไม่ชื่อว่าเป็น “พระราชา” 2. ผู้ใดเอาชนะเพื่อน ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็น “เพื่อน” ..ใครที่จะไปหาทางเอาชนะอะไรใครนั้นไม่ควรทำ ที่จริงพระราชาควรชนะคน แต่คนที่ไม่ควรชนะก็เอาไปเอาชนะคะคานเขา พระราชาผู้นั้นไม่ชื่อว่าพระราชา หรือผู้ที่เป็นเพื่อนกัน อยากเอาชนะเพื่อน ตั้งอกตั้งใจเอาชนะเพื่อน ผู้นั้นก็ไม่ได้ชื่อว่าเพื่อน ยอมแพ้ได้ก็เป็นเพื่อน 3. ภรรยาใดย่อมไม่กลัวเกรงสามี ภรรยานั้นไม่ชื่อว่า เป็น “ภรรยา” ..อันนี้ก็หนักเหมือนกัน เป็นปัญหาอยู่ที่ทางยุโรป หรือพวกเสมอภาค ไม่รู้จักอะไร ฝ่ายเทวนิยมพวกโน้น ชอบเสมอภาค มาแย้งอาตมา อาตมาก็เลยว่า พวกคุณถือศาสนาเทวนิยมเจ้าคุณก็ต้องไปตกลงกับพระเจ้าก่อนว่าผู้หญิงกับผู้ชาย พระเจ้าสร้างอาดัมขึ้นมาก่อน แล้วก็ค่อยเอาซี่โครงซี่ที่ 7 ของอดัมมาเสกสร้างเป็นผู้หญิงเป็นภรรยา ภรรยาหรือผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชายเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นเอกอะไร

อ่านต่อ

คุณต้องไปล้มล้างตำนาน ล้มล้างสัจธรรมของศาสนาคุณเสียก่อนสิ คุณถึงค่อยมาแย้งอาตมา ศาสดาของคุณก็มีตำนานก่อเกิดมาอย่างนั้น อดัมเป็นเจ้าของคุณ คุณเป็นส่วนหนึ่งเป็นซี่โครงซี่ที่ 7 ของอดัม เอามาเสกตัวผู้หญิง แล้วคุณจะมาเป็นใหญ่กว่าอดัมได้อย่างไร อาตมาก็ต้องแก้อย่างนี้ ต้องตอบเขาอย่างนี้ ไม่รู้จะตอบจะเถียงเขาอย่างไร เขายกอ้างสิทธิมนุษยชน หลักการของโลกมันยึดถือกันคนละอย่าง โดยเฉพาะคุณจะยึดถืออย่างนั้น ก็เป็นเรื่องของความเห็นของคุณ เป็นอัตตามานะของคุณ 4. บุตรเหล่าใด ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่แล้ว บุตรเหล่านั้นไม่ชื่อว่าเป็น “บุตร” 5. ในที่ประชุมใดไม่มีสัตบุรุษ ที่ประชุมนั้นไม่ชื่อว่า “สภา” (น สา สภา ยัตถะ น สันติ สันโต) 6. ชนเหล่าใดไม่พูดเป็นธรรม ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าเป็น “สัตบุรุษ” (น เต สันโต เย น ภณันติ ธัมมัง) 7. คนผู้ละราคะ โทสะ โมหะ ได้แล้ว พูดเป็นธรรมนั่นแล ชื่อว่าเป็น “สัตบุรุษ” (ราคัญจะ โทสัญจะ ปหายะ โมหะ ธัมมะ ภณันตาวะ ภวันติ สันโต) บัณฑิตผู้อยู่ปะปนกับคนพาล เมื่อไม่พูด ใครๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นบัณฑิต แต่ว่าบัณฑิตเมื่อพูด แสดงอมตธรรม ใครๆ จึงจะรู้ว่าเป็นบัณฑิต เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงกล่าวธรรมให้กระจ่าง พึงยกธงของพวกฤๅษี ฤๅษีทั้งหลายมีคำสุภาษิตเป็นธง ธรรมเหล่านั้นแลเป็นธง(หรือเครื่องหมาย)ของฤๅษีทั้งหลาย. มหาสุตโสมชาดกที่ 5 พตปฎ.เล่ม 28 ข้อ 393 ..คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เอามาแต่ละสูตร แต่ละวรรค แต่ละบท ที่เอามายืนยันต่างๆเป็นความรู้ที่ตรัสรู้เองโดยชอบของพระองค์ แล้วเอามาประกาศต่อมนุษย์ยืนยันให้พิสูจน์เลย พิสูจน์แล้วจะรู้ได้ด้วยตนอย่างชาวอโศก พิสูจน์ได้แล้ว จนกระทั่งมาถึงยืนยันพระสูตร เช่นยืนยันหลักวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 ชาวอโศกมาปฏิบัติ ปัจจุบันนี้ที่เทวนิยมจัดจ้าน แต่เราก็สามารถปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมท่ามกลางสังคมทุนนิยมจัดจ้านใกล้กลียุค กิเลสหนาตัณหาจัด แย่งชิงกันต่างๆนานา แต่เราก็สามารถทำให้คนรับธรรมะพระพุทธเจ้าและเอาไปประพฤติปฏิบัติ จนสามารถหลุดพ้นมาจากหมู่คนพาล หมู่ที่ยังอยู่ในโลกีย์จัดจ้านหยาบๆ ไม่เอาแล้ว นิสัย ชีวิตแบบนั้นมาเอาหลุดพ้นไม่มีกิเลสไม่มีจิตวิญญาณที่มีอวิชชาอย่างนั้นอีกแล้ว จนมาอยู่รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มที่เปรียบเทียบกันได้เลยว่าต่างกัน ใครจะเห็นจะยอมรับ ใครจะเข้าใจได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่บุคคล เราไปบังคับกันไม่ได้ แล้วมันเกิดจริงเป็นจริงเพื่อให้ยืนยันพิสูจน์ เราก็ยืนยันว่าเราเป็นจริงอย่างนี้ เราไม่ได้เสแสร้งไม่ได้หลอกลวง เราเป็นจริง เห็นจริงเป็นจริง แล้วเราก็ไม่ได้ไปข่ม ไปเบียดเบียนทำร้ายคนอื่น มีแต่ยอม เป็นผู้ให้ เป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วยซ้ำอัตตาตัวตนไม่มี หรือลดอัตตาตัวตนให้หมดไปให้ได้ ให้เหลือน้อยจนมันหมดได้จริง ก็เป็นผู้ที่อยู่อย่างเป็นคนที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น อุ้มชูผู้อื่นอย่างแท้จริงไม่ใช่คารมเล่นลิ้น ใช้พูดเอาโก้ แต่เป็นเรื่องจริง ก็เชิญมาพิสูจน์ ซึ่งอาตมาก็เห็นว่า โลกทั้งโลกเข้าใจ ความหมายอย่างที่อาตมากล่าวสรุปไปสั้นๆ เข้าใจกันแล้วเดี๋ยวนี้ เป็นแต่เพียงว่าเขายังไม่ยอมเชื่อสนิท เพราะเขายังทำไม่ได้สมบูรณ์ ถ้าคนที่สามารถเข้าใจได้ แล้วทำได้บ้างก็เชื่อถือจนกระทั่งเข้าใจสมบูรณ์ขึ้นมา หรือเข้าใจขึ้นมาเป็นรอบๆๆ จากหยาบกลางละเอียดได้มรรคผลมาจึงจะเชื่อจริง ตามความเป็นจริงที่ตัวเองปฏิบัติบรรลุผลนั้นได้ ไม่ใช่ไปเชื่อใคร แต่เชื่อปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ เชื่อจากที่ตัวเองได้มรรคได้ผลเองแล้วจะรู้แจ้งจริงของตัวเอง ไม่ได้ไปเชื่อใคร จะบอกว่าเชื่อจากพระพุทธเจ้าเชื่อจากสัตบุรุษ เชื่อจากผู้อื่นมาก่อนแล้วมาพิสูจน์คนเกิดแล้วเป็นของตนเองจริงๆ ก็เชื่อของตนเองของตน จึงชื่อว่า ไม่ใช่หยิ่งผยองอวดดีลบหลู่คุณท่าน แต่ภาษาอธิบายเปรียบเทียบว่าเชื่อของตัวเองไม่ได้ไปเชื่อใคร ไม่ได้ลบหลู่ครูบาอาจารย์ ไม่ได้ลบหลู่ผู้ที่รู้นำมาก่อน นี่มันเป็นภาษาบอกความจริง บอกว่าเป็นภาษาอวดดีไม่เชื่อใคร เราเชื่อตัวเอง ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้ตรัสรู้เองก็ไม่ใช่ แต่มันเป็นผู้จบในความเชื่อนั้นแล้ว อันนี้ลึกซึ้ง เป็นความจบในความเชื่อที่เราเป็น เรามี เราสมบูรณ์ เรายืนยันพิสูจน์ ทุกอย่างอ้างอิงแล้วก็ความจริงที่มันเป็นจริงของตัวเราเอง เป็นคำตอบที่สุดยอด จนถึงขั้นศูนย์ ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ถึงขั้นที่มนุษย์ไม่มีอัตตา ภาษาว่า ไม่มีอัตตา คุณต้องรู้ได้ด้วยตนเอง อัตตาเป็นอย่างไร แล้วไม่มีคืออย่างไร ปัญญาคืออะไร ปัญญาไม่ใช่ความฉลาดเฉโกแบบโลกๆ เป็นความรู้ความฉลาดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งค้านแย้งกับทางโลกด้วย ต้องมาพิสูจน์กันจริงๆ ก็ค่อยๆฟังไปตามลำดับ

640324_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาด้วยปัญญามุทุภูเตของพ่อครู

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน